Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘แม่ทัพภาคที่ 2’ ฝากถึงคนไทยมองธงชาติ!! รวมพลังภายใต้สี ‘แดง-ขาว-น้ำเงิน’ หัวใจของความเป็นหนึ่งเดียว

(16 ส.ค. 68) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ขอให้คนไทยทุกเพศทุกวัยหันมามอง 'ธงชาติไทย' และตระหนักถึงความหมายของสามสีบนผืนผ้า โดยเน้นให้ทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้กรอบของการเสียสละ ความสามัคคี และความเมตตา พร้อมเตือนอย่าทะเลาะกันหรือทุจริต เพราะหากคนไทยรวมใจเป็นหนึ่ง บ้านเมืองจะเข้มแข็งและไม่มีใครเอาชนะได้

แม่ทัพภาคที่ 2 อธิบายว่า สีแดงในธงชาติแทนเลือดเนื้อและความเสียสละของบรรพบุรุษที่ปกป้องแผ่นดิน สีขาวแทนศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดี ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด และสีน้ำเงินแทนสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงก่อร่างสร้างบ้านเมืองมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน ทั้งสามสีนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไทยที่ต้องช่วยกันรักษาไว้

พร้อมย้ำว่า คนไทยต้องเป็น “คนยุคใหม่” ที่มีความเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และซื่อสัตย์ต่อกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศชาติ ฝากข้อคิดว่าหากคนไทยยืนหยัดร่วมกันอย่างมั่นคง ก็จะไม่มีชาติใดสามารถมาทำลายความมั่นคงของประเทศไทยได้

สืบ ตม.3 ระดมหมายจับทั้งคนไทยและโจรต่างชาติ สนองนโยบาย ตร.ลุยวันเดียว 4 หมายจับ 

สืบเนื่องจากคำสั่งระดมกวาดล้างอาชญากรรมของ ตร.ให้จับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน และบุคคลตามหมายจับ ในระหว่างวันที่ 15-24 ส.ค.68 นั้น ทาง พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.ปิติ นิธินนทเศรษฐ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.(สส.) ได้เล็งเห็นความสำคัญในการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวจึงได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพะยอม และ พ.ต.อ.คธาธร คำเที่ยง รอง ผบก.ตม.3 สั่งการให้หน่วยในสังกัดดำเนินการปราบปรามอย่างจริง

ต่อมาในวันที่ 15 ส.ค.2568 กองกำกับการสืบสวนสอบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 โดย พ.ต.อ.จิรพงศ์ รุจิรดำรงค์ชัย ผกก.สส.บก.ตม.3 พร้อมชุดสืบสวน กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้วางแผนการกำหนดเป้าหมายและระดมจับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับตามแนวนโยบาย ตร.ข้างต้น โดยในแบ่งชุดปฏิบัติการออกเป็นสี่ชุดปฏิบัติ ทำให้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้วันเดียว 4 หมายจับ ปรากฏรายละเอียดดังต่อไปนี้

1) นายเดชา (สงวนนามสกุล) อายุ 58 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ และความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ (บัญชีม้า)“ อายุความ 10 ปี ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
2) นายเจี้ยนเหิง (Mr.Jianheng Xia) อายุ 29 ปี สัญชาติจีน ตามหมายจับศาลแขวงพัทยา ในความผิดฐาน “ยักยอกทรัพย์”  อายุความ 10 ปี ความเสียหายกว่า 400,000 บาท
3) นายสุนทร (สงวนนามสกุล) อายุ 53 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดไชยา ในความผิดฐาน  “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นฯ และความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ (บัญชีม้า)” อายุความ 10 ปี ความเสียหายกว่า 200,000 บาท
4) นายวัน เหงียน ลูเยน (MR.NGUYEN VAN LUYEN) อายุ 30 ปี สัญชาติเวียดนาม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงสมุทรปราการ ในความผิดฐาน “หลบหนีๆ ในระหว่างควบคุมตัว” ความผิดตาม พรบ.คนเข้าเมือง อายุความ 10 ปี

พล.ต.ต.ชัยฤทธิ์ เปิดเผยว่า การระดมจับกุมในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สอดคล้องกับนโยบายระดมปราบปรามอาชญากรรม ที่ต้องการให้ทุกหน่วยร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทุกหมายจับสร้างความอบอุ่นใจให้ประชาชน โดยในครั้งนี้ได้กำชับให้มุ่งเน้นโจรที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บัญชีม้าทั้งคนไทยและต่างชาติ ซึ่งผู้ต้องหาในส่วนบัญชีม้านี้มักจะกระทำความผิดหลายท้องที่และมีผู้เสียหายหลายคดี ซึ่งจะได้ประสานงานกับหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการอายัดตัวต่อไป ทั้งนี้ ผลการปฏิบัติของงานสืบสวน บก.ตม.3 ดังกล่าวในวันแรกก็สามารถจับกุมได้ถึง 4 หมายจับแล้ว คาดว่าเมื่อรวมกับผลงานของหน่วย ตม.จังหวัด ในสังกัดกับห้วงเวลาตลอดการระดม 10 วันนี้ จะมีผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพึงพอใจ ซึ่งนอกจากจะเป็นการทำงานตามนโยบายของ ตร.แล้ว ยังได้กำชับให้มุ่งเน้นคดีที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและปกป้องความสงบเรียบร้อยในสังคม ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานานาชาติอีกด้วย

16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 รัชกาลที่ ๔ พระราชทานฐานะเมืองปราณบุรี หรือเดิมคือชื่อเมืองนารัง กลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2485 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานฐานะให้เมืองปราณบุรีกลายเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเดิมอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์เคยมีชื่อว่า “เมืองนารัง” หรือ “เมืองบางนางรม” ตามหลักฐานในคำให้การชาวกรุงเก่า

หลังกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 เมืองนารังเลิกร้างไป จนถึงสมัยรัชกาลที่ 2 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเมืองบางนางรมขึ้นใหม่ แต่เนื่องจากที่ดินไม่เหมาะสม จึงย้ายไปตั้งที่เมืองกุย และต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” รวมเมืองกุย เมืองคลองวาฬ และเมืองบางนางรมเข้าด้วยกัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองประจวบคีรีขันธ์ถูกจัดให้อยู่ในมณฑลราชบุรีเป็นอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้รวมเมืองปราณบุรีและอำเภอใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเมืองปราณบุรีเป็น “เมืองประจวบคีรีขันธ์” ในสมัยรัชกาลที่ 6

ปัจจุบันอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ตั้งอยู่กึ่งกลางจังหวัด ห่างจากกรุงเทพฯ 281 กิโลเมตร มีชายแดนติดประเทศไทย-เมียนมา ยาว 44 กิโลเมตร จุดผ่านแดนที่สำคัญคือช่องด่านสิงขร และมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอกุยบุรีทางเหนือ อ่าวไทยทางตะวันออก อำเภอทับสะแกทางใต้ และเขตตะนาวศรีของเมียนมาทางตะวันตก

รัฐบาล นำคณะทูตประเทศภาคีฯ ลงพื้นที่ 16 ส.ค. นี้ ประจานเขมรวางทุ่นระเบิดละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

รัฐบาล เผย กต.เตรียมนำ คณะทูตผู้แทน ประเทศภาคีอนุสัญญาออตตาวา ลงพื้นที่ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา 16 ส.ค.

(15 ส.ค. 68) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 ) รัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศจะนำคณะทูตที่เป็นผู้แทนจากสถานทูตประเทศภาคีของ Ottawa Convention ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และศรีสะเกษ  ที่บริเวณผามออีแดง จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุป และการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 2 ในพื้นที่ ภูมะเขือ ก่อนเดินทางไปตรวจพื้นที่ความเสียหายพลเรือน ที่บ้านหนองเม็ก ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา จ.ศรีสะเกษ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปจากผู้แทน

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลไทยยึดมั่นในการรักษากฎหมายระหว่างประเทศ เคารพในหลักมนุษยธรรม และพร้อมเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสายตาประชาคมโลก เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขสถานการณ์อย่างสันติและเป็นธรรม ทั้งนี้ รัฐบาลจะดำเนินการทุกช่องทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนไทยอย่างเต็มกำลัง 

ทั้งนี้ กองทัพไทย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่  7 จังหวัด และวางรั้วลวดหนาม อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา แม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้  ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวา ที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎกติกา ระดับโลกอย่างร้ายแรง

รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ย้ำเตรียมชี้แจงจุดยืนสำคัญ หลังการประชุมสุดยอดผู้นำระหว่าง ‘ปูติน-ทรัมป์’ ในฐานทัพอเมริกา

(15 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมพบกันที่ฐานทัพร่วมเอลเมนดอร์ฟ-ริชาร์ดสัน ของสหรัฐอเมริกา ใกล้อังเคอเรจ รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งถือเป็นการพบกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรก หลังทรัมป์ชนะเลือกตั้งใหม่และนับเป็นการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุดระหว่างทั้งคู่ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่พบปะกันต้องย้อนกลับไปในปี 2019

กระทรวงต่างประเทศรัสเซียเผยว่า การประชุมครั้งนี้รัสเซียจะชี้แจงจุดยืนอย่างชัดเจน โดยหลายประเด็นได้มีความคืบหน้าแล้วจากการเยือนของทูตพิเศษสหรัฐฯ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) 

“เราไม่เคยวางแผนล่วงหน้า แต่เรามีข้อโต้แย้งและจุดยืนที่ชัดเจน ซึ่งจะชี้แจงอย่างครบถ้วน” เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าว

ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรีรัสเซีย เซอร์เกย์ สเตปาชิน (Sergei Stepashin) ระบุว่า การพบกันตัวต่อตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะระหว่างผู้นำที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวดี “สำคัญที่ประธานาธิบดีปูตินจะนำเสนอจุดยืนของรัสเซียต่อทรัมป์ด้วยตัวเอง การจับมือและพูดคุยโดยตรงมีน้ำหนักมากกว่าการส่งเอกสารหรือทางโทรศัพท์”

นอกจากนี้ สเตปาชินยังกล่าวถึงการประชุมกับตัวแทนยูเครนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยระบุว่าแม้เขาจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แต่การประชุมก็จะถูกจัดขึ้นตามแผนเดิมอย่างแน่นอน

สำรวจ ‘กำแพงกั้นพรมแดน’ ระหว่างประเทศทั่วโลก แนวทางที่ ‘ไทย’ กำลังศึกษาถึงความเป็นไปได้

(15 ส.ค. 68) กระแสการสร้างกำแพงไทย–กัมพูชากำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง ขณะนี้ฝ่ายทหารก็เริ่มศึกษาความเป็นไปได้จริง ในอดีตและปัจจุบัน หลายประเทศทั่วโลกใช้กำแพงหรือรั้วพรมแดนเพื่อควบคุมการอพยพ ป้องกันการลักลอบนำเข้าสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงเสริมความมั่นคงจากข้อพิพาทเขตแดน ตัวอย่างที่เรารู้จักกันดี เช่น กำแพงเมืองจีน และกำแพงเบอร์ลิน

เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน โลกมีเพียง 16 กำแพงพรมแดน แต่รายงานเมื่อปีก่อนโดย Elisabeth Vallet นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควิเบก แคนาดา ระบุว่าตัวเลขเพิ่มเป็น 66 แห่ง แสดงให้เห็นว่าการใช้กำแพงยังคงเป็นเครื่องมือที่หลายประเทศเลือกใช้ แม้จะมีข้อโต้แย้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อชุมชนชายแดน

สหรัฐอเมริกา–เม็กซิโก เริ่มสร้างรั้วสมัยประธานาธิบดีคลินตันปี 1990 และขยายยาวกว่า 1,000 กม. หลังปี 2006 เพื่อสกัดแรงงานผิดกฎหมายและค้ายาเสพติด ส่วนซาอุดีอาระเบียสร้างรั้วสูง 7 เมตรตามชายแดนอิรัก ยาว 900 กม. พร้อมหอสังเกตการณ์ 78 แห่ง เพื่อรับมือกลุ่มก่อการร้ายอิสลาม

ขณะที่ อิสราเอลสร้างกำแพงกั้นเวสแบงก์ตั้งแต่ปี 2002 อ้างป้องกันการโจมตีของชาวปาเลสไตน์ แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการยึดพื้นที่ ขณะที่ฮังการีสร้างรั้วยาว 177 กม. ติดชายแดนเซอร์เบียและโครเอเชีย เพื่อสกัดผู้อพยพหลังวิกฤตผู้ลี้ภัยยุโรป

ด้าน สเปนมีรั้วไฮเทคในดินแดน Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันคนจากโมร็อกโกลอบเข้า แต่มีผู้เสียชีวิตจากการพยายามข้ามรั้ว อินเดียก็ล้อมบังกลาเทศด้วยรั้วลวดหนามตั้งแต่ปี 1993 ทำให้ชาวบ้านกว่า 100,000 คนกลายเป็นคนไร้สัญชาติจากข้อพิพาทเขตแดน

ทั้งนี้ ยังมีเกาะไซปรัสที่ถูกกำแพงแบ่งเหนือ–ใต้ตั้งแต่ปี 1974 เพราะความขัดแย้งเชื้อชาติ และแม้ปัจจุบันเป็นประเทศอิสระ แต่เกาะก็ยังแบ่งเป็นสองส่วนดังเดิม ส่วนไทยเองก็มีกำแพงกั้นชายแดนมาเลเซียในบางพื้นที่ แม้ไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก

‘กองทัพบก’ ยันไม่มีทหารเขมรปลดธง-รื้อลวดหนาม เชื่อ กัมพูชาสร้างข่าวเท็จเบี่ยงเบนกระแส

โฆษก ทบ.ยันทหารไทยในพื้นที่รายงานไม่มีเหตุการณ์ทหารเขมรปลดธงชาติไทย-รื้อถอนลวดหนามที่ช่องจุ๊บตาโมก เสาธงในภาพไม่มีอยู่จริงในพื้นที่ คาดฝ่ายกัมพูชาสร้างข่าวปลอม เบี่ยงเบนกระแสภายในประเทศ หากทำจริงฝ่ายไทยต้องตอบโต้เพราะอยู่ในเขตแดนไทย

(15 ส.ค.68) พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีสื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ภาพอ้างว่า เป็นการรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่จุ๊บตะโมก บริเวณปราสาทตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ โดยจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยทหารในพื้นที่ประจำปราสาทตาเมือนธม ยืนยันว่าไม่ปรากฏเหตุการณ์ หรือการปฏิบัติใด ๆ ของทหารกัมพูชาตามที่มีการกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ หากมีการรื้อถอนลวดหนามในพื้นที่จริงจะต้องมีการเข้าดำเนินการตอบโต้จากฝ่ายไทย เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตแดนไทย ภายใต้มาตรการรักษาความมั่นคงอย่างเข้มงวด

อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่า เสาธงที่ปรากฏในภาพไม่ได้มีอยู่จริงในพื้นที่ที่กล่าวอ้าง

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กองทัพบกประเมินว่า เป็นการจัดทำข่าวปลอมโดยฝ่ายกัมพูชา เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและลดกระแสกดดันจากสังคมภายในประเทศ จากการที่ฝ่ายไทยสามารถยึดพื้นที่คืนจากทหารกัมพูชาได้จำนวน 11 พื้นที่ หลังการสู้รบที่ผ่านมา

วุฒิสภาลงพื้นที่ระยอง–เกาะเสม็ด ยกเครื่องมาตรการความปลอดภัยท่องเที่ยว ครอบคลุมบก–น้ำ เสริมเครือข่ายกู้ชีพ 1669 รับมือเหตุฉุกเฉิน

วันที่ 14-15 สิงหาคม 2568 คณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา นำโดย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง ประธานคณะอนุกรรมาธิการความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านความปลอดภัยในจังหวัดระยอง พร้อมอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษา โดยมีนายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนายประสานต์ พฤกษชาติ รองนายก อบจ.ระยอง รวมถึงหน่วยงานรัฐ–เอกชน ร่วมให้การต้อนรับ

ที่ประชุมได้บรรยายสรุปมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ การสร้างเครือข่ายแพทย์ฉุกเฉินระหว่าง อบจ.ระยอง กับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (1669) ครอบคลุมทั้งการเดินทางทางบกและทางน้ำ พร้อมพัฒนาระบบประสานงานให้การช่วยเหลือรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้เยี่ยมชมศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 ณ สนามกีฬากลางจังหวัดระยอง รวมถึงการฝึกอบรมหลักสูตรผู้ช่วยครูผู้สอนด้านปฐมพยาบาลและกู้ชีพขั้นพื้นฐาน ณ โรงแรมคามิโอ แกรนด์ เพื่อเสริมทักษะและสร้างเครือข่ายความปลอดภัยในพื้นที่ท่องเที่ยว

จากนั้น ลงพื้นที่ท่าเรือ อบจ.ระยอง และเกาะเสม็ด เพื่อตรวจมาตรการความปลอดภัยทางน้ำ การจัดระเบียบเรือโดยสาร และการทำงานของตำรวจท่องเที่ยว พร้อมประชุมกับหน่วยแพทย์ฉุกเฉินและหน่วยสาธารณสุข เสนอเพิ่มอุปกรณ์–บุคลากร จัดซ้อมแผนกู้ชีพร่วมทุกหน่วยงาน และพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ยังหารือกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า–หมู่เกาะเสม็ด เรื่องการติดตั้งธงแดงเตือนภัยคลื่นลมแรง และประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว พร้อมตรวจเยี่ยมสำนักงานท่าเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและหอควบคุมการเดินเรือ

พล.ต.ต.อังกูร ระบุว่า ความปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่นักท่องเที่ยวใช้ตัดสินใจเลือกจุดหมาย จึงต้องมีมาตรการชัดเจน รับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้จริง พร้อมย้ำบทเรียนจากเหตุเรือล่มภูเก็ตว่าการวางแผน ซ้อมแผน และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ–เอกชน เป็นหัวใจในการป้องกันเหตุซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

‘เสธ.เบิร์ด’ ท้า!! ‘ฮุน เซน’ ถอนทัพชายแดน แลกปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คน

(15 ส.ค. 68) พลตรี วันชนะ สวัสดี หรือ 'เสธ.เบิร์ด' ผู้อำนวยการสำนักงานประสานภารกิจด้านความมั่นคง กรมยุทธการทหาร โพสต์เฟซบุ๊กท้าทายสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้พิสูจน์ความจริงใจ ด้วยการถอนกำลังทหารออกจากแนวชายแดนไทยก่อน แลกกับการปล่อยเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 คน

เสธ.เบิร์ด ระบุว่า หากฮุน เซน ห่วงชีวิตกำลังพลจริง ควรกล้าถอนกำลังเผชิญหน้าทั้งหมด เพื่อแลกกับการได้ตัวเชลยกลับไป พร้อมย้ำว่า หากเป็นฝ่ายไทยมีทหารถูกจับแม้เพียง 1 คน ก็พร้อมถอนกำลังเพื่อแลกอิสรภาพเช่นกัน แต่หากฮุน เซน เงียบหรือไม่ตกลง ก็สะท้อนว่าเป็นเพียง 'ละครลวงโลก'

เหตุผลที่ไทยยังไม่ปล่อยตัวเชลยศึก 18 คน เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเผชิญหน้าของกองกำลังทั้งสองฝ่าย เสี่ยงเกิดการปะทะซ้ำ อีกทั้งผู้ถูกปล่อยตัวอาจกลับมาจับอาวุธสู้รบได้อีก

ทั้งนี้ เสธ.เบิร์ด เสนอว่า หากกัมพูชาถอนกำลังทั้งหมด ไทยก็พร้อมถอนเช่นกัน โดยจะเริ่มถอนหลังจากกัมพูชาถอนแล้ว 5 ชั่วโมง เพื่อยุติความตึงเครียด และลดโอกาสปะทะทางทหารให้หมดสิ้น

ITEL จ่อผนึกพันธมิตรต่างชาติเสริมศักยภาพ รุกตลาดบริการ Cloud ครบวงจรทั้งในและต่างประเทศ

ITEL เล็งผนึกพันธมิตรต่างชาติ ที่มีโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ ศูนย์ (Data Center และระบบคลาวด์ระดับโลกเสริมศักยภาพ ปูทางสู่ Regional Player

ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยว่า ทิศทางการดำเนินงานในอนาคต บริษัทเร่งขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น 'Cloud Implementor' หรือผู้ให้บริการติดตั้งและวางระบบคลาวด์ครบวงจร เพื่อรุกตลาดที่มีศักยภาพและอัตราการเติบโตสูง ควบคู่ไปกับการยกระดับ Interlink Data Center ให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก PCI DSS เวอร์ชัน 4.0.1 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าองค์กรที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูงของข้อมูล 

นอกจากการขยายธุรกิจแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยตระหนักถึงผลกระทบของการขยายตัวของ Data Center ต่อการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงได้ดำเนินโครงการ 'ITEL Green Data Center' เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมได้รับรางวัล Climate Action Leader ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทผู้นำด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โครงการนี้ไม่เพียงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมดิจิทัล เพิ่มศักยภาพการให้บริการ AI และ Cloud Infrastructure รวมถึงช่วยลดต้นทุนพลังงาน ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิของบริษัทเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยกลยุทธ์และทิศทางที่ชัดเจน ทำให้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้รวมปี 2568 ไว้ที่ 3,500 ล้านบาท จากทุกบริษัทในกลุ่ม

ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการขยายสู่เวทีระดับภูมิภาค ด้วยการเจรจากับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์จากต่างประเทศ ซึ่งมีเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมครอบคลุมหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้เล่นรายสำคัญในตลาดดิจิทัลของภูมิภาค 

“ความร่วมมือที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือมีเป้าหมายเพื่อผสานศักยภาพของ ITEL เข้ากับโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบคลาวด์ระดับโลก เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ครอบคลุมทั้งในและนอกประเทศ พร้อมรองรับการเติบโตของการใช้งานดิจิทัลในอนาคต” ดร.ณัฐนัย กล่าว 

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวยุทธศาสตร์ที่จะเสริมให้บริษัทขยับจากการเป็นผู้ให้บริการภายในประเทศ สู่การเป็น 'Regional Player' อย่างเต็มตัว ด้วยการขยายการเชื่อมโยงโครงข่ายและบริการสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เปิดโอกาสเข้าร่วมโครงการดิจิทัลขนาดใหญ่ในภูมิภาค และสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในหลายตลาด ทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับสถานะของ ITEL ให้เป็นศูนย์กลางดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาภูมิภาคในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ITEL และพันธมิตรได้ลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent – LOI) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดเชิงลึกของความร่วมมือ ก่อนเข้าสู่กระบวนการอนุมัติอย่างเป็นทางการ โดยบริษัทมีแผนที่จะเรียกประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น (EGM) เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวในลำดับถัดไป

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2568 บริษัทยังคงรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 663 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 21 ล้านบาท จากการดำเนินงานปกติ สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก ขณะที่บริษัทย่อยขาดทุนสุทธิ 18 ล้านบาท เนื่องจากการรับรู้รายการผลขาดทุนด้านเครดิตของลูกค้ารายหนึ่งที่เพิ่มขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ ซึ่งทำให้ต้องมีการตั้งสำรองทางบัญชีเพื่อรองรับความเสี่ยงในอนาคต ส่งผลให้ผลประกอบการรวมขาดทุนเล็กน้อย

ทั้งนี้ รายได้หลักยังได้รับแรงหนุนจากรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่เติบโตต่อเนื่องจากฐานลูกค้าองค์กรและเอกชนที่เหนียวแน่น พร้อมการเซ็นสัญญาลูกค้ารายใหม่อย่างสม่ำเสมอ คิดเป็นมูลค่าเพิ่มกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งรายได้ประจำถือเป็นรากฐานที่มั่นคงและยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว โดย ณ สิ้นไตรมาส 2/2568 บริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) รวมมูลค่า 1,800 ล้านบาท 

นอกจากนี้ บริษัทเตรียมความพร้อมเต็มที่เพื่อคว้าโอกาสจากโครงการสำคัญของประเทศ ได้แก่ โครงการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและเพื่อสังคม (USO Phase 3) ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างเท่าเทียม โดยโครงการนี้คาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทในครึ่งปีหลังและต่อเนื่องในอนาคต

ดร.ณัฐนัย กล่าวว่า หัวใจของ ITEL คือการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกมิติ บนพื้นฐานของมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดและการเติบโตอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นในการรักษาเสถียรภาพ พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง สะท้อนถึงรากฐานที่แข็งแกร่ง วิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล และศักยภาพในการนำพา ITEL สู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาค


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top