Sunday, 26 July 2026
Hard News Team

หลักฐานจากหนังสือพิมพ์เก่าฝรั่งเศสยืนยัน ‘เกาะกูด’ เป็นของไทย ตามสนธิสัญญา 1907

(3 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี โพสต์ถึงเรื่องราวการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสิทธิของสยามเหนือเกาะกูด ทำให้เราได้พบเอกสารร่วมสมัยที่มีคุณค่ามาก ทั้งจากหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคอาณานิคมและเอกสารสนธิสัญญาทางการ ซึ่งต่างก็ยืนยันในสาระเดียวกัน

เอกสารแรกที่ได้ถ่ายไว้คือ หน้าหนังสือพิมพ์ Le Petit Journal Militaire, Maritime, Colonial ซึ่งตีพิมพ์ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 หนังสือพิมพ์ฉบับนี้เน้นรายงานด้านทหาร–เรือ–อาณานิคม และมักจะติดตามความเคลื่อนไหวของฝรั่งเศสในอินโดจีน เนื้อหาที่เราพบอยู่ในหัวข้อ Le Nouveau Traité Franco-Siamois พร้อมแผนที่ที่ทำเครื่องหมายเส้นเขตแดนใหม่ แผนที่ดังกล่าวระบุชัดเจนถึงพื้นที่ที่ฝรั่งเศสได้ไปจากอนุสัญญา 1904 และพื้นที่ที่คืนให้สยามตาม พิธีสารวันที่ 29 มิถุนายน 1904 ในบรรดาพื้นที่เหล่านี้ มีการขีดเส้นล้อมหมู่เกาะในอ่าวไทยใต้ แหลมลิง (Cap Lemling) ซึ่งรวมถึง เกาะกูดและเกาะช้าง ที่ถูกยืนยันว่าเป็นของสยาม

เอกสารชิ้นถัดมาที่ได้ถ่ายคือ ตัวบทสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยาม 23 มีนาคม 1907 หรือ Texte du Traité Franco-Siamois du 23 mars 1907 ซึ่งลงพิมพ์ในแถลงการณ์ทางการทูต มาตรา 2 ของสนธิสัญญาฉบับนี้ระบุข้อความสำคัญที่สุดว่า ฝรั่งเศสยอมคืนด่านซ้ายและตราดแก่สยาม “รวมถึงเกาะทั้งปวงที่อยู่ใต้แหลมลิง จนถึงและรวมทั้งเกาะกูด (Koh-Kut)” ข้อความนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เอ่ยชื่อเกาะกูดโดยตรง และเป็นการรับรองสิทธิของสยามในระดับระหว่างประเทศ

เมื่อนำเอกสารทั้งสองชุดมาเทียบกัน—ทั้ง หนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสในยุคนั้น ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ และ สนธิสัญญาทางการปี 1907—เราจะเห็นภาพต่อเนื่องที่สอดคล้องกันว่า…ตั้งแต่ปี 1904 ในพิธีสาร 29 มิถุนายน เกาะกูดอยู่ในเขตที่คืนให้สยาม

และในปี 1907 สิทธิของสยามเหนือเกาะกูดได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนอีกครั้งในตัวบทสนธิสัญญา

ดังนั้น การค้นพบและถ่ายเอกสารเหล่านี้จึงเป็นเหมือนการนำหลักฐานร่วมสมัยจาก “ปากคำของฝรั่งเศสเอง” มายืนยันว่าประเทศไทยได้รับเกาะกูดมาตั้งแต่ปี 1904 ไม่ใช่เรื่องที่อ้างฝ่ายเดียว หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ถูกบันทึกลงในสื่อและกฎหมายระหว่างประเทศของฝรั่งเศสอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร

ปล. ขอบคุณการเก็บข้อมูลของคุณไกรฤกษ์นานาในหนังสือสยามในโลกสากล ที่ช่วยทำให้การค้นหาเป็นไปได้ง่ายขึ้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติสัมมนา 338 นายพล เรียนรู้ ธรรมนาวา 'วัง' ปลูกจิตสำนึกรักชาติ ประวัติศาสตร์ชาติไทย

เมื่อวานนี้ (2 ต.ค. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการศึกษา จัดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่า และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ระหว่างวันที่ 1 - 3 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญต่อการสร้าง Mind set และการพัฒนาศักยภาพของตำรวจในทุกด้าน ภายใต้แนวทางขับเคลื่อนนโยบาย “1 ยึดมั่น 6 เร่งรัด 9 ก้าวหน้า” โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่า และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า จำนวน 338 นาย ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร 

การสัมมนามีหลายหัวข้อ อาทิ การบริหารงบประมาณ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีกับอาชญากรรมยุคใหม่ โดยในการสัมมนาวันที่ 2 จัดขึ้นที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เริ่มด้วยการอภิปรายในหัวข้อ หลักธรรมพระราชทาน ธรรมนาวา “วัง” โดยพระราชญาณวัชรชิโนภาส (ทวีวัฒน์ จารุวณฺโณ) และ นางสาววริศรา บำรุงเวช จากมูลนิธิธรรมนาวาสิกขาลัย และการอภิปราย “ปลูกจิตสำนึกรักชาติ หัวข้อ ประวัติศาสตร์ชาติไทย” โดย นายวีระ ยี่แพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ นางสาวสุธิดา โชคพระสมบัติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเครือข่ายการเลือกตั้ง

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวว่า ทั้ง 2 หัวข้อเป็นเรื่องสำคัญที่ตำรวจทุกนายต้องมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่า และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นผู้นำหน่วยตำรวจ จะได้เรียนรู้หลักธรรมพระราชทาน ธรรมนาวา “วัง” น้อมนำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจในการพิทักษ์รับใช้ประชาชนในทุกมิติ สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับชาติไทยที่ถูกต้อง สามารถนำไปใช้ขับเคลื่อนงานเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง บรรลุตามแนวทางของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่ให้ตำรวจทุกนายต้องยึดมั่นในการพิทักษ์ ปกป้อง รักษา เทิดทูน สถาบัน และความสงบเรียบร้อยของคนในชาติ

‘คิวบา-เวเนซุเอลา’ ประณามสหรัฐฯ จี้เคารพน่านฟ้า-หยุดสร้างความตึงเครียด

(3 ต.ค. 68) รัฐบาลคิวบาออกแถลงการณ์ประณามสหรัฐฯ หลังเครื่องบินรบสหรัฐฯ ล้ำเข้าน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และถือเป็นภัยต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคลาตินอเมริกาแคริบเบียน พร้อมย้ำว่าพื้นที่ดังกล่าวควรเป็น “เขตแห่งสันติภาพ”

ด้าน พล.อ.วลาดิมีร์ ปาดริโน โลเปซ (Vladimir Padrino Lopez) รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลา เปิดเผยว่ากองทัพตรวจพบเครื่องบินขับไล่จำนวน 5 ลำ คาดว่าเป็นรุ่น F-35 ของสหรัฐฯ บินเข้ามาในน่านฟ้าเวเนซุเอลา โดยยังมีนักบินสายการบินพาณิชย์ยืนยันการพบเห็นเครื่องบินดังกล่าวบริเวณชายฝั่งทะเลแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นการยั่วยุและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะที่สื่อ Semafor รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐฯ ว่า วอชิงตันยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายบางแห่งในเวเนซุเอลา ภายใต้ภารกิจต่อต้านแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากยิ่งขึ้น

ลำปาง-มทบ.32 จัดพิธีรับ-ส่ง ผบ.มทบ.32 ประกาศเจตนารมณ์ “กองทัพของประชาชน”

(3 ต.ค. 68) เวลา 09.09 น. มณฑลทหารบกที่ 32 จัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่และมอบการบังคับบัญชา ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 โดย พลตรี วิชาญ ศรีภัทรางกูร  ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ท่านเดิม ส่งมอบการบังคับบัญชาให้กับ พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ท่านใหม่ 

ทั้งนี้ได้มีพิธีสักการะศาลเจ้าพ่อดวงทิพย์ , ศาลเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ต่อจากนั้นเป็นพิธีสักการะ อนุสาวรีย์จอมพลมหามหาเอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี โดยการวางพวงมาลัยดอกไม้สด จุดธูปเทียนสักการะเครื่องทองน้อย เพื่อความเป็นสิริมงคล สร้างขวัญกำลังใจต่อผู้บังคับ หน่วยทหารและกำลังพล, พิธีลงนามเอกสาร และพิธีรับ - ส่งหน้าที่ มอบธงประจำหน่วยอันเป็นการรับมอบการบังคับบัญชาโดยสมบูรณ์ 

โอกาสนี้ พลตรี กวิน ยาวิชัย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 ได้กล่าวรับมอบการบังคับบัญชา พร้อมแสดงเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่าจะทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของมณฑลทหารบกที่ 32 ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถูกต้อง ชอบธรรม บนพื้นฐานแห่งคุณธรรมและจริยธรรม พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการปฏิบัติงานเพื่อสรรสร้างความมั่นคง ความสงบสุข และความรักความสามัคคี ตลอดไป 

นอกจากพิธีรับส่งหน้าที่ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 32 แล้ว ด้านของการรับ-ส่งหน้าที่ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขามณฑลทหารบกที่ 32 ก็ได้ดำเนินการในคราวเดียวกันอีกด้วย

‘กองทัพเรือ’ ย้ายนายทหารเอี่ยวทุจริตน้ำมัน ออกนอกพื้นที่ จ.ตราด ยันสอบเข้ม!! ไม่ละเว้นแม้ระดับสูง

(3 ต.ค. 68) กองทัพเรือมีคำสั่งโยกย้ายนายทหารที่ถูกกล่าวหาพัวพันการลักลอบนำน้ำมันออกจากหน่วยและการทุจริตจัดซื้อจัดจ้างในจังหวัดตราด หลังคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยข้อมูลว่ามีการเบิกน้ำมันครั้งละ 1,000 ลิตร เพื่อนำไปส่งต่อให้กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนข้อเท็จจริง และย้ำว่าจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดไม่ว่าระดับใดก็ตาม

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ระบุว่า ประเด็นการใช้พลทหารไปทำงานนอกภารกิจนั้นได้มีการตรวจสอบและลงโทษทางวินัยผู้เกี่ยวข้องแล้ว ส่วนกรณีการลักลอบนำน้ำมันและการแสวงหาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้าง ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน พร้อมสั่งย้ายผู้ถูกกล่าวหาออกจากพื้นที่ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีความผิดจริงจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ด้านนายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี และนายศักดินัย นุ่มหนู สส.ตราด พรรคประชาชน ในฐานะ กมธ.ทหาร ระบุว่าขณะนี้มีข้อสงสัยถึง 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ การส่งพลทหารไปทำงานให้เอกชน การเบิกน้ำมันผิดปกติครั้งละ 1,000 ลิตร และการจัดซื้อจัดจ้างที่อาจเข้าข่ายใช้ใบเสร็จเท็จ โดยยืนยันว่าต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกียรติภูมิของกองทัพและผลประโยชน์ของชาติ

อดีต สส.อรอนงค์ โพสต์เฟซบุ๊กดีใจ ได้คัมแบ็ก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ อีกครั้ง

(3 ต.ค. 68) น.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “อยากตะโกนดังๆ ดีใจโว๊ยยย! ได้กลับบ้านแล้ว” พร้อมภาพยืนถือใบสมัครที่หน้าป้ายพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ได้ลาออกจากสมาชิกพรรคไปตั้งแต่ปลายปี 2566

โดย น.ส.อรอนงค์ ลาออกจากพรรคเพียง 2 วันหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากสมาชิกพรรค ขณะที่การกลับมาครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่พรรคเดิมเพื่อร่วมสนับสนุนภารกิจและการทำงานของพรรคอีกครั้ง

ด้าน น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต สส. ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดีต่อการกลับมาของอดีต สส. และอดีตรัฐมนตรี พร้อมเชิญชวนผู้มีคุณสมบัติสมัครเป็นสมาชิกพรรคและโหวตเตอร์ เพื่อร่วมเป็นพลังสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ และร่วมผลักดันพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพลังต่อบ้านเมือง

ศาลสั่งจำคุก ‘วินัย เทพธานี’ 1 ปี คดีล้มมวย ‘หัวหน้าค่ายสิงห์อาชา’ เตรียมฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 5 ล้าน

(3 ต.ค. 68) ศาลจังหวัดนครปฐมมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ให้จำคุก นายวินัย เทพธานี อดีตนักมวยชื่อดังและอดีตเทรนเนอร์ค่ายสิงห์อาชา เป็นเวลา 2 ปี ฐานความผิดตาม พ.ร.บ.กีฬามวย พ.ศ.2542 มาตรา 48 และ 59 กรณีจ้างนักมวยล้มมวย แต่ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 1 ปี โดยไม่รอลงอาญา ล่าสุดเจ้าตัวไม่ประสงค์อุทธรณ์ และถูกส่งตัวเข้าเรือนจำจังหวัดนครปฐมเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อเริ่มรับโทษทันที

นายชวินทร์วุฒิ ก้องธรนินทร์ หรือ 'วิน สิงห์อาชา' หัวหน้าค่ายสิงห์อาชา ผู้ร้องทุกข์ในคดี เปิดเผยว่า คำพิพากษาครั้งนี้ไม่ใช่ชัยชนะของตนเอง แต่คือชัยชนะของกระบวนการยุติธรรมและวงการมวยไทย เพราะช่วยรักษาศักดิ์ศรีแม่ไม้มวยไทยและยืนยันว่ากติกาต้องมาก่อนทุกสิ่ง ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่จะยับยั้งไม่ให้ใครกล้ามาทำลายคุณค่าของมวยไทยอีก

นอกจากนี้ 'วิน สิงห์อาชา' ยังยืนยันว่าจะดำเนินคดีแพ่ง เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย 5 ล้านบาท โดยตั้งใจจะนำเงินทั้งหมดไปบริจาคเพื่อการกุศล เพื่อประโยชน์ต่อสังคมและเป็นคุณูปการต่อวงการมวยไทยต่อไป

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เร่งยกระดับมาตรการความปลอดภัย เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินจาก ICAO ปลายปีนี้


    
เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) ท่าอากาศยานเชียงใหม่ นำโดยนายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมด้านกายภาพสนามบิน สิ่งอำนวยความสะดวก และมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารผู้โดยสาร โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในระดับสากล    

การตรวจติดตามดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) อาทิ การปิดกั้นพื้นที่หลังเคาน์เตอร์เช็กอิน การเสริมความสูงของแนวรั้วเขตการบิน และการปรับปรุงพื้นที่เฉลียงทางเดิน (Corridor) เพื่อลดการปะปนระหว่างผู้โดยสารขาเข้าและขาออก ซึ่งทั้งหมดเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยการบินจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12–15 พฤศจิกายน 2568

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นหนึ่งในท่าอากาศยานหลักของประเทศไทย รองรับเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยตลอดที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐานของ ICAO และ กพท. อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น แม้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น แต่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้เตรียมมาตรการรองรับเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารอย่างเต็มที่ การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

‘คิม จอง อึน’ เชิญ ‘ทองลุน’ ผู้นำลาวเยือนเกาหลีเหนือ เพื่อกระชับสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฉลอง 50 ปีการทูต

เมื่อวันที่ (2 ต.ค. 68) สื่อลาวรายงานว่า นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 7–8 ตุลาคม 2568 ตามคำเชิญของ คิม จอง อึน เลขาธิการใหญ่พรรคแรงงานเกาหลี โดยครั้งนี้ประธานประเทศลาวจะนำคณะผู้แทนระดับสูงของพรรคและรัฐบาลเดินทางร่วมด้วย

การเยือนดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ กระชับความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือ ที่ยาวนานระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ รวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองพรรคการเมือง สองรัฐบาล และประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเยือนยังถือเป็นการเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญ ได้แก่ ครบรอบ 60 ปี การพบปะสุดยอดครั้งแรกระหว่างประธานไกสอน พมวิหาน กับประธานคิม อิล ซุง ที่กรุงเวียงจันทน์ในปี 1965, ครบรอบ 80 ปี การก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 และครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างลาวกับเกาหลีเหนือ

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา เสนอแนวทาง Quick Big Win การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

รัฐบาลต้องผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร เพื่อแก้หนี้ของประชาชนที่มีรายได้น้อยและ SME ที่มีปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน พร้อมแก้กฎหมายล้มละลาย ให้คนรายได้น้อยมีโอกาส ไม่เอาเครดิตบูโรมาเป็นนัยยะสำคัญในการกู้ การผ่อนชำระเงินกู้ต้องตัดเงินต้นก่อนดอกเบี้ย จากการแถลงนโยบายรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา 

สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ได้เสนอแนะแนวทาง Quick Big Win ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน นอกเหนือจากนโยบายคนละครึ่ง ที่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปแจกจ่าย เพื่อประชานิยมของรัฐบาล คือการผ่อนปรนเครดิตบูโร กับทั้ง ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SME 

เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเข้าขั้นวิกฤต โครงการต่างๆ ที่รัฐบาลชุดเดิมๆ ออกมา ไม่ได้แก้ปัญหาจริง เพราะสร้างเงื่อนไขจนกลายเป็นกับดักหนี้ ในขณะที่วันนี้นายกรัฐมนตรี ยังคงแถลงนโยบายใช้มาตการเดิม ถือว่ายังคงเป็นการสร้างกับดักหนี้ให้ประชาชน และไม่ได้แก้ปัญหาโดยเฉพาะประชาชนระดับล่างที่รายได้น้อย

รายได้ไม่สม่ำเสมอ และยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขเครดิตบูโร รวมทั้ง ผู้ประกอบการรายย่อย  SME หมดโอกาส หนทางลืมตาอ้าปาก เช่นนั้นแล้วรัฐบาลต้องหันกลับมาให้โอกาสคนกลุ่มนี้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันมีเพียง 25 % เท่านั้นที่มีโอกาสขอสินเชื่อได้ รัฐบาลสามารถทำได้ทันที โดยการผ่อนปรนเงื่อนไขเครดิตบูโร อย่างน้อย 1-2 ปี เริ่มจากธนาคารของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน

ขณะเดียวกันในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภาได้มีการอภิปรายเพื่อพิจารณารับร่าง พ.ร.บ.ล้มละลาย ที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2483 โดย สว.ดร.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ได้อภิปรายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนให้มีการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ล้มละลายนี้ เนื่องจาก กฎหมายต้องสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนไป อีกทั้งกฎหมายต้องใช้แก้ปัญหาให้กับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนจนที่เป็นหนี้ ที่ไม่เคยได้รับสิทธิในการแก้ปัญหาหนี้อย่างจริงจัง การแก้กฎหมายครั้งนี้ต้องไม่แก้แบบครึ่งๆ กลางๆ อย่างที่ผ่าน ท้ายสุดได้ฝากไปยังกรรมาธิการวิสามัญชุดที่วุฒิสภาจะได้ตั้งขึ้นว่า ให้แก้กฎหมายการชำระหนี้เพื่อตัดวงจรหนี้โดยต้องตัดเงินต้นก่อน  ค่อยไปตัดดอกเบี้ย ไม่เช่นนั้นจะเป็นหนี้ไม่มีที่สิ้นสุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top