Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

‘สุรวิชช์’ มือขวาสนธิ วิจารณ์ ‘กวีเหลวไหว’ ชี้! ผู้สร้างความขัดแย้ง - เปลี่ยนกลอนเสียดสีให้เป็นเงิน

นายสุรวิชช์ วีรวรรณ คอลัมนิสต์ประจำเครือผู้จัดการ มือขวานายสนธิ ลิ้มทอง โพสต์เฟซบุ๊ก Surawich Verawan ว่า กวีเหลวไหลผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้ง

ในสังคมที่ความขัดแย้งกลายเป็นสินค้าทางอารมณ์ มีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้อยู่รอดด้วยอุดมการณ์ แต่ด้วยการอ่าน “รสนิยมแห่งความเกลียด” ของผู้คนอย่างแม่นยำ หนึ่งในนั้นคือ ชาติชาย ผาสุก หรือที่โลกออนไลน์รู้จักกันในชื่อ “กวีเหลวไหล” ชายใต้ผู้เริ่มต้นจากปากกาและสำนวนกลอน จนกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองที่สามารถเปลี่ยนคำเสียดสีให้กลายเป็นเงินสดได้จริงในโลกแห่งความแตกแยก

ชาติชาย ผาสุก เกิดวันที่ 5 กันยายน 2508 ที่ระโนด จังหวัดสงขลา จบคณะทรัพยากรธรรมชาติ ม.อ.หาดใหญ่ เขาเป็นคนชอบศิลปะ ดนตรี และวรรณกรรม เคยเป็นเซลล์ขายอาหารกุ้งก่อนจะหันมาจับปากกา เขียนกวีและเรื่องสั้นในสำนวนใต้ที่ประชดและเสียดสีได้เจ็บแต่ขำ เขาไม่สังกัดกลุ่มวรรณกรรมใด แต่มีฝีมือที่ได้รับการยอมรับในระดับหนึ่ง ทว่าโลกของวรรณศิลป์ไม่อาจเลี้ยงชีพได้ดีเท่าการเมืองในยุคที่ทุกคนแบ่งข้าง และเมื่อปี 2549 มาถึง เขาเลือกข้างอย่างชัดเจน

ชาติชายเข้าร่วมขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และต่อมากับ กปปส. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ เขาไม่ได้อยู่แถวหน้า แต่กลายเป็น “กวีปลุกใจ” ของฝ่ายขวา ผู้ใช้คำพูดกวนๆ ล้อเลียนแรงๆ แต่ตรงใจมวลชน เมื่อ คสช. เข้าครองอำนาจ เขากลายเป็นผู้สนับสนุน “ลุงตู่” อย่างชัดเจน และใช้เฟซบุ๊กเป็นสนามการสื่อสารหลัก จนเกิดเพจ “กวีเหลวไหลแท้” ที่มีผู้ติดตามเกือบหนึ่งแสนคน กลายเป็นนักสื่อสารที่พูดแทนความรู้สึกของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลด้วยภาษาที่สะใจมากกว่าชี้แจง

เขาไม่เพียงใช้ถ้อยคำเพื่อแสดงความคิดเห็น แต่ใช้มันสร้างรายได้จริง เขารวบรวมบทกวีและโพสต์เสียดสี “ทักษิณ ชินวัตร” และ “ระบอบทักษิณ” มาพิมพ์เป็นพ็อกเก็ตบุ๊กขายตรงให้กลุ่มแฟนคลับ “มือตบ” และผู้ศรัทธาในลุงตู่ มีรายงานว่าหนังสือชุดนั้นทำรายได้แตะหลักล้านบาทในเวลาไม่นาน จากนั้นเขาแต่งเพลง ร้องเพลง และอัปโหลดลงแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมียอดวิวหลักแสน ทำให้มีรายได้จากค่าโฆษณาและการสมัครสมาชิกเพจทางเฟซบุ๊ก เขาเปลี่ยนจาก “นักกวีสมัครเล่น” กลายเป็น “ผู้ประกอบการทางอารมณ์” ที่เข้าใจว่าความขัดแย้งคือทรัพย์สิน

ทุกโพสต์ของเขาคือสินค้าชิ้นหนึ่ง ทุกคำเสียดสีคือเนื้อหาที่ขายได้ และทุกยอดวิวคือเงิน เขาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองเท่ากับการเข้าใจตลาดของอารมณ์ผู้บริโภค ในฐานะเคยเป็นเซลล์แมนขายอาหารกุ้งมาก่อน ความขัดแย้งคือพื้นที่สร้างรายได้ และเขาเรียนรู้ที่จะรักษากระแสของตัวเองอย่างมืออาชีพ เมื่อกระแส “ด่าทักษิณ” เริ่มอิ่มตัว เขาก็ปรับแนวทางใหม่ ขยับไปเสียดสี “บ้านพระอาทิตย์” และกลุ่มอนุรักษ์นิยมอีกฝั่ง เพื่อเรียกยอดวิวชุดใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนขั้ว แต่เป็นการเปลี่ยนตลาด เปลี่ยนลูกค้า และขยายช่องทางทำเงินในโลกที่ “ความคิดเห็น” กลายเป็นสินทรัพย์

ชาติชาย ผาสุก หรือ “กวีเหลวไหล” จึงไม่ใช่แค่กวีธรรมดา แต่เป็นภาพแทนของยุคที่ การเมืองกลายเป็นตลาด และตลาดกลายเป็นการเมือง เขาไม่ได้ขายความจริง แต่ขายความสะใจ เขาไม่ต้องพูดถูก แค่พูดโดน และในประเทศที่คนแบ่งข้างจนความรู้สึกมีราคามากกว่าความจริง ใครเข้าใจจังหวะของความเกลียด คนนั้นก็อยู่รอด และรวยกว่าคนที่พูดด้วยเหตุผล

ในโลกที่ทุกความเห็นมีมูลค่า “กวีเหลวไหล” คือผู้ที่เข้าใจสมการนั้นดีที่สุด เขาเปลี่ยนกลอนให้เป็นเงิน เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นอาชีพ และเปลี่ยนสนามการเมืองให้เป็นเวทีธุรกิจส่วนตัว เขาอาจไม่ถืออำนาจในรัฐ แต่ถืออำนาจในใจของคนที่อยากได้ใครสักคนมาพูดแทนสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูด และนั่นคือกวีเหลวไหล ผู้สร้างฐานะจากความขัดแย้งอย่างแนบเนียนที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้

เรื่องราวแห่งความรักความผูกพันของ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และหม่อมเอลิซาเบธ ฮันเตอร์

ในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรักแท้ที่หลายคนใฝ่หาดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งที่หายากและเต็มไปด้วยเงื่อนไขมากมาย เรื่องราวของ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และ หม่อมเอลิซาเบธ ฮันเตอร์ ยังคงเปล่งประกายอย่างสงบงามและเรียบง่ายหากแต่โดดเด่นมีชีวิตชีวาอยู่ในหน้าหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ของไทย เป็นดั่งบทเพลงที่ขับขานถึง “หัวใจสองดวง” ที่เลือกจะเดินร่วมทางกันจนถึงปลายทางสุดท้ายอย่างสง่างาม แม้เส้นทางนั้นจะเต็มไปด้วยขวากหนามของชาติกำเนิด ความแตกต่างและชะตาชีวิต

ใดๆ Digestในวันนี้ ขอพาผู้อ่านไปร่วมรับรู้ถึงเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจในความรักของบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งสองท่านกันครับ

เจ้าชายผู้เกิดระหว่างสองโลก
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ (พ.ศ. 2451–2506)
ทรงเป็นพระโอรสพระองค์เดียวใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5) กับ หม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (นามเดิม คัทริน เดสนิตสกี ชาวรัสเซีย)

ทรงประสูติเมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2451 ที่วังปารุสกวัน ทรงมีเชื้อสายไทย-รัสเซีย และทรงเจริญวัยขึ้นมาท่ามกลางความผันผวนของครอบครัว ความแตกต่างทางวัฒนธรรมประเพณีและความวุ่นวายการเมือง

ในด้านการศึกษา ทรงได้รับการศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่พระชันษา 13 ปี ทรงศึกษาวิชาทหารที่วิทยาลัยแฮร์โรว์ (Harrow) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโททางประวัติศาสตร์จากทรีนิตี้คอลเลจ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลก

พระองค์ทรงมีความสามารถรอบด้าน โดยเฉพาะในด้าน วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และการแข่งรถยนต์ ที่พระองค์หลงใหลอย่างมาก ต่อมาพระองค์ได้ก่อตั้งทีมแข่งรถชื่อ “White Mouse Racing” ซึ่งมีนักแข่งรถชื่อดังชาวไทย “พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภานุเดช” หรือที่รู้จักกันในนาม “พระองค์เจ้าพีระ “เป็นหนึ่งในทีม นับเป็นช่วงเวลาที่พระองค์ได้แสดงให้โลกเห็นถึงความสามารถของเชื้อพระวงศ์สยามที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์

การพบกันของสองหัวใจ
ในช่วงปี 1930 ค่ำวันหนึ่งในงานเลี้ยงของมิตรสหาย พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้พบกับ เอลิซาเบธ ฮันเตอร์ (Elizabeth Hunter) หญิงสาวชาวอังกฤษเชื้อสายสกอตแลนด์จากเมือง Inverness ผู้มีจิตใจงดงามและมีความสนใจในศิลปะ วรรณกรรม และวัฒนธรรมตะวันออก ทั้งสองพบกันผ่านวงสังคมของเพื่อนในลอนดอน และเริ่มต้นความสัมพันธ์จากการแลกเปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับหนังสือ ดนตรี และชีวิต

เอลิซาเบธไม่ได้งามจับตาบาดใจในแบบสตรีในสังคมชั้นสูงของลอนดอน หากแต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่นและแววตาที่จริงใจ บทสนทนาคืนนั้นเริ่มจากศิลปะ จบลงที่เสียงหัวเราะอันเงียบสงบของทั้งคู่เหมือนทั้งสองต่างเข้าใจโลกที่อีกฝ่ายมองเห็นโดยไม่ต้องอธิบาย

จากวันนั้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์กับเอลิซาเบธก็เริ่มเขียนเรื่องราวเล็ก ๆ ของตนเอง ทั้งคู่พบกันในลอนดอน พูดคุยเรื่องหนังสือ เรื่องศิลปะ และเรื่องเมืองไทย ดินแดนที่เอลิซาเบธเพียงเคยเห็นในภาพถ่ายแต่กลับรู้สึกใกล้ชิดอย่างประหลาด

ในบางวัน เธอจะวาดภาพพระองค์ในชุดสูท หรือทิวทัศน์ริมแม่น้ำเทมส์ ส่วนพระองค์จะเล่าเรื่องราวของแม่น้ำเจ้าพระยาในยามค่ำคืนให้เธอฟัง

ไม่นาน ความผูกพันก็กลายเป็นความรัก แต่ความรักนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ในยุคที่สังคมยังตีกรอบว่าชนชั้นสูงจากตะวันออกไม่ควรคู่กับหญิงจากตะวันตก

ทั้งคู่ต้องเผชิญคำถาม คำตำหนิ และสายตาที่ไม่เข้าใจจากทั้งสองฝั่งของวัฒนธรรมของตน แต่ด้วยความรัก ความเข้าใจซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานแห่งความเคารพในตัวตนของอีกฝ่าย ทำให้ทั้งคู่สามารถก้าวผ่านอคติทั้งหลายเหล่านั้นไปได้ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์เพียงตรัสว่า “ข้าพเจ้าเชื่อในความจริงของหัวใจ มากกว่าข้อจำกัดของกำเนิดใด ๆ”

รักแท้ในเงาสงคราม
ในปี 1938 ทั้งสองตัดสินใจแต่งงานกันอย่างสงบในอังกฤษ โดยมีเพียงเพื่อนสนิทไม่กี่คนเป็นสักขีพยาน ไม่มีขบวนแห่ ไม่มีราชพิธี ไม่มีเสียงดนตรี ไม่มีเครื่องเพชรหรูหราไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนใดๆ มีเพียงคำมั่นสัญญาเรียบง่ายแต่มั่นคงว่า
“เราจะอยู่เคียงกัน ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด”
หลังจากนั้น ทั้งคู่ย้ายไปใช้ชีวิตที่คอร์นวอลล์ในบ้านที่ชื่อว่า Tredethy
บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางเนินเขาและกลิ่นดอกลาเวนเดอร์
พระองค์ทรงเขียนหนังสือ ขณะที่หม่อมเอลิซาเบธวาดภาพ
ชีวิตของทั้งคู่เรียบง่ายราวบทกวี มีแสงแดดยามบ่าย เสียงนกร้อง และการเดินเล่นริมสวนทุกเช้า

แม้ว่าในช่วงแรกของการสมรส พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์จะทรงดำริที่จะไม่มีโอรสธิดา เพราะทรงกังวลถึงปัญหาของเด็กที่เกิดจากหลายเชื้อชาติ (ดังที่ทรงเคยประสบเอง) ดังที่เคยเขียนในจดหมายถึงหม่อมเอลิซาเบธไว้ว่า “ถ้าเผื่อเราแต่งงานกัน อย่ามีลูกกันเลย เพราะเด็กที่เกิดมาหลายเชื้อชาติจะมีปัญหาตลอด”

แต่ด้วยความรักและความผูกพันอันมั่นคงที่ทั้งสองมีให้แก่กัน ทำให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ก็ได้เปลี่ยนความคิดในที่สุด และภายหลังจากเสกสมรสได้ 18 ปี หม่อมเอลิซาเบธก็ได้ให้กำเนิดพระธิดา คือ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ในปี 1956 และทารกน้อยที่ถือกำเนิดขึ้นมานี่เองคือสายใยที่เชื่อมสองวัฒนธรรมไทยและอังกฤษเข้าไว้ด้วยกันอย่างงดงาม พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเรียกลูกสาวด้วยความรักเต็มเปี่ยมในหัวใจว่า “ของขวัญจากฟ้า” ส่วนหม่อมเอลิซาเบธมักวาดภาพลูกในอ้อมแขนของพระบิดาไว้เป็นที่ระลึกอยู่เสมอ

แม้เอลิซาเบธจะเป็นหญิงสามัญชน แต่เธอมีความสง่างามและความอบอุ่นที่สัมผัสใจ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงพบ “ความเรียบง่ายที่แท้จริง” ในตัวของเธอ และเอลิซาเบธเองก็เข้าใจในหัวใจของเจ้าชายผู้ต้องอยู่ระหว่างสองวัฒนธรรม

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น ทั้งสองต้องอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอน พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ถูกตัดขาดจากราชสำนักบางส่วนด้วยเหตุการณ์ทางการเมืองอันคุกรุ่นในสยามอันเนื่องมาจากบริบทของสงครามและการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งทำให้รางวงศ์ชั้นสูงหลายพระองค์ต้องลี้ภัยอยู่ในยุโรปรวมถูกตัวพระองค์เองด้วยแต่เอลิซาเบธไม่เคยทอดทิ้งและอยู่เคียงข้างพระองค์เสมอ เธอกล่าวไว้ในบันทึกว่า “เรามิได้มีชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ แต่เรามีความเข้าใจ และนั่นคือความมั่งคั่งที่แท้จริง”
…………. คำพูดนั้นยังสะท้อนอยู่จนวันนี้

เจ้าชายผู้จารึกประวัติศาสตร์ด้วยปากกาและบทบาทสำคัญในฐานะตัวแทนแห่งสยามในยุโรป

บทบาทของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และหม่อมเอลิซาเบธ ต่อราชสำนักสยามและประเทศไทยในเวลานั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นมิติสำคัญ คือ มิติทางการทูตและผู้แทนพระองค์ และ มิติทางวัฒนธรรมและมรดกทางปัญญา

พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 (ค.ศ. 1932) ซึ่งทำให้พระราชวงศ์หลายพระองค์ต้องใช้ชีวิตในต่างประเทศ พระองค์ทรงทำหน้าที่เป็นเสมือน "ทูตวัฒนธรรมและผู้แทนพระองค์" ของสยามในเวทีนานาชาติ อาทิ

1. บทบาททางการเมืองและการทูต
-นายทหารและเจ้าหน้าที่สถานทูต: ทรงรับราชการเป็น นายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ และทรงปฏิบัติหน้าที่ใน สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางสำคัญที่เชื่อมโยงสยามกับยุโรป
-ผู้แทนพระองค์ในงานพิธีสำคัญ: ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลายพระองค์ในการเข้าร่วมงานพระราชพิธีสำคัญในยุโรป เช่น งานพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ยุโรปหลายพระองค์ บทบาทนี้ช่วย รักษาความสัมพันธ์และเกียรติภูมิของราชวงศ์ไทย ในเวทีนานาชาติในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

2. บทบาททางปัญญาและมรดกทางประวัติศาสตร์
-นักประวัติศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพล: งานที่ทรงคุณค่าที่สุดคือการทรงพระนิพนธ์หนังสือประวัติศาสตร์และอัตชีวประวัติ เช่น "เกิดวังปารุสก์" และ "เจ้าชีวิต" (Lord of Life) โดยเฉพาะ "เจ้าชีวิต" ซึ่งเป็นหนังสือที่เล่าถึงพระราชประวัติของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 8 เป็นภาษาอังกฤษ
* วัตถุประสงค์: การนิพนธ์หนังสือเล่มนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ การโต้ตอบและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ให้ชาวตะวันตกได้รับทราบ เพื่อถ่วงดุลมุมมองที่มีต่อสยาม ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาพลักษณ์ที่บิดเบือนในละครเวทีเรื่อง The King and I
-สร้างชื่อเสียงด้านมอเตอร์สปอร์ต: การก่อตั้งทีมแข่งรถ "คอกหนูขาว" (White Mouse Garage) และการสนับสนุนพระองค์เจ้าพีระฯ จนประสบความสำเร็จเป็น นักแข่งรถระดับโลก ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงของประเทศชาติในด้านกีฬาที่ทันสมัย ทำให้ธงชาติไทยถูกชักขึ้นสู่ยอดเสาในยุโรปเป็นครั้งแรก ๆ

ภายหลังสงคราม พระองค์ทรงอุทิศพระชนม์ชีพให้กับงานเขียนและการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้ชาวตะวันตกเข้าใจยิ่งขึ้น ผลงานอันโดดเด่นของพระองค์ มีหลายเล่ม ยกตัวอย่างเช่น
​•​Lords of Life (ประวัติราชวงศ์จักรี)
​•​Chaiyo! King Vajiravudh of Siam (ชีวประวัติรัชกาลที่ 6)
​•​The Twain Have Met (ชีวิตระหว่างสองโลกของพระองค์)

ผลงานของพระองค์สามารถประสานรอยต่อทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับยุโรปอย่างงดงาม และยังสะท้อนแนวคิดเรื่อง “ความเป็นมนุษย์” ที่เท่าเทียมกันในทุกชนชั้นให้เห็นอย่างชัดเจน

สะพานเชื่อมวัฒนธรรมและการยอมรับ สตรีผู้ยืนหยัดเคียงข้างคนรักจนวันสุดท้าย หม่อมเอลิซาเบธ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสยามในฐานะสะใภ้หลวงต่างชาติที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รักของพระราชวงศ์ไทยในยุคต่อมา คุณูปการของท่านต่อสยามและราชสำนักมีมากมายดังเช่น

1. การบูรณาการสู่ราชสำนักไทย
การยอมรับอย่างเป็นทางการ: หม่อมเอลิาเบธได้เดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการพร้อมพระสวามี และถึงแม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่เธอก็ได้รับการยอมรับจากพระราชวงศ์ชั้นสูง
เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง: ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) หม่อมเอลิซาเบธได้รับพระราชทาน เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศชั้นสูงที่มอบให้แก่สตรีผู้มีความดีความชอบ

2. บทบาทในฐานะคู่ชีวิตและผู้สนับสนุนมรดกไทย
-คู่คิดในการทำนุบำรุง: หม่อมเอลิซาเบธเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยสนับสนุนงานด้านวัฒนธรรมและงานเขียนของพระองค์เจ้าจุลจักนพง์ในอังกฤษ ทำให้งานเผยแพร่ประวัติศาสตร์ไทยสู่สายตาโลกดำเนินต่อไปได้อย่างดี
-ผู้สืบทอดมรดก: ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระสวามี หม่อมเอลิซาเบธได้ดูแลรักษาและสืบทอดมรดกของราชสกุลจักรพงษ์ โดยเฉพาะการดูแลพระธิดา ม.ร.ว. นริศรา จักรพงษ์ และทรัพย์สินในอังกฤษ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางวัฒนธรรมที่สำคัญของราชสกุลมาจนถึงปัจจุบัน กล่าวโดยสรุปได้ว่าทั้งพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธทรงมีบทบาทในการเป็น ตัวแทนของไทยในต่างประเทศ และ ผู้ประนีประนอมระหว่างประเพณีราชสำนักกับโลกยุคใหม่ ทั้งคู่ได้สร้างสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตในยุโรปกับการดำรงความภักดีและเกียรติภูมิของสยามประเทศในสายตาชาวโลกได้อย่างงดงาม

จากลาแต่เพียงร่างกายแต่ใจครองคู่นิรันดร์
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1963 (พ.ศ. 2506) ที่บ้าน Tredethy ในคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ ด้วยวัย 54 ปี หลังจากใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในต่างประเทศ ทั้งในอังกฤษและฝรั่งเศส โดยมีหม่อมเอลิซาเบธอยู่เคียงข้างพระองค์จนถึงวาระสุดท้าย และจากนั้นเป็นต้นมาหม่อมเอลิซาเบธก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมโดย และใช้ชีวิตหลังจากนั้นไปกับการทุ่มเทดูแลต้นฉบับ หนังสือ และภาพถ่ายของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ รวมทั้งเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไทยและราชวงศ์ไทยให้ชาวต่างชาติได้เข้าใจ ทุกคนที่เคยได้รู้จักและสัมผัสกับหม่อมเอลิซาเบธต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านคอยดูแลต้นฉบับ หนังสือ และภาพถ่ายของพระองค์ไว้อย่างประณีต และใส่ใจอย่างที่สุด ราวกับเก็บรักษาส่วนหนึ่งของหัวใจไว้ในนั้น

หม่อมเอลิซาเบธ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2006 (พ.ศ. 2549) ด้วยวัย 96 ปี ที่บ้านหลังเดียวกันกับพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

อัฐิของทั้งคู่ถูกบรรจุไว้เคียงกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และความมั่นคงและซื่อสัตย์ต่อกัน และจงรักภักดีต่อราชวงศ์ไทยและสถาบันกษัตริย์ของไทย

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องราวความรักของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธ

ความรักของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธ ไม่ใช่เพียงเรื่องราวของชายหญิงสองคนที่มาจากคนละโลก แต่คือ “บทเรียนแห่งความเข้าใจ” ที่งดงามและทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา

รักแท้เริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ ทั้งสองต่างมาจากวัฒนธรรม ภาษา และศาสนาที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ทำให้ความรักของพวกเขาอยู่ได้ไม่ใช่ “ความเหมือน” หากคือ “ความเข้าใจในความต่าง” พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงมองเอลิซาเบธด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ไม่ใช่สายตาของเจ้านายผู้สูงศักดิ์ และเธอก็มองพระองค์เป็น “มนุษย์คนหนึ่ง” ที่มีจิตใจงดงาม ไม่ใช่เพียงเชื้อพระวงศ์จากตะวันออก เมื่อหัวใจสองดวงเข้าใจกัน ความต่างใด ๆ ก็กลายเป็นเพียงสีสันของชีวิตร่วมกันเท่านั้น

ความเรียบง่าย คือความหรูหราที่แท้จริงของความรัก
ทั้งคู่ไม่เคยต้องการชีวิตฟุ้งเฟ้อหรือพิธีการใหญ่โต บ้านเล็ก ๆ ที่คอร์นวอลล์มีค่ามากกว่าปราสาท เพราะเต็มไปด้วยความสุขที่เกิดจากความจริงใจ การเดินเล่นทุกเช้าในสวน ทุกเย็นพูดคุยเรื่องชีวิตและความฝัน นี่คือ “ความหรูหรา” ที่เงินทองซื้อไม่ได้ เพราะมันถูกหล่อเลี้ยงด้วยความรักและความเคารพซึ่งกันและกัน

รักแท้คือการยืนเคียงกันในวันที่โลกไม่เข้าใจ
ทั้งสองต้องเผชิญแรงกดดันจากสังคม ทั้งจากตะวันออกและตะวันตก
แต่พวกเขาเลือกยืนเคียงกันอย่างสงบ โดยไม่ต้องต่อสู้หรือโต้แย้ง เพราะรู้ดีว่า “ความมั่นคงของหัวใจ” คือคำตอบที่ดีที่สุด พวกเขาไม่ต้องการพิสูจน์ให้ใครเห็น เพียงแค่รักและซื่อสัตย์ต่อกันอย่างแท้จริง

ความรักแท้คือการเติบโตไปพร้อมกัน
พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ยังคงเป็นนักเขียน ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง
ขณะที่หม่อมเอลิซาเบธเป็นแรงผลักดันและที่พักพิงของพระองค์เสมอ
ทั้งสองไม่เคยหยุดอยู่ที่คำว่า “รัก” แต่ใช้ความรักนั้นเป็นพลังให้กันและกันเติบโต เหมือนต้นไม้สองต้นที่หยั่งรากลึกลงในดินและเจริญงอกงามเคียงกันในสวนเดียวกัน ไม่บดบังกัน แต่ต่างช่วยให้อีกฝ่ายงดงามขึ้น และร่มเงาที่เกิดจากต้นไม้ที่แข็งแรงทั้งสองต้นนี้ก็ได้แผ่ขยายออกไปให้ความร่มรื่นและเป็นที่พักพิงแก่ชีวิตอื่นๆต่อไปอีกมากมาย

รักแท้คือการยอมรับ ไม่ใช่การครอบครอง
เมื่อวันหนึ่งที่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ต้องจากไป หม่อมเอลิซาเบธก็ยังคงดูแลบ้านหลังเดิม ท่านไม่ได้จมอยู่กับความทุกข์จากการสูญเสียหากแต่ใช้ชีวิตอย่างสงบและเต็มไปด้วยความทรงจำดี ๆ เนื่องเพราะท่านเข้าใจเป็นอย่างดีว่าความรักที่แท้จริงไม่สิ้นสุดลงพร้อมร่างกาย หากยังคงอยู่ในหัวใจอย่างอ่อนโยน นี่คือการยอมรับว่า “บางครั้ง ความรักที่ยั่งยืนที่สุด คือการได้รักโดยไม่ต้องครอบครอง”

ความหมายที่ยังคงอยู่และแรงบันดาลใจที่ถูกส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง

เรื่องราวของพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิซาเบธ ไม่เพียงเป็นความรักระหว่างชายหญิงเท่านั้นหากยังเป็นบทพิสูจน์ของ “ความเข้าใจและการยอมรับ” ที่ข้ามพรมแดนของชาติ ศาสนา และสถานะ ในยุคที่ศรัทธาในความรักแท้และคุณค่าของความดีงามดูจะสั่นคลอน เรื่องราวของทั้งคู่ยังคงสอนเราเสมอว่า

“รักแท้มิได้วัดจากยศศักดิ์หรือความมั่งมี แต่เกิดจากหัวใจที่เลือกจะยืนหยัดเคียงกัน แม้ในวันที่ไม่มีสิ่งใดเหลือเลย”

ใดๆ digest ขอแสดงความคารวะอย่างสูงสุดต่อบุคคลในประวัติศาสตร์ผู้สร้างประโยชน์มหาศาลต่อประเทศไทยทั้งสองท่านนี้ และขอต่อส่งต่อเรื่องราวความรักที่น่าประทับใจนี้ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและพลังงานดีๆให้กับหัวใจทุกดวงที่เหนื่อยล้ากับการตามหาความรักที่แท้จริงในโลกยุคปัจจุบันนี้ครับ

📚 อ้างอิงแหล่งข้อมูล
​•​Prince Chula Chakrabongse, Lords of Life (London: Alvin Redman, 1960)
​•​Mom Elizabeth Chakrabongse, The Twain Have Met (London: 1956)
​•​Silpa-Mag.com — “พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์: เจ้าชายผู้เขียนประวัติศาสตร์สยามในต่างแดน”
​•​National Museum Journal — “รักข้ามชนชั้นของจุลจักรพงษ์และเอลิซาเบธในยุคหลังสงครามโลก”
​•​Chakrabongse Family Archives, Bangkok

สุโขทัยแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 มาลอยกระทงที่ 'สุโข สุขี ที่สุโขทัย'

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานการแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี 2568 โดยมีนางฐิติพร ศิริโกศล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสุโขทัย นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย นายธีรยุทธ สำราญทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย มีหัวหน้าส่วนราชการร่วมงานแถลงข่าว ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนร่วมฟังกิจกรรมในการจัดงานในปีนี้ ซึ่งทางจังหวัดกำหนดจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ส่งเสริมการท่องเที่ยวประเพณีงานมรดกโลกของจังหวัดสุโขทัย โดยการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนและภาคเอกเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นภาคธุรกิจของจังหวัดและประเทศ

การแถลงข่าวในครั้งนี้ จัด ณ บริเวณหน้าวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 9 ตุลาคม 2568 โดยได้รับเกียรติจากผู้ร่วมแถลงข่าวจำนวน 9 ท่าน โดยมีนายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย พล.ต.ต.สถาพร ศรีภิรมย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุโขทัย นายวสันต์ เทพสุริยานนท์ ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ดร.เกษร เอมโอด ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก สันติพงศ์ บุลยเลิศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสุโขทัย ว่าที่ร้อยเอก ดร.เทียนชัย ทองวินิชศิลป รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย นางฐิติญา จั่นเอี่ยม วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย พ.อ.นาวิน ปรีชาพณิชยกุล ผู้จัดการ อพท.สุโขทัย และนายศักดิ์เกษม ตันติยวรงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัท สุโขทัยพัฒนาเมือง จำกัด โดยมีการแสดง และหลังจากกมสร้างประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน

จังหวัดสุโขทัย กำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดยสำนักงานจังหวัดสุโขทัย เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ กิจกรรมหลักเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันในด้านการท่องเที่ยวมรดกโลก กิจกรรมย่อย จ้างเหมาประชาสัมพันธ์การจัดงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่งได้ว่าจ้างให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ดี ดี ดีไซน์ 189 เป็นผู้ดำเนินงานจัดกิจกรรมแถลงข่าวงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568

นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย กล่าวว่าจังหวัดสุโขทัยจัดงานอย่างยิ่งใหญ่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยปีนี้เน้นเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการคัดแยกขยะ กำหนดสัดส่วนการใช้พื้นที่ไม่ให้แออัดจนเกินไป การจัดการเรื่องฝุ่น รวมทั้งโทนสีที่ใช้ในบริเวณงานสวยงามเข้ากับโบราณสถาน จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนทุกท่านร่วมสัมผัสบรรยากาศแห่งความประทับใจดังคำกล่าว "สุโข สุขี ที่สุโขทัย" ในงานประเพณีลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ จังหวัดสุโขทัย ประจำปี พ.ศ.2568 ระหว่างวันที่ 27 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย 10 วัน 10 คืน

‘มาครง’ หนุนแผนสหรัฐฯ ยุติสงครามกาซา จี้อิสราเอลหยุดขยายนิคมยิว!! ชี้ทำลายหนทางรัฐปาเลสไตน์

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ประกาศสนับสนุนแผนของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามอิสราเอล–กาซา โดยเรียกร้องให้มี “การหยุดยิงถาวร” และปล่อยตัวเชลยทั้งหมด พร้อมตำหนิการขยายนิคมยิวในเขตเวสต์แบงก์ของอิสราเอลว่าเป็นอุปสรรคต่อการสร้างรัฐปาเลสไตน์และสันติภาพในภูมิภาค

มาครงกล่าวระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจากกลุ่มประเทศอาหรับและยุโรปที่กรุงปารีสเมื่อวันพฤหัสบดี ว่าฝรั่งเศส “พร้อมมีบทบาทในกองกำลังรักษาเสถียรภาพกาซา” หลังสงครามสิ้นสุด โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือประชาชนในกาซาที่ถูกทำลายอย่างหนักจากสงคราม และเตรียมแผนรับมือวันหลังสงคราม

การหารือเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังอิสราเอลและฮามาสบรรลุข้อตกลงหยุดยิง เพื่อแลกกับการปล่อยเชลยอิสราเอลที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงครามที่คร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์หลายหมื่นคนและก่อวิกฤตมนุษยธรรมรุนแรง ข้อตกลงนี้มีอียิปต์เป็นตัวกลาง และสอดคล้องกับแผนสันติภาพที่สหรัฐฯ เสนอภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

แม้อิสราเอลแสดงความไม่พอใจที่ฝรั่งเศสจัดประชุมดังกล่าวโดยไม่ปรึกษาไว้ก่อน แต่มาครงยืนยันว่าการสนับสนุนรัฐปาเลสไตน์และผลักดันแนวทางสองรัฐยังเป็นหนทางเดียวสู่สันติภาพถาวร พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือฟื้นฟูเสถียรภาพและสร้างอนาคตใหม่ให้กับกาซา

‘เซเลนสกี’ ประกาศพร้อมเสนอชื่อ ‘ทรัมป์’ ชิงโนเบล สาขาสันติภาพ หากส่งขีปนาวุธ ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน และช่วยสงบศึกกับรัสเซีย

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจส่งขีปนาวุธพิสัยไกล 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน และช่วยเจรจาหยุดยิงกับรัสเซีย ยูเครนพร้อมจะเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 

เซเลนสกีเผยว่า ระหว่างการพบทรัมป์ที่นครนิวยอร์กเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา เขาไม่ได้ยินคำว่า “ไม่” จากผู้นำสหรัฐฯ แต่ได้รับสัญญาณว่าจะมีการพิจารณา โดยเขามองว่าการหยุดสงครามแม้ไม่ง่าย แต่เป็นหนทางที่เกิดขึ้นได้ และหากทรัมป์ช่วยให้เกิดสันติภาพได้จริง “เขาควรได้รับรางวัลโนเบล”

ขณะที่ทรัมป์ระบุว่า “เกือบตัดสินใจแล้ว” แต่ต้องการทราบก่อนว่าจรวดจะถูกนำไปใช้อย่างไร ด้านรัสเซียเตือนว่า หากสหรัฐฯ ส่งโทมาฮอว์กให้ยูเครน จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อความสัมพันธ์รัสเซีย–อเมริกา

เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนา ฝูงบิน 411 กองบิน 41

เมื่อวานนี้ (9 ต.ค. 68) ณ ฝูงบิน 411 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ นาวาอากาศเอก ธีระยุทธ เกื้อสกุล ผู้บังคับการกองบิน 41 เป็นประธานในพิธีทำบุญเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาฝูงบิน 411 กองบิน 41 โดยมี รองผู้บังคับการกองบิน 41, เสนาธิการกองบิน 41, หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 41 ข้าราชการ ผู้แทนจากท่าอากาศยานเชียงใหม่ และวิทยุการบินเชียงใหม่ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน

พิธีในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ก่อตั้งหน่วย และอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลที่ล่วงลับ พร้อมทั้งเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจหลักในการป้องกันภัยทางอากาศและการสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ เชียงใหม่-กองบิน 41 จัดพิธีทำบุญวันคล้ายวันสถาปนา ฝูงบิน 411 กองบิน 41

เขมรอวดติดอันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก สุดภาคภูมิใจอยู่เหนือกว่าไทย - เวียดนาม

นิตยสารท่องเที่ยว Condé Nast Traveller จัดอันดับ “ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก” พบ กัมพูชาอยู่อันดับ 5 ส่วนไทยอยู่อันดับ 8

เมื่อวันที่ (8 ต.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา รายงานว่า กัมพูชาได้รับการยกย่องให้เป็น “ประเทศที่เป็นมิตรเป็นอันดับ 5 ของโลก” จากรางวัล Condé Nast Traveller 2025 Readers’ Choice Awards

โดยกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า กัมพูชาได้รับคะแนน 97.33 คะแนน แซงหน้าเวียดนามในอันดับ 6 ซึ่งได้คะแนน 97.27 และไทยที่ได้อันดับ 8 ด้วยคะแนน 96.36 คะแนน

Condé Nast Traveller ให้ความเห็นว่า “ในฐานะประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กัมพูชาจึงมีแนวคิดหลักคือ ‘เมตตา’ ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีที่แปลว่า ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวกัมพูชาจะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเมตตาอันเป็นสากลและอบอุ่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังอย่างไรก็ตาม”

Condé Nast Traveller เสริมว่า “ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ ๆ มากมาย เช่น พนมเปญ เมืองหลวงริมแม่น้ำที่คึกคัก และนครวัดอันงดงาม ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ลองมุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันแท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งโครงการโฮมสเตย์ของชาวกัมพูชาเผยให้เห็นวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของหมู่บ้านทอผ้าไหมและฟาร์ม”

สำหรับการจัดอันดับของ Condé Nast Traveller นั้น พบว่า 'เคนยา' ครองอันดับ 1 ของประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 98.46 ตามมาด้วยบาร์เบโดส 98.18 คะแนน และเม็กซิโก 98.00 คะแนน

Condé Nast Traveller เป็นนิตยสารท่องเที่ยวของอังกฤษที่จัดพิมพ์โดย Condé Nast มุ่งเป้าไปที่ผู้อ่านที่สนใจการเดินทาง โดยเน้นประสบการณ์ระดับไฮเอนด์และความเป็นท้องถิ่น

‘ปูติน’ ยอมรับ ‘รัสเซีย’ ยิงขีปนาวุธพลาด ทำเครื่องบินอาเซอร์ไบจานตก ดับ 38 ศพ

(10 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมายอมรับอย่างเป็นทางการเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียเป็นต้นเหตุที่ทำให้เครื่องบินโดยสารของสายการบินอาเซอร์ไบจานตกเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งคร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือ 38 คน ถือเป็นครั้งแรกที่มอสโกยอมรับความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้พยายามหลีกเลี่ยงมาโดยตลอด

ปูตินระบุว่า ขีปนาวุธของรัสเซียถูกยิงขึ้นเพื่อสกัดโดรนของยูเครน แต่เกิดระเบิดใกล้เครื่องบิน Embraer 190 ของอาเซอร์ไบจานซึ่งกำลังจะลงจอดที่เมืองกรอซนี ในแคว้นเชชเนีย เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2024 ทำให้เครื่องบินพยายามหันหัวไปลงจอดในคาซัคสถานแต่ตกกลางทาง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 38 จาก 67 คนบนเครื่อง

โดยผู้นำรัสเซียกล่าวระหว่างการพบกับประธานาธิบดีอิลฮัม อาลีเยฟ (Ilham Aliyev) แห่งอาเซอร์ไบจาน ที่กรุงดูชานเบ ประเทศทาจิกิสถาน ว่าจะลงโทษผู้เกี่ยวข้องและจ่ายเงินชดเชยแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต พร้อมยอมรับว่าเป็น “ความผิดพลาดทางเทคนิค” ที่ทำให้ขีปนาวุธระเบิดห่างจากเครื่องบินเพียง 10 เมตร ด้านอาลีเยฟกล่าวขอบคุณรัสเซียที่เปิดเผยข้อเท็จจริงและติดตามคดีด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกและบากูที่เคยแน่นแฟ้นเริ่มตึงเครียดหลังเหตุเครื่องบินตก โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุคนเชื้อสายอาเซอร์ไบจานถูกตำรวจรัสเซียจับกุมหลายรายในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองผู้นำยืนยันต้องการฟื้นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และพลังงานระหว่างสองประเทศให้กลับมาดังเดิม

กระบี่-รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์สายการบิน Etihad Airways ขณะที่ ททท.ดันกลยุทธ์ Airline Focus เปิดเส้นทางบินใหม่ 

กระตุ้นการเดินทางกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพจากตะวันออกกลาง คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1 ล้านคน

(10 ต.ค. 68) ณ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นางสาวฐาปนีย์  เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วน จังหวัดกระบี่ นายเอกพงศ์ โชคชัยวิทัศน์ ประธานหอการค้าจังหวัดกระบี่ หน่วยภาครัฐและเอกชนด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ให้เกียรติร่วมให้การต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ของสายการบินเอทิฮัด (Etihad Airways ) เที่ยวบิน EY424 ที่เปิดบินตรงจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กับท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ โดย ททท.จัดแสดงมโนราห์ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมมอบของที่ระลึกแก่ผู้โดยสาร และเจ้าหน้าที่ของสายการบินด้วย

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การเปิดเที่ยวบินใหม่นี้ ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักเดินทางทั่วโลกที่มีต่อศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ เมืองแห่งธรรมชาติ วัฒนธรรมและการบริการที่ดีงามในภาคใต้ของเรา กระทรวงคมนาคมมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินและระบบคมนาคมขนส่งทุกมิติ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนอย่างเท่าเทียม ตามแนวคิด “คมนาคมเพื่อประชาชน เดินทางสะดวก ปลอดภัย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ประเทศ” เราจะเดินหน้าพัฒนาท่าอากาศยานภูมิภาคให้ได้มาตรฐานระดับสากล รองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวภาคใต้ และเชื่อมโยงทุกเส้นทางจากอากาศ สู่ถนน และทางน้ำ ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างแท้จริง 

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งเน้นกลยุทธ์ Airline Focus บุกตลาดดาวรุ่งตะวันออกกลางร่วมกับพันธมิตรสายการบิน Etihad Airways ในการเปิดเส้นทางบินใหม่เส้นทางบินตรงกรุงอาบูดาบี–กระบี่ ซึ่งการบูรณาการส่งเสริมตลาดจะเพิ่มจำนวนที่นั่ง (Seat Capacity) อีกประมาณ 7,650 ที่นั่งต่อเดือน ขยายความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และส่งเสริมให้เกิดการตัดสินใจเดินทาง ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือเป็นตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มในการเติบโตสูง โดยเฉพาะการเดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีสินค้าและบริการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม Health and Wellness ที่ประเทศไทยมีศักยภาพโดดเด่นและมุ่งมั่นสู่การเป็น Medical และ Wellness Hub ระดับโลก ควบคู่กับการเจาะกลุ่ม Luxury, Family และ Halal Friendly Tourism เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ครบถ้วนและเข้าถึงนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตลอดจนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในพื้นที่ เพื่อนำสื่อมวลชน KOLs ตัวแทนบริษัทนำเที่ยว มาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวในเมืองไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแบรนด์ Amazing Thailand ตอกย้ำประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมในใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก 

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่มีความยินดีที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจังหวัดกระบี่มีศักยภาพพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นทั้งในด้านโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลายให้นักท่องเที่ยวเดินทางตามความสนใจ ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญซึ่งเป็นจุดดึงดูดหลักให้นักท่องเที่ยวเดินทางมา นอกจากนี้ยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่นำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษให้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วย 

สายการบิน Etihad Airways กำหนดเปิดให้บริการเส้นทางบินตรง (Direct Flight) เที่ยวบิน EY424 เดินทางจากกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ในวันที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 08.50 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ เวลา 18.40 น. ด้วยเครื่อง Airbus A321LR ความจุผู้โดยสาร 160 ที่นั่งต่อเที่ยวบิน ให้บริการจำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ โดยในเที่ยวบินปฐมฤกษ์นี้มีสื่อมวลชน KOLs และตัวแทนบริษัทนำเที่ยวร่วมเดินทางมาด้วย ซึ่ง ททท. สำนักงานดูไบได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยการทำ Agents FAM Trip พาตัวแทนบริษัทนำเที่ยว สำรวจสินค้าและบริการในจังหวัดกระบี่ เพื่อนำข้อมูลมาขยายผลการดำเนินงานในการเสนอขายแพจเกจต่อไป โดยมีกำหนดการเดินทางระหว่างวันที่ 13 – 16 ตุลาคม 2568 นอกจากนี้ ได้จัดทำ KOLs FAM Trip นำ KOLs สำรวจเส้นทางท่องเที่ยว Jurassic World ในจังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 9 – 12 ตุลาคม 2568 และวางแผนต่อยอดจัดทำ Media FAM Trip 2025 ระหว่างวันที่ 9 – 15 ตุลาคม 2568 เพื่อสำรวจและประชาสัมพันธ์เส้นทางกระบี่และเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเส้นทางบินใหม่ กรุงอาบูดาบี – เชียงใหม่ ที่จะเริ่มบินในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 โดยใช้เครื่อง A321LR จำนวน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ และ อาทิตย์) 

สำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางถือเป็นตลาดศักยภาพที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยตั้งแต่ 1 มกราคม – 7 ตุลาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 948,513 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.9  มีจำนวนวันพักเฉลี่ย 10.47 วัน ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเป็นจำนวนเงิน 100,612 บาท/คน/ทริป ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2568 จะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเดินทางเข้าประเทศไทยกว่า 1 ล้านคน

'หมอยง' วิจารณ์ระบบการศึกษา - วิชาชีพในไทย ชี้!! 'ยังนับถือกระดาษ' มากกว่าความสามารถ

(10 ต.ค. 68) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Yong Poovorawan' ระบุว่า “ประเทศไทยยังนับถือกระดาษ” 

ผมไม่แปลกเลยว่าทำไมประเทศไทยสมัครเข้าสู่ ประเทศ OECD (The Organization for Economic Co-operation and Development) แล้วยังไม่ได้ เพราะประเทศไทยยังนับถือกระดาษ ไม่ได้ดูความสามารถของบุคคล

ทำไมทุกคนจึงไขว่คว้าหากระดาษ เรามีปริญญาเอกที่มีกระดาษมากมาย จึงไม่แปลกเพราะทุกคนต้องการ

ผมเอาเรื่องนี้มาเพราะว่า ผมเองเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอก ปริญญาโท และมีลูกศิษย์ จบปริญญาเอกมากกว่า 30 คน จนลูกศิษย์ได้เป็นศาสตราจารย์แล้วก็มี และเป็นที่ปรึกษารวมทั้งที่ปรึกษาร่วม มากกว่า 50 คน ไม่นับปริญญาโทนะครับ ที่รับมาตั้งแต่ปี 2540 

ผมเองไม่เคยได้ปริญญาเอก จบ แพทย์ศาสตร์บัณฑิต และจบวิชาชีพทางกุมารเวชศาสตร์ ไปต่อที่ประเทศอังกฤษ ก็ไม่สนใจที่จะเอากระดาษ เพราะถ้าเอากระดาษจะต้องเสียปีละ 7,000 ปอนด์ 

เป็นศาสตราจารย์ สอนมากว่า 40 ปี แต่วันดีคืนดี ในปีนี้ผมรับนิสิตปริญญาเอก ทางหลักสูตรบอกว่าผมไม่สามารถที่จะเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่ารับไม่ได้นั่นเอง เพราะไม่ได้จบปริญญาเอก ไม่มีกระดาษ จึงรับลูกศิษย์ปริญญาเอกไม่ได้ ผมก็แปลกใจว่าที่รับมาแล้วเป็นโมฆะไหม ทางหลักสูตรบอกว่าด้วยกฎเกณฑ์ของกระทรวง คนที่จะรับเป็นที่ปรึกษาปริญญาเอกได้ จะต้องจบปริญญาเอก ผมเองก็บอกว่าไม่เช่นนั้น ผมก็เอาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต มาให้แทน เป็นกระดาษปริญญาเอก เรื่องจึงผ่าน และยอมได้ เพราะกระดาษใบเดียว 

ผมไม่มีกระดาษ ที่จะบอกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ และก็ไม่เคยสนใจกระดาษเลย 

ช่วยกันบอกไปถึงผู้ใหญ่ ให้ที กฎเกณฑ์ก็คือกฎเกณฑ์ แต่ผู้ออกกฎเกณฑ์ผมไม่รู้ว่ามีจุดมุ่งหมายอะไร ถ้าผมไม่มีความสามารถ ผมคงไม่รับลูกศิษย์และมีลูกศิษย์ปริญญาเอกจบมากกว่า 30 คน โดยที่ไม่มีกระดาษปริญญาเอกแม้แต่ใบเดียว  

ผมจึงไม่แปลกใจ ว่าทำไมประเทศไทยจึงสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้ และจนถึงวันนี้ทุกคนแย่งกันเรียนปริญญาเอก เพื่อให้ได้กระดาษมา เราจึงไม่มีวิชาชีพที่มั่นคง สายอาชีวะคงไม่มีใครอยากเรียน เปรียบเสมือนเป็นสายอาชีพ ทุกคนอยากมีกระดาษเพื่อเป็นวิศวกรกันหมด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top