Saturday, 25 July 2026
Hard News Team

ทัพเรือภาคที่ 1 พร้อมปกป้องอธิปไตยทางทะเล พิทักษ์อ่าวไทยให้มั่นคงปลอดภัย

(10 ต.ค. 68) พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 กองทัพเรือ ได้ตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์พื้นที่ทางทะเล ในเขตรับผิดชอบของทัพเรือภาคที่ 1 โดยนำกำลังทางเรือ ได้แก่ เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ พร้อมเฮลิคอปเตอร์ และเรือตรวจการณ์หมายเลข 265 ออกปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่ทางทะเลของไทย บริเวณเกาะกูด จังหวัดตราด และเส้นแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะไทย–กัมพูชา

การนี้ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมประชุมวางแผนและติดตามความพร้อมตามแผนป้องกันชายแดนทางทะเล พร้อมมอบแนวทางการปฏิบัติแก่ กำลังพลให้ปฏิบัติภารกิจด้วยความเข้มแข็ง มุ่งมั่น และทุ่มเทอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อธำรงไว้ซึ่งอธิปไตยทางทะเลของชาติ และป้องกันมิให้มีการรุกล้ำอาณาเขตทางทะเล ของประเทศไทยโดยเด็ดขาด

‘มาเรีย โครีนา มาชาโด’ ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ผงาดคว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ 2025

(10 ต.ค. 68) มาเรีย โครีนา มาชาโด (Maria Corina Machado) นักการเมืองฝ่ายค้านเวเนซุเอลา คว้ารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพประจำปี 2025 จากคณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ ณ กรุงออสโล ซึ่งถือเป็นไฮไลต์สำคัญของสัปดาห์แห่งการประกาศรางวัลโนเบล ระหว่างวันที่ 6–13 ตุลาคม โดยปีนี้มีผู้ถูกเสนอชื่อรวม 338 ราย แบ่งเป็นบุคคล 244 ราย และองค์กร 94 แห่ง

คณะกรรมการโนเบลระบุว่า มาชาโดเป็นสัญลักษณ์ของ “ความกล้าหาญในการต่อสู้กับการกดขี่” และเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนในประเทศยังคงมีความหวังต่อเสรีภาพ แม้ต้องใช้ชีวิตหลบซ่อนจากภัยคุกคามทางการเมือง ซึ่งเธอยังคงอยู่ในเวเนซุเอลาและยืนหยัดต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า มาชาโด “เป็นผู้รวมพลังฝ่ายค้านให้เป็นหนึ่งเดียว ต่อต้านการใช้กำลังทหารในสังคม และยึดมั่นในแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติ” ซึ่งทำให้เธอเป็นผู้ที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) ทั้งสามข้ออย่างแท้จริง

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่จัดพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568

(10 ต.ค. 68) นายการันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน ลูกจ้าง และครอบครัวท่าอากาศยานเชียงใหม่ รวมทั้งส่วนราชการและผู้ปฏิบัติงาน ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ร่วมพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันนวมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2568 โดยได้รับเมตตาจากพระสงฆ์จำนวน 10 รูป จากวัดสวนดอก พระอารามหลวง มาประกอบพิธีทำบุญและรับบิณฑบาต ณ บริเวณลานจอดรถบัส ด้านทิศใต้อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ 

วันนวมินทรมหาราช นับเป็นวันสำคัญของชาติ โดยหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 รัฐบาได้กำหนดให้วันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสวรรคต เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความจงรักภักดีและรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ต่อมาในปี พ.ศ.2560 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 13 ตุลาคม เป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของชาติ และในปี พ.ศ.2566 ได้รับพระราชทานชื่อวันดังกล่าวอย่างเป็นทางการว่า “วันนวมินทรมหาราช” ตามพระราชวินิจฉัยที่ได้รับคำถวายจากสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 

ทั้งนี้ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตรเนื่องในวันสำคัญนี้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรของท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมกันทำความดี ถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อประโยชน์ขององค์กรและสังคมโดยรวม

ผบ.ตร.กำชับตำรวจร่วมยุทธการกองทัพ ส่ง 6 กองร้อยตรึงชายแดน ยึดคืนหนองจาน – หนองหญ้าแก้ว รักษาแผ่นดินไทย ย้ำปฏิบัติการตามขั้นตอน บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด

(10 ต.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนจังหวัดสระแก้ว ซึ่งครบกำหนดเส้นตายที่ฝ่ายไทยยื่นคำขาดให้ชาวกัมพูชาอพยพออกจากพื้นที่ทับซ้อนบริเวณบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กำชับตำรวจในพื้นที่ทั้งตำรวจภูธรภาค 2, ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ให้ร่วมยุทธการกับกองทัพเพื่อรักษาแผ่นดินไทย รักษาอธิปไตยของชาติ โดยปฏิบัติตามกฎหมาย ยุทธวิธีตามมาตรฐานสากล โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกนาย พร้อมกำชับผู้บังคับบัญชาหน่วยในพื้นที่ให้ดูความพร้อมของยุทโธปกรณ์ กำลังพลในการออกปฏิบัติการ และมีการข่าวที่แม่นยำ ป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงรองรับทุกสถานการณ์ โดยย้ำว่าตำรวจมีหน้าที่หลักในการบังคับใช้กฎหมาย หากมีการกระทำใดที่ละเมิดกฎหมายไทยจะต้องดำเนินคดีอย่างเคร่งครัด 

นอกจากนี้ โฆษก ตร. เปิดเผยว่า วันนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้กำลังตำรวจภูธรภาค 2 เป็นตำรวจควบคุมฝูงชน (คฝ.) 6 กองร้อย หรือ 1,020 นาย สนับสนุนกำลังของกองทัพในการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ ขณะนี้มีความพร้อมและมีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติ โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับให้ดูแลขวัญกำลังใจของกำลังพลด้วย และในวันพรุ่งนี้ (11 ตุลาคม 2568) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผู้ช่วย ผบ.ตร. จะเดินทางลงพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้วด้วยตัวเอง เพื่อให้ขวัญกำลังใจและควบคุมการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่ดังกล่าว ร่วมเป็นหูเป็นตาให้เจ้าหน้าที่ และตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานราชการ ระมัดระวังการเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือน สร้างความตื่นตระหนกในพื้นที่ โดยสามารถสอบถามหรือแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 1599 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

‘เนทันยาฮู’ โพสต์ชม ‘ทรัมป์’ ย้ำสมควรได้รับรางวัลโนเบล จากแผนสันติภาพ 20 ข้อ ช่วยยุติสงคราม ‘อิสราเอล-ฮามาส’

(10 ต.ค. 68) นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอลออกมาเรียกร้องอีกครั้งให้มอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพแก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยยกเหตุผลว่าแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์มีส่วนสำคัญในการยุติสงครามกาซาที่ดำเนินมานานสองปี ระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส

เนทันยาฮูโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า “มอบรางวัลโนเบลสันติภาพให้ @realDonaldTrump — เขาสมควรได้รับมัน!” พร้อมภาพที่สร้างด้วย AI แสดงให้เห็นทรัมป์ยิ้มรับเสียงปรบมือจากผู้คน ขณะเขาสวมเหรียญโนเบลไว้ที่คอ และมีแบนเนอร์ด้านหลังเขียนว่า “สันติภาพผ่านพลัง”

ด้านทรัมป์ประกาศเมื่อวันพุธว่า อิสราเอลและฮามาสได้ลงนามใน “ระยะที่หนึ่ง” ของแผนสันติภาพแล้ว โดยจะเริ่มจากการปล่อยเชลยทั้งหมดและถอนทหารอิสราเอลไปยังแนวเส้นที่ตกลงกันไว้ เพื่อมุ่งสู่ “สันติภาพที่ยั่งยืนและถาวร” พร้อมระบุว่าอาจเดินทางไปตะวันออกกลางในสุดสัปดาห์นี้เพื่อติดตามข้อตกลงหยุดยิงด้วยตนเอง

นอกจากเนทันยาฮูแล้ว ประธานาธิบดีฮาเวียร์ มีเล (Javier Milei) ของอาร์เจนตินาก็ร่วมสนับสนุนการเสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงโนเบล โดยกล่าวว่า “ผู้นำคนอื่นที่สร้างสันติภาพระดับนี้ คงได้รับรางวัลไปนานแล้ว” ทั้งนี้ ทรัมป์เคยได้รับการเสนอชื่อจากเนทันยาฮูมาก่อนเมื่อเดือนกรกฎาคม หลังมีบทบาทในการผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” ระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับหลายประเทศ

‘กฤษฎา-กษม’ 2 นิสิตหนุ่มสาวจากรั้วจุฬาลงกรณ์ คว้าตำแหน่ง กุลบุตร-กุลธิดากาชาด ปี 2568

เมื่อวานนี้ (8 ต.ค. 68) นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ประธานในการตัดสิน ตำแหน่ง 'กุลบุตร-กุลธิดากาชาด' และ 'รองกุลบุตร - รองกุลธิดากาชาด' ในงาน 'วันดาวสู่ฟ้า กุลบุตร-กุลธิดากาชาด' ณ ห้องประชุมไพเนอร์รี่ เดอะไพน์ รีสอร์ท อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี 

สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย ผนึกกำลังบูรณาการความร่วมมือกับ สำนักงานบริหารกิจการเหล่ากาชาด และเหล่ากาชาดจังหวัด จัดโครงการสรรหา 'กุลบุตร-กุลธิดากาชาด' เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลพระชนมายุ 70 พรรษา ระหว่างวันที่ 6 – 8 ตุลาคม 2568 โดยมีเยาวชนจำนวน 69 คน เข้าร่วม เพื่อสรรหาเยาวชนที่มีจิตอาสามาทำหน้าที่กุลบุตร-กุลธิดากาชาด เป็นตัวแทนในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภารกิจ และสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของสภากาชาดไทย 

ทั้งนี้ นางสุนันทา ศรอนุสิน ผู้อำนวยการสำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด สภากาชาดไทย และประธานคณะกรรมการดำเนินงานโครงการฯ ได้กล่าวว่า “สำนักงานยุวกาชาดและอาสาสมัครกาชาด ได้ตระหนักถึงการสร้างและพัฒนาเยาวชนให้มีความเข้มแข็งทางความคิดและจิตใจ เพื่อให้สามารถ 'รับมือ' และ 'ฟื้นฟู' ตนเองให้กลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุขเมื่อต้องประสบปัญหาและวิกฤตภัยพิบัติจากภาวะโลกเดือด และวิกฤตทางสังคม เศรษฐกิจ เชื้อชาติและวัฒนธรรม” 

การสรรหากุลบุตร-กุลธิดากาชาดของสำนักงานฯ เป็นหนึ่งในโครงการของสำนักงานฯ ในปี 2568 ที่มุ่งเน้นให้เยาวชนได้ฝึกทักษะด้านการวิเคราะห์ การคิดอย่างเป็นระบบ การวางแผนกระบวนการทำงาน การลงมือปฏิบัติ และการประเมินผลเพื่อนำไปสู่การพัฒนา ภายใต้โจทย์ที่เป็นปัญหาของสังคมในปัจจุบัน   การเพิ่มความท้าทายให้ผู้เข้าคัดสรร ได้ออกแบบโครงการหรือกิจกรรมเพื่อชุมชน ยังเป็นการสอนให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า ปัญหาครอบครัว หรือปัญหาสังคมจะป้องกันและแก้ไขได้จากความร่วมมือ ร่วมใจ ร่วมลงมือทำ ทั้งหมดนี้เราสามารถสร้างและผลักดัน “ความปกติสุข” ให้เกิดเป็นจริงขึ้นได้ ด้วยการเป็นผู้ “คิดเป็น ทำเป็น และแบ่งปันเป็น” และการเป็น 'ผู้นำ' ที่มีฐานความคิดจากการเสียสละเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

สำหรับผู้ได้รับการคัดสรรเป็นกุลบุตร-กุลธิดากาชาด ในปีพ.ศ. 2568 ดังนี้
ตำแหน่ง กุลบุตรกาชาด
คุณกฤษฏา ชูสุข หมายเลข 1 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย        

ตำแหน่ง กุลธิดากาชาด 
คุณกษม สินธุภิญโญ หมายเลข 4 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย        

ตำแหน่ง รองกุลบุตรกาชาด 
คุณพลพิสิฏฐ์ ฤทธิ์คำรพ หมายเลข 49 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์     

ตำแหน่ง รองกุลธิดากาชาด
คุณรุจรวี จีระเดชากุล หมายเลข 52 สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดอุตรดิตถ์

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลผู้ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมตามคุณสมบัติ 3 ด้าน ได้แก่ 
รางวัล Smart 
คุณธีรพงศ์ ตันติศรีปรีชา หมายเลข 35 สำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดเลย
รางวัล Strong คุณลภัสลดา โคตรอาษา หมายเลข 54 มหาวิทยาลัยปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี 
และ รางวัล Samart คุณสกาย คิดลูน จอมพงษ์ หมายเลข 71 เทศบาลตำบลสันกลาง จังหวัดเชียงใหม่

โดยผู้รับตำแหน่งกุลบุตร และ กุลธิดา พร้อมรองทั้ง 2 ตำแหน่ง จะได้เข้ารับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการ สภากาชาดไทย ในงานกาชาดประจำปี 2568 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ   

ผบ.ทรภ. 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดน จว.จันทบุรี และจว.ตราด

พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนทางทะเลจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประกอบด้วย ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่เรือลาดตระเวนชายเเดน ส่วนที่ 1 (มชด./1) และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร. เกาะช้าง)

เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญและรับทราบสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำสิ่งสำคัญให้หน่วยงานและกำลังพลทุกนายมีความพร้อมตลอดเวลา สามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ทันทีเมื่อสั่ง และจะต้องประสบความสำเร็จ

รวมทั้งประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย สร้างภาพพจน์ที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชน 

ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร ด้วยยึดหลักมนุษยธรรมแม้ในวันที่โลกทอดทิ้ง

“ปี 1979 – วันที่คนไทยเปิดประตูให้คนเขมร”
ปี 1979 (พ.ศ. 2522) เป็นปีที่โลกจารึกความโหดร้ายไว้กลางหัวใจของคนกัมพูชาเอง — ช่วงที่ระบอบเขมรแดงเพิ่งล่มสลาย เสียงปืนยังดังไม่หยุด แต่เสียงร้องไห้ของผู้ลี้ภัยดังกว่า คนเป็นแสนเป็นล้านหนีตายข้ามเขตแดนเข้ามาไทย ทุกวัน ทุกชั่วโมง ไม่มีแผน ไม่มีอาหาร ไม่มีอนาคต มีเพียงชีวิตที่อยากรอด

ในเวลานั้น ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในฐานะ "ผู้รุกราน" แต่อยู่ในฐานะ "ประเทศเจ้าบ้านที่ไม่พร้อมจะเป็นเจ้าบ้าน" เพราะตามกฎหมายของไทย ผู้ที่ข้ามแดนโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ซึ่งต้องถูกผลักดันกลับ แต่เราก็รู้ดีว่า “กลับไป” หมายถึง “ตาย”

รัฐบาลไทยจึงเลือกทางที่ยากที่สุด คือ ยอมฝืนใจตามหลักมนุษยธรรม เปิดพื้นที่ชายแดนให้สหประชาชาติ สภากาชาด และองค์กรนานาชาติเข้ามาช่วยดูแล ตั้งค่ายพักพิงชั่วคราว — ซึ่งในเอกสารของทางการไทยขณะนั้นเรียกว่า “ศูนย์ลักลอบเข้าเมือง” — เพื่อคัดกรอง ตรวจโรค และจัดการส่งต่อไปยังค่ายผู้ลี้ภัยของ UNHCR ตลอดแนวชายแดนฝั่งไทยทั้งหมด

ค่ายแห่งแรกที่ถูกตั้งขึ้นคือ ค่ายสระแก้ว (Sa Kaeo Refugee Camp) ใกล้ตัวเมืองสระแก้ว ก่อตั้งขึ้นอย่างเร่งด่วนในปลายปี 1979 เพื่อรองรับผู้หนีตายจากฝั่งปอยเปตและพระตะบอง ภายในไม่กี่สัปดาห์ มีผู้ลี้ภัยกว่า สี่หมื่นคน เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่ดินแดงแห้งแล้งที่ยังไม่มีน้ำ ไม่มีห้องน้ำ ไม่มีระบบสุขาภิบาล เจ้าหน้าที่ไทยจึงต้องระดมทหารเข้ามาสร้างศูนย์พักพิงกลางทุ่งเพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคระบาด ก่อนจะทยอยย้ายผู้ลี้ภัยเหล่านี้ไปอยู่ในค่ายที่ใหญ่และมั่นคงกว่าซึ่งตั้งอยู่ลึกเข้ามาในเขตไทย

ไม่นานหลังจากนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับ UNHCR ตั้งศูนย์ใหญ่ที่ ค่ายเขาอีด่าง (Khao-I-Dang Holding Center) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ห่างจากอรัญประเทศประมาณ 20 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1979 และกลายเป็น “เมืองขนาดย่อม” ที่มีประชากรมากกว่า หนึ่งแสนหกหมื่นคน ในปีถัดมา

ที่นี่เป็นค่ายที่มีระบบที่สุด มีโรงพยาบาล โรงเรียน ศูนย์แจกอาหาร และระบบตรวจสุขภาพครบถ้วน ภายใต้การดูแลร่วมของกองทัพไทยและเจ้าหน้าที่ UNHCR ผู้ลี้ภัยถูกจำกัดการเข้าออกเพื่อความปลอดภัย แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเต็มที่ ไทยในเวลานั้นทำหน้าที่ “เจ้าภาพโดยจำใจ” แต่เต็มไปด้วยเมตตาและภาระหนักหน่วง

ขณะเดียวกันยังมีค่ายอื่น ๆ ที่กระจายอยู่ตามแนวชายแดน เช่น ค่ายหนองเสม็ด (Nong Samet Camp) ใกล้ตำบลคลองน้ำใส ซึ่งกลายเป็นศูนย์ใหญ่ของ “แนวร่วมปลดปล่อยประชาชนเขมร” (KPNLF) ที่ต่อสู้กับรัฐบาลเฮง สัมรินที่เวียดนามหนุนหลัง และ ค่ายหนองจันทร์ (Nong Chan Camp) ใกล้อำเภอโคกสูง ที่ต่อมาถูกกองทัพเวียดนามโจมตีในปี 1983–1984 ทำให้ผู้ลี้ภัยหลายพันคนต้องหนีตายซ้ำอีกครั้งก่อนจะถูกย้ายไปยัง “Site Two” ซึ่งเป็นค่ายถาวรแห่งใหม่

ในค่ายเหล่านี้มีทั้งเด็กที่ผอมจนเห็นกระดูก หญิงชราที่แบกลูกหลานข้ามแดน และชายหนุ่มที่บาดเจ็บจากสงครามกลางป่า หลายคนเล่าว่าเดินเท้ามาหลายวันโดยไม่มีอาหาร บางคนหนีมากับคนที่ไม่รู้จักเพราะคนในครอบครัวถูกสังหารหมดแล้ว

นักข่าวตะวันตกในเวลานั้น เช่น Sydney Schanberg จาก The New York Times และ Richard Dudman จาก St. Louis Post-Dispatch ต่างบันทึกไว้ตรงกันว่า

> “หากไม่มีการเปิดชายแดนของไทย คนเขมรนับแสนอาจไม่มีชีวิตอยู่ในวันนี้”
ภาพข่าวและสารคดีจากช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นความห่วงใยของสังคมไทย — ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ นายแพทย์ พยาบาล ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครนับไม่ถ้วน ต่างผลัดเปลี่ยนกันดูแลผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ ตั้งแต่สระแก้วจนถึงสังขละบุรี แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่กฎหมายและความมั่นคงของชาติอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์” กับ “เสี่ยงอธิปไตยของตนเอง”

และสุดท้าย ประเทศไทยก็ไม่เคย “ผลักไส” ใครกลับไปตาย เราเลือกช่วย ทั้งอาหาร ยา และพื้นที่อาศัย — ในฐานะเพื่อนมนุษย์ ไม่ใช่ศัตรู

หลายสิบปีผ่านไป เด็กในค่ายเหล่านั้นบางคนเติบโตในอเมริกา บางคนได้สัญชาติฝรั่งเศส บางคนกลับมาตั้งรกรากอยู่ในไทยอย่างเงียบ ๆ

แต่สิ่งที่คนรุ่นใหม่ของกัมพูชาควรรู้คือ — ครั้งหนึ่งคนไทยเคยยื่นมือช่วยชีวิตพวกท่านไว้ ไม่ใช่เพื่อหวังบุญคุณ

แต่เพื่อเตือนว่า “ความดีไม่ควรถูกลืม”

อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ที่มีเลือดและน้ำตาเหล่านั้น กลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่บิดเบือนในโลกออนไลน์
เพราะความจริงก็คือ 

> “เมื่อปี 1979 ที่โลกทอดทิ้งเขมร... ไทยคือประเทศแรกที่ไม่ปิดประตูใส่คนเขมร”

ชาวภูเก็ตแสดงพลัง ร่วมกิจกรรม ‘รวมดวงใจสู่ปาเลสไตน์’ ต่อต้านรัฐเถื่อนไซออนิสต์อิสราเอล!! เรียกร้องยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ (9 ต.ค. 68) ประชาชนจังหวัดภูเก็ตร่วมจัดกิจกรรม “All Heart from Palestine Phuket – รวมดวงใจสู่ปาเลสไตน์” เพื่อแสดงพลังสนับสนุนชาวปาเลสไตน์และประณามการกระทำของรัฐเถื่อนไซออนิสต์อิสราเอล ภายในงานมีบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและสามัคคีของผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน

นักวิชาการ ศาสนบุคคล และประชาชนทั่วไป ต่างร่วมกันประกาศจุดยืนยืนหยัดเคียงข้างผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมร่วมกันส่งสารแห่งสันติภาพ ความยุติธรรม และความเป็นมนุษย์จากภูเก็ตสู่ประชาชนชาวปาเลสไตน์

ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นกระแสการเคลื่อนไหวในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ที่ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนปาเลสไตน์และเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงในพื้นที่ขัดแย้ง โดยย้ำว่าความสงบสุขและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญสูงสุด

ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฎิบัติงานในพื้นที่ชายแดน จว.จันทบุรี และจว.ตราด

เมื่อวันที่ (9 ต.ค. 68) พลเรือโท เฉลิมชัย สวนแก้ว ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนทางทะเลจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประกอบด้วย ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 หมู่เรือลาดตระเวนชายเเดน ส่วนที่ 1 (มชด./1) และศูนย์รักษาความปลอดภัยทางทะเล กองทัพเรือ เกาะช้าง (ศรภ.ทร. เกาะช้าง)

เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญและรับทราบสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งปัญหาอุปสรรค ข้อขัดข้องการปฏิบัติงานในพื้นที่ 

ทั้งนี้ได้เน้นย้ำสิ่งสำคัญให้หน่วยงานและกำลังพลทุกนายมีความพร้อมตลอดเวลา สามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ทันทีเมื่อสั่ง และจะต้องประสบความสำเร็จ

รวมทั้งประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในระเบียบวินัย สร้างภาพพจน์ที่ดีและสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่น้องประชาชน

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top