Friday, 14 August 2026
Hard News Team

‘นายกฯ’ ควง ‘ชัชชาติ’ ล่องเรือตรวจ ‘คลองโอ่งอ่าง-บางลำพู’ รับปาก!! ประสานสื่อต่างประเทศ แชะภาพโปรโมตมุม Unseen

(13 มิ.ย. 67) นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะประกอบด้วย นายจักรพงษ์ แสงมณี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางวันทนีย์ วัฒนะ ปลัดกรุงเทพมหานคร ตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โครงการ 10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข ‘คลองรอบกรุง (คลองโอ่งอ่าง-บางลำพู)’ และตรวจติดตามความก้าวหน้าการจัดขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารค และความก้าวหน้าในการประดับตกแต่งเรือพระที่นั่ง ณ กองบังคับการกองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงบริเวณสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร รับฟังบรรยายสรุปโครงการพัฒนาคลองรอบกรุง (คลองโอ่งอ่าง-บางลำพู) โดยสำนักการระบายน้ำ
ณ บริเวณท่าเทียบเรือสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ จากนั้น นายกรัฐมนตรีล่องเรือตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการ 10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข (คลองโอ่งอ่าง)

โดยเดินทางจากท่าเทียบเรือสวนสาธารณะป้อมมหากาฬ ไปยังท่าเทียบเรือสะพานหัน (คลองโอ่งอ่าง) โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและกรุงเทพมหานครรายงานถึงความคืบหน้าในการดำเนินการซึ่งมีความคืบหน้าไปเกือบ 100% แล้วโดยเฉพาะช่วงเวลาเย็นและค่ำเมื่อมีการเปิดไฟประดับจะทำให้มีความสวยงามของคลองเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี 

ทั้งนี้ เมื่อเดินทางถึงท่าเทียบเรือสะพานหัน คลองโอ่งอ่าง นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมพื้นที่บริเวณสะพานหัน และพบปะกับผู้ค้าขายริมคลองโอ่งอ่าง โดยนายกรัฐมนตรีได้สอบถามถึงเรื่องของการค้าขายจากบรรดาพ่อค้าแม่ค้าบริเวณตลาดริมคลองโอ่งอ่าง 

ขณะที่ผู้นำชุมชนริมคลองโอ่งอ่างได้ขอให้ทางรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้คลองโอ่งอ่างกลับมาคึกคักอีกครั้ง เนื่องจากมีบางช่วงซบเซา อย่างไรก็ตามขณะนี้บรรยากาศเริ่มจะกลับมามีประชาชนและนักท่องเที่ยวทยอยกลับมาเดินเพิ่มมากขึ้น แต่ยังต้องการให้นายกและรัฐบาลช่วยผลักดันและประชาสัมพันธ์ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ขณะที่นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทีมงาน ช่วยประสานให้ช่างภาพโดยเฉพาะสื่อต่างประเทศมาช่วยถ่ายภาพและนำเสนอ โดยเฉพาะมุมที่เป็น Unseen ของคลองโอ่งอ่างเพื่อเผยแพร่ไปยังทั่วโลกเนื่องจากบางมุม ที่เป็น Unseen ยังไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควรและยังไม่ได้ถูกเผยแพร่สู่สายตาชาวโลก ให้เป็นที่รู้จักเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกทางหนึ่ง

ขณะเดียวกันปลัดกรุงเทพมหานครได้ขอให้นายกฯ รัฐมนตรี กลับมาเยี่ยมชมและล่องเรือเพื่อดูทัศนียภาพยามเย็นที่คลองโอ่งอ่างเพื่อดูถึงความสวยงาม อีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากช่วงเย็น-ค่ำ จะมีการประดับไฟในจุดต่าง ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะกลับมาอย่างแน่นอนพร้อมจะพาช่างภาพจากสื่อต่างประเทศมาเยี่ยมชมด้วย

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเดินเยี่ยมชมและพบปะกับประชาชนริมคลองโอ่งอ่างได้มีชาวบ้านเข้ามาทักทายถ่ายรูปและมอบพวงมาลัยเพื่อเป็นกำลังใจให้กับนายกรัฐมนตรีตลอดเส้นทางก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะร่วมถ่ายรูปที่สะพานคลองโอ่งเป็นที่ระลึก

จากนั้น เวลา 10.00 น. นายกรัฐมนตรีตรวจติดตามความก้าวหน้าโครงการ 10 คลองสวย น้ำใส คนไทยมีสุข (คลองบางลำพู) โดยออกเดินทางจากท่าเทียบเรือสะพานหัน ไปยังท่าเทียบเรือบริเวณพิพิธภัณฑ์บางลำพู (คลองบางลำพู) เขตพระนคร โดยมีประชาชนสองฝั่งคลองได้ออกมาโบกไม้โบกมือต้อนรับและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านตะโกนทวงถามว่าเงินดิจิทัลของเราเมื่อไหร่จะได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรียิ้มรับพร้อมบอกว่า ‘ปลายปี’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากขึ้นเรือ นายกรัฐมนตรีเดินเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์บางลำพู โดยมัคคุเทศก์น้อยนำเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และของดีจาก ชุมชนเขียงนิวาสไก่แจ้ โดยเฉพาะการปักดิ้นบนของที่ระลึก ก่อนออกเดินทางไปยังกองบังคับการ กองเรือเล็ก กรมการขนส่งทหารเรือ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

‘เพจดัง’ ชี้!! ‘เด็กไทย’ เรียนเลขโหด โจทย์ยาก เครื่องคิดเลขก็ห้ามใช้ ในยุคเร่งคนให้ทันชาติอื่น เพื่อพาไทยสู่ประเทศเทคโนโลยีขั้นสูง

(13 มิ.ย.67) จากเพจ ‘สานต่อเจตนารมณ์ อาจารย์สมเกียรติ โอสถสภา’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า…

เห็นว่านี่คือข้อสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียน ม.1 โรงเรียนสวนกุหลาบ

ทำกันได้ไหมครับ 555

เด็กไทยเรียนเลขกันโหดมาก ดู ๆ แล้วเด็กสมัยนี้เรียนเลขกันหนักกว่าสมัยผมเรียนมัธยมอีก

ตอนผมไปเรียนต่อมัธยมที่นิวซีแลนด์ตอน ม.4 จำได้ว่าไม่ต้องเรียนเลขอะไรใหม่เลยจนถึง ม.6 ที่นั่น

คือเลขที่เรียนถึง ม.4 ไทย ใช้ได้จนเกือบจบมัธยมที่นิวซีแลนด์ นี่คือตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว

ที่ต่างกันคือที่ไทยห้ามนักเรียนใช้เครื่องคิดเลข แต่ที่นิวซีแลนด์นักเรียนทุกคนต้องมีเครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์พกติดตัวและต้องใช้ให้คล่อง

ที่นั่นไม่เน้นคิดเลขในหัวเร็ว เน้นให้นักเรียนเข้าใจวิธีแก้โจทย์ เข้าใจตรรกะ (เพราะเลขหลัก ๆ แล้วคือการฝึกให้คิดตามตรรกะ) แล้วไปกดเครื่องให้คิดตัวเลขออกมาให้

ม.ปลายนิวซีแลนด์ ให้นักเรียนเลือกวิชาเรียนตามความสนใจ ไม่ได้แบ่งว่าเป็นสายวิทย์ สายศิลป์เลข ศิลป์ภาษา แล้วเรียนวิชาบังคับตามแต่ละสาย

จำได้ว่าวิชาสายวิทย์ผมเลือกเรียนฟิสิกส์กับเคมี แต่ไม่เรียนชีวะเพราะไม่ชอบท่องจำเผ่าพันธ์สัตว์ต่าง ๆ ไม่ชอบกระปุกสัตว์ดอง ไม่ชอบผ่าซากตัวอะไรก็ตาม

วิชาอื่นที่เลือกเรียนจะหนักไปทางวิชาที่เกี่ยวกับการอยู่ด้วยกันของคนในสังคมพวก เศรษฐศาสตร์ บัญชี ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์

น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ในการทำงานเรามักจะเจอฝรั่งที่รู้หลายเรื่อง มองอะไรหลายด้าน และมักจะสรุปประเด็นปัญหาเรื่องใหม่ ๆ ได้ดี เพราะถูกเทรนมาให้มองหลายมุม

ชื่นชม!! ‘ทหาร’ เก็บกระเป๋า พ่วงเงิน 3 หมื่น ส่งคืนปชช. ด้านเจ้าของโร่ขอบคุณ พร้อมมอบสินน้ำใจ แต่เจ้าตัวไม่รับ

(13 มิ.ย.67) พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวชื่นชม กำลังพลในสังกัด กองทัพภาคที่ 2 ประกอบจ่าสิบตรี ปริญญา จงสงวนกลาง พลทหาร เทวราช สิงห์ทอง เข้าเวรที่ป้อมตลาดหนองไผ่ล้อม หลังเก็บกระเป๋ามีทรัพย์สินคืน นางพวงแก้ว ศรีนวกุล ประกอบอาชีพค้าขาย อายุ 61 ปี

นางพวงแก้ว กล่าว ยังตื้นตันใจที่ได้กระเป๋าเงินคืน พร้อมเล่าว่า ในกระเป๋ามีบัตรเครดิตหลายใบ และก็มีเงินจำนวน 30,000 บาท ซึ่งตนทำหายในระหว่างไปใช้จ่ายในตลาด ซึ่งก็น่าจะหล่นอยู่ที่ตลาด และมาทราบในช่วงเย็นว่ากระเป๋าสตางค์หายไป จึงได้ดำเนินการรีบโทรอายัดบัตรเครดิตทั้งหมด และทางธนาคารได้แจ้งว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่ได้มีการนำบัตรเครดิตไปใช้งาน เราก็รู้สึกอุ่นใจว่าน่าจะมีคนเก็บได้ หรืออาจหล่นแล้วไม่มีคนเห็น จึงรีบกลับไปที่ตลาดหนองไผ่ล้อม จึงไปถามทหาร ที่ป้อมตลาดหนองไผ่ล้อม เพื่อขอดูกล้องวงจรปิด เพราะทำกระเป๋าหาย โดยทหารได้สอบถามว่ากระเป๋าสีอะไร โอนถึงแจ้งไปทหารก็บอกว่าได้เก็บเอาไว้ให้ 

"ถือเป็นเหตุการณ์หนึ่งในล้าน ที่กระเป๋าเงินหายแล้วได้คืน แล้วยอมรับว่าดีใจมาก ซึ่งตัวพี่เองจะให้รางวัลกับทหารแต่เขาไม่เอา จึงอยากฝากขอบคุณไปยังแม่ทัพภาคที่ 2 ผู้บังคับบัญชาที่สามารถดูแลกำลังพลในสังกัดให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้และอยากขอบคุณน้องทหารทั้งสองท่านด้วย เพราะเขาเป็นคนดีมาก ถ้าเป็นคนอื่นเก็บกระเป๋าได้ก็เอาเงินไปแล้วโยนกระเป๋าทิ้งก็ได้ " นางพวงแก้ว กล่าว

‘ไทย’ ขึ้นแท่นอันดับ 1 ‘ประเทศน่าเยี่ยมชมที่สุด ปี 2024’ จุดขาย!! ‘อาหาร-ศิลปวัฒนธรรม-สถานที่ท่องเที่ยว’

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 67 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณทุกการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าภาพที่ดีจนไทยได้รับการจัดให้เป็นอันดับ 1 ประเทศที่น่าเยี่ยมชมที่สุดในปี 2024 (World’s Best Countries To Visit In Your Lifetime, 2024) รวมทั้งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงทุกปัจจัยที่ส่งเสริมศักยภาพด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

ขณะเดียวกัน การจัดอันดับในครั้งนี้ดำเนินการโดยนิตยสาร CEOWORLD ซึ่งเป็นนิตยสารด้านธุรกิจชื่อดัง ใช้วิธีจัดอันดับโดยการเก็บข้อมูลความคิดเห็นจากผู้อ่านมากกว่า 295,000 ราย ที่มีต่อ 67 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ และประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่น่าเยี่ยมชมที่สุดเป็นอันดับ 1 (World’s Best Countries To Visit In Your Lifetime) ในปีนี้ ด้วยคะแนนร้อยละ 72.15

โดยทางนิตยสาร CEOWORLD ระบุว่า การท่องเที่ยวในประเทศไทยทำให้ได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวหลากหลาย เช่น สีสันยามค่ำคืน อาหารอร่อย ศิลปะและวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา แหล่งช็อปปิ้งที่ขึ้นชื่อ แม่น้ำลำคลองที่คดเคี้ยวอย่างสวยงาม วัดของศาสนาพุทธ ตลาดกลางคืน ตลาดน้ำ และสวนสาธารณะสุดพิเศษ

สำหรับผลการจัดอันดับประเทศที่น่าเยี่ยมชมที่สุดประจำปี 2024 โดยนิตยสาร CEOWORLD ที่น่าสนใจ 10 อันดับแรก มีดังนี้…

- ประเทศไทย ได้คะแนนร้อยละ 72.15
- กรีซ ร้อยละ 67.22
- อินโดนีเซีย ร้อยละ 65.15
- โปรตุเกส ร้อยละ 64.32
- ศรีลังกา ร้อยละ 60.53
- แอฟริกาใต้ ร้อยละ 59.76
- เปรู ร้อยละ 59.76
- อิตาลี ร้อยละ 57.77
- อินเดีย ร้อยละ 57.65
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ร้อยละ 57.38

ด้านนายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการท่องเที่ยวของภูมิภาค หรือ Tourism Hub ซึ่งการเป็น Tourism Hub นั้น ถือเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ประเทศไทยที่รัฐบาลมุ่งนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในทุกมิติ โดยในปีนี้รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายรายได้ทางการท่องเที่ยว 3.5 ล้านล้านบาท และจะทวีเพิ่มมากขึ้นในปีต่อ ๆ ไป ด้วย 5 กลยุทธ์สำคัญคือ

การยกระดับประสบการณ์ โปรโมตการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยก่อนการเดินทาง ให้ข้อมูลสำคัญกับนักท่องเที่ยวตั้งแต่บนเครื่องบิน เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการในสนามบิน สร้างความประทับใจด้วยมัคคุเทศก์ และผู้นำเที่ยวที่มีมาตรฐาน สร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

อีกทั้งยังมีการชูเอกลักษณ์ไทย หรือเสน่ห์ไทย นำเสนอเรื่องราว และเพิ่มมูลค่าด้วยการนำจุดแข็งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมมาเป็นจุดขาย ได้แก่ Must Beat มวยไทย, Must Eat อาหารไทย, Must Seek วัฒนธรรมไทย, Must Buy ผ้าไทย และ Must See โชว์ไทย

นอกจากนี้ เมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว เชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวจากเมืองหลักสู่เมืองใกล้เคียง อาทิ เส้นทาง Lanna Culture เชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง เส้นทาง UNESCO Heritage Trail มรดกไทย มรดกโลก ผ่านเส้นทางสุโขทัย-กำแพงเพชร และนครราชสีมา เส้นทาง NAGA Legacy นครพนม สกลนคร บึงกาฬ ตามรอยตำนานศรัทธาพญานาคเส้นทาง Paradise Islands ตรัง-สตูล หมู่เกาะแห่งอันดามันใต้ สวรรค์แห่งท้องทะเล เส้นทาง The Wonder of Deep South ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส ใต้สุดแห่งสยาม มนต์เสน่ห์แห่งพหุวัฒน

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งเน้น Hub of ASEAN เปิดประตูการท่องเที่ยวสู่อาเซียนให้สามารถเชื่อมโยงการเดินทางกับประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานให้การเดินทางท่องเที่ยวไร้รอยต่อ

ตลอดจน World Class Event Hub ให้ไทยเป็นศูนย์รวม World Class Experience จากการนำ Event ระดับโลกเข้ามาจัดแสดงในประเทศ ทั้งด้านดนตรี กีฬา อาหาร ไลฟ์สไตล์ ศิลปและวัฒนธรรม อาทิ จัดงานวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2567 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ Summer Sonic Bangkok 2024, KAWS Arts, Moto GP, Volleyball World Championship เป็นต้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ และชื่อเสียงให้กับประเทศ

'เพจดัง' แฉ!! ศูนย์กีฬา กทม. ซื้อจักรยานเป็ดน้อยแพงกว่าราคาตลาด สั่งซื้อ 75 ตัว ตัวละ 33,000 เป็นเงินรวม 2.4 ล้านบาท

เมื่อไม่นานมานี้ เพจ 'ชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย' ได้นำเสนอประเด็น กรุงเทพมหานคร มีการจัดซื้อจักรยานเป็ดน้ำจำนวน 15 ลำ วงเงิน 495,000 บาท ตกตัวละ 33,000 บาท ไว้ที่ศูนย์กีฬาวารีภิรมย์ แต่เมื่อเทียบกับราคาตลาดทั่วไปห่างกันถึงหลักหมื่นเพราะราคาตลาดอยู่ที่ 20,000-22,000 บาทเท่านั้น

รายละเอียดโครงการเพิ่มเติม...
ซื้อจักรยานน้ำ (ไฟเบอร์กลาส) 2 ที่นั่ง จำนวน 15 ลำ โดยวิธีเฉพาะเจาะจงเลขที่โครงการ : 67029182192 ราคากลาง : 427,500.00 บาท วงเงินงบประมาณ : 427,500.00 บาท ราคาที่ตกลงซื้อ/จ้าง : 427,500.00 บาท

ขณะที่ เพจ 'ต้องแฉ' ได้เสริมข้อมูลในประเด็นนี้ด้วยว่า...

ก้าบ ๆ ๆ จ๊าบไหมครับ จักรยานเป็ดน้ำ 75 ตัว ตัวละ 33,000 บาท รวม 2.4 ล้านบาท !

พอขุดข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างใน ACT Ai เพิ่มเติม พบว่าตั้งแต่ปี 66-67 กองการกีฬา สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ของกรุงเทพมหานคร ได้ซื้อจักรยานน้ำ (ไฟเบอร์กลาส) 2 ที่นั่ง มาแล้ว 5 สัญญา จำนวน 75 ลำ วงเงินรวมกว่า 2,475,000 บาท ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงกับ บริษัท ไอ คอมเมิร์ซ จำกัด ซึ่งเคยเป็นบริษัทคู่เทียบที่มีพฤติกรรมเสนอราคาเท่ากับราคากลางเป๊ะๆ ในโครงการจัดเครื่องออกกำลังกายกลางแจ้งเมื่อปี 65 อีกด้วย (คลิกดู https://tinyurl.com/2apmyx5p) 

อยากรู้เหมือนกันว่ามีความจำเป็นอะไรที่ทำให้หน่วยงานต้องจัดซื้อด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ? และอยากรู้ว่าน้อนเป็ดที่เหลือไปอยู่ตามศูนย์กีฬาไหนบ้างใน กทม. เพราะไม่มีเปิดเผยรายละเอียดไว้ในสัญญาที่ใช้วิธีการจัดหาแบบเฉพาะเจาะจง ยังไงฝากชาวต้องฉลองไปใช้บริการและชี้จุดบอกแอดที ส่วนเรื่องราคาของน้อนนนเป็ดน้ำคิดเห็นกันอย่างไรมาพูดคุยกันต่อในคอมเมนต์ #ต้องแฉ

‘ดร.หิมาลัย' เผยข่าวดี!! ‘พีระพันธุ์’ แก้ทุกข์ชาวแม่เมาะต่อเนื่อง ผ่านงบ 82 ลบ. ฟื้นสาธารณูปโภคในพื้นที่อพยพ 5 หมู่บ้าน สานต่อเยียวยา 63 ชาวบ้าน 72 ลบ.

‘ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ’ ย้ำชัด!! คณะทำงานกระทรวงพลังงาน ภายใต้การกำกับรองนายกฯ ‘พีระพันธุ์’ เดินหน้าแก้ปัญหาให้ชาวแม่เมาะอย่างต่อเนื่อง เร่งรัดจ่ายเงิน 72 ล้านบาท ให้ชาวบ้าน 63 ราย สำเร็จไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม 67 ที่ผ่านมา หลังได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านที่เดือดร้อนผ่านสถานียุติธรรมรับเรื่องราวร้องทุกข์ของ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ล่าสุดชาวบ้านได้เฮอีกครั้ง หลังครม.อนุมัติงบกว่า 82 ล้าน แก้ไขปัญหาราษฎร 5 หมู่บ้าน โรงไฟฟ้าแม่เมาะลำปาง เพิ่มเติม 

จากผลการดำเนินการแก้ปัญหา ลงพื้นที่ ช่วยเหลือชาวบ้านในอำเภอแม่เมาะ ที่ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยคณะทำงานของกระทรวงพลังงาน ภายใต้การกำกับ ของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานนั้น เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) ได้เป็นตัวแทน นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานมอบเช็คเงินสดร่วมกับท่านนายอำเภอแม่เมาะ พร้อมด้วยส่วนราชการ และผู้แทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้กับชาวบ้าน อำเภอแม่เมาะ จ.ลำปาง จำนวน 63 ราย ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 72 ล้านบาท จาก กฟผ. 

โดยก่อนหน้านี้ ชาวบ้านในพื้นที่ได้ยื่นหนังสือถึงรัฐบาลในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2562 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 ครม.มีมติให้ทาง กฟผ.แม่เมาะ จ่ายเงินให้กับชาวบ้าน รวม 63 ราย จำนวนเงิน 72,800,000 บาท กระทั่งระยะเวลาผ่านไปนานกว่า 5 ปี จนเมื่อเดือน ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ทางชาวบ้านแม่เมาะหลวง จึงได้มีการทำหนังสือร้องเรียนกับสถานียุติธรรมจังหวัดลำปาง ของพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยผ่าน ดร.นงเยาว์ ปัจจามิตร (เดิม อาทิตยานนท์) อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง เขต 3 โดยนำเรื่องดังกล่าวเสนอตามลำดับชั้นไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งรัดช่วยเหลือชาวบ้าน จากนั้นเวลาผ่านไปเพียงแค่สองเดือนกว่า จึงได้มีหนังสือคำสั่งให้ กฟผ.จ่ายเงินให้กับชาวบ้านจำนวนดังกล่าว

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ทางคณะทำงานของกระทรวงพลังงาน ภายใต้การกำกับดูแล ของนายพีระพันธุ์ ได้เร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวแม่เมาะมาอย่างต่อเนื่อง และขับเคลื่อนจนกระทั่งชาวบ้านได้รับการเยียวยาเป็นผลสำเร็จ

และล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา ชาวแม่เมาะได้รับข่าวดีอีกครั้ง เมื่อประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบอนุมัติโครงการผ่านกระทรวงพลังงาน ได้แก่ โครงก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่รองรับการอพยพราษฎร 5 หมู่บ้าน (เพิ่มเติม) จำนวน 7 รายการ ประกอบด้วยงานก่อสร้างโรงเรียนวัดหัวฝ่าย (เพิ่มเติม), การขยายเขตระบบไฟฟ้าเป็น 2 ข้างทาง, งานก่อสร้างฌาปนสถาน หมู่ที่ 7 สำหรับบ้านสวนป่าแม่เมาะ หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านดง, งานปรับปรุงลานคอนกรีต โรงจอดรถ และสาธารณูปโภค ห้องน้ำ ปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณตลาดกลาง และอื่น ๆ, งานก่อสร้างโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) แห่งใหม่ (ทดแทนของเดิม) งานปรับปรุงภูมิทัศน์ งานจัดสร้างบ่อน้ำพุ และระบบไฟฟ้า, โรงจอดรถดับเพลิง 4 คัน พร้อมอาคารสำนักงาน (ทดแทนของเดิม) และ งานจัดหาปริมาณน้ำใช้เพิ่มเติม สำหรับพื้นที่รองรับการอพยพบ้านห้วยคิง

โดยใช้งบประมาณจำนวน 82.58 ล้านบาท จากวงเงินงบประมาณที่ได้รับอนุมัติในหลักการไว้แล้ว ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2556 (เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาราษฎร 5 หมู่บ้าน ในพื้นที่อำเภอ แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ร้องเรียนขออพยพ) จำนวน 2,970.50 ล้านบาท ประกอบด้วย... 

(1) ค่ารื้อย้าย/ค่าชดเชย อพยพราษฎร 5 หมู่บ้าน จำนวน 2,138.00 ล้านบาท 
และ (2) ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่รองรับการอพยพราษฎร จำนวน 832.50 ล้านบาท 

โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดว่าจะมีค่ารื้อย้าย/ค่าชดเชย เกิดขึ้นจริง จำนวน 1,719.04 ล้านบาท (ซึ่งครอบคลุมเพียงพอกับการจ่ายค่ารื้อย้าย/ค่าชดเชยที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว) และมีงบประมาณคงเหลือ จำนวน 418.96 ล้านบาท

ด้าน ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้มีอีกหลายโครงการฯ ของ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปางที่พร้อมดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน ไม่เพียงเท่านั้น นายพีระพันธุ์ ยังได้ให้ความสำคัญกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบทั่วประเทศ พร้อมทั้งได้หาแนวทางในการแก้ไขค่าไฟแพง เชื้อเพลิงแพง ได้มีการสั่งการรับเรื่องราว ตั้งสถานียุติธรรมเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ของ ‘พรรครวมไทยสร้างชาติ’ ทั่วประเทศ ซึ่งประชาชนสามารถยื่นหนังสือร้องทุกข์ ที่ได้รับผลกระทบในทุก ๆ ด้าน ตามตัวแทนของพรรคฯ ในแต่ละจังหวัดเพื่อเสนอต่อหน่วยงานรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล ในแต่ละด้านต่อไป

'เพจรอยตุ๊' อินฟลูการเมืองชื่อดังถูกปิด แฟนคลับลุ้น อุทธรณ์คืนกลับมาโดยเร็ว

(13 มิ.ย.67) เพจเฟซบุ๊กของนายนพดล พรหมภาสิต แกนนำศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) หนึ่งในเครือข่ายกลุ่ม ศปปส. ซึ่งเป็นกลุ่มปกป้องสถาบันกษัตริย์ ในชื่อ 'Nopadol Prompasit' ถูกปิด

เบื้องต้นได้มีการยื่นอุทธรณ์แล้ว ส่วนสาเหตุของการถูกปิดนั้น คาดเดาว่า อาจมีความเชื่อมโยงกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ดุเดือดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการวิจารณ์กลุ่มที่มุ่งร้ายต่อสถาบันฯ ซึ่งอินฟลูฯ หรือเพจที่มีอุดมการณ์แนวนี้ มักจะถูก Facebook จับตา เพราะมีผู้ถูกพาดพิงไปรุม Report บ่อย ๆ

ทธ. แถลง “เปิดกรุสมบัติทรัพยากรแร่ของประเทศไทย”

วันพุธที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดแถลงข่าวสื่อมวลชน ในประเด็น “เปิดกรุสมบัติทรัพยากรแร่ของประเทศไทย” โดยมี นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายพิชิต สมบัติมาก อธิบดี
กรมทรัพยากรธรณี และนางสาวกฤตยา ปัทมาลัย ผู้อำนวยการกองทรัพยากรแร่ ร่วมแถลงข่าวสื่อมวลชน ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น ๑ อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรณ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะโฆษกกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศที่มีการแข่งขัน
รุนแรงมากขึ้น ทำให้ประเทศต่าง ๆ ต้องปรับตัวเพื่อคว้าโอกาสในการพัฒนาและแสวงหาประโยชน์
จากระบบเศรษฐกิจโลก รวมถึงการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลให้มีการปรับตัวในการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียน โดยอุตสาหกรรมแร่เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 

“ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ในด้านทรัพยากรแร่ โดยข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีที่มีสำรวจข้อมูล พบว่า ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรแร่ โดยพบมากถึง ๔๐ ชนิด ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๖๐ ล้านไร่หรือร้อยละ ๑๙ ของพื้นที่ประเทศ มีปริมาณทรัพยากรแร่ ๓๐ ล้านล้านตัน คิดเป็นมูลค่าเบื้องต้น ๔๔,๔๑๐ ล้านล้านบาท ซึ่งแร่เหล่านี้จะเป็นแหล่งสำรอง
เพื่อความมั่นคงทางวัตถุดิบของประเทศ ทั้งนี้ ปริมาณทรัพยากรแร่เป็นตัวเลขเบื้องต้นที่พิจารณาเฉพาะข้อมูลธรณีวิทยาเท่านั้น เพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยมีปริมาณแร่เท่าไหร่หากภาคเอกชนลงทุน สำรวจรายละเอียดในพื้นที่ศักยภาพแร่ที่กรมทรัพยากรธรณีกำหนด จะได้ตัวเลขของปริมาณแร่สำรอง ซึ่งนำไปใช้ในการวางแผนการผลิตแร่ต่อไป” 

นายพิชิต สมบัติมาก อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เผยว่า “กรุสมบัติดังกล่าวนี้นับเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่นำไปสู่การพัฒนาต่าง ๆ ทั้งอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็น
หินอุตสาหกรรมที่นำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แร่เพื่อการเกษตร เช่น แร่โพแทชสำหรับเป็นวัตถุดิบตั้งต้นในการผลิตปุ๋ย โดโลไมต์และเพอร์ไลต์สำหรับปรับสภาพดิน ดินมาร์ลสำหรับแก้ปัญหาดินเค็ม หรือแม้กระทั่งแร่ที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตสังคมคาร์บอนต่ำ เช่น ธาตุหายาก ลิเทียม ควอตซ์ เพื่อใช้ในการผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น กังหันลม แผงเซลล์แสงอาทิตย์ ยานพาหนะไฟฟ้าและแบตเตอรี่กักเก็บ จากผลการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีพบแหล่งศักยภาพโพแทช
ที่น่าสนใจ ๑๐ แหล่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณทรัพยากรแร่โพแทชอย่างน้อย ๑๐,๐๐๐ ล้านตัน มูลค่าแร่ประมาณ ๑๖๑ ล้านล้านบาท พบแหล่งศักยภาพธาตุหายาก ๓๐ แหล่ง เนื้อที่ประมาณ
๑๐ ล้านไร่ ใน ๙ จังหวัดมีปริมาณทรัพยากรธาตุหายาก รวมประมาณ ๗ ล้านตันโลหะ คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๔.๔๐ ล้านล้านบาท หากมีการส่งเสริม สนับสนุน และผลักดันให้เกิดการแปรรูปวัตถุดิบแร่
ไปจนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำหรือมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจะเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าและต่อยอดการผลิตได้ เช่น แร่โมนาไซต์มีราคาเฉลี่ยประมาณ ๑๒๗,๐๐๐ บาท/ตัน (ณ ปี พ.ศ. ๒๕๖๗) จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๑๕ เท่า

หากนำไปสกัดแยกออกเป็นสารประกอบธาตุหายากออกไซด์ และจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า ๒๓ เท่า เมื่อนำไปถลุงเป็นโลหะธาตุหายาก (ประเมินเบื้องต้นจากการเฉลี่ยราคาฐาน ณ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ของโลหะธาตุหายากและสารประกอบธาตุหายากออกไซด์แต่ละชนิด)
หรือการผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออนจากเกลือหินซึ่งเป็นแร่รองที่ได้จากการทำเหมืองแร่โพแทช
ที่สามารถนำมาต่อยอดโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าได้”

ดังนั้น กรมทรัพยากรธรณีจึงมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการแร่ของประเทศ โดยการกำหนดพื้นที่สงวน พื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่พัฒนาทรัพยากรแร่เพื่อให้มีการนำทรัพยากรแร่มาใช้ให้เกิดประโยชน์และมีความคุ้มค่าสูงสุด เสริมสร้างการตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมแก่ทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทรัพยากรแร่ให้ถูกต้องรวมถึงผลักดันกิจกรรมเหมืองแร่ตามหลักธรรมาภิบาลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกิจกรรมของคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ เพื่อให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่และกิจการที่เกี่ยวข้องดำเนินกิจการสูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด และสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างผาสุก

สวธ.จัดประกวด 'รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม' (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ร่วมสืบสานดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน อนุรักษ์ เพิ่มมูลค่าให้ศิลปะการแสดงของไทย

(เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๗ ณ อุดรฮอลล์ เซ็นทรัลอุดร จังหวัดอุดรธานี) อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม มอบหมายให้ นางสาวลิปิการ์ กำลังชัย รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานเปิดงานการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ-รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พุทธศักราช ๒๕๖๗ “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็นวิศิษฏศิลปิน และเพื่ออนุรักษ์ ส่งเสริม รวมถึงเผยแพร่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ทั้งยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ได้แสดงความสามารถ ยกระดับเสริมศักยภาพด้านดนตรี พัฒนาเทคนิคทางการแสดง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณฯ พระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศในการประกวดของแต่ละปีอย่างต่อเนื่อง

นางสาวลิปิการ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ตระหนักถึงความสำคัญของการแสดงพื้นบ้านในแต่ละภูมิภาค ซึ่งจะเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมของแต่ละพื้นถิ่น มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวและแสดงถึงมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ได้สั่งสมมาอย่างยาวนาน มีคุณค่าและควรได้รับการส่งเสริมพัฒนา ต่อยอด และสร้างสรรค์ให้เข้ากับยุคสมัย รวมถึงทำให้คนรุ่นใหม่ได้หันกลับมาสนใจและมีส่วนร่วมในการสืบทอดมรดกศิลปะการแสดงพื้นบ้าน  อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อคณะนักแสดงและศิลปินในปัจจุบันและอนาคต

รองอธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า การประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน “รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ได้จัดการประกวดไปแล้ว ๒ ภาค คือ ภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคกลาง ณ จังหวัดนนทบุรี  สำหรับครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ ๓ จัดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยการประกวดต้องประกอบด้วยการแสดงและการขับร้องประกอบเรื่องราววิถีชีวิตคนอีสาน เช่น ลำทางสั้น ลำทางยาว ลำเต้ย ลำเดิน ลำเพลิน เป็นต้น 

มีเนื้อหาการแสดงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในภาคอีสาน และการแสดงประกอบการขับร้องที่มีเนื้อหาเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยวงที่เข้าร่วมประกวด ต้องประกอบด้วยเครื่องดนตรี นักดนตรี นักร้อง นักแสดง อุปกรณ์ประกอบการแสดง เช่น วงโปงลาง วงหมอลำ วงกันตรึม วงมโหรีโคราช วงพิณ แคน ซอ วงกลองยาวอีสาน เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลการประกวดดนตรีและการแสดงพื้นบ้านฯ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ประกอบด้วย

รางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ และเงินรางวัล ๑๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๑ ได้รับถ้วยรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และเงินรางวัล 
๘๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ ๒ ได้รับถ้วยรางวัลปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และเงินรางวัล ๕๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ 
รางวัลชมเชย ได้รับเงินรางวัลละ ๑๐,๐๐๐ บาท พร้อมเกียรติบัตร จำนวน ๒ รางวัล 
      
โอกาสนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) เชิญชวนทุกท่านร่วมส่งกำลังใจ และติดตามการประกวด 
“รวมศิลป์ แผ่นดินสยาม” ภาคใต้ ครั้งที่ ๔ ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ในวันพุธที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๗  ณ Convention Hall เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ผ่านช่องทางของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมการประกวดหรือข้อมูลทางวัฒนธรรมได้ทาง www.culture.go.th เฟซบุ๊ก กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และ line@วัฒนธรรม

ทีมผู้เข้าประกวดรวมศิลป์แผ่นดินสยาม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
รอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย

- วง1 คณะโรงเรียนบ้านหนองบง จังหวัดนครราชสีมา
-วง2 คณะมหาชุมพลจังหวัดศรีสะเกษ 
-วง3 คณะดอกศิลป์ถิ่นสกล จังหวัดสกลนคร 

-วง4 คณะวงโปงลางหลานย่าโมจังหวัดนครราชสีมา

-วง5 คณะวงโปงลางศิลป์ลำปาว สาวภูไท จังหวัดกาฬสินธุ์ 

🔎ส่อง SPR ของ ASEAN ใคร ‘แข็งแกร่ง’ ที่สุด

ปัจจุบันพลังงานจากเชื้อเพลิงปิโตรเลียมยังคงเป็นพลังงานหลักที่ชาวโลกจำเป็นต้องพึ่งพาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งย่อมรวมถึงพลเมืองของกลุ่มประเทศ ASEAN ด้วย ASEAN หรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of South East Asian Nations) ถือกำเนิดขึ้นด้วยการลงนามของชาติสมาชิกเริ่มต้น 5 ประเทศใน ‘ปฏิญญากรุงเทพฯ’ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1967 โดยมี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความร่วมมือในการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม วัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค และเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติ 

ด้วยจำนวนประชากรของประชาคมเศรษฐกิจ ASEAN ร่วม 700 ล้านคน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ความต้องการน้ำมันในอาเซียนจึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 4.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน จึงเป็นกลุ่มประเทศที่มีการบริโภคเชื้อเพลิงพลังงานในปริมาณมากแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งทำให้ ASEAN ต้องมีความร่วมมือด้านเชื้อเพลิงพลังงานระหว่างกันด้วย โดย ASEAN เริ่มจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงาน (ASEAN Ministers on Energy Meeting: AMEM) ครั้งแรกในปี 1982 

โดยเล็งเห็นความสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานเพื่อรองรับการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ด้วยการสร้างเครือข่ายด้านพลังงานในระดับภูมิภาคที่อาศัยจุดแข็งและศักยภาพ ของแต่ละประเทศในอาเซียนที่มีแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติตลอดจนพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ และทำให้เกิดความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของ ASEAN (ASEAN Petroleum Security Agreement: APSA) ซึ่งได้ลงนามมาตั้งแต่ปี 1986 

APSA เป็นกลไกในการแบ่งปันปิโตรเลียมในภาวะฉุกเฉินด้านน้ำมันดิบและหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในเวลาหรือสถานการณ์ทั้งที่มีการขาดแคลนและมีอุปทานมากเกินไป โดย APSA กำหนดว่า ประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือในกรณีที่เกิดภาวะการขาดแคลนปิโตรเลียมต้องขาดแคลนปิโตรเลียมอย่างน้อย 10% ของความต้องการภายในประเทศนั้น ๆ และ ความร่วมมือให้เป็นไปตามสมัครใจ โดยให้เลขาธิการคณะมนตรี ASEAN ว่าด้วยปิโตรเลียม (ASEAN Council on Petroleum (ASCOPE) Secretary-in-Charge) เป็นผู้ประสานงาน

แม้ว่า ASEAN จะมี APSA เป็นหลักประกันหากเกิดภาวะฉุกเฉินในด้านน้ำมันดิบและหรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแล้วก็ตาม แต่ละประเทศสมาชิกต่างก็มีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมเองด้วย ปัจจุบันสมาชิก ASEAN 10 ประเทศ (ยกเว้นกัมพูชาและลาว) มีโรงกลั่นน้ำมันรวมกันกว่า 30 โรง มีกำลังการกลั่นรวมกันราว 5.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยประเทศที่มีกำลังการกลั่นสูงสุดคือ สิงคโปร์ รองลงมาคือ ไทย และอินโดนีเซีย รวมสามประเทศสามารถกลั่นน้ำมันคิดเป็น 70% ของกำลังการกลั่นทั้งหมด โดยสิงคโปร์มีกำลังการกลั่นเหลือเพื่อการส่งออกมากที่สุด 1.2-1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สามารถส่งออกได้ประมาณ 8 แสนถึง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน 

ในขณะที่ไทยมีกำลังการกลั่นประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่เหลือส่งออกประมาณ 1.7 แสนบาร์เรลต่อวัน ด้วยปัจจัยนี้กอรปกับทำเลที่ตั้งที่เอื้อต่อการเป็นจุดศูนย์กลางการเดินเรือของเอเชีย จึงเป็นทั้งจุดรับน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางและจุดกระจายน้ำมันสำเร็จรูปไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ในทวีปเอเชียได้โดยสะดวก อีกทั้งตลาดซื้อ-ขายน้ำมันระหว่างประเทศที่เป็นแหล่งใหญ่มีเพียง 3 แห่ง คือ ตลาดนิวยอร์ก (NYMEX) ตลาดลอนดอน (IPE) และตลาดสิงคโปร์ (SIMEX) ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์จึงกลายเป็นราคาน้ำมันอ้างอิงของภูมิภาคเอเชีย 

รัฐบาลสิงคโปร์จัดให้มี SPR ตั้งแต่หลังจากเกิดวิกฤตน้ำมันปี 1973 ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงทำให้ SPR ของสิงคโปร์แข็งแกร่งที่สุดใน ASEAN ด้วยโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันที่ทันสมัย และเป็นหนึ่งในสามศูนย์การกลั่นน้ำมันที่สำคัญของโลกและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปทั่วโลก รัฐบาลสิงคโปร์มีปริมาณการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงใน SPR เป็นน้ำมันดิบประมาณ 32 ล้านบาร์เรล และน้ำมันสำเร็จรูปอีกราว 65 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะทำให้สิงคโปร์มีเชื้อเพลิงสำรองเพียงพอต่อการใช้งานสำหรับชาวสิงคโปร์กว่า 5.5ล้านคนนานถึง 451 วันเลยทีเดียว อาจจะถือว่ามากที่สุดในโลกก็ว่าได้ อินโดนีเซียประเทศเดียวของ ASEAN ที่เป็นสมาชิก OPEC โดยส่งออกน้ำมันปิโตรเลียมที่ไม่สามารถกลั่นเองได้วันละกว่า 600,000 บาร์เรล โดยมีการบริโภคเชื้อเพลิงอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และ SPR ของอินโดนีเซียนั้นดำเนินการโดย PT Pertamina (Persero) บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของรัฐบาลอินโดนีเซียสามารถตอบสนองความต้องการบริโภคน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศได้เป็นเวลา 19-22 วัน ขณะนี้รัฐบาลอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพัฒนา SPR ให้สามารถจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองให้ได้มากขึ้น 

ตั้งแต่ปี 1974 มาเลเซียผลิตน้ำมันได้ 9 พันล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติ 50 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ปัจจุบันมาเลเซียผลิตน้ำมันเชื้อเพลิง 660,000 บาร์เรลและก๊าซประมาณ 7.0 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  มาเลเซียบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงราว 708,000 บาร์เรลต่อวัน มาเลเซียต้องการขยายขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้นอันเนื่องจากความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาค ทั้งสิงคโปร์ยังเผชิญกับข้อจำกัดด้านการจัดเก็บน้ำมัน ซึ่งมาเลเซียพยายามหาประโยชน์ด้วยการเป็นผู้ให้บริการทางเลือกสำหรับการจัดเก็บน้ำมันในภูมิภาค ประมาณการว่าปัจจุบันมาเลเซียน่าจะมีปริมาณ SPR อยู่ที่ 23.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานในประเทศราว 33 วัน และอยู่ระหว่างการก่อสร้างคลังน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้ SPR เพิ่มเป็น 34.6 ล้านบาร์เรล เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศราว 493 วัน ใน 2-3 ปีข้างหน้า

เวียดนามมีปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมสำรองแห่งชาติเท่ากับ 9 วันของการนำเข้าสุทธิ และไม่มีน้ำมันดิบสำรองของชาติ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า (MOIT) ของเวียดนามได้พยายามเสนอให้เพิ่มปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมสำรองเป็น 15 วันหรือ 30 วันของการนำเข้าสุทธิ เมียนมามีการจัดเก็บปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมสำรองรองรับการบริโภคในประเทศ 60 วัน โดยแบ่งเป็นเอกชนจัดเก็บในปริมาณสำหรับ 40 วัน และรัฐบาลจัดเก็บ (SPR) ในปริมาณสำหรับ 200 วัน ลาวมีการจัดเก็บปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมสำรองรองรับการบริโภคในประเทศ 16 วัน (เป็นน้ำมันสำเร็จรูป 60 ล้านลิตร) ฟิลิปปินส์มีการจัดเก็บน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ปิโตรเลียมแห่งชาติประมาณ 30 ล้านบาร์เรล สามารถรองรับการบริโภคในประเทศได้ 63 วัน กัมพูชามีการจัดเก็บปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมสำรองรองรับการบริโภคในประเทศ 30 วัน และบรูไนประเทศที่สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้มากที่สุดใน ASEAN ได้กำหนดให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมันต้องสำรองน้ำมันดิบ 50% ของปริมาณน้ำมันดิบที่จัดเก็บ 

และเป็นที่ทราบกันว่า ไทยเรามีการจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงปิโตรเลียมสำรองโดยบริษัทเอกชนผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 7 เพียงพอสำหรับการบริโภคในประเทศ 25-36 วันเท่านั้น ซึ่งยังคงต่ำกว่าปริมาณมาตรฐานน้ำมันสำรองของ IEA ที่ 50 วัน หลาย ๆ ประเทศที่เศรษฐกิจมีศักยภาพสูงมี SPR มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการบริโภคสูงถึง 90 วัน ประเทศเหล่านั้นจึงไม่ต้องกังวลถึงผลกระทบในด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้การขนส่งหรือการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดปัญหาอันไม่คาดคิดจนกระทบต่อการจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ เมื่อมี SPR เกิดขึ้นรัฐบาลโดยกระทรวงพลังงานก็จะมีอำนาจในการต่อรองและถ่วงดุลระบบการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ อีกด้วย เพราะรัฐจะเป็นผู้ถือครองน้ำมันเชื้อเพลิงที่มากที่สุด โดยที่ SPR จะมีการหมุนเวียนจากการซื้อเข้าและจำหน่ายออกอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้รัฐบาลรู้ต้นทุนนำเข้าและราคาหลังการกลั่นได้โดยตลอด จึงสามารถกำกับดูแลราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่สะท้อนได้อย่างแท้จริง ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยได้รับประโยชน์อย่างมากมาย 

ดังนั้นนโยบายการสำรองเชื้อเพลิงปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์ (SPR) ของ ‘พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องเกิดขึ้นและถูกนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริงโดยเร็วที่สุด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top