Friday, 6 November 2026
Hard News Team

‘ชาวบ้านแม่น้ำคู้’ ผวา!! ‘โจ๋เขมร’ ตั้งแก๊งไล่ทำร้ายคนไทย-เพื่อนร่วมชาติ ต้องวิ่งหนีเข้าป่าเอาชีวิตรอด ก่อเหตุมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่มีใครกำราบ

เมื่อวานนี้ (18 มิ.ย. 67) ที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ห้องเช่าแห่งหนึ่งที่แม่น้ำคู้ซอย 3 ในพื้นที่ ต.แม่น้ำคู้ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง หลังทราบข้อมูลจากชาวบ้านว่ามีคนไทยและกัมพูชา ถูกกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชาไล่ทำร้ายร่างกายจนต้องวิ่งหนีเข้าป่าเพื่อเอาชีวิตรอด

ทั้งนี้ ที่บริเวณห้องเช่าดังกล่าว มีห้องพักอยู่ติดกันกว่า 20 ห้อง พบชาวบ้านกว่า 20 คนอยู่ในอาการผวา พร้อมจับกลุ่มคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพบรถจักรยานยนต์ 1 คันยี่ห้อ ฮอนด้าเวฟ สีบรอนซ์-ดำ มีรอยคล้ายถูกมีดฟันที่ตัวรถ ตะกร้าหน้ารถบิดเบี้ยวและชิ้นส่วนแตกหลุดออกมา

ด้าน น.ส.ศิริพร (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปีให้ข้อมูลว่า ตนและแฟนออกไปทำธุระกับเพื่อน พอแยกกันตนกับแฟนถึงห้องแล้วแต่เพื่อนแฟนยังไม่ถึง ภายหลังทราบว่าถูกกลุ่มวัยรุ่นชาวกัมพูชาไล่ทำร้ายและหนีเอาชีวิตรอดมาได้ ตอนนี้ชาวบ้านแม่น้ำคู้ต้องอยู่แบบหวาดผวา วัยรุ่นกัมพูชากลุ่มนี้มีอยู่กว่า 10 คน เกเรมาก พวกเขาก่อเหตุไล่ทำร้ายคนไทยและไล่ทำร้ายคนชาติเดียวกันด้วยมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครมาจัดการได้

นายสุริยะ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 19 ปีผู้เสียหาย เล่าว่า ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์ไปหาน้อง พอถึงกลางซอยแม่น้ำคู้ 3 แถวร้านสะดวกซื้อ มีวัยรุ่นกัมพูชาขี่รถตามมาและตบที่ต้นคอจนตนตกใจ เมื่อหันไปก็เห็นคล้ายกับมีอาวุธด้วย ตนจึงรีบขี่รถหนี แต่คิดว่าคงหนีไม่พ้นจึงทิ้งรถ หนีเข้าไปซ่อนตัวในป่าจนรอดมาได้

ผู้เสียหายอีก 1 รายชื่อนายวิทย์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 24 ปี เป็นแรงงานชาวกัมพูชา ซึ่งขี่รถผ่านมาพอดีก็ถูกกลุ่มวัยรุ่นชาติเดียวกันขี่ตามไล่ทำร้ายร่างกายเช่นกัน จนต้องทิ้งรถ จยย.วิ่งหนีเข้าป่าจึงรอดมาได้ ส่วนรถถูกมีดฟันได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทั้งคนไทยและชาวกัมพูชาที่พักอาศัยอยู่ที่ห้องเช่าดังกล่าวต่างใช้ชีวิตกันอย่างหวาดผวา และได้เตรียมแจ้งความที่ สภ.ปลวกแดง เพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมอยากฝากให้ สภ.ปลวกแดง เร่งจัดการกับกลุ่มกัมพูชากลุ่มนี้เพราะเป็นอันตรายต่อชุมชนอย่างมาก 

'โค้ชหนุ่ม' ยกเคสหญิงมีปัญหาการเงินรุม แต่พอแนะวิธีไหนไปก็บอกว่า 'ทำไม่ได้'  แต่สุดท้ายฉีกตำรา 'แก้ทุกข์' ด้วยการมีสามีต่างชาติที่รายได้สูงและยังไม่ตาย

(19 มิ.ย.67) จากเพจ 'Money Coach' โดย 'โค้ชหนุ่ม' จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ได้แชร์เรื่องราวของเคสผู้หญิงรายหนึ่งที่ประสบปัญหาการเงิน แต่ไม่ยอมทำตามคำแนะนำ แต่เธอคนนั้นแก้ปัญหาด้วยการมีสามีชาวต่างชาติที่รายได้สูงและยังมีชีวิตอยู่ ว่า...

เรื่องจริง...ยิ่งกว่านิยาย 

ทำหน้าที่เป็นมันนีโค้ชมาหลายปี ต้องบอกเลยว่าเจอเรื่องการเงินที่ไม่น่าเชื่อและไม่คิดว่าจะเป็นไปได้มากมาย หลายเรื่องฟังดูคล้ายนิยาย พูดไปใครก็คงคิดว่าโค้ชแต่งเรื่องขึ้นมา แต่พอทำหน้าที่นี้นานเข้า คุยกับคนมากเข้า ก็ยิ่งมั่นใจว่า “ถ้าเป็นเรื่องการเงิน ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”

ตอนเริ่มต้นทำงานให้คำปรึกษาใหม่ ๆ ผมได้เจอสุภาพสตรีท่านหนึ่ง เธอมาขอคำปรึกษาเรื่องหนี้ เราเจอกันในงานสัมมนาของพรรคการเมืองหนึ่งที่มีโครงการช่วยคนปลดหนี้ 

ครั้งแรกที่ได้เห็นงบการเงินของเธอแล้วบอกได้คำเดียว “มันหนักมาก” รายได้ของเธอมีส่วนต่างจากรายจ่ายร่วม ๆ เท่าตัว ทรัพย์สินมีบ้านอยู่ 1 หลัง ที่ปลอดภาระ 

เธอเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนเธอสบาย รายได้ส่วนตัวน้อยก็อยู่ได้ เพราะสามีเป็นคนหารายได้หลัก แต่พอสามีเสียชีวิตไป การเงินเธอก็พลอยแย่ไปด้วย

ผมเองพยายามให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหา แต่ดูเหมือนเธอจะติดขัดไปหมด โน่นก็ทำไม่ได้ นี่ก็ไม่ถนัด 

สิ่งเดียวที่เธอพูดตลอดเวลาเจอกันคือ โค้ชต้องช่วยพี่นะ! ห้ามทิ้งพี่นะ! แต่ก็ไม่ทำอะไร แนะนำให้ขายบ้านเอาเงินส่วนหนึ่งมาชำระหนี้ แล้วเอาส่วนหนึ่งไปตั้งหลักใหม่ เธอก็ไม่ทำ อ้างว่าไม่อยากขายความหลังเก่า ๆ กับสามี (เธออยู่คนเดียว ไม่มีลูก) แนะนำให้หาธุรกิจ หารายได้เพิ่ม เธอก็อ้างว่าอายุเยอะแล้วเริ่มต้นใหม่คงไม่ง่าย ทั้งที่อายุแค่ 40 กว่า

คุยทุกอย่างให้คำแนะนำทุกทาง เธอก็ไม่ยอมทำตามเลยจนช่วงหนึ่งเธอเริ่มหายไปจากชีวิตผม (กลายเป็นผมโดนทิ้งซะเอง 555)

ผ่านไปได้ร่วมครึ่งปี เธอติดต่อกลับมาครับ พร้อมกับเล่าว่า เธอเคลียร์ปัญหาทางการเงินทั้งหมดได้แล้ว

งงสิครับ!! หนี้ตั้งเยอะตั้งแยะ รายได้ก็ไม่มี ทรัพย์สินก็ไม่มี หลุดจากปัญหาได้ยังไง (ตอนนั้นแอบคิดว่า ... ถูกหวยแหง ๆ)

ซึ่งก็จริงครับ พี่เค้าถูกหวยจริง แต่ไม่ได้ถูกหวยกองสลาก แต่เป็นหวยมนุษย์ครับ พี่แกได้แฟนเป็นชาวต่างชาติที่มาทำงานเมืองไทย ... เรียกว่าเจอกันปุ๊บ อยู่กินด้วยกันปั๊บ สบายไปเลยครับ

อย่างไรก็ดี เธอขอบคุณผมที่อย่างน้อยก็เป็นเพื่อนคอยให้ปรับทุกข์ในช่วงที่มีปัญหา แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะช่วยอะไรพี่เขาไม่ได้เลยก็ตาม (เจ็บจี๊ด 555)

นาฬิกาหมุนไป ชีวิตคนเราก็หมุนตาม ...

ผ่านไปร่วม 2 ปี เรื่องไม่น่าเชื่อเกิดขึ้น สามีต่างชาติที่เป็น EXPAT เสียชีวิต คุณพี่ของผมท่านนี้จึงกลับมาพร้อมกับน้ำตาและคำว่าเสียใจ 

ไม่ใช่! กลับมาพร้อมกับความลำบากทางการเงินอีกครั้ง เพราะรายรับประจำจากสามีหายไป ข้าวของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียม รถยนต์ของสามี ล้วนแล้วแต่เป็นของประจำตำแหน่ง เงินทองที่สามีเคยให้ก็ไม่เคยเก็บ และแทบจะหมดไปทันทีที่ได้มา

และเหมือนเดิมครับ ถ้าปัญหาหนี้ไม่หนักหน่วงจะไม่มีทางนึกถึงผม ครั้งนี้ก็เช่นกัน

คุณพี่กลับมาพร้อมกับปัญหาใหญ่ไม่แพ้กับครั้งก่อน พอสามีจากไป เธอก็เริ่มใช้ชีวิตหยิบยืม และต้องรอจนบ่มได้ที่ เป็นหนี้จนหันหน้าพึ่งใครไม่ได้ 

แล้วก็เหมือนเดิม โจทย์ยากโคตร ไม่มีรายได้ หนี้เต็มตัว ทรัพย์สินใด ๆ ไม่มี บ้านหลังเก่าเธอขายไปตั้งแต่เจอสามีใหม่ได้ไม่นาน ... (ไหนบอกอยากเก็บไว้เป็นความทรงจำที่ดี) และสุดท้ายก็ใช้เงินจนหมด

แล้วที่ยังเหมือนเดิมอีกเรื่องก็คือ ให้แนะนำอะไรไปก็มีข้ออ้าง พี่แก่เกินไปที่จะเริ่มต้น ทำกิจการอะไรก็ไม่ได้มันเสี่ยง ฯลฯ 

เมื่ออะไร ๆ ยังเหมือนเดิม ผลลัพธ์จึงเหมือนเดิม ผมช่วยอะไรเธอไม่ได้ตามคาด และบอกตรง ๆ ว่าแอบเบื่อนิด ๆ เวลาเห็นคำถามทางอีเมล์จากพี่เขา เพราะรู้สึกว่าให้คำปรึกษาไปแล้วดูดพลังผมอย่างมาก เพราะสำหรับพี่เขา “อะไร ๆ ก็ไม่ได้”

สุดท้ายเหมือนละคร Remake เธอหายไปจากชีวิตผมพักใหญ่ ๆ ด้วยเห็นว่าไอ้โค้ชการเงินแห่งสารขัณฑ์คงช่วยอะไรฉันไม่ได้อีกตามเคย

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้รับอีเมล์จากเธอ พร้อมด้วยภาพสวย ๆ ของชายหญิงคู่หนึ่งยืนกอดกัน ด้านหลังเป็นวิวภูเขาในต่างประเทศ ลุคดูดีมีสกุลมาก ๆ

ใช่ครับ! มันเป็นหนัง Remake โดยสมบูรณ์ เธอแต่งงานใหม่อีกครั้งกับชาวต่างประเทศ และคราวนี้ย้ายไปอยู่กับเค้าเสียเลย และแน่นอน ชีวิตเธอผ่านพ้นปัญหาหนี้และกลับมาสุขสบายอีกครั้ง

และก็เหมือนเคย นิยายเรื่องนี้ จบด้วยความไร้ความสามารถของ THE MONEY COACH อีกครั้งหนึ่ง

- จบบริบูรณ์ -

‘อนุทิน’ แท็กทีมลูกพรรค สวมใส่เสื้อ ‘สีเหลือง’ ร่วมใจแสดงความจงรักภักดี ขณะประชุมสภาฯ

(19 มิ.ย.67) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ โดยมีนาย วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท ในวาระแรก โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ซึ่งหายจากอาการป่วยโควิด-19 เป็นวันแรก ได้นำทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้นำทีมรัฐมนตรี และสส.พรรคภูมิใจไทย ส่วนใหญ่ใส่เสื้อสีเหลืองเข้าร่วมประชุม ซึ่งจะใส่ในวันพิจารณางบประมาณ 2 วันคือวันที่ 19 และวันที่ 21 มิ.ย.นี้ 

‘อีลอน มัสก์’ ทำนายอนาคต การพูดคุยผ่าน ‘มือถือ’ จะล้าสมัย มนุษย์จะสื่อสารกันผ่านความคิด ด้วยการฝังชิปในสมองแทน

(19 มิ.ย. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยในอนาคต และจะถูกแทนที่ด้วยชิปที่จะถูกฝังลงในสมองของมนุษย์โดยตรงแทน จากคำทำนายเมื่อเร็ว ๆ นี้ของ อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยี

บริษัทด้านเทคโนโลยีประสาท Neuralink ของ มัสก์ ทำการฝังชิปสมองเป็นครั้งแรกในตัวของนายโนแลนด์ อาร์โบห์ ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก วัย 30 ปี ย้อนกลับไปในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขั้นตอนการผ่าตัดดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการใส่ชิปคอมพิวเตอร์ขนาดพอ ๆ กับเหรียญดอลลาร์ เข้าไปในพื้นที่ของสมองซึ่งควบคุมความเคลื่อนไหว จากนั้นชิปถูกใช้บันทึกและถ่ายทอดสัญญาณสมองแบบไร้สายไปยังแอปพลิเคชันหนึ่งที่ถอดรหัสความเคลื่อนไหวตามเจตนาของผู้ป่วย

คำทำนายล่าสุดของ มัสก์ เป็นการตอบโต้ข้อความหนึ่งที่โพสต์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ โดยบัญชีล้อเลียนชื่อว่า ‘ไม่ใช่ อีลอน มัสก์’ ในวันอาทิตย์ (16 มิ.ย. 67) ซึ่งข้อความดั้งเดิมเขียนว่า "คุณจะติดตั้ง Neuralink interface (เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์) ในสมองของคุณ เพื่อเปิดทางให้คุณควบคุม X phone ใหม่ ผ่านทางความคิดหรือไม่?"

อีลอน มัสก์ ตอบกลับคำถามดังกล่าว โดยบอกว่า "ในอนาคตจะไม่มีโทรศัพท์มือถือ มีเพียงแค่ Neuralink"

ในเอกสารประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้ว Neuralink ระบุว่าโครงการ PRIME (Precise Robotically Implanted Brain-Computer Interface) เป็นการทดลองระดับคลินิก เพื่อศึกษาความปลอดภัยของกระบวนการฝังชิปลงในสมองของมนุษย์ด้วยหุ่นยนต์ และความปลอดภัยของตัวชิปเอง

เป้าหมายของการพัฒนาการฝังส่วนต่อประสานสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ไร้สายอย่างสมบูรณ์ จะเป็นครั้งแรกที่ช่วยให้มนุษย์มีขีดความสามารถในการควบคุมเคอร์เซอร์คอมพิวเตอร์ หรือคีย์บอร์ดผ่านทางความคิด จากนั้นมันจะเปิดทางสำหรับการบำบัดเชิงปฏิวัติสำหรับคนที่ป่วยพิการทางกายต่าง ๆ อย่างเช่นอัมพาตและตาบอด เช่นเดียวกับโรคภัยไข้เจ็บอื่น ๆ อย่างเช่นโรคอ้วน ออทิสติก ซึมเศร้า และโรคจิตเภท

ระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2018 มัสก์ เคยบ่งชี้ว่าด้วยเทคโนโลยี Neuralink มันอาจทำให้วันใดวันหนึ่งมนุษย์จะสามารถสื่อสารกันโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดใด ๆ และมีความเป็นไปได้ของการบรรลุเป้าหมายสถานะของการอยู่ร่วมกันกับปัญญาประดิษฐ์

สำนักงานอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ อนุมัติการทดลองฝังชิปเป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว หลายสัปดาห์หลังการผ่าตัดเมื่อเดือนมกราคม มัสก์เปิดเผยว่าบุคคลรายดังกล่าว ‘ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์โดยปราศจากผลข้างเคียงใดๆ’ และมีศักยภาพในการเคลื่อนเมาส์คอมพิวเตอร์ไปรอบๆ จอผ่านความคิด

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤษภาคม Neuralink ยอมรับว่าพวกเขาประสบกับปัญหาทางเทคนิคบางประการ หลังสายไฟขนาดเล็กจิ๋วที่ฝังลงไปในสมองเคลื่อนที่หลุดจากตำแหน่ง

กระนั้นก็ตามทางสำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ได้ไฟเขียวให้ทดลองกับมนุษย์เป็นครั้งที่ 2 ตามรายงานของหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล เมื่อเดือนที่แล้ว โดยที่การทดลองครั้งถัดไป ซึ่งกำหนดไว้ในเดือนมิถุนายน จะมีการแก้ไขปรับปรุงในกระบวนการต่างๆ โดยที่ชิปจะถูกฝังลึกเข้าไปในสมองมากกว่าเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้มันหลุดออกมา

‘ลิซ่า’ เตรียมปล่อยซิงเกิลใหม่ ‘Rockstar’ 28 มิ.ย.นี้ ผลงานแรกภายใต้ค่าย LLOUD - RCA Records

(19 มิ.ย.67) กระแสไวรัลในโลกออนไลน์กำลังฮือฮาสนั่นถึงสาว ‘ลิซ่า ลลิษา มโนบาล’ หรือ ‘ลิซ่า BLACKPINK’ ซีอีโอสาวบริษัท LLOUD ได้ออกมาเปิดเผยวันปล่อยซิงเกิลใหม่ล่าสุดของเธอที่มีชื่อว่า ‘Rockstar’ โดยทุกคนเตรียมตัวรับความปังพร้อมกันในวันที่ 28 มิ.ย. 07.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

ทั้งนี้ เพลง Rockstar จะเป็นเพลงแรกที่ได้ปล่อยภายใต้สัญญาข้อตกลงระหว่างบริษัท LLOUD และ RCA Records ซึ่งเป็นผลงานซิงเกิลที่ 4 ต่อจาก LALISA, MONEY และ SG โดยเพลงนี้ลิซ่าจะเป็นผู้ครองลิขสิทธิ์มาสเตอร์เองทั้งหมด

เท่านั้นไม่พอ เมื่อ 5 วันที่ผ่านมา ลิซ่าได้สปอยล์เพลงแบบเบา ๆ ผ่านบัญชีติ๊กต็อกส่วนตัวมีเสียงกระซิบเบา ๆ ว่า ‘Baby, I’m a rockstar’ ซึ่งลิซ่าทุบสถิติกินเนสส์เวิลด์เรคคอร์ดส์ในการเข้าถึงผู้ติดตาม 1 ล้านคนภายใน 2 ชั่วโมง 18 นาที แถมยังมียอดวิว 82 ล้านวิวอีกด้วย

‘IMD’ ปรับอันดับขีดความสามารถไทยปี 67 ขึ้น 5 อันดับ ขยับสู่อันดับ 25 จาก 30 วิ่งแซงมาเลเซียที่อยู่อันดับ 34

(19 มิ.ย. 67) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าได้รายงานคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเขตเศรษฐกิจ 67 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งจัดอันดับโดย International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ ประจำปี 2566

โดยในส่วนของประเทศไทย อันดับของประเทศไทยดีขึ้น 5 อันดับ จากอันดับที่ 30 ในปี 2566 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 25 ในปีนี้ โดยอันดับของประเทศไทยยังถือว่าดีที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในอาเซียนรองจากสิงคโปร์

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาปัจจัย 4 ด้านที่ใช้ในการจัดอันดับ ไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันดีขึ้นจากปีที่แล้วใน 2 ด้าน คือ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) และประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ (Business Efficiency) โดยด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ (Economic Performance) มีอันดับดีขึ้นมากที่สุดถึง 11 อันดับ จากอันดับที่ 16 มาอยู่อันดับที่ 5 เนื่องจากในทางการคลังเราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากเดิม

ขณะที่ด้านประสิทธิภาพภาครัฐปรับเพิ่มขึ้น 3 อันดับ จาก 23 มาอยู่ที่ 20 ด้านโครงสร้างพื้นฐาน อยู่ในอันดับ 43 เท่าเดิม และด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ คงที่อยู่ในอันดับที่ 24

ส่วนในภาพรวมของเศรษฐกิจในอาเซียน จากเขตเศรษฐกิจในสมาชิกประชาคมอาเซียนรวม 10 เขตเศรษฐกิจ ยังคงมีเพียง 5 เขตเศรษฐกิจ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่ได้รับการจัดอันดับโดย IMD

ซึ่งเขตเศรษฐกิจที่มีอันดับความสามารถในการแข่งขันสูงสุดของอาเซียนในปี 2567 ยังคงเป็นสิงคโปร์อันดับ 1 และเป็นที่น่าสนใจว่าทั้งไทย และอินโดนีเซีย ต่างสามารถพัฒนาอันดับขีดความสามารถขึ้นมาสูงกว่ามาเลเซียในปีนี้ โดยไทยได้รับการจัดอันดับ ที่ 25 และอินโดนีเซียที่ อันดับ 27 ในปีนี้ ตามมาด้วยมาเลเซีย อันดับ 34 และฟิลิปปินส์ อันดับ 52 ตามลำดับ

เชียงใหม่-สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่รุกจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวช่วงโลว์ซีซั่น "Chiang Mai WOW"

วันที่ 19 มิถุนายน 2567 สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่จัดงานแถลงข่าวการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงเดือนกรฏาคม - กันยายน 2567  "Chiang Mai WOW" โดยมีนายวีระพงศ์  ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมีนายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ , ว่าที่ร้อยเอก สันติพงษ์ บุลยเลิศ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ ,นายเก่ง ชัยวารินทร์ รองผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่ ,นายวุฒิชัย วีระมาชา เลขานุการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่ และนายพงศธร เลากิตติศักดิ์ ประธานประสานงานสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย 8 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมแถลงข่าว ตั้งเป้ากระตุ้นจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวตลอดทุกเดือนและทุกปี ณ ห้องประชุมศิริโพธิ์ โรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่

นายศุภมิตร กิจจาพิพัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2567 เริ่มต้นด้วยการจัดงานเทศกาลอาหารฮาลาลเชียงใหม่ ปี 2567 ในเดือนกรกฎาคม 2567 เป็นปีที่ 2 ที่ทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ได้จัดกิจกรรมขี้น โดยในปีนี้ทางคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่ ให้คำปรึกษา ถือเป็นการต่อยอดการจัดกิจกรรมเทศกาลอาหารฮาลาลจากปีที่แล้ว

ร้านอาหารฮาลาลที่เข้าร่วมกิจกรรมและจัดทำพิกัดร้านในปีนี้มีจำนวน 50 ร้าน ซึ่งจะทำการประชาสัมพันธ์พิกัดร้านในปลายเดือนมิถุนายนนี้ และในวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม 2567 จะมีการจัดกิจกรรมเทศกาลอาหาร ฮาลาล ณ โรงแรมศิริปันนา วิลล่า รีสอร์ท แอนด์ สปา เชียงใหม่ กิจกรรมช่วงเช้าเป็นการจัดการอบรมหัวข้อ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอาหาร ฮาลาล ให้กับสมาชิกของสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่, สมาคมร้านอาหาร สมาคมโรงแรมไทยภาคเหนือ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเชียงใหม่ ทุกท่านที่ผ่านการอบรมจะได้รับใบ certificate การฝึกอบรม  และกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นพิธีมอบใบประกาศนียบัตร   สำหรับร้านอาหารที่เข้าร่วมกิจกรรมเทศกาลอาหารฮาลาลเชียงใหม่ ปี 2567 และหลังจากนั้นจะมีบูธอาหารฮาลาลหลากหลายชนิดที่มาร่วมกิจกรรมให้ทุกท่านที่มาร่วมงานในวันดังกล่าวได้ทดลองชิมกัน

นายศุภมิตร กล่าวต่อว่า โครงการถัดมาที่จะจัดขึ้นคือ โครงการฟ้าม่วน (โครงการการบูรณาพัฒนาและต่อยอดอากาศสะอาดภาคเหนือ) ด้วยการผนึกพลังของหลายเครือข่าย "เพื่อสร้างความร่วมมือและเครือข่ายในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5" ประกอบด้วย โครงการฟ้าม่วน ร่วมกันระหว่าง สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่, สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวของจังหวัดภาคเหนือตอนบน, สำนักงานตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่, วสท.สาขาภาคเหนือ 1, สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไข และบรรเทา ปัญหาฝุ่น pm 2.5 จึงได้จัดตั้งโครงการสาธารณประโยชน์นี้ขึ้น มีแนวทางการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก พร้อมทั้งการสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในการรับมือ และป้องกันดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยจากฝุ่น pm2.5  ซึ่งโครงการฟ้าม่วนได้ดำเนินโครงการมาแล้วตั้งแต่ปี 2566 และยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องในจังหวังเชียงใหม่ และจะขยายพื้นที่เครือข่ายไปยังจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย ปาย แม่ฮ่องสอน และพะเยา ต่อไป

ทั้งนี้โครงการฟ้าม่วนได้จัดกิจกรรมกอล์ฟการกุศลฟ้าม่วน ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2567 เวลา 11:00 – 20:00 น. ณ สนาม Alpine Golf Resort Chiang Mai ชิงถ้วยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รายได้จากการทำกิจกรรมจะนำมาทำห้องปลอดภัยให้แก่กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ภาคเหนือจำนวน 72 ที่ และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  6 รอบ โดยร่วมทำบุญ ผ่านบัญชี โครงการฟ้าม่วน (วสท.สาขาภาคเหนือ1) ธนาคารออมสิน สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า  และติดตามรายละเอียดกิจกรรมโครงการ ได้ที่เพจเฟสบุ๊คฟ้าม่วน

ต่อด้วยการ จัดกิจกรรมตักบาตรโชติกา เนื่องในวันแม่แห่งชาติ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์-สามเถร 99 รูป ในวันเสารที่ 10 สิงหาคม 2567 เวลา 7:00 น. ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เพื่อถวายพระราชกุศลในช่วงวันเฉลิมพระชนมาพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กิจกรรมตักบาตรโชติกาเป็นการทำบุญตักบาตรรอบพระเจดีย์โบราณ อายุกว่า 600 ปี ณ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร จัดเป็นประจำทุกวันเสาร์ เวลา 7:00 น. ซึ่งกิจกรรมนี้เริ่มมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ทางสมาคมได้เตรียมอาหารแห้ง  นมถั่วเหลือง และน้ำดื่มไว้จำหน่าย รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว แบ่งถวายวัดเจดีย์หลวง, บริจาคให้โรงพยาบาลนครพิงค์ และสถานสงเคราะห์บ้านเด็กอ่อนเวียงพิงค์

สุดท้ายเป็นการจัดมหกรรมการประกวดการอนุรักษ์พระเครื่อง,พระบูชาเหรียญคณาจารย์, เครื่องรางยอดนิยมทั่วประเทศ โดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ กำหนดจัดกิจกรรมขึ้นในวันที่ 14-15 กันยายน 2567 ณ เชียงใหม่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่แอร์พอร์ต นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ ยังกล่าวอีกว่า"สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ต้องการให้มีกิจกรรมทางด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ตลอดทุกเดือนตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็นช่วงไฮซีซั่นหรือช่วงโลว์ซีซั่น เราอยากให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาร่วมกิจกรรมทางการท่องเที่ยวกระตุ้นเงินสะพัดในทุกธุรกิจ ทั้งภาคบริการ การท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านของฝาก รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ"

นภาพร  / เชียงใหม่ 

‘โซเชียล' สงสัย!! ทริปบุคลากรมหาลัยในภาคอีสาน จัด 'สัมมนา-ดูงาน' ที่ภูเก็ต แต่ทำไมดูเหมือนไปเที่ยว

(19 มิ.ย.67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังเพจเฟซบุ๊ก ‘ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน’ โพสต์ข้อความ ถึงบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เดินทางไปสัมมนาดูงานที่ ภูเก็ต จำนวน 40 ชีวิต รวม 4 วัน 3 คืน 

โดยเนื้อความในโพสต์ ได้ระบุว่า… 

"สัมมนาทางทะเล คณะ... ขนบุคลากรกว่า 40 คน ไปดูงานสัมมนา 4 วัน 3 คืน ที่ภูเก็ต เมื่อวันที่ 15-18 พ.ค. 67 เริ่มทริปบินตรงจากขอนแก่นมุ่งสู่ภูเก็ต วันแรกเอาฤกษ์เอาชัยพากันไปไหว้พระ เดินดูเมืองเก่า ซื้อของฝาก เช้าวันต่อมาแวะไปดูงานที่ ม.สงขลานครินทร์ จนถึงบ่าย”

“วันที่ 17 พ.ค. 67 นั่งเรือชมวิวไปเกาะพีพี อ่าวมาหยา พร้อมดำน้ำดูปะการัง ตบท้ายมื้อค่ำด้วยโชว์ภูเก็ตแฟนตาซี และวันสุดท้ายไปลอดถ้ำ พายเรือแคนูที่พังงา แล้วบินกลับพร้อมความรู้ทางทะเลสุดฉ่ำ"

‘ค้ำคูณ-KHamKoon’ สามล้ออีวี ฝีมือคนไทย ตอบโจทย์ขับเคลื่อนศก. ควบคู่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

‘สามล้อ’ เป็นหนึ่งในยานพาหนะขนส่งซึ่งผูกพันอยู่กับวิถีชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัด หนึ่งในขนส่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายก็คือ ‘สกายแล็บ (Skylab)’ รถสามล้อเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่เมื่อโลกเผชิญกับคลื่นความร้อน การพัฒนารถอีวีเข้ามาทดแทนระบบสันดาป ประเทศไทยก็มีการพัฒนาสามล้ออีวีรูปลักษณ์ทันสมัย สวย เก๋ เท่ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ชื่อว่า ‘KHamKoon’ หรือ ค้ำคูณ

สามล้ออีวี KHamKoon พัฒนาโดย ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ (RMT) ร่วมกับ บริษัท เทคโนโลยีอีสานเหนือ จำกัด โดย วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ จังหวัดอุดรธานี ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอบรับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความทันสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ดร.เอกรัตน์ ไวยนิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค สวทช. เล่าถึงที่มาของโครงการว่า สามล้อ ‘KHamKoon’ ถูกพัฒนาด้วยแนวคิดให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับการขนส่งสาธารณะในจังหวัดอุดรธานี ที่กำลังเติบโตรองรับโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ในอนาคต แต่การทำอะไรต้องแตกต่างจากคนอื่น ถ้าทำเหมือนคนอื่นเราก็ไม่ก้าวหน้า บุคคลหนึ่งซึ่งมีบทบาทสำคัญของโครงการนี้คือ คุณวิกรม วัชระคุปต์ รองประธานสภาธุรกิจไทย-ลาว ซึ่งเดินทางไปทำงานที่อุดรธานีบ่อยครั้ง และรู้จักกลุ่มอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ปรึกษาว่าจะทำอะไรร่วมกับอุตสาหกรรมในอุดรธานีดี ผมเสนอว่าลองทำรถสามล้อดีไหม เนื่องจากคนที่นั่นนิยมใช้รถสามล้อสกายแล็บ แต่ยังติดขัดเรื่องความปลอดภัย ความทันสมัย อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ และในมุมของวิศวกรรมก็มีจุดที่ต้องปรับปรุงหลายจุด ประกอบกับอุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ เป็นหัวเมืองสำคัญที่จะเชื่อมต่อไปยัง สปป.ลาว เป็นหนึ่งสถานีที่รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จอดรับ-ส่งผู้โดยสาร ก่อนเข้าหนองคาย เชื่อมต่อไป สปป.ลาว ถ้ารถไฟความเร็วสูงมา เมืองต้องปรับเปลี่ยน จึงเป็นที่มาของโครงการนี้

“ในมุมของคนอุดรธานี มีกลยุทธ์ในการพัฒนาเมืองด้วยคีย์เวิร์ดคือ ‘เมืองเดินได้’ หมายถึงคนไม่จำเป็นต้องใช้รถส่วนตัวในการเดินทาง แต่หันมาใช้รถสาธารณะแทน แล้วรถสาธารณะอะไรที่ตอบโจทย์ความเป็นเมืองที่มีขนาดกะทัดรัดเช่นอุดรธานี นั่นก็คือ micro mobility ผนวกกับเรามีโอกาสคุยกับผู้ประกอบการที่ผลิตรถสกายแล็บในอุดรธานี คุยกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และ วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรม การพัฒนาองค์ความรู้ และเห็นว่าการพัฒนารถสามล้ออีวี KHamKoon จะทำให้นักศึกษาของวิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ ได้เรียนรู้นวัตกรรมยานยนต์ยุคใหม่ เมื่อได้ภาคเอกชนมาร่วม เราก็ดีไซน์สามล้ออีวี ตั้งแต่การออกแบบ พัฒนาแบบ พัฒนาเทคโนโลยี ทำโปรโตไทป์ จากนั้นจึงเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. และได้รับการอนุมัติ โดยเอกชนคือวิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ ร่วมสนับสนุนทุนวิจัย 10 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับให้ใช้สถานที่ของวิทยาลัยพัฒนาต้นแบบรถสามล้อ KHamKoon” ดร.เอกรัตน์ กล่าว

โครงการรถต้นแบบ ‘สามล้อ KHamKoon’ เริ่มดำเนินการช่วงเดือนกันยายน 2565 สิ้นสุดโครงการเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ซึ่งสำเร็จได้ด้วยงานวิจัยยุคใหม่ ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง เชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานตั้งแต่ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และ สมาคมวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการขนส่งแห่งอนาคต มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางการพัฒนาธุรกิจ  ภายใต้บริบทเศรษฐกิจสีเขียว และการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ตอบโจทย์การขนส่งสาธารณะยุคใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบรับกับเมืองแห่งอนาคต

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของโครงการนี้ ไม่ได้อยู่แค่การผลิตรถยนต์สามล้ออีวีออกมาขายเท่านั้น แต่ต้องการให้รถสามล้อ KHamKoon ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมฐานราก ให้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมทั้งการผลิต การท่องเที่ยว การบริการ ขับเคลื่อนจีดีพีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

“ต้องขอบคุณ บพข. ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ดี สนับสนุนงานวิจัยที่สามารถเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมให้เกิดการนำไปใช้ได้จริง ซึ่งการขนส่งแห่งอนาคต เป็นหนึ่งในการผลักดันให้ประเทศไทยใช้ยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย 30@30 และการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในด้านการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ” ดร.เอกรัตน์ กล่าว

ดร.วัลลภ รัตนถาวร นักวิจัยทีมวิจัยเทคโนโลยีการผลิตและซ่อมบำรุง ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีระบบรางและการขนส่งสมัยใหม่ เอ็มเทค สวทช. เล่าถึงการวิจัยและพัฒนาว่า รถสามล้อทั่วไปจะมีจุดศูนย์ถ่วงอยู่ใกล้กับล้อหน้า เมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วจะเกิดการสไลด์ ล้อยก หรือพลิกคว่ำได้ง่าย ทีมวิจัยจึงได้นำความเชี่ยวชาญด้านระบบขับเคลื่อนและระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ออกแบบ ‘การเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้งให้แก่รถ’ โดยเทคโนโลยีเฉพาะที่พัฒนาขึ้น คือ ‘มอเตอร์ควบคุมการขับเคลื่อนที่ควบคุมล้อแต่ละล้อได้อย่างอิสระตามสถานการณ์การขับขี่แบบอัตโนมัติ’ ซึ่งจากการทดสอบประสิทธิภาพความปลอดภัยในการใช้งานพบว่า ผู้ขับขี่สามารถขับรถต้นแบบ KHamKoon แล้วกลับรถหรือเปลี่ยนทิศทางรถอย่างรวดเร็ว (J-turn) ที่ความเร็ว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างปลอดภัย ตรงตาม มอก. 3264-2564 ที่เป็นมาตรฐานสากล

“เทคนิคสำคัญการออกแบบสามล้อ KHamKoon มี 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ซึ่งเป็นตามเทรนด์ใหม่ เปลี่ยนจากเครื่องยนต์สันดาปเป็นระบบไฟฟ้า 2. ด้านวิศวกรรม ต้องออกแบบตัวรถให้มีความมั่นคง แข็งแรง น้ำหนักเบา และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ และ 3. ต้องวิ่งได้ดี มีความปลอดภัย เนื่องจากธรรมชาติของรถสามล้อ ต้องเลี้ยวในพื้นที่แคบ อาจเกิดการพลิกคว่ำ การสไลด์ หรือรถยกตัวได้ง่าย เราจึงใช้องค์ความรู้ด้านวิศวกรรม มาแก้ปัญหาเชิงโครงสสร้าง จนผ่านการทดสอบตามมาตรฐานสากล” ดร.วัลลภ กล่าว

สำหรับโครงสร้างรถ ทีมวิจัยที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์โครงสร้าง ซึ่งอยู่ในกลุ่มวิจัยเดียวกัน ได้ดำเนินการออกแบบใหม่ โดยปรับแต่งให้เป็นรถที่คงไว้ซึ่งลักษณะเค้าโครงเดิมของสกายแล็บ แต่มีความทันสมัย แข็งแรงและปลอดภัยในการใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยทีมวิจัยได้ใช้หลักการ finite element analysis หรือการคำนวณเพื่อวิเคราะห์ความแข็งแรงของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการสร้างแบบจำลองยานยนต์ด้วยเทคโนโลยี simulation จนได้เป็นผลงานการออกแบบ ‘โครงสร้างรถที่มีศักยภาพในการเป็นเกราะเสริมความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสาร’

ส่วนประเด็นด้านการเพิ่มความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยได้ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์จากระบบสันดาปภายใน ให้เป็นระบบไฟฟ้า (อีวี) โดย KHamKoon ผ่านการออกแบบให้ใช้แบตเตอรี่ความจุ 12 kWh เป็นแหล่งพลังงาน ทำให้วิ่งได้ระยะทาง 120-150 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ด้วยแท่นชาร์จ AC type 2 ที่มีให้บริการทั่วไปในปัจจุบัน และสามารถปรับการผลิตรถให้ใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุมากขึ้น และใช้รูปแบบการชาร์จแบบเร็ว (fast charge) ได้ หากมีความต้องการในอนาคต

ปัจจุบันทีมวิจัยได้ส่งมอบรถต้นแบบ KHamKoon คันแรกให้สภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานีแล้ว ในเบื้องต้น สภาอุตสาหกรรมฯ ตั้งเป้าหมายนำต้นแบบรถ KHamKoon มาใช้ในการทำแซนด์บ็อกซ์  ให้บริการรับส่งผู้โดยสารภายในโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และรับส่งระหว่างโรงพยาบาลกับที่จอดรถซึ่งอยู่ห่างออกไป 1-2 กิโลเมตร เพื่อช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดภายในสถานพยาบาลและพื้นที่โดยรอบ  พร้อมกับพัฒนาความพร้อมระบบโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ พื้นที่จุดจอดให้บริการรถ สถานีชาร์จ แอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถ เพื่อให้การใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะภายในจังหวัดเป็นเรื่องง่าย

ขณะเดียวกัน ก็มีการพัฒนากำลังคนร่วมกับวิทยาลัยเทคโนโลยีอีสานเหนือ รวมถึงการอัปสกิล-รีสกิล บุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและซ่อมบำรุงรถอีวี ภายใต้แนวคิดคนในจังหวัดจะต้องผลิตและซ่อมบำรุงได้ด้วยตัวเอง เมื่อผ่านการพัฒนาถึงระดับพาณิชย์ สามล้อ KHamKoon จะมีราคาที่จับต้องได้ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมแบบยั่งยืนระยะยาว ตามแผนส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต (Next-gen Automotive) ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-zero Emission) ในปี 2065

'อาจารย์อุ๋ย ปชป.' ยินดี!! ไทยสมัครเป็นสมาชิก BRICS สะท้อนการรับมือระเบียบโลกใหม่จากหลายขั้วได้อย่างเหมาะสม

(19 มิ.ย. 67) จากกรณีที่ประเทศไทยได้แสดงเจตจำนงที่จะเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม BRICS เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา นั้น นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและอดีตผู้สมัคร สส.กรุงเทพมหานคร เขตบางกะปิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า...

ผมเห็นด้วยและขอแสดงความยินดีกับการที่ไทยแสดงความจำนงเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มกันของประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ ซึ่งจนถึงปัจจุบันประกอบด้วย บราซิล, อินเดีย, จีน, แอฟริกาใต้, อิหร่าน, อียิปต์, เอธิโอเปีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วมีขนาดเศรษฐกิจถึงร้อยละ 28.3 ของโลก และมีจำนวนประชากร ร้อยละ 45.5 ของประชากรโลก โดยรัฐสมาชิกจะยึดถือหลักการความเสมอภาค มีผลประโยชน์ร่วมกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายใน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่บัญญัติไว้ในกฎบัตร ASEAN 

โดยการเป็นสมาชิกนี้จะทำให้ไทยได้ประโยชน์ในหลายด้าน อาทิเช่น ยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก เพิ่มบทบาทของไทยในการกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และเพิ่มโอกาสของไทยในการมีส่วนร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ที่มีความยุติธรรมมากขึ้น เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า ทุนสำรอง การสื่อสารข้อมูล คุ้มครองการลงทุน ส่งเสริมการลงทุน ทลายกำแพงการค้า (Trade Barrier) และค้าขายด้วยสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากดอลลาร์สหรัฐ 

นอกจากนี้เรายังเพิ่งแสดงความจำนงขอเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วกว่า 30 ประเทศ ในยุโรปและอเมริกา และเราก็ยังคงเป็นสมาชิก APEC อยู่ด้วยซึ่งมีทั้งสหรัฐอเมริกา, จีน และรัสเซีย เป็นสมาชิกเช่นกัน ดังนั้น ใครจะมาบอกว่าเราเลือกข้าง คงไม่ใช่ แต่เป็นการแสวงหาโอกาสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ 

ด้วยสภาวการณ์ของโลกปัจจุบันที่มีความแปรปรวนและยืดหยุ่นสูง ประกอบกับเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศไทย การรักษาสมดุลระหว่างขั้วอำนาจโลกอย่างเหมาะสมและมียุทธศาสตร์เท่านั้น ที่จะทำให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าอย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีในเวทีโลก ผมขอให้กำลังใจรัฐบาลในเรื่องนี้และขอให้รัฐบาลใช้โอกาสอันมีค่านี้ สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทยและคนไทยครับ ด้วยความปรารถนาดี"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top