Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

รู้จัก Chayanna แบรนด์ผ้าไหมไทย ใต้ความมุ่งมั่น 'ดร.ชญณา ศิริภิรมย์' แต่งเติมศิลป์สู่ผืนผ้าไหม ยึดกระบวนการผลิตที่ขออิงธรรมชาติให้มากที่สุด

จากรายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับ ดร.ชญณา ศิริภิรมย์ หรือคุณจ๊ะ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารแบรนด์ผ้าไหมไทย Chayanna ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากคุณแม่ 

ดร.ชญณา เล่าว่า คุณแม่เป็นคนที่ชอบใส่ผ้าไทยและสะสมผ้ามายาวนาน เลยคุ้นเคยกับผ้าไหมไทย และตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจจากการตัดเสื้อผ้าไหมให้กับเพื่อน ๆ สวมใส่ จนกระทั่งได้สำรวจตลาดแล้วยังพบว่าไม่มีแบรนด์ผ้าไหมไทยที่ผลิตจากไหมมัดหมี่แล้วย้อมสีจากธรรมชาติ 100% แบบดั้งเดิมจริง ๆ 

ดร.ชญณา เผยอีกว่า ผ้าไหมของ Chayanna สร้างความแตกต่าง โดยใช้เทคนิคการทอผ้าแบบโบราณ แต่ออกแบบลวดลายให้ทันสมัย จนกลายเป็นจุดแข็งของแบรนด์ คือ ย้อมสีจากธรรมชาติ หมักผสมดิน ที่ให้สีและกลิ่นที่เป็นธรรมชาติ และใช้น้ำจากหนองน้ำล้างสีย้อมแทนน้ำประปา ในทุกกระบวนการผลิต เป็นการผลิตจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของศิลปินพื้นบ้าน ที่หาไม่ได้จากการทำแบบอุตสาหกรรม ลักษณะเด่นของผ้าไหมแบรนด์ Chayanna จะมีความบางเบาและเนื้อผ้าแน่น โดยได้รับการรับรองตรานกยูงพระราชทานจากกรมหม่อนไหม ทำให้คนซื้อสบายใจและมั่นใจได้ว่าได้ผ้าไหมแท้ ๆ 

ปัจจุบัน Chayanna มีลายทั้งหมด 4 ลาย ได้แก่ 1.ลายดวงใจดอกแก้ว เป็นลายผ้าไหมที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ นิยมมัดลายด้วยดอกแก้วสี่กลีบ โดยได้พัฒนาด้วยการมัดลายดอกแก้วห้ากลีบ เพิ่มความโดดเด่นงดงามสะดุดตามากขึ้น 

2.ลายบัวหลวงสุโขทัย ถูกยกให้เป็นดอกไม้ที่ใช้ในการเทิดทูนความดีงาม ความบริสุทธิ์ และเป็นสัญลักษณ์ของสุโขทัย 

3.ลายดอกกุหลาบไฟ สื่อถึงความรักที่ร้อนแรง ลวดลายออกแบบใหม่ผสมผสานกลีบกุหลาบกับเปลวไฟอย่างสร้างสรรค์ 

4.ลายคั่นนาคพิง ด้วยความศรัทธาพญานาค จึงออกแบบลวดลายให้เป็นรูปตัวซีคล้ายลวดลายพญานาค 

เมื่อถามถึงในส่วนของการทำตลาด? ดร.ชญณา เผยว่า ยังอยู่ในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) แต่ตัวชี้วัดที่บอกว่าแนวทางของแบรนด์ Chayanna มาถูกทางแล้วคือ ลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อซื้อไปแล้วจะกลับมาซื้อซ้ำแทบทุกเดือน โดยส่วนใหญ่นิยมซื้อเพื่อเป็นของขวัญของที่ระลึกในโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะกับตลาดต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีชาวต่างชาติให้ความสนใจสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่นิยมผ้าไหมสีเขียว และสีเหลืองจากดอกดาวเรือง 

"ในปัจจุบันเราได้ขยายตลาดไปในเอเชีย โดยการเข้าร่วมงานแฟชันวีกที่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี"

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือสั่งซื้อได้ที่ www.chayannasilk.com

‘อิมาน เคลิฟ’ นักชกชาวแอลจีเรีย เอาชนะ ‘หยาง หลิว’ จากจีน คว้าเหรียญทอง มวยหญิงโอลิมปิก 2024 รุ่น 66 กก.

เมื่อวานนี้ (9 ส.ค.67) การแข่งขันมวยสากล รุ่น 66 กก. หญิง กีฬาโอลิมปิก 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส รอบชิงชนะเลิศ อิมาน เคลิฟ นักชกจากแอลจีเรีย เจอกับ หยาง หลิว จากจีน

ปรากฏว่า อิมาน เคลิฟ ชกได้เหนือกว่าเป็นฝ่ายชนะ หยาง หลิว ไป 5-0 คว้าเหรียญทอง โอลิมปิก 2024 ไปครอง ขณะที่เหรียญทองแดงเป็นของ จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง จากไทย และเฉิน เนี่ยนฉิน จากไต้หวัน

สำหรับ อิมาน เคลิฟ ซึ่งมีประเด็นกรณีตรวจเพศ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนที่พูดถึงอย่างกว้างขวางใน ‘โอลิมปิก ปารีส 2024’ หลัง แองเจลา คารินี นักชกหญิงชาวอิตาลี ขอถอนตัวจากการแข่งขันหลังขึ้นชกกับ อิมาน เคลิฟ ในเวลาเพียง 46 วินาที 

นอกจากนี้ อิมาน เคลิฟ ยังเป็น 1 ใน 2 นักมวย ที่เป็นตกเป็นประเด็นร่วมกับ หลิน ยู่ติง นักชกจากไต้หวัน เรื่องการตรวจเพศ

🔎ส่องโครงสร้างราคาน้ำมันแต่ละลิตร ประกอบด้วยอะไรบ้าง??

ในน้ำมันแต่ละลิตรที่เราใช้กันในทุกวันนี้ ประกอบด้วยราคาทั้งหมด 4 ส่วนดังนี้

>>40 - 60% ต้นทุนเนื้อน้ำมัน คือ ต้นทุนน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตจากโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตามตลาดกลางภูมิภาคเอเชีย

>>30 - 40% ภาษีต่าง ๆ ได้แก่ ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศ และบำรุงท้องถิ่น

>>5 - 20% กองทุนต่าง ๆ เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ให้เกิดความผันผวน และ กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน: เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน

>>10 - 18% ค่าการตลาด คือ ส่วนที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำนั้นทั้งระบบ

ในส่วนของ ‘ราคาขายปลีก’ ในปัจจุบัน ก็จะประกอบด้วย ราคา ณ โรงกลั่น / ภาษีสรรพสามิต / ภาษ / เทศบาล / กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง / กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน / ค่าการตลาด / ภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับแนวทางการแก้ไขภายใต้การนำของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นั้น นายพีระพันธุ์ ได้เปิดเผยผ่านรายการ ‘คนดังนั่งเคลียร์’ ว่า… 

“ที่บอกว่าราคาต้นทุนหน้าโรงกลั่นคือ 20 บาท ไม่รู้มาจากไหน ราคาจริงเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ ซึ่งผมว่าเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ดังนั้นจึงต้องใช้ระบบ Cost Plus คือ ต้นทุนจริงบวกค่าใช้จ่ายจริง จะได้เป็นราคาขายจริง…

“อีกเรื่องที่ต้องแก้ไขคือ ‘เงินสมทบเข้ากองทุน’ กฎหมายกำหนดให้ผู้ค้าน้ำมันเป็นคนจ่าย เปรียบเหมือนภาษี และเมื่อจ่ายไปแล้ว ก็เป็นต้นทุนที่ต้องไปหักในส่วนของค่าดำเนินงาน ไม่ใช่นำมาบวกในค่าน้ำมัน แต่หากนำมาบวกในค่าน้ำมัน หมายความว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนต้องจ่าย ซึ่งไม่ถูกต้อง นี่คือสิ่งที่ผมต้องทำเป็นกฎหมายใหม่หมดเลย”

'อ.หริรักษ์' ชี้!! หากกฎหมายยุบพรรคการเมืองเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย การแก้ไข 112 ตามมุม 44 สส. ก็เป็นการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์

เมื่อวานนี้ (9 ส.ค.67) รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr โดยระบุว่า ในคำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญตอบข้อโต้แย้งทั้งหมดของพรรคก้าวไกล และดูเหมือนศาลรัฐธรรมนูญจะให้ความสำคัญต่อกรณีที่ สส.พรรคก้าวไกล 44 คนเข้าชื่อกันขอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2564 ว่าเป็นเจตนาที่จะเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสำคัญ

ใครที่คิดว่าเป็นการดำเนินการตามกระบวนการนิติบัญญัติธรรมดา ต้องไปอ่านรายละเอียดเสียก่อนว่า เนื้อหาเป็นอย่างไร

ถ้าบอกว่ากฎหมายที่ให้มีการยุบพรรคการเมืองได้เป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย การแก้ไขมาตรา 112 ตามแนวทางของสส.44 คน ก็เป็นการยิ่งกว่าบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์เสียอีก เพราะไปยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งผู้ที่หมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ มีโทษจำคุก 3 ถึง 15 ปี ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล มาเป็นดังนี้

มาตรา 135/5 ผู้ใดดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 135/6 ผู้ใดดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี องค์รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 135/7 ผู้ใดติชม หรือแสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา 135/5 และมาตรา 135/6

มาตรา 135/8 ความผิดฐานในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าผิดนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ หากข้อที่กล่าวหาที่ว่าเป็นความผิดนั้น เป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว แล้วแต่กรณี และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน

มาตรา 135/9 ความผิดในลักษณะนี้เป็นความผิดอันยอมความได้
ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหายในความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์...........

ข้อสรุปที่สำคัญคือ
1. โทษจำคุกสูงสุดของผู้ที่ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์คือ 1 ปี หรือจะเสียค่าปรับ 3 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล เป็นการลดโทษลงมาให้เหลือเท่ากับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา และจำคุก 6 เดือน หรือปรับสองแสนบาทสำหรับ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งต่ำกว่าโทษจำคุกบุคคลธรรมดา
2. หากติชมหรือแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่มีความผิด
3. หากพิสูจน์ได้ว่า สิ่งที่หมิ่นประมาท เป็นความจริง ไม่ต้องรับโทษ
4. ยอมความได้ เพราะเอาออกจากหมวดความมั่นคง
5. ให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ และเป็นผู้เสียหายแทน

อย่างนี้จะไม่เรียกว่า ‘เซาะกร่อนบ่อนทำลาย’ สถาบันพระมหากษัตริย์แล้วจะเรียกว่าอะไร โทษจำคุกเพียง 1 ปี หรือน้อยกว่า เสียค่าปรับเอาก็ได้ ยอมความก็ได้ หรือไม่มีความผิด ไม่ต้องรับโทษ ก็เป็นไปได้

ถ้าให้สำนักพระราชวังเป็นผู้ร้องทุกข์ สำนักพระราชวังต้องใช้เจ้าหน้าที่กี่คนจึงจะปฏิบัติงานนี้ให้ได้ผลได้ เพราะเหตุนี้ประธานรัฐสภาจึงไม่กล้าบรรจุเข้าวาระการประชุม และอย่าได้อ้างว่าเป็นการกระทำของปัจเจกบุคคล ไม่ใช่เป็นการกระทำของพรรค เพราะการอ้างแบบนี้เป็นการอ้างแบบศรีธนญชัย ซึ่งใครๆก็มองออก และแท้ที่จริงแล้วต้องการยกเลิกมาตรา 112 แต่เห็นว่าเป็นไปได้ยาก จึงจะแก้ไขให้มีผลใกล้เคียงกับการยกเลิกมากที่สุด

การดิ้นรนต่อสู้ด้วยการอ้าง 14 ล้านเสียงที่เลือกมา ต้องบอกด้วยว่าใน 14 ล้านเสียงที่เลือกมา มีกี่ล้านเสียงที่เลือกไม่ใช่เพราะต้องการให้ไปแก้หรือยกเลิกมาตรา 112 มีจำนวนมากที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพรรคก้าวไกลจะทำแบบนี้ แต่เลือกเพราะอยากให้โอกาสคนหนุ่มสาวบ้างโดยที่ไม่ได้รู้เลยว่าหนุ่มสาวพวกนี้จะไปทำอะไรต่อประเทศ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์บ้าง และมีกี่ล้านเสียงที่เลือกเพราะไม่ต้องการให้มีการเกณฑ์ทหาร เลือกเพราะต้องการค่าแรงขั้นต่ำวันละ 450 บาท เลือกเพราะต้องการเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละ 3,000 บาท สารพัดเหตุผล การที่ประชาชนเลือกพรรคก้าวไกล ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเลือกให้แล้ว จะไปทำอะไรก็ได้ ทำผิดกฎหมายก็ได้

การดิ้นรน การประกาศโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ การประกาศยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อในรูปแบบเดิม หมายถึงการที่จะต้องเปลี่ยนแปลงสถาบันพระมหากษัตริย์ในแบบที่พรรคก้าวไกลต้องการให้ได้ และการที่สถานทูตฝั่งตะวันตก 18 ประเทศ การแถลงการณ์ของสหรัฐอเมริกา องค์การสหประชาชาติ องค์กรเอกชนที่เป็นแนวร่วม ตลอดจนสำนักข่าวฝั่งตะวันตก ต่างออกมาประสานเสียงว่า การยุบพรรคก้าวไกลเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตย ยิ่งทำให้น่าเชื่อได้ว่า พรรคก้าวไกลกับประเทศเหล่านี้ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน และน่าจะมีวาระหรือ agenda บางอย่างต่อประเทศไทย การยุบพรรคก้าวไกลอาจเป็นการขัดขวางวาระหรือ agenda นั้น ไม่ให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการก็ได้

ขอให้ข้อมูลว่า นาย Ben Cardin วุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกา ที่ส่งหนังสือถึงรัฐบาลไทย แสดงความกังวลเรื่องการวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นวุฒิสมาชิกที่พยายามยื่นให้มีการแก้ไขกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ใครก็ตามกล่าวหา หรือโจมตีประเทศอิสราเอล ซึ่งมีการบังคับใช้อยู่ใน 38 รัฐในสหรัฐอเมริกา ให้กำหนดโทษเป็นคดีอาญาโดยให้ผู้ที่ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก แต่ยังไม่สำเร็จ

ต้องขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยด้วยความไม่หวั่นไหวต่อการกดดันของพรรคก้าวไกลและแนวร่วมที่มีชื่อเสียงหลายคน จากเหตุผลและข้อมูลข้างต้น การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญนับเป็นผลดีต่อประเทศชาติ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ต้องห่วงว่าการยุบพรรคก้าวไกลจะทำให้คนที่สนับสนุนโกรธแค้นจนไประเบิดในคูหาเลือกตั้งครั้งต่อๆไปอย่างที่อดีตหัวหน้าพรรคประกาศ เพราะความจริงได้รับการเปิดเผยมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่ายังมีคนที่ยังมองไม่เห็นอีกไม่น้อย แต่รับรองว่าไม่ใช่ตายสิบเกิดแสนอย่างที่คุยโม้กัน

สำหรับสส. 44 คนของพรรคก้าวไกลที่เข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็ขอให้โชคดี เพราะพวกคุณต้องการคำนี้มากกว่าใครๆในขณะนี้

‘ผู้กำกับ 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ชี้!! ประวัติศาสตร์ไทยช่วง 2475 ขาดหาย ‘ในหลวง ร.7’ ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญและสละราชสมบัติ แต่ไม่เคยปรากฏในหนังสือเรียนไทย

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 67 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้จัดกิจกรรมเสวนา 'มายาธิปไตย 2475 #เทสที่สร้างร่างที่เป็น' และรับชมภาพยนตร์ 2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ ณ ห้องประชุมชั้น 12 อาคารศรีศรัทธา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สำหรับการเสวนาในหัวข้อ 'มายาธิปไตย 2475 #เทสที่สร้างร่างที่เป็น' นั้น หนึ่งในวิทยากรที่ขึ้นบรรยายได้แก่ นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับภาพยนตร์แอนิเมชัน ‘2475 Dawn of Revolution รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ ได้พูดถึงวัตถุประสงค์ของการดำเนินการสร้างภาพยนตร์ดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันด้านประวัติศาสตร์ และยังแก้ไขความเข้าใจผิดให้กับบุคคลในประวัติศาสตร์ รวมถึงความพยายามที่จะถ่ายทอดข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี 2475 ที่ผ่านการศึกษาและค้นคว้าแจกแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือและบิดเบือน

โดยบางช่วงบางตอน นายวิวัธน์ได้กล่าวว่า “ประวัติศาสตร์ไทย มีช่วงที่ขาดหายไป โดยเฉพาะในช่วงปี 2475 หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติ และในหลวง รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญและสละราชสมบัติ ซึ่งประวัติศาสตร์หลังจากนี้หายไปและไม่ปรากฏในหนังสือเรียนเลย”

'กิตติ สิงหาปัด' โพสต์!! รอแถลงการณ์จากพรรคการเมือง หลังก้าวไกลถูกยุบ แต่พรรคอื่นนิ่ง ฟาก 'ชาว X' เมนต์สวนจุกๆ

ไม่นานมานี้ นายกิตติ สิงหาปัด ผู้สื่อข่าว โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ระบุว่า...

"การยุบพรรคเป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ดูเหมือนผมยังไม่เห็นแถลงการณ์อย่างเป็นทางการใดๆออกจากพรรค พท./ภจท./พปชร./รทสช./ปชป. ต่อกรณียุบพรรคก้าวไกล หรือสังคมนักการเมืองของไทยเรา ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติพวกนี้"

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ ก็มีชาว X เข้ามาคอมเมนต์ในดังกล่าว เช่น...

"เสรีภาพไม่ใช่รึ เค้าจะพูดไม่พูด ก็เรื่องของเขา"

"พรรคหนึ่งทำผิดกม.แล้วถูกยุบก็เรื่องปกติมั้ยคะ? ทำไมพรรคอื่นต้องมีแถลงการณ์ถึงพรรคนั้นด้วยล่ะ อีกอย่างพรรคที่ถูกยุบๆเพราะกรณีล้มล้างการปกครอง พรรคอื่นจะแถลงการณ์ถึงเพื่อ?!"

"เวลาคุณขับรถบนถนน แล้วทำผิดกฎจราจร เพื่อจะได้แซงคนอื่นๆ เพื่อให้ไปเร็วขึ้น ผู้โดยสารนั่งในรถ ดีใจกันใหญ่ ฉันถึงที่หมายคนแรก ชนะแล้ว แต่มันมีด่านตำรวจดักจับอยู่ แล้วคนอื่นที่ขับตามมาเห็น คุณกำลังโดนใบสั่ง คุณคิดยังไง สมน้ำหน้าไงคะ แล้วเยาะเย้ยกลับด้วย พี่เคยโดนมาแล้ว พี่รู้ดี"

"แล้วตอนที่ พรรคไทยรักไทย / พรรคพลังประชาชน / พรรคไทยรักษาชาติ ถูกยุบ มีพรรคฝ่ายตรงข้ามออกมาแถลงการณ์อะไรมั้ยครับ? แม้แต่สื่อมวลชน อย่างพวกคุณยังแสดงออกชัดเจนว่าสมน้ำหน้าที่ถูกยุบด้วยซ้ำ"

"ถามว่าก่อนจะโดน...ทุกพรรคเตือนแล้วเคยฟังมั้ยล่ะ นอกจากมั่นหน้ากันแล้ว ยังดูถูกคนอื่นว่าเค้าไม่แน่จริงเท่าตัวเอง ถ้าคิดว่าอยากให้มีแถลงการณ์ก็ออกเองเลยค่ะ จะเห็นอกเห็นใจก็ตามสบาย ว่างๆ ก็ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคใหม่ที่เพิ่งตั้งเลย ทำตัวเองทั้งนั้นเวลาเดือดร้อนจะให้คนอื่นซวยไปด้วย ตลก"

"ไม่รู้กฎหมายเหรอคะ ศาลตัดสินแล้วก็จบ จะไปวิจารณ์อะไร แล้วนี่ก็ไปตั้งพรรคใหม่ชื่นมื่น ยักไหล่แล้วไปต่อ จะไปอะไรเขาคะ"

"คุณกิตติมีแถลงการณ์หรือความเห็นยังไงกรณีที่สื่อมวลชนผู้ประกาศข่าวร่วมอาชีพเดียวกันโดนคดีทุจริตจนต้องติดคุกแล้วก็ยังออกมาทำหน้าที่สื่อเหมือนเดิมในองค์กรสื่อเดียวกันกับคุณกิตติครับ ขอความเห็นในฐานะสื่อที่ทำข่าวเรื่องการทุจริตอย่างสม่ำเสมอครับ???"

"จะให้พรรคที่กล่าวอ้างแถลงการณ์อย่างไร เมื่อผู้นำพรรค / สส. ก็แสดงความเสียใจและไม่เห็นด้วย แต่กลับถูกบรรดาด้อมส้มไปไล่ด่าพวกเขาเสียๆ หายๆ คุณกิตติทราบไหม"

"มันจะคล้าย ๆ กับที่ก้าวไกลเองก็ไม่ได้แสดงความออกใดๆ ในวันสำคัญของชาติเหมือนพรรคอื่นๆ นั้นละครับ"

"อยากถามกลับว่า จะแถลงการณ์เพื่ออะไร ถ้าคุณคิดตามหลักกฎหมายจริงๆ และสิ่งที่เกิดขึ้น คิดแบบไม่เข้าข้างใครเลยนะ แบบเป็นกลางสุดๆ พรรคก้าวไกล สมควรถูกยุบ และยุบถูกต้องแล้ว ถามหาแถลงการณ์? จริยธรรมที่ควรมีในพรรคก้าวไกล หมิ่นเบื้องสูง ลากสถาบันลงมาเล่นสนุก ดูหมิ่น ควรแล้วหรือ #อย่าบิด!!"

10 สิงหาคม พ.ศ. 2435 ถือกำเนิด ‘ผู้ใหญ่บ้าน’ ครั้งแรก ที่บ้านเกาะ อ.บางปะอิน จ.อยุธยา พระยารัตนกุลอดุลยภักดี (จำรัส รัตนกุล) คือบุคคลแรกที่ถูกเลือก

ทุกวันที่ 10 สิงหาคม ถือเป็น ‘วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน’ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงจัดระเบียบการการปกครองท้องที่ ในระดับตำบลหมู่บ้านขึ้นใหม่ โดยให้ราษฎรทำการเลือกผู้ใหญ่บ้านเป็นครั้งแรกที่บ้านเกาะ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2435

โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านคนแรกคือ พระยารัตนกุลอดุลยภักดี (จำรัส รัตนกุล)

“ต่อมาถึง พ.ศ. 2437 ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล กรมขุนมรุพงศ์ศิริพัฒน์ ได้ทรงเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา เมื่อลงมือจัดการปกครองท้องที่ พวกราษฎรชาวบางปะอินเลือกพระยารัตนกุลฯ เปนผู้ใหญ่บ้าน แล้วเลือกเป็นกำนันด้วยอีกชั้น…” (พระยารัตนกุลอดุยภักดี (จำรัส รัตนกุล) ใน “คำนำ โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ” หนังสือลำดับสกุลเก่าบางสกุล ภาคที่ 2, พ.ศ. 2465)

ส่วนประวัติของ พระยารัตนกุลอดุลยภักดี หรือ นายจำรัส รัตนกุล (พ.ศ. 2402-65)) ผู้ใหญ่บ้านและกำนันคนแรกของประเทศไทย เกิดในรัชกาลที่ 4 ตรงกับวันอังคารที่ 22 พ.ศ. 2402 ปีมะแม เป็นบุตรหลวงพิเศษสุวรรณกิจ (ชื่น) รับราชการตำแหน่งสุดท้ายเป็นสมุหเทศาภิบาล จนเมื่อ พ.ศ. 2452 ก็กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากสุขภาพไม่แข็งแรง

และในวันที่ 10 สิงหาคม ของทุกปี จึงถือเป็น ‘วันกำนันผู้ใหญ่บ้าน’

‘ผู้ถือหุ้นกู้ EA’ รุ่น EA248A โหวตหนุน ยืดหนี้ 9 เดือน 16 วัน รับดอกเบี้ยเพิ่มเป็น 5% จ่ายทุก 6 เดือน ชี้!! ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัด

(9 ส.ค. 67) บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ได้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ รุ่น EA248A วงเงิน 1,500 ล้านบาท ซึ่งจะครบกำหนดชำระในวันที่ 15 สิงหาคม 2567 โดยผู้ถือหุ้นกู้ 98.5849% ได้ลงมติอนุมัติขยายวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ไปอีก 9 เดือน 16 วัน มีเพียง 1.4151% ไม่เห็นด้วย

ทั้งนี้ ส่งผลให้ หุ้นกู้ รุ่น EA248A ไม่ถือเป็นเหตุผิดนัด และการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจากเดิม 3.11% เพิ่มอีก 1.89% รวมเป็น 5.00% ต่อปี พร้อมชำระดอกเบี้ยทุก ๆ 6 เดือน (ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 และวันครบกำหนดไถ่ถอน) และมีการเพิ่มหลักประกันแก่หุ้นกู้ โดยบริษัทฯยืนยันว่าจะชำระดอกเบี้ยที่จะครบกำหนด เพียงขอเลื่อนการไถ่ถอนเฉพาะเงินต้นเท่านั้น

นายวสุ กลมเกลี้ยง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน (CFO)  กล่าวว่า สำหรับแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการชำระหนี้หุ้นกู้ และดอกเบี้ยมาจาก 

1.กระแสเงินสดจากรายได้ธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมประมาณ 1,000 ล้านบาท/ เดือน ซึ่งเป็นกระแสเงินสดหลักให้กับบริษัทฯ 

2.เงินทุนที่ได้รับจากการเข้าร่วมทุนกับผู้ร่วมทุนรายใหม่ (Strategic Partner) ที่ให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุนเพื่อพัฒนาในโครงการต่าง ๆ ของบริษัทฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจา 

3.การจำหน่ายสินทรัพย์ของบริษัทฯให้กับนักลงทุนที่ให้ความสนใจ รวมถึงการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)

“EA ขอยืนยันและรับรองว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงดำเนินการเป็นไปตามปกติ และขอให้ผู้ถือหุ้นกู้ทุกรุ่นเชื่อมั่นว่าภาพรวมของการประกอบธุรกิจ ยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ” นายวสุกล่าว

ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มที่ดีสำหรับการแก้ปัญหาสภาพคล่องระยะสั้นของ EA หลังจากเจ้าหนี้สถาบันการเงิน 9 แห่ง พร้อมสนับสนุนสินเชื่อใหม่ และ ผู้ถือหุ้นกู้ EA รุ่น EA248A อนุมัติขยายเวลาชำระหนี้ และมั่นใจว่าการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ EA รุ่น EA249A ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ จะได้รับการสนับสนุนพิจารณาอนุมัติขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปเช่นเดียวกัน

‘ชาวจีน’ ในกุ้ยหยาง ปลื้ม!! ‘อาหารไทย’ ยก ‘ต้มยำกุ้ง’ เมนูเด็ดสุด โต๊ะทั้งหมดถูกจองจนเต็มไม่ถึง 1 ชม. แม้เพิ่งเปิดร้านมา 2 เดือน

(9 ส.ค.67) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ห้วงยามเย็นก่อนพลบค่ำ เหล่าลูกค้าทยอยต่อคิวที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ย่านแลนด์มาร์กใหม่ในเมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจวทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยโต๊ะทั้งหมดถูกจับจองจนเต็มภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง และเกิดแถวรอคิวเป็นทางยาวอยู่หน้าจุดต้อนรับลูกค้า

ด้าน จ้าวหลินปิง เจ้าของร้านอาหารไทยแห่งนี้ ซึ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการเพียง 2 เดือนกว่า รู้สึกถึงการยอมรับและความนิยมชมชอบอาหารไทยของชาวเมืองกุ้ยหยาง ก่อให้เกิด ‘บทสนทนาเรื่องอาหาร’ ระหว่างจีนกับไทย โดยหนึ่งในเมนูยอดนิยมหนีไม่พ้น ‘ต้มยำกุ้ง’ ที่ถูกปากชาวเมืองกุ้ยหยางอย่างมาก

"รสเปรี้ยวของต้มยำกุ้งมาจากมะนาวเป็นหลัก ส่วนรสเปรี้ยวของซุปในกุ้ยโจวมาจากวัตถุดิบอย่างมะเขือเทศ" จ้าวกล่าว โดยไทยที่เป็นประเทศริมทะเลและกุ้ยโจวที่เป็นมณฑลภูเขาสูงต่างมีหลักการปรุงอาหารคล้ายกัน เช่น ปรับรสชาติเข้ากับท้องถิ่น ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ รักษารสชาติต้นตำรับ รวมถึงเก่งกาจเรื่องนึ่งและย่าง

นอกจากเมนูหลักที่เป็นอาหารไทยดั้งเดิม จ้าวและทีมงานยังทดลองใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและวัฒนธรรมอาหารอันมีเอกลักษณ์ในกุ้ยโจวด้วย เช่น ไก่ย่างขอนแก่นที่เป็นเมนูยอดนิยมตามคำบอกของลูกค้า พวกเขาเสิร์ฟทั้งน้ำจิ้มแบบไทยและผงพริกสไตล์กุ้ยโจวที่มีคุณภาพสูงและเข้ากับไก่ย่างขอนแก่นได้ดี

ปัจจุบันร้านอาหารไทยแห่งนี้ยังคงรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ที่ถูกปากชาวเมืองกุ้ยหยางเพิ่มเติม เพื่อเป็นที่ยอมรับของคนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นพร้อมกับรักษาความเป็นไทย โดยจ้าวและทีมงานเข้าใจเกี่ยวกับอาหารและวัฒนธรรมของอาเซียนอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะไทย และทดลองประสานอาหารไทยและจีนเพื่อสร้างรสชาติใหม่ตลอดสิบปีที่ผ่านมา

ณ เมืองคุนหมิง มณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ทีมงานของจ้าวสร้างสรรค์อาหารไทยที่สอดคล้องกับดอกไม้ตามฤดูกาล เพื่อตอบสนองความนิยมรับประทานดอกไม้ในท้องถิ่น โดยพวกเขายังคงความเปรี้ยวและความกลมกล่อมของอาหารไทย พร้อมผสมผสานกลิ่นหอมและความหวานของดอกไม้ที่ชาวเมืองคุนหมิงชื่นชอบ

ทุกวันนี้ทีมไท่ส่วงจินได้เปิดร้านอาหารไทย 5 แห่งแล้ว ซึ่งสาขาเมืองกุ้ยหยางเป็นสาขาแรกนอกเมืองคุนหมิง ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้านิว ปรินติง 1950 ดิสคัฟเวอรี โปรเจค (New Printing 1950 DISCOVERY Project) ที่ดัดแปลงมาจากโรงพิมพ์เก่าโดยรัฐบาลกุ้ยหยางเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ช่วงลูกค้าแน่นร้านจะได้เห็นทั้งคนหนุ่มสาวและคนวัยกลางคนนั่งรับประทานอาหารกันอย่างคึกคักเป็นจำนวนมาก โดยกุ้ยเสี่ยวหมิ่น ซึ่งมารับประทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน เผยว่าลูกของเขาแนะนำร้านอาหารไทยแห่งนี้เลยมาลองรับประทานดูและพบว่ารสชาติอร่อยตามต้นตำรับจริง ๆ

ด้าน พานจวิ้น ผู้จัดการร้านชาวไทยที่ทำงานร่วมกับทีมงานของจ้าวมานาน 11 ปี รู้สึกยินดีกับกระแสตอบรับ พร้อมเผยว่าวิธีปรุงอาหารของไทยกับจีนคล้ายกันมาก ขณะวัตถุดิบท้องถิ่นจากคุนหมิงและกุ้ยหยางมีความเฉพาะตัว การผสมผสานวัฒนธรรมและจุดเด่นของสองประเทศจึงมีนัยยะที่ดีไม่น้อย

ทั้งนี้ อาหารเปรียบดังสะพานที่ช่วยให้การแลกเปลี่ยนระหว่างไทยกับจีนใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น โดยทีมไท่ส่วงจินประเมินว่ามีร้านอาหารอาเซียนในคุนหมิงหลายพันแห่ง ส่วนในกุ้ยหยางมีร้านอาหารอาเซียนมากกว่า 20 แห่ง รวมถึงร้านอาหารไทย ขณะแผนริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและการค้าระหว่างสองประเทศ

จ้าวมองว่าการเดินทางระหว่างจีนกับไทยสะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วยอานิสงส์จากนโยบายยกเว้นวีซ่าและอำนวยความสะดวกทางการค้าต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เขาเดินทางสำรวจกระแสในตลาดอาหารไทยได้บ่อยครั้ง และนำเข้าวัตถุดิบอาหารไทยที่สดใหม่ในราคาที่ดียิ่งขึ้นด้วย

"วัตถุดิบเกือบร้อยละ 80 ของร้านสาขาในกุ้ยหยางนำเข้าจากไทย โดยเฉพาะอาหารทะเลบางส่วนถูกขนส่งทางอากาศถึงคุนหมิงหรือกุ้ยหยางภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากสั่งซื้อตอนเช้า" จ้าวกล่าว พร้อมแสดงความหวังว่าจะมีการดำเนินนโยบายเพิ่มเติมเพื่อเกื้อหนุนการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับไทย และสร้างพื้นที่ความร่วมมือเพื่อการค้าและการท่องเที่ยวท้องถิ่น

'รัดเกล้า' เตือน!! ข่าวโปรโมชัน ปตท.เติมน้ำมัน 245 บาท เป็นเฟกนิวส์ แนะ!! ควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้แน่ชัด ก่อนเชื่อหรือส่งต่อ

(9 ส.ค. 67) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่พบว่ามีการนำเสนอโปรโมชันเติมน้ำมัน 245 ฟรี 245 บาท ผ่านข้อความ SMS และให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์เพื่อรับสิทธิ์ โดยมีการใช้ชื่อ ปตท. นั้น บริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า ปตท. ไม่ได้จัดทำประชาสัมพันธ์หรือโปรโมชัน และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวนี้แต่อย่างใด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอให้ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ โดยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และบริการจากบริษัท ปตท. น้ำมัน และการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กระทรวงพลังงาน สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.pttor.com หรือ โทร. 02-196-5959

ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มีความห่วงใยประชาชนถึงข่าวปลอม (fake news) ที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย ซึ่งหากขาดความรู้ และมีการส่งต่ออาจทำให้ได้รับข้อมูลที่ผิด และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อ โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสาร และชี้แจงเบาะแสข่าวปลอมได้ที่เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ หรือโทรสายด่วนศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม GCC 1111 ต่อ 87 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top