Tuesday, 11 August 2026
Hard News Team

ส่อง 7 ข้าราชการตำรวจ ฮีโร่นักกีฬาโอลิมปิก 'PARIS 2024'

สำนักงานกำลังพลร่วมแสดงความยินดีและภาคภูมิใจในข้าราชการตำรวจทั้ง 7 นาย ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย ด้วยการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปีนี้ ข้าราชการตำรวจทั้ง 7 นาย ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสามารถที่โดดเด่น ทั้งในหน้าที่การงานและวงการกีฬา ซึ่งนับเป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่พวกเขาได้เป็นตัวแทนของประเทศในการแข่งขันกีฬาระดับโลก มีใครกันบ้าง ไปทำความรู้จักกันเลย
1. ส.ต.ท.กุลวุฒิ วิทิตศานต์ (วิว) ผบ.หมู่ ฝอ.บก.ป. 
ได้รับรางวัลเหรียญเงินในประเภทแบดมินตันชายเดี่ยว ซึ่งเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจและ เป็นประวัติศาสตร์ของแบดมินตันไทยในรอบ 32 ปี นับตั้งแต่ถูกบรรจุเข้าไปในกีฬาโอลิมปิก
2 .ส.ต.ต.หญิง รัชนก อินทนนท์ (เมย์)  ผบ.หมู่ ฝ่ายฝึกอบรม ศฝร.บช.ก.
โอลิมปิกปีนี้ น้องเมย์ได้เข้ารอบ 8 คนสุดท้ายในประเภทแบดมินตันหญิงเดี่ยว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความพยายามที่ไม่มีที่สิ้นสุด 
3. ส.ต.ท.หญิง ใบสน มณีก้อน (ครีม)  ผบ.หมู่ ฝอ.ภ.จว.กาฬสินธุ์ 
ได้เข้ารอบ 16 คนสุดท้ายในประเภทมวยสากลหญิง รุ่น 75 กิโลกรัม เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวงการกำปั้นไทย และทำให้เห็นถึงความเป็นนักสู้ในตัวเธอ 

4. ส.ต.ท.ธิติสรรณ์ ปั้นโหมด (เหลิม) ผบ.หมู่ ฝอ.ภ.จว.พิษณุโลก 
ได้เข้ารอบ 16 คนสุดท้ายในประเภทมวยสากลชาย เช่นกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามและการเตรียมพร้อมที่ดีเยี่ยม
5. ส.ต.ท.วีระพล จงจอหอ (เกมส์) ผบ.หมู่ ฝอ.ภ.จว.นครราชสีมา 
ได้เข้ารอบ 32 คนสุดท้ายในประเภทมวยสากลชาย รุ่น 80 กิโลกรัม มีความมุ่งมั่นและทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง จนสามารถคว้าตั๋วไปโอลิมปิกได้สำเร็จ
6. ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง สุเบญรัตน์ อินแสง (เบญ) รอง สว.ฝ่ายการฌาปนกิจสงเคราะห์ สก.
ได้อันดับที่ 32 ในกีฬากรีฑาประเภทขว้างจักรหญิง ขว้างได้ดีที่สุดที่ 58.07 เมตร ทำให้เห็นความสามารถทางกายภาพและการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อโอลิมปิกในครั้งนี้
7. ว่าที่ ร.ต.อ.หญิง สุธาสินี เสวตบุตร (หญิง)  รอง สว.ฝอ.1 บก.อก.บช.ก. 
ลูกเด้งสาวไทย ได้ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในประเภทเทเบิลเทนนิส ถือว่าเป็นนักเทเบิลเทนนิสผู้เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของความมุ่งมั่นในการไล่ตามความฝัน
            
ข้าราชการตำรวจเหล่านี้ได้สร้างความภาคภูมิใจและเกียรติยศให้กับประเทศไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  โดยสำนักงานกำลังพลพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับนักกีฬาตำรวจทุกนายที่เป็นตัวแทนทีมชาติไทยเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย และสร้างความสุขให้กับคนไทยทุกคน และยังคงสนับสนุน ส่งเสริมศักยภาพของข้าราชการตำรวจในการพัฒนาตนเองในด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีและนำชื่อเสียงกลับมาสู่ประเทศชาติในอนาคต

“สำนักงานกำลังพล SUPPORTING OUR HEROES”

9 สิงหาคม พ.ศ. 2551 สิ้น ‘ยอดรัก สลักใจ’ พระเอกลูกทุ่งไทยตลอดกาล เจ้าของเพลง '30 ยังแจ๋ว' เพลงฮิตที่คนไทยรู้จักกันดี

‘ยอดรัก สลักใจ’ มีชื่อเล่นคือ แอ๊ว เกิดวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2499 ที่ตำบลงิ้วราย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร เป็นบุตร นายบุญธรรม และ นางบ่าย ไพรวัลย์ มีพี่น้อง 8 คน ชาย 7 คน หญิง 1 คน โดยยอดรักเป็นคนสุดท้อง

ยอดรักจบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหาดแตงโม อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร เนื่องจากทางบ้านไม่มีเงินส่งเสียค่าเล่าเรียน บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ยอดรักอายุได้ 7 ขวบ มารดามีฐานะยากจนและมีพี่น้องหลายคน จึงได้ออกเร่ร่อนร้องเพลงที่บาร์รำวง ได้เงินคืนละ 5-10 บาท ได้เงินมาก็หาซื้อหนังสือมาอ่านเอง และเรียนด้วยตนเอง จนกระทั่งได้เรียนที่โรงเรียนถาวรวิทยา อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ โดยเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ และสอบเทียบจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ยอดรักได้มีโอกาสเข้าเรียนที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2534 และศึกษาต่อจนกระทั่งปี พ.ศ. 2537 ได้รับปริญญาครุศาสตรบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ศศ.บ.) สาขาศิลปศาสตร์ สายดนตรีและศิลปะ การแสดง วิทยาลัยครูธนบุรี

เมื่อยอดรักยังเด็ก เขาไปสมัครร้องเพลงกับคณะรำวง ‘เกตุน้อยวัฒนา’ ซึ่งได้เงินมาครั้งละ 5 - 10 บาท และต่อมามีโอกาสไปร้องเพลงในห้องอาหารที่ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้ใช้เพลงของไพรวัลย์ ลูกเพชร, ชาย เมืองสิงห์, สุรพล สมบัติเจริญ, ไวพจน์ เพชรสุพรรณ เป็นต้น จนกระทั่งวันหนึ่ง ‘เด็ดดวง ดอกรัก’ นักจัดรายการของสถานีวิทยุ ท.อ.04 ตาคลี ได้มาฟังเพลงที่ห้องอาหาร และประทับใจยอดรักที่ร้องเพลง 'ใต้เงาโศก' ของ 'ไพรวัลย์ ลูกเพชร' จึงได้มาชักชวนเข้าสู่วงการ โดยนำมาฝากกับ ‘อาจารย์ ชลธี ธารทอง’ ยอดรักก็ได้อยู่เลี้ยงลูกให้อาจารย์ชลธีเกือบหนึ่งปี และตั้งชื่อให้ว่า ‘ยอดรัก ลูกพิจิตร’ และได้บันทึกแผ่นเสียง 3 เพลงคือ สงกรานต์บ้านนา, น้ำสังข์หลั่งน้ำตาริน, เต่าหมายจันทร์

ต่อมาปี พ.ศ. 2550 ยอดรักถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งตับระยะแรก และได้ถึงแก่กรรมในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2551 เวลา 01.05 น. ณ โรงพยาบาลพระรามเก้า แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานครด้วยวัย 52 ปี พิธีศพของยอดรักได้จัดขึ้นไว้ ณ วัดไร่ขิง ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปในการพระราชทานเพลิงศพ ณ วัดหาดแตงโม ตำบลงิ้วราย อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

อย่างไรก็ตาม แม้ยอดรัก จะจากไป แต่เขาก็ยังเป็นนักร้องเพลงลูกทุ่ง, ลูกกรุง, ป๊อป, บัลลาดที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในเมืองไทย หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม ‘พระเอกลูกทุ่งไทยตลอดกาล’ มีผลงานที่สร้างชื่อหลากหลายเพลง หรือที่รู้จักกันดี ได้แก่เพลง ‘30 ยังแจ๋ว’

‘คาเธ่ย์ กรุ๊ป’ สั่งซื้อเครื่องบิน A330neo จำนวน 30 จากแอร์บัส เพิ่มความสะดวก-ทันสมัยในการเดินทาง พร้อมมุ่งสู่ Net Zero

(8 ส.ค. 67) คาเธ่ย์ กรุ๊ป (Cathay Group) กลุ่มสายการบินประจำชาติของฮ่องกงได้สั่งซื้อเครื่องบินลำตัวกว้างรุ่น เอ330-900 (A330-900) จำนวน 30 ลำจากแอร์บัส การสั่งซื้อดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากที่สายการบินได้ทำการประเมินภายใต้โครงการปรับปรุงฝูงบินลำตัวกว้างขนาดกลางอย่างถี่ถ้วน

เครื่องบินที่สั่งซื้อใหม่นี้จะช่วยให้ Cathay สามารถปรับปรุงฝูงบินรุ่นก่อนหน้าซึ่งคือรุ่น เอ330-300 (A330-300) ให้มีความทันสมัย และเพิ่มจำนวนเที่ยวบินของเส้นทางในภูมิภาคที่มีผู้โดยสารหนาแน่น นอกจากนี้ยังสามารถทำการบินไปยังจุดหมายปลายทางที่ไกลขึ้นได้ โดยเครื่องบินลำใหม่ที่ Cathay สั่งซื้อเหล่านี้จะติดตั้งเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ เทรนท์ 7000 (Rolls-Royce Trent 7000) รุ่นล่าสุด เช่นเดียวกับเครื่องบิน เอ330นีโอ (A330neo) ทุกรุ่น

นายโรนัลด์ แลม (Ronald Lam) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Cathay Group กล่าวว่า "ในขณะที่ Cathay กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของกระบวนการฟื้นฟูสายการบิน เรามุ่งมั่นที่จะร่วมพลิกโฉมสายการบินเพื่อเพิ่มความทันสมัยและสร้างการเติบโต ทั้งในด้านขอบเขตของการดำเนินงานและคุณภาพของบริการ เรายินดีที่จะประกาศการสั่งซื้อเครื่องบิน A330neo ที่มีความทันสมัยรุ่นล่าสุดนี้ การลงทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความมั่นใจที่ยิ่งใหญ่ของเราต่อสถานะการเป็นศูนย์กลางการบินชั้นนำระดับนานาชาติของฮ่องกงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของฮ่องกงอีกด้วย"

"A330 เป็นเครื่องบินประเภทหนึ่งที่สายการบินคาเธ่ย์แปซิฟิค (Cathay Pacifc) ใช้ทำการบินมาเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว และเครื่องบินใหม่ทั้งหมดนี้จะถูกนำไปปฏิบัติการบินในจุดหมายปลายทางในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก แต่สามารถใช้สำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศระยะไกลได้เช่นกันหากมีความจำเป็น 

เครื่องบิน A330neo รุ่นใหม่นี้ประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นและมอบความสะดวกสบายให้กับผู้โดยสารมากขึ้นประสิทธิภาพและประโยชน์เหล่านี้จะช่วยให้ Cathay Pacific ปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นและสนับสนุนเป้าหมายของเราในการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593"

นายคริสเตียน เชอเรอร์ (Christian Scherer) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเครื่องบินพาณิชย์ของแอร์บัส กล่าวว่า "คำสั่งซื้อเครื่องบิน A330neo ล่าสุดของ Cathay ถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นอย่างมากต่อเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Cathay เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเครื่องบิน A330 ที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก โดย A330neo ถือเป็นรุ่นที่ทดแทนฝูงบิน A330 ที่มีอยู่เดิมได้อย่างราบรื่น โดยมอบคุณสมบัติทางเทคนิคและการปฏิบัติการที่คล้ายคลึงกัน อีกทั้งยังลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ เครื่องบิน A330neo ใหม่ยังมีห้องโดยสารแบบแอร์สเปช (Airspace) ซึ่งได้รับรางวัลด้านการออกแบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกจำนวนมาก ซึ่งรับประกันว่าผู้โดยสารจะได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น"

"A330neo จะเป็นเครื่องบินหลักที่ Cathay ใช้สำหรับเที่ยวบินภายในภูมิภาคที่ต้องการเครื่องบินขนาดใหญ่ แต่ก็มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับเส้นทางระหว่างประเทศที่มีระยะทางไกลได้ โดยการใช้งานเครื่องบิน A330neo ควบคู่กับเครื่องบินตระกูลเอ320 (A320) และฝูงบินเอ350 (A350) จะทำให้ Cathay ได้รับประโยชน์อย่างสูงสุดจากการใช้เครื่องบินรุ่นล่าสุดของแอร์บัส"

เครื่องบินรุ่น A330-900 สามารถบินได้ไกลถึง 7,200 ไมล์ทะเลหรือ 13,330 กิโลเมตรโดยไม่ต้องหยุดพักเติมน้ำมัน รวมถึงติดตั้งห้องโดยสารของ Airspace ซึ่งได้รับรางวัลด้านการออกแบบและมอบประสบการณ์การบินคุณภาพสูงให้กับผู้โดยสาร เช่นเดียวกับเครื่องบินแอร์บัสลำอื่น ๆ A3330กeo สามารถใช้เชื้อเพลิงผสมที่ประกอบด้วยเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ได้มากถึง 50 % และเรามีเป้าหมายที่จะใช้ซื้อเพลิง SAF ได้ครบ 100% ภายในปี 2573

ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม แอร์บัสได้รับการยืนยันคำสั่งซื้อเครื่องบิน A330 รวมจำนวน 1,805 ลำจากลูกค้ากว่า 130 รายทั่วโลก จากคำสั่งซื้อเหล่านี้ ปัจจุบันมีเครื่องบิน A330 จำนวน 1,469 ลำ ลำที่ได้ให้บริการบินในเส้นทางบินต่าง ๆ ทั้งระยะไกล ระยะกลาง และระยะสั้นทั่วโลก

‘Salesforce-Workday’ เปิดตัว ‘AI Employee Service Agent’ เครื่องมือช่วยวิเคราะห์-เสริมประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน

เมื่อไม่นานมานี้ Salesforce (เซลส์ฟอร์ซ) ผู้นำด้าน AI CRM อันดับ 1 และ Workday (เวิร์กเดย์) ผู้ให้บริการเทคโนโลยีบริหารทรัพยากรบุคคลและการเงินสำหรับองค์กร เปิดตัว AI Employee Service Agent ใหม่ ซึ่งเป็น AI ที่ทำหน้าที่เสมือนตัวแทนในการให้บริการแก่พนักงานภายในองค์กร ทำให้งานประจำเป็นอัตโนมัติ ให้บริการเฉพาะบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานของพนักงาน

การรวมเทคโนโลยี Agentforce Platform และ Einstein AI ของ Salesforce เข้ากับแพลตฟอร์ม Workday และ Workday AI จะช่วยให้องค์กรสามารถสร้างและบริหารจัดการบริการผู้ช่วยส่วนตัวนี้ได้หลากหลายรูปแบบ บริการนี้จะทำงานร่วมกับพนักงานและเสริมประสิทธิภาพซึ่งกันและกัน เพื่อสนับสนุนความสำเร็จของพนักงานและลูกค้าในทุกธุรกิจ โดยใช้ข้อมูลจากระบบ CRM ของ Salesforce และข้อมูลการเงินและทรัพยากรบุคคลของ Workday มาสร้างฐานข้อมูลร่วมที่น่าเชื่อถือ เพื่อสื่อสารกับพนักงานด้วยภาษาธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจง่าย ทำให้กระบวนการต่าง ๆ เช่น การปฐมนิเทศ การเปลี่ยนแปลงสวัสดิการด้านสุขภาพ การพัฒนาอาชีพ และอื่น ๆ ราบรื่นและง่ายดายยิ่งขึ้น 

ในกรณีที่มีปัญหาซับซ้อน ระบบจะส่งต่อปัญหานั้นไปยังพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยจะมีการส่งต่อข้อมูลประวัติและบริบทของปัญหาไปด้วย เพื่อให้พนักงานสามารถดำเนินการแก้ไขได้อย่างต่อเนื่อง การทำงานร่วมกันระหว่างระบบ AI และพนักงานในลักษณะนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการให้บริการ เนื่องจากมีการบูรณาการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเหมาะสม

มาร์ค เบนิออฟฟ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Salesforce กล่าวว่า “เรารู้ดีว่า AI นั้นเปิดโอกาสอันยิ่งใหญ่สำหรับองค์กรธุรกิจ เพราะจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้แก่พนักงาน และนำประสบการณ์ที่น่าประทับใจมามอบให้แก่ลูกค้า นั่นเป็นเหตุผลที่เราตื่นเต้นกับแพลตฟอร์ม Agentforce ใหม่ล่าสุด ซึ่งจะทำให้มนุษย์และ AI สามารถร่วมมือกันขับเคลื่อนความสำเร็จให้แก่ลูกค้าของเราได้ และที่สำคัญเราได้ร่วมมือกับ Workday ในการพัฒนาบริการนี้ร่วมกัน ด้วยพลังของ Generative AI และ Autonomous AI หรือ AI ที่สามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถได้รับคำตอบ เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ  แก้ไขปัญหา และดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”

คาร์ล เอสเชนบาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Workday กล่าวว่า “องค์ประกอบสำคัญของธุรกิจใด ๆ ก็ตาม คือ พนักงาน ลูกค้า และการเงิน ทั้งสามสิ่งนี้เป็นรากฐานที่ทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ การนำ Generative AI ที่ทรงพลังมาผนวกกับแพลตฟอร์มและข้อมูลของ Salesforce และ Workday จะเสริมพลังให้ลูกค้าสามารถสร้างประสบการณ์พนักงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้ามีความพึงพอใจ และก่อให้เกิดมูลค่าธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” 

ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญนี้จะรวมแพลตฟอร์มคลาวด์ชั้นนำสองแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมสูงสุดในวงการธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมการทำงานและประสบการณ์ใหม่ให้แก่พนักงาน โดยใช้ประสิทธิภาพของเทคโนโลยี Generative AI การร่วมมือครั้งนี้จะนำมาซึ่งประโยชน์ ดังนี้

•AI Employee Service Agent ที่ทำงานบนแพลตฟอร์ม Einstein 1 และ Workday AI: Salesforce และ Workday จะบูรณาการแพลตฟอร์ม Einstein ที่ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยส่วนตัวกับ Workday AI เพื่อนำพลังของโซลูชัน Generative AI ทั้งสองมารวมกัน เพื่อสร้างประสบการณ์พนักงานแบบไร้รอยต่อที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านแพลตฟอร์มของทั้งสองบริษัท AI Employee Service Agent นี้ใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ในการสื่อสารด้วยภาษาธรรมชาติกับพนักงาน และประมวลผลจากฐานข้อมูลที่แบ่งปันร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คำตอบที่เกี่ยวข้องและมีลักษณะการสนทนาตามคำถามของพนักงาน บริการผู้ช่วยส่วนตัวนี้จะแนะนำและดำเนินการแทนพนักงานผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นประสบการณ์ของพนักงานเป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 

•ฐานข้อมูลที่สามารถเข้าถึงและใช้งานร่วมกันได้จะถูกสร้างขึ้นบน Salesforce Data Cloud และ Workday: Salesforce และ Workday จะมีฐานข้อมูลร่วมกัน โดย Workday จะใช้ประโยชน์จาก Salesforce Zero Copy Partner Network ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและดำเนินการกับข้อมูลด้านการเงิน ทรัพยากรบุคคล และ CRM ผ่านแพลตฟอร์มของทั้งสองบริษัทได้อย่างสะดวก โดยไม่จำเป็นต้องทำสำเนาข้อมูลหรือสร้างการเชื่อมต่อด้วยตนเอง การแบ่งปันข้อมูลนี้จะดำเนินการอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงเฉพาะข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 

•การผสานรวมอย่างราบรื่นระหว่างแพลตฟอร์ม Workday และ Slack: Workday จะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับ Slack โดยมีอินเทอร์เฟซการสนทนาที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและทำงานร่วมกันกับข้อมูลด้านการเงินและทรัพยากรบุคคลของ Workday ได้อย่างสะดวกมากขึ้น เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับงาน เงินเดือน ใบสมัครงาน รายละเอียดพนักงาน และสมุดบันทึกประจำวัน โดยสามารถดำเนินการได้โดยตรงผ่าน Slack ซึ่ง Slack จะบันทึกการสนทนาเกี่ยวกับข้อมูลเหล่านี้ไว้ ทำให้ผู้ใช้สามารถค้นหา สรุป และดำเนินการกับข้อมูลใน Workday ได้ตลอดเวลา 

>>ประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับ

การสนับสนุนอย่างรวดเร็วทันทีจาก AI Employee Service Agent ด้วยการสนทนาภาษาธรรมชาติ ไม่ว่าพนักงานจะทำงานบน Salesforce, Slack หรือ Workday บริการผู้ช่วยส่วนตัวนี้จะให้ความช่วยเหลือตามบริบทโดยเข้าใจคำขอของพนักงาน ค้นหาความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลรวมของ Workday และ Salesforce จากนั้นจะดำเนินการแก้ไขปัญหาข้ามแพลตฟอร์มโดยอัตโนมัติ 

•การเริ่มงานอย่างราบรื่น: AI Employee Service Agent จะช่วยประสานงานเอกสารต่าง ๆ จัดสรรทรัพยากร และจัดการฝึกอบรม เพื่อให้พนักงานใหม่สามารถเริ่มปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

•บริการด้านทรัพยากรบุคคลที่พนักงานสามารถดำเนินการได้เอง: ตอบคำถามเกี่ยวกับวันลา สวัสดิการ และนโยบายต่าง ๆ รวมถึงเปิดให้พนักงานสามารถดำเนินการด้วยตนเอง เช่น การปรับแผนประกันสุขภาพ

•การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง: จัดทำแผนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล ตามบทบาท ทักษะ และความสนใจของพนักงานแต่ละคน ซึ่งสามารถติดตามผ่านระบบ Workday

ซาล คอมพาเนียห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลและสารสนเทศของ Cushman & Wakefield กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทบริการอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ชั้นนำระดับโลก เราให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนและกระตุ้นให้พนักงานของเรามีความผูกพันกับองค์กร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการให้บริการลูกค้า การที่เราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานข้ามสองแพลตฟอร์มที่เราใช้งานมากที่สุด คือ Workday และ Salesforce และนำเสนอประสบการณ์พนักงานที่ได้รับการปรับแต่งด้วย AI จะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานอย่างสิ้นเชิงสำหรับเรา”

>>ประโยชน์ต่อนายจ้าง

การผสานรวมข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคล การเงิน และการดำเนินงานเข้ากับโมเดล AI ขั้นสูงของ Salesforce และ Workday จะช่วยยกระดับศักยภาพของบุคลากรให้สูงกว่าขีดความสามารถของพนักงานแต่ละคน นอกจากนี้ยังเสริมสร้างความรู้ความสามารถ เพิ่มประสิทธิภาพ และความยืดหยุ่นในการทำงานของทีมงานทั้งองค์กร ดังนี้

•การวางแผนกำลังคนอย่างแม่นยำ: ใช้ข้อมูลจาก Workday เกี่ยวกับจำนวนพนักงานและทักษะของพวกเขา ประกอบกับข้อมูลความต้องการของลูกค้าจาก Salesforce เพื่อวางแผนกำลังคนให้ตรงกับความต้องการได้อย่างแม่นยำ

•การวางแผนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง: นำข้อมูลที่ผสานรวมกันระหว่างข้อมูลพนักงานและข้อมูลลูกค้ามาใช้ในการคาดการณ์ล่วงหน้า การจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ และการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

•การสนับสนุนการขายอย่างชาญฉลาด: ให้คำแนะนำแก่ทีมงานขายในการดำเนินการซื้อขายที่ซับซ้อน โดยวิเคราะห์ข้อมูลกิจกรรมการขายในอดีต และแนะนำการฝึกอบรมเฉพาะด้านที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา

อาร์ ‘เรย์’ หวัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Constellation Research, Inc. กล่าวว่า “การบูรณาการกระบวนการทางธุรกิจและข้อมูลเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารระดับสูงให้ความสนใจในยุคของเทคโนโลยี AI ปัจจุบัน บริษัทต่าง ๆ ประสบความยากลำบากในการหาผู้ให้บริการหรือพันธมิตรที่สามารถให้ความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า พนักงาน และข้อมูลทางการเงินได้อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม พื้นฐานข้อมูลที่ใช้ร่วมกันระหว่าง Workday และ Salesforce จะช่วยให้พันธมิตรเหล่านี้สามารถนำเสนอความสามารถของ AI ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงประสบการณ์การทำงานของพนักงานให้มีความเป็นส่วนตัว มีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพมากขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นด้วย”

‘GULF’ กำไร Q2/67 สร้างเม็ดเงิน 4,779 ล้านบาท เติบโต!! 34% พร้อมเดินหน้าต่อยอดลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล

(8 ส.ค.67) บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF หรือ บริษัทฯ) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2567 โดยมีรายได้รวม (total revenue) เท่ากับ 32,617 ล้านบาท ลดลง 3% จากไตรมาส 2/2566 จากราคาขายไฟฟ้าเฉลี่ยที่ลดลงจากราคาค่าก๊าซธรรมชาติและค่า Ft ที่ลดลง อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินงาน (core profit) เท่ากับ 4,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จาก 3,556 ล้านบาท ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มบริษัทฯ มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยโครงการกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่ 3 ในเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2567 GULF รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการ GPD หน่วยที่ 1-3 (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,987.5 เมกะวัตต์) ซึ่งทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2566 และโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,540 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่ 1 (กำลังการผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ GULF รับรู้กำไรจากการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการ HKP หน่วยที่ 1 ในไตรมาสนี้ นอกจากนี้ GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP ในไตรมาส 2/2567 จำนวน 643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการมีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้น โดยมี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 67% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 80% ในไตรมาสนี้ อีกทั้งในช่วงไตรมาส 2/2566 โรงไฟฟ้า SPP จำนวน 3 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP มีการหยุดซ่อมบำรุง (B-inspection)

ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในไตรมาส 2/2567 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul จำนวน 182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จาก 148 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 5.2 เมตร/วินาที ในไตรมาส 2/2566 เป็น 5.5 เมตร/วินาที ในไตรมาสนี้ อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG มีกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก 37 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 เป็น 51 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ หรือเพิ่มขึ้น 40% จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนราคาไม้เฉลี่ยที่ลดลงจาก 833 บาท/ตัน ในไตรมาส 2/2566 เป็น 680 บาท/ตัน ในไตรมาสนี้ แม้ว่าราคาค่า Ft ขายส่งเฉลี่ยจะลดลงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 2/2567 โครงการโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ศรีราชา (GSRC) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่ลดลง โดยมี load factor เฉลี่ยจาก 92% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 84% ในไตรมาสนี้ เนื่องจากในเดือนมิถุนายนโรงไฟฟ้ามีการหยุดซ่อมบำรุง (CI-inspection) ตามแผนงาน นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 12 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีกำไรที่ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ทั้ง กฟผ. และลูกค้าอุตสาหกรรมที่ลดลง เนื่องจากโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 2 โครงการภายใต้กลุ่ม GMP มีการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ (C-inspection) ตามแผนงานในไตรมาส 2/2567

ในส่วนของธุรกิจก๊าซนั้น ในไตรมาส 2/2567 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการ PTT NGD จำนวน 382 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 256% จาก 107 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 โดยมีสาเหตุหลักมาจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 412.5 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาส 2/2566 เป็น 341.5 บาท/ล้านบีทียู ในไตรมาสนี้ ในขณะที่ราคาน้ำมันเตาสูงขึ้นจาก 70.0 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาส 2/2566 เป็น 81.6 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในไตรมาสนี้ ซึ่งราคาขายส่วนใหญ่ของโครงการ PTT NGD จะอิงกับราคาน้ำมันเตา ในขณะที่ต้นทุนจะขึ้นอยู่กับราคาก๊าซธรรมชาติ

นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2567 นี้ GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากการลงทุนใน INTUCH จำนวน 1,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 269 ล้านบาท หรือ 20% จาก 1,352 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 โดยสาเหตุหลักมาจากผลประกอบการของ AIS ที่ดีขึ้น จาก ARPU ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนที่ลดลงจากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ 

ทั้งนี้ GULF มีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ในไตรมาส 2/2567 จำนวน 10,244 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับ 8,620 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 ในขณะที่กำไรสุทธิ (net profit) ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ในไตรมาส 2/2567 เท่ากับ 4,741 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% จาก 2,885 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 โดยในไตรมาส 2/2567 บริษัทฯ รับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงจาก 36.63 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส 1/2567 เป็น 37.01 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นไตรมาส 2/2567 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวเป็นเพียงการบันทึกรายการทางบัญชี และไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการของ GULF แต่อย่างใด

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 GULF มีสินทรัพย์รวม 481,852 ล้านบาท หนี้สินรวม 337,974 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 143,877 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (net interest-bearing debt to equity) อยู่ที่ 1.85 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 1.70 เท่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 โดยการเพิ่มขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากจำนวนหนี้สินระยะยาวที่เพิ่มขึ้นจากการออกหุ้นกู้ในเดือนเมษายน 2567 ประกอบกับการเบิกเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพื่อนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ด้าน นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ยังคงประมาณการการเติบโตของรายได้รวมในปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 25-30% โดยโครงการต่าง ๆ ของบริษัทฯ ยังคงดำเนินไปตามแผน สำหรับในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 โครงการโรงไฟฟ้า GPD หน่วยที่ 4 (662.5 เมกะวัตต์) มีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตามแผนในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ในขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (solar farms) และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (solar farms with battery energy storage systems) มีแผนที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ 5 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 532 เมกะวัตต์ ในเดือนธันวาคม 2567 นอกจากนี้ โครงการ solar rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะสามารถเข้าลงนามสัญญาได้ไม่ต่ำกว่า 270 เมกะวัตต์ ภายในปี 2567 และดำเนินการจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าไม่ต่ำกว่า 180 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ โดย GULF1 มีเป้าหมายที่จะขยายธุรกิจ solar rooftop ให้ได้มากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 ในส่วนของธุรกิจก๊าซ HKH ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนที่บริษัทฯ ถือหุ้น 49% ได้เริ่มนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันจำนวน 6 ลำ รวม 400,000 ตัน เพื่อนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า HKP หน่วยผลิตที่ 1 อีกทั้งมีแผนจะนำเข้าเพิ่มเติมอีกประมาณ 200,000 ตัน ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นจะผลักดันให้รายได้ของกลุ่ม GULF ในปี 2567 เป็นไปตามเป้าหมาย”

โดย นางสาวยุพาพิน กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับโครงการอื่น ๆ ของบริษัทฯ ที่อยู่ระหว่างการพัฒนายังเป็นไปตามแผน โดยโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 มีกำหนดถมทะเลแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2567 และจะเริ่มก่อสร้าง LNG terminal ในช่วงกลางปี 2568 ในขณะที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 มีกำหนดรับมอบพื้นที่จากการท่าเรือเพื่อเริ่มก่อสร้างท่าเรือในปลายปี 2568 ในส่วนของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองนั้น สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) มีกำหนดจะเปิดดำเนินการในปี 2568 ขณะที่สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) มีกำหนดจะเปิดดำเนินการในปี 2569

ในส่วนของธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจศูนย์ข้อมูล GSA DC (data center) ของกลุ่มบริษัทฯ อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยเฟสแรกซึ่งมีขนาด 25 เมกะวัตต์มีแผนเปิดให้บริการในเดือนเมษายน 2568 โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะขยายศูนย์ข้อมูลดังกล่าวเพิ่มอีก 25 เมกะวัตต์ในเฟสที่ 2 ภายในพื้นที่เดียวกัน รวมเป็น 50 เมกะวัตต์ โดย GSA DC จะมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานสะอาด และได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับความต้องการใช้ GPU ในการประมวลผลข้อมูล (cloud computing) ด้วย เนื่องจากปัจจุบันองค์กรธุรกิจต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อนไปสู่ digital transformation จากการใช้งาน big data, IoT และ AI ซึ่ง workload ของ AI ดังกล่าวต้องใช้ GPU ในการประมวลผลข้อมูล ซึ่งจำเป็นต้องใช้พลังงานมหาศาลและใช้ระบบ liquid cooling ในการระบายความร้อน โดยกลุ่มลูกค้าหลักของ GSA DC จะเป็นกลุ่ม hyperscalers enterprise และหน่วยงานรัฐบาล ส่วนธุรกิจ cloud ที่บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ Google เพื่อให้บริการ Google Distributed Cloud air-gapped มีแผนที่จะเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2568 โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ได้แก่ องค์กรที่ต้องการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีความสำคัญหรือเป็นความลับ โดยผู้ใช้งาน Google Cloud สามารถเลือกที่จะจัดเก็บข้อมูลที่ศูนย์ข้อมูล GSA DC ของบริษัทฯ ได้ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมองการต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจไปสู่บริการอื่น ๆ ในอนาคต ซึ่งได้แก่ AI และ cybersecurity

สำหรับเรื่องการควบรวมบริษัทระหว่าง GULF และ INTUCH นั้น ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งการจัดตั้งบริษัทใหม่ (NewCo) คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2568”

GULF มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ครอบคลุม 40 จังหวัดทั่วไทยผ่านหลากหลายโครงการ เช่น โครงการพลังงานสะอาดเชื่อมเครือข่ายเพื่อคนไทย โดย GULF ร่วมกับ AIS ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ และระบบสื่อสารจากสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในพื้นที่ห่างไกล ขาดแคลนสาธารณูปโภคด้านไฟฟ้าและระบบสื่อสารโทรคมนาคม ตั้งเป้า 30 พื้นที่ในระยะเวลา 5 ปี มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างการเติบโตร่วมกันของเศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน

‘จุฬาฯ’ เปิดพิกัดเยี่ยมชม ‘สถาปัตยกรรม-พิพิธภัณฑ์-ดนตรี’ ในรั้วมหาลัย หวังเชิญชวน ‘นักท่องเที่ยวไทย-ต่างประเทศ’ มาสัมผัสเรียนรู้

(8 ส.ค.67) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ทำการเรียนการสอนเท่านั้น นอกจากจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและอันดับหนึ่งของประเทศแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นความสวยงามของสถาปัตยกรรมบนพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยที่ให้ประสบการณ์ที่น่าตราตรึงใจ หรือจะเป็นพื้นที่การแสดงดนตรีที่หลากหลาย ทั้งดนตรีไทย ดนตรีตะวันตก รวมถึงนิทรรศการแสดงงานศิลปะมากมายโดยนิสิตและศิลปินจากนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอนิทรรศการที่หลากหลายสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

ด้าน คุณกรรชิต จิตระทาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ กล่าวถึงสีสันของจุฬาฯ และพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบ ที่อยากเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาสัมผัส อีกทั้งยังแนะนำประเภทกิจกรรมสำหรับผู้มาเยี่ยมชม ดังนี้

>> อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรม - ตัวอย่างสถานที่ที่น่าสนใจก็จะมี กลุ่มอาคารเทวาลัย แลนด์มาร์กสำคัญที่เปรียบเหมือนสัญลักษณ์ของจุฬาฯ ที่ทั้งนิสิตและผู้มาเยือนไม่ควรพลาดที่จะมาถ่ายภาพด้วย นอกจากนี้ยังมีหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเรือนภะรตราชา ที่ได้รับรางวัลจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์อีกด้วย

>> หลากหลายพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ทั่วพื้นที่ - ไฮไลต์ที่ขอแนะนำก็คือ พิพิธภัณฑ์ร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 11 พิพิธภัณฑ์ของโลก และเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จัดแสดงร่างกายและชิ้นส่วนมนุษย์แบบ 3 มิติ ด้วยเทคนิคพลาสติเนชัน (Plastination) อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในห้องนิทรรศการนี้มีสัตว์ที่โดดเด่นที่สุดคือ ปูเจ้าพ่อหลวง (Potamonbhumibol Naiyanetr) ปูน้ำจืดตัวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย       

>> ดนตรีแสนไพเราะจากไทยและนานาชาติ - ที่จุฬาฯ มีการแสดงดนตรีสดให้รับชมรับฟังเป็นประจำทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นการแสดงดนตรีไทย ดนตรีคลาสสิก ดนตรีไทยร่วมสมัย การร้องประสานเสียง ไปจนถึงการแสดงพิเศษของคณะดนตรีจากต่างประเทศ ที่หอแสดงดนตรี อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาฯ ด้วยระบบแสง สี เสียงระดับมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังมีรายการแสดงดนตรีในวาระพิเศษซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ได้แก่ คอนเสิร์ตใหญ่ของ CU Symphony Orchestra จัดขึ้นปีละสองครั้ง ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการแสดงของวงดนตรีไทยปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ซึ่งจัดในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 26 มีนาคม ของทุกปี 

หลังจากมาเยี่ยมชมบริเวณพื้นที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว เดินต่อเนื่องไปพื้นที่โดยรอบก็สามารถเพลิดเพลินกับอาหารสตรีทฟู้ดแบบไทยได้บริเวณถนนบรรทัดทองตลอดเส้น ที่มีทั้งแกลเลอรี คาเฟ่ ศูนย์การค้าทันสมัย วัดไทยตามแบบมหายานและเถรวาท โบสถ์ และศาลเจ้าจีน เรียกได้ว่า มาย่านเดียวได้สัมผัสครบทุกวัฒนธรรม ทั้งนี้ สามารถอ่านจุฬาฯ น่าเที่ยวฉบับเต็มได้ที่ https://www.chula.ac.th/highlight/170475/ 

‘สมาคมซิงไฟจากฮ่องกง’ ขนทัพนักแสดงจัดอุปรากรจีนเยาวชนกวางตุ้ง เดินหน้าเผยแพร่วัฒนธรรม ‘งิ้วกวางตุ้ง’ ครั้งแรกในประเทศไทย

(8 ส.ค. 67) สมาคมส่งเสริมอุปรากรจีนกวางตุ้งซิงไฟ จากฮ่องกง เปิดการแสดงอุปรากรจีนเยาวชนกวางตุ้ง (Sing Fai Bangkok Premiere Cantonese Opera Heritage) ครั้งประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อส่งเสริมอนุรักษ์งิ้วกวางตุ้งและมุ่งมั่นในการพัฒนานักแสดงรุ่นต่อไป ด้วยการส่งเสริมให้ศิลปินรุ่นเยาว์ที่มีความรักได้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนานของงิ้วกวางตุ้ง โดยมีเป้าหมายที่จะนำศิลปะอันล้ำค่านี้ไปสู่ในเวทีระดับนานาชาติ ซึ่งที่ผ่านมางิ้วกวางตุ้งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดยยูเนสโก ในปี 2009 ด้วยคุณค่าทางศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์ที่ได้รับการรักษามานานหลายศตวรรษ โดยการแสดงฯ ในประเทศไทยได้จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-2 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ ในกรุงเทพฯ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงในกรุงเทพมหานคร และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมฟรี โดยมีผู้สนใจจองบัตรเข้าชมเต็มทั้ง 2 วัน รวมเป็นจำนวนกว่า 1,200 คน

สำหรับการแสดงอุปรากรจีนกวางตุ้งในครั้งนี้ ได้นำเสนอในเรื่องที่ได้รับความนิยม อาทิ

1) ม้าเหล็กทวนทอง (Making a Mass Pledge) เมื่อบ้านเมืองโดนคนทรยศทำลาย ขุนนางที่ซื่อสัตย์ถูกฆ่า ประชาชนจึงต้องตามนายทหารที่เกษียณอายุให้มาช่วยเหลือและรวมพลังประชาชนเข้าต่อต้านกับข้าศึก
2) นางฟ้ามอบบุตร (Farewell by the Ash Tree) นางฟ้าคนที่ 7 พบรักกับชายหนุ่มยากจนในโลกมนุษย์ ต่อมาเง็กเซียนฮ่องเต้ทราบเรื่องจึงให้นางกลับสวรรค์ ก่อนไปนางจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้สามีได้ทราบใต้ต้นไม้ 
3) หอรักนิรันดร์ (Departure) พระขนิษฐาของเจ้าชายเดินทางกลับบ้านเกิด แม่ทัพต่างแดนที่เป็นคู่รักได้มาส่ง และร้องเพลงรักจากลาซึ่งกันและกัน
4) สิบปีในวังสุย (Princess Le Chang) ตำนานของความรักและการเสียสละ เมื่อบ้านเมืองแพ้สงคราม องค์หญิงจึงต้องปลอมตัวถ่วงเวลาเพื่อให้ราชบุตรเขยได้หลบหนี ทำให้นายทหารนับถือในความกล้าและช่วยหลบหนีออกไป
5) ความฝันในหอโบตั๋น (The Phantom Union) หญิงสาวฝันว่าได้พบบัณฑิตหนุ่มรูปงาม ต่อมาหญิงสาวได้ป่วยตาย บัณฑิตได้พบหญิงสาวปรากฏตัวในความฝัน และบอกให้ชายหนุ่มมาเปิดโลงศพในปีหน้า เพื่อช่วยให้นางได้ฟื้นคืนชีพ
6) เหมยแดงคืนชาติ (Encountering a Beauty When Picking Plum Blossoms) ตำนานความรักผิดตัว บัณฑิตหนุ่มได้พบหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีหน้าตาเหมือนหญิงที่ตนเคยหลงรัก และทำให้เกิดความรักครั้งใหม่ที่ไม่คาดคิด
7) ระบายทุกข์ในโรงเตี๊ยม (Venting the Grievances at the Inn from Revenge at Guang Chang Long)  เรื่องราวการร้องขอความเป็นธรรม พ่อค้าไปเข้าพักในโรงเตี้ยม และถูกผีสาวหลอก ผีได้เล่าเรื่องราวสาเหตุที่ทำให้นางต้องผูกคอตาย จึงรู้สึกเห็นใจและเข้าช่วยเหลือพานางไปฟ้องศาล
8) พบฝันที่ไทหวู (Meeting at Lake Tai in a Dream) คู่รักพบกันในความฝันที่ทะเลสาบไทอันลึกลับ แต่โศกนาฏกรรมยังคอยติดตามการกลับมาพบกันอีกครั้ง

โดยสมาคมซิงไฟ (Sing Fai Cantonese Opera Promotion Association Limited) นั้นเป็นองค์กรศิลปะที่ไม่แสวงหากำไร จดทะเบียนในฮ่องกง ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ค.ศ. 2008 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนานักแสดงอุปรากรจีนกวางตุ้งรุ่นเยาว์ ให้สืบทอดรูปแบบศิลปะแบบดั้งเดิม ที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ได้จัดการเรียนการสอนให้เยาวชนที่มีอายุระหว่าง 2-24 ปี ไปแล้ว 6 รุ่น จำนวนกว่า 60 คน และยังได้เข้าร่วมการแข่งขันเพลงและอุปรากรจีนกวางตุ้งหลายครั้ง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยในปี ค.ศ.2017 ได้ถูกเชิญไปร่วมแข่งขันในงานครบรอบ 20 ปี เขตปกครองฮ่องกง ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเกาลูน, มีส่วนร่วมในกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เพื่อให้ต่างชาติได้รู้จักความงดงามของอุปรากรจีนกวางตุ้ง รวมถึงการไปจัดแสดงที่ประเทศแคนาดา, สหรัฐ และสิงคโปร์ ซึ่งจากผลงานได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางสมาคมฯ ในการเผยแพร่ความงดงามของงิ้วกวางตุ้งสู่สากล การอุทิศตนในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และการพัฒนาเยาวชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามรดกของรูปแบบศิลปะอันงดงามนี้ จะยังคงเจริญรุ่งเรืองสำหรับคนในรุ่นต่อไป

'คนจีน' ต่างชื่นชม 'กัว ชิง' คว้าเหรียญเงินเทควันโดหญิงโอลิมปิก 2024 ยก!! เป็นสิ่งที่ยากที่สุด หลังต้องดวลเพลงเตะกับคู่แข่งที่แกร่งที่สุดในโลก

(8 ส.ค.67) เพจ 'อ้ายจง' ได้โพสต์ข้อความถึงกรณี 'กัว ชิง' ที่คว้าเหรียญเงินเทควันโดหญิงโอลิมปิก 2024 โดยทำสิ่งที่ยากที่สุดจากการต้องประมือคู่แข่งที่แกร่งที่สุดในโลก อย่าง 'เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ' โดยสื่อจนและโซเชียลจีนไม่มีการจั่วหัวว่า 'ชวดเหรียญทองอย่างน่าผิดหวัง' หรือ 'ชาวจีนต่างผิดหวัง' แต่มองว่านี่เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของนักเทควันโดหญิงวัย 24 ปี และเป็นอีกสัญลักษณ์แห่งความหวังใหม่ในวงการเทควันโดของจีน ว่า...

การคว้าเหรียญเงินในการแข่งขันเทควันโดหญิงรุ่น 49 กิโลกรัม โอลิมปิกปารีส 2024 ของ กัว ชิง นักเทควันโดหญิงวัย 24 ปี ของจีน ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวจีนและกลายเป็นกระแสฮิตในโซเชียลมีเดีย ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติสำคัญสำหรับตัวนักกีฬา แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังใหม่ในวงการเทควันโดของจีน

จากสรุปความคิดเห็นและคำที่เกี่ยวข้องของประเด็นนี้ในโซเชียลจีน ทั้ง Weibo และ Douyin ทำให้ได้เห็นมุมมองของชาวจีน ที่มองว่า กัว ชิง ไม่เพียงแต่เป็นนักกีฬาหน้าใหม่ในเวทีโอลิมปิก แต่ยังต้องต่อสู้กับคู่แข่งที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอย่าง เทนนิส พาณิภัค เจ้าของแชมป์โอลิมปิกและนักเทควันโดมือหนึ่งของโลกจากไทย ดังนั้น ความสามารถและความกล้าหาญของกัว ชิง ในการเผชิญหน้ากับคู่แข่งระดับโลกเช่นนี้ ทำให้เธอได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวาง

อย่างที่กล่าวไปแล้วในพารากราฟแรกว่า การคว้าเหรียญเงินของ กัว ชิง ในการแข่งขันโอลิมปิกครั้งนี้ ได้รับการยอมรับว่าเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ไม่เพียงแต่เป็นเกียรติส่วนบุคคล แต่ยังเป็นเกียรติของชาติ ซึ่งไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริง เพราะสะท้อนมาจากความคิดเห็นทั่วโซเชียลจีน ที่ต่างชื่นชมและสื่อจีนเองก็นำเสนอในแนวนี้เช่นกัน 

ไม่มีพาดหัวว่า ‘ชวดเหรียญทองอย่างน่าผิดหวัง’ หรือ ‘ชาวจีนต่างผิดหวัง’ แม้จะมีความคิดเห็นไม่น้อยเหมือนกันว่า ‘น่าเสียดาย’ หรือ ‘เสียดายที่ไม่ได้เหรียญทอง’ แต่ก็จะมีต่อด้วยการให้กำลังใจ และบอกว่า เหรียญเงินก็ถือว่าเป็นการประสบความสำเร็จที่เธอทำเต็มที่แล้ว ส่วนใหญ่ในจีนมองว่า การที่เธอสามารถแสดงผลงานได้อย่างโดดเด่นในการแข่งขันที่มีความกดดันสูงเช่นนี้ และปูทางไปสู่อนาคตที่สดใสได้

สื่อจีนยังนำเสนอในมุมที่ กัว ชิง ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความแข็งแกร่งที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าเธอจะเป็นนักกีฬาหน้าใหม่ในเวทีโอลิมปิก แต่เธอก็สามารถต่อสู้กับคู่แข่งที่มีประสบการณ์มากกว่าได้อย่างไม่ย่อท้อ ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการฝึกซ้อมที่หนักหน่วงและความทุ่มเทในการเตรียมตัวของเธอ

อีกหนึ่งโทนความคิดเห็นและโทนการสื่อสารออกมาในโลกโซเชียลจีน คือ มองว่า ความสำเร็จของกัว ชิง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของนักกีฬาจีนรุ่นใหม่ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาใหม่ ๆ ได้ในอนาคต

กัว ชิง เกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกลในอำเภอหยางชุน เมืองหยางเจียง มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ถือเป็นพื้นที่ที่ยากจน มีสภาพที่ยากลำบากและการเดินทางไม่สะดวกนัก ความยากลำบากที่กัว ชิง เจอ หล่อหลอมให้เธอมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักกีฬาและประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ เพื่อหวังให้ครอบครัวมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ที่สุขภาพไม่ดีนักและน้อง ๆ อีก 5 คนในครอบครัว กัว ชิง เริ่มฝึกซ้อมเทควันโดครั้งแรกเมื่อปี 2012 ในวัยเพียง 12 ปี ซึ่งถูกเลือกโดยโค้ชของโรงเรียนกีฬาหยางชุน

โค้ชคนแรกของเธอ กวน หลินชาน ได้กล่าวว่า กัว ชิง เป็นนักกีฬาที่มีความพยายามอย่างมาก ในการฝึกซ้อมที่โรงเรียนกีฬาหยางชุน เธอมักจะฝึกซ้อมนานกว่าที่กำหนด และในบางครั้งหลังเลิกเรียน เธอยังคงฝึกซ้อมคนเดียวอย่างเงียบ ๆ ด้วยความทุ่มเทนี้ เธอจึงกลายเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งในทีม

ในปี 2018 กัว ชิง ได้เข้าร่วมทีมชาติ และมีความฝันที่จะเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก เธอได้เข้าร่วมการแข่งขันหลายรายการ และในปี 2022 กัว ชิง ได้รับคะแนนสะสมโอลิมปิกมากขึ้นจากการคว้าเหรียญรางวัลในรายการต่าง ๆ และได้รับโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันในระดับสูง ทำให้คะแนนสะสมของเธอพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภายในเวลาเพียงครึ่งปี กัว ชิง ได้รับเหรียญทองในการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย และเหรียญเงินในรายการชิงแชมป์โลก คะแนนสะสมของเธอในโอลิมปิกจึงพุ่งขึ้นสู่อันดับที่สิบ ในปี 2023 กัว ชิง ได้เหรียญเงินในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ (เหรียญทองเป็นของเทนนิส พาณิภัค คู่แข่งของเธอในโอลิมปิก 2024 เช่นกัน) และเหรียญเงินในรายการใหญ่หลายรายการ ทำให้คะแนนสะสมในโอลิมปิกของเธอเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในเดือนมกราคม 2024 การจัดอันดับคะแนนสะสมโอลิมปิกในโอลิมปิกปารีสถูกประกาศออกมา และ กัว ชิง อยู่ในอันดับที่หกในรุ่นน้ำหนักไม่เกิน 49 กิโลกรัม ทำให้เธอได้รับสิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิก รวมแล้วใช้เวลา 12 ปีในการเดินสู่เวทีโอลิมปิก กัว ชิง เคยกล่าวไว้ว่า "ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของฉันคือการได้สวมชุดที่ติดธงชาติจีน และวิ่งรอบสนามโอลิมปิก นั่นจะเป็นความสุขและความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต"

ขอแสดงความยินดีกับทั้งเทนนิส-พาณิภัค เจ้าของเหรียญทองสองสมัย กัว ชิง ที่คว้าเหรียญเงินในการเข้าแข่งขันโอลิมปิกครั้งแรกได้สำเร็จ และขอส่งความยินดี และกำลังใจสู่โค้ช เจ้าหน้าที่ ผู้เกี่ยวข้องในการฝึกซ้อม และครอบครัวของนักกีฬา และตัวนักกีฬาทุกคนครับ 

‘Whoscall’ ผนึกกำลังตำรวจไซเบอร์ รับเทศกาลวันแม่ แจกฟรี!! 500,000 โค้ดพรีเมียม 2 เดือน หมดเขต 31 ส.ค.นี้

(8 ส.ค.67) Gogolook บริษัทผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อความเชื่อมั่น (TrustTech) ผู้พัฒนา แอปพลิเคชัน Whoscall แอปพลิเคชันระบุตัวตนสายเรียกเข้าที่ไม่รู้จัก และป้องกันสแปมสำหรับสมาร์ทโฟน ร่วมกับกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จึงถือโอกาสช่วงเทศกาลวันแม่ ส่งวิดีโอแคมเปญ #ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ ชวนลูกทุกคนมอบของขวัญสุดล้ำค่าเพื่อปกป้องแม่ ด้วยการโหลดแอปฯ Whoscall พร้อมแจกโค้ด Whoscall พรีเมียม เบสิก ฟรี! 2 เดือน ตั้งแต่วันนี้ - 31 สิงหาคม 2567

จากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ล่าสุดของบช.สอท. ระหว่างเดือน มีนาคม 2565 - มิถุนายน 2567 เผยให้เห็นว่า คนไทยตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพมากกว่า 575,500 คดี มูลค่าความเสียหายสะสมกว่า 65,715 ล้านบาท หรือ เฉลี่ยมูลค่าความเสียหายวันละ 80 ล้านบาท โดย 64% เกิดขึ้นกับกลุ่มเพศหญิงวัยทำงานตอนกลางจนถึงวัยสูงอายุ ตั้งแต่อายุ 30 - 60 ปีขึ้นไป สูงถึงกว่า 248,800 คดี ดังนั้น Gogolook ในฐานะบริษัทที่มีความมุ่งมั่น อย่างแน่วแน่ในการป้องกันกลลวงจากมิจฉาชีพ พร้อมส่งเสริมให้ทุกคนหันมาปกป้องคนที่คุณรักจากภัยคุกคาม จากการหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ

ด้าน นางสาว มนประภา รัตนกนกพร หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall กล่าวว่า “การปกป้อง ‘แม่’ หรือผู้สูงอายุจากมิจฉาชีพเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ในขณะที่เราสามารถปกป้องมิจฉาชีพได้ด้วยตนเอง ‘แม่’ ของเราอาจรู้ไม่เท่าทัน โดยจากการสำรวจของบริษัทเมื่อไม่นานมานี้ พบว่า การมีเงินเก็บเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเงินออม เงินเกษียณ หรือ เงินบำนาญ และความไม่ชำนาญในการใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุมักตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ ซึ่งปัจจุบัน Whoscall เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชัน ที่ไทยนิยมใช้มากที่สุดสำหรับการป้องกันภัยจากมิจฉาชีพ ดังนั้นในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ เราจึงได้ร่วมมือกับ บช.สอท. ออกวิดีโอแคมเปญ เพื่อร่วมรณรงค์การเฝ้าระวังภัยจากมิจฉาชีพ พร้อมจัดกิจกรรมแจกโค้ด Whoscall พรีเมียม เบสิก ฟรี เป็นของขวัญสุดล้ำค่าให้แก่คนที่เรารัก”

วิดีโอแคมเปญภายใต้คอนเซปต์ #ไม่มีใครตัดสายเก่งเท่าแม่คุณ ที่จะปล่อยออกมาในช่วงเทศกาลวันแม่นี้ เป็นการนำเสนอไอเดียการสื่อสารผ่านหนังโฆษณาที่มุ่งเน้นไปที่การปกป้องผู้ใช้จากการรับสายและข้อความที่ไม่พึงประสงค์ โดยแคมเปญนี้ได้มีการหยิบยกเคสตัวอย่างจริง ซึ่งทางแบรนด์ได้มีการตรวจสอบและขออนุญาตจากผู้เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายแล้ว โดยเคสที่หยิบยกขึ้นมาเป็นเคสตัวอย่างของคุณแม่หลายท่านที่ถูกมิจฉาชีพหลอกเงิน ตามมาด้วย ความสูญเสียมหาศาลทั้งทางทรัพย์สินและสภาพจิตใจ ที่มาพร้อมวลีเด็ด ‘อย่าให้ค่าน้ำนมกลายเป็นค่าเสียหาย’ เพื่อเป็นการย้ำเตือนให้ลูก ๆ ตระหนักถึงปัญหา และอยากถือโอกาสเชิญชวนลูกทุกคนลุกขึ้นมาร่วมมือกันปกป้องคุณแม่ จากมิจฉาชีพด้วยการโหลดแอปพลิเคชัน Whoscall และแจ้งเบาะแสของการหลอกลวงกับสายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441

ด้าน พ.ต.ท. ดร.ปุริมพัฒน์ ธนาพันธ์สิริ รอง ผกก.4 บก.สอท.1 ผู้แทนหน่วยกองบัญชาการตำรวจ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กล่าวว่า “จากข่าวมิจฉาชีพที่ได้เห็นกันมาตลอดทำให้คนไทยเริ่มตื่นตัว และระวังภัยจากมิจฉาชีพที่เข้ามาในรูปแบบต่าง ๆ กันมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคนรุ่นใหม่ ที่อัปสกิลการเอาตัวรอด และรู้วิธีการต่อกรกับมิจฉาชีพในคราบคอลเซ็นเตอร์หลากหลายรูปแบบได้ แต่ไม่ใช่กับคนรุ่นแม่หรือผู้สูงอายุ จากสถิติล่าสุดของ บช.สอท.สามารถสรุปได้ว่า กลุ่มผู้หญิงวัยทำงานไปจนถึงผู้สูงวัย หรือบรรดาแม่เป็นเป้าหมาย หลักของมิจฉาชีพ โดยคดีการหลอกลวงทางออนไลน์จากมิจฉาชีพที่สร้างมูลค่าความเสียหาย ให้กับประเทศไทยมากที่สุด คือ ‘คดีหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์’ โดยมีมูลความเสียหายรวมเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ยังไม่รวมถึงคดี ที่อยู่ในระบบออฟไลน์ หรือผู้ที่ไม่ได้มาแจ้งความ ดังนั้นความร่วมมือกับ Whoscall ถือเป็นความร่วมมือที่เกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ในจังหวะที่ สถานการณ์มีความรุนแรง และมูลค่าความเสียหายสะสมมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เราพร้อมร่วมมือกับ Whoscall เพื่อปกป้องชุมชนจากภัยคุกคาม และป้องกันกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเปราะบางมากที่สุด”

ดังนั้นพิเศษในช่วงเทศกาลวันแม่ปีนี้ Whoscall จัดกิจกรรมแจกโค้ด Whoscall พรีเมียม เบสิก เป็นระยะเวลา 2 เดือน ให้ทั้งแม่และลูก ฟรี!! จำนวน 500,000 โค้ด รวมมูลค่ากว่า 29 ล้านบาท

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall ได้ฟรี!! ทั้ง iOS และ Android และ กรอกโค้ด WHOSCALLSAVEMOM ที่ https://redeem.whoscall.com/ เพื่อเข้าถึงฟีเจอร์การใช้งานต่างๆ อาทิเช่น การบล็อกสายมิจฉาชีพ ระบบอัปเดตหมายเลขโทรศัพท์ภายในเครื่องโดยอัตโนมัติ รวมไปถึงการป้องกันลิงก์จาก SMS ปลอม ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2567

ทั้งนี้ สามารถรับชมวิดีโอแคมเปญได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=5cLr3l7JoPE
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Whoscall ได้ฟรี! ทั้ง iOS และ Android ที่ https://app.adjust.com/1fl5tjhg

และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://whoscall.com/th/blog/articles/1306 และ https://www.facebook.com/whoscall.thailand

‘BLACKPINK’ รวมตัวกันอีกครั้งในวันพิเศษ ไลฟ์สดฉลองครบรอบวันเดบิวต์ 8 ปี

(8 ส.ค.67) การไลฟ์สดวันที่ 8 เดือน 8 ครั้งนี้กินเวลาถึง 40 นาที ทำแฟน ๆ ตื่นเต้นกันถ้วนหน้าหลังจากไม่ได้เห็นทั้ง 4 สาวรวมตัวกันมานานพักใหญ่ โดยในการรวมตัวครั้งนี้ยังได้ร้องเพลงวันเกิดฉบับ BlackPink เพื่อเป็นการครบรอบเดบิวต์ และยังมีการถามไถ่ถึงงานเดี่ยวของแต่ละคน โดย เจนนี่ ยังได้พูดถึงชาเลนจ์ท่าเต้นเพลง Rockstar ของ ลิซ่า และทั้ง 3 คนยังแสดงความตื่นเต้นกับการปรากฏตัวของ ลิซ่า ใน The White Lotus ซีซันที่ 3 นี้ด้วย

เจนนี่ ยังได้กล่าวว่าครบรอบ 9 ปีในปีหน้าคงเศร้ามาก เพราะปีนี้กิมมิคอยู่ที่ครบรอบ 8 ปีในวันที่ 8 เดือน 8 ทางด้าน จีซู ก็รีบบอกว่า BlackPink จะฉลองยิ่งใหญ่ไปจนถึงปีที่ 88 เลย ทำให้แฟน ๆ พากันดีใจเพราะเชื่อมั่นว่า BlackPink จะอยู่ครบวงทั้ง 4 คนอย่างแน่นอนแม้ว่าสมาชิกแต่ละคนจะมีเส้นทางเดี่ยวของตัวเองก็ตาม

หลังจบไลฟ์สด ทั้ง 4 คนยังกล่าวว่าจะมีงานแจกลายเซ็นแฟนคลับในช่วงบ่ายวันที่ 8 ส.ค. โดยจะมีผู้โชคดีเพียงแค่ 88 คน นับเป็นงานแจกลายเซ็นครบ 4 คนครั้งแรกนับตั้งแต่ออกอัลบั้ม BORN PINK


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top