Tuesday, 21 July 2026
AYA IRRAWADEE

ประชาธิปไตยฉบับไวรัล!! คน Gen Z โพสต์แล้วปฏิวัติ แชร์แล้วเปลี่ยนประเทศ จุดเชื่อมโยง!! ประท้วงเนปาล กับ ‘แก๊งค์ชานม’ จะรอด หรือแค่ร้อนตามเทรนด์

(14 ก.ย. 68) บทความวันนี้ของเอย่าขอพุ่งเป้าไปที่การประท้วงในประเทศเนปาลที่มีการลุกลามบานปลายในขณะนี้  เอย่าเชื่อว่าใครก็ทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่นี้เกิดจาก 3 เหตุผลใหญ่ๆคือ
1. การแบนโซเชียลมีเดีย
2. ความไม่พอใจต่อการทุจริตทางการเมืองและระบบการเมืองแบบครอบครัวและคนสนิท
3. ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยหลักใหญ่ที่คนให้ความสำคัญว่าน่าจะเป็นชนวนเหตุคือการปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือศัพท์นักข่าวเรียกว่า คน Gen Z นั่นเอง  

พอเรามาดูช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะหาจุดยืนของตัวเองออกมาเรียกร้องอะไรก็ตามโดยที่ไม่ฟังเสียงหรือเหตุผลจากรัฐบาลจนทำให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เรื่องนี้เอย่าลองมาหาข้อมูลกัน  อย่างเรื่องการแบนโซเชียลของเนปาลนั้น ทางรัฐบาลของเนปาลให้เหตุผลว่า  ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศ และอยู่ภายใต้กฎหมายเนปาล   โดยมีเหตุผลคือเหตุผลคือ เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลเท็จ พวก fake news และ hate speech รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น  แต่ในขณะที่ประชาชนมองว่า มองว่าเป็น การเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก  บางคนใช้โซเชียลในการ ทำงาน การเรียน และติดต่อสื่อสาร หากถูกบล็อกคือกระทบชีวิตประจำวัน  แต่จุดคือ ชาวเนปาลมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ ควบคุมเสียงวิจารณ์และการเมือง ไม่ใช่เพื่อป้องกันข่าวปลอมจริง ๆ และทำให้เนปาล ล้าหลังและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก  เอย่าถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่….?

ในความเป็นจริงแล้วหลายประเทศมีกฎข้อบังคับให้โซเชียลมีเดียต้องจดทะเบียนหรือตั้งสำนักงานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
• ประเทศจีน ไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าถึงได้โดยตรง เช่นพวก Facebook, X, YouTube จะถูกบล็อกการใช้งาน ส่วนบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีการจดทะเบียนกับรัฐบาล และทำงานภายใต้ระบบ Great Firewall เท่านั้น
• ประเทศอินเดีย กำหนดให้แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, WhatsApp, X  ต้องมีบุคลากรในตำแหน่ง Chief Compliance Officer, nodal contact person, และ grievance officer ประจำในอินเดีย และต้องต้องลบเนื้อหาภายใน 36 ชั่วโมง หากรัฐบาลสั่ง
• ในตุรกี มีกฎหมาย Social Media Law 2020 บังคับให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านราย/วัน ต้อง ตั้งตัวแทนทางกฎหมายในตุรกี และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจถูกปรับ
• ในเวียดนาม มีกฎหมายไซเบอร์บังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวเวียดนามในประเทศ และมีสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม
และยังมีชาติอีกหลายชาติที่มีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ  ประเด็นที่สำคัญคือ คนเนปาลทำไมไม่รู้…?

จากการประท้วงหลายๆประเทศที่ผ่านมาของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไทยหรือเมียนมา มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมมวลชนซึ่งจุดนี้ในเนปาลก็ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าสื่อตะวันตกไม่เคยนำเสนอจุดนี้ออกมาเพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความวุ่นวายในประเทศอื่นๆอันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลเนปาลที่ถูกโค่นล้มไปกัวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติที่ชื่อ นาย Balendra Shah ซึ่งคนๆนี้เป็นผู้นำในการปฏิวัติครั้งนี้ เขาเป็นนักร้องเพลงแรปมาก่อน ที่จะมาเป็น เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงกาฐมาณฑุ  โดยการที่คนๆนี้ก้าวมาสู่การเป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ธรรมดา กล่าวคือ  เขาใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ต่อต้านคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาจริง ๆ ของคนเมือง  โปรโมทผ่านโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ซึ่งผลงานของเขาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แม้จะแก้เรื่องการเอาโซเชียลมาถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อให้รู้สึกว่าโปร่งใส แต่เราคนไทยนั้นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นแค่การทำให้รู้สึกว่าได้รับรู้เท่านั้น  ในขณะที่ปัญหาขยะ  จราจร หรือปัญหาสังคมก็ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มาถึงจุดนี้รู้สึกไหมคะว่าเหมือนนักการเมืองบางคนในประเทศไทยเลย….

มาจุดนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็คงต้องดูว่าประชาชนเนปาลยังสนับสนุนเขาต่อไปไหมหรือเขาสามารถแก้ปัญหาในเนปาลได้จริงหรือไม่ อย่าลืมว่าประเทศมันใหญ่กว่าเมืองมาก หากนาย Balen Shah มีความมุ่งมั่นและหวังดีต่อประเทศชาติจริงน่าจะทำให้เนปาลเจริญขึ้นได้  แต่ประเด็นเขาจะสร้างให้ชาวเนปาลตื่นรู้กับสังคมโลกหรือจะปั่นหัวชาวเนปาลให้อยู่กับความหวังก็คงต้องดูกันต่อไป   แต่สำหรับเอย่าแค่จะบอกว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับแก๊งค์ประท้วงชานมเลยก็แค่นั้น

หวั่น!! ระเบียบใหม่ อย. ทำให้ ‘ยา’ มีราคาพุ่งขึ้นสูง เอื้อ!! ผู้ประกอบการ รายใหญ่ ทำร้าย!! โรงงานเล็ก

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประกาศในเว็บของสำนักงานองค์การอาหารและยาในคู่มือประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง GMP Clearance ซึ่งประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้นำเข้ายาและแน่นอนในอนาคตย่อมกระทบถึงผู้ป่วยที่จะต้องซื้อยาด้วยเช่นกัน

ก่อนอื่นมีอธิบายกันก่อนว่า GMP Clearance คืออะไร GMP Clearance คือ เอกสารที่รับรองว่าโรงงานผู้ผลิตยาในต่างประเทศมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติที่ดีในการผลิตยา (Good Manufacturing Practice) ของประเทศไทย. การรับรองนี้เป็นเหมือนใบอนุญาตหรือเอกสารที่แสดงว่าสถานประกอบการยาในต่างประเทศนั้นมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP ที่เข้มงวด ทำให้ผลิตภัณฑ์ยาที่นำเข้ามาในประเทศไทยมีความปลอดภัย. โดยผู้นำเข้ายาหากจะนำยามาขึ้นทะเบียนในไทยจะต้องมีการทำ GMP Clearance ก่อน เมื่อ อย. อนุมัติเอกสาร GMP Clearance แล้วจึงสามารถขึ้นทะเบียนยาที่ผลิตจากโรงงานนั้นๆ ได้ โดยในปัจจุบันค่าใช้จ่ายที่บริษัทยาต้องใช้สำหรับการขึ้นทะเบียน GMP Clearance ของยาอยู่ที่ 10,000 ถึง 150,000 บาทขึ้นกับประเภทของเอกสาร ตามรายละเอียดที่ อย. ระบุไว้ ซึ่งราคานี้ไม่รวมค่าตรวจรับรองเอกสาร หรือ Screening อีก 5,000 – 10,000 บาทขึ้นกับประเภท โดยค่าใช้จ่ายนี้แยกส่วนกับค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนยาซึ่งราคาค่าขึ้นทะเบียนยาร่วม 2 แสนบาท นั่นไม่นับหากยาต้องมีการทำการศึกษาชีวสมมูลตามที่มีการระบุไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยชีวสมมูลของยามีราคาตั้งแต่ 3 ล้านถึงเกือบ 40 ล้านต่อยา 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นส่งผลต่อราคายาในประเทศไทยทั้งสิ้น

ในอดีตการยื่น GMP Clearance สามารถยื่นเอกสารที่โรงงานผ่านการตรวจจากประเทศที่เป็นสมาชิกของ PIC/S ซึ่งประเทศที่มีอยู่ในกลุ่ม PIC/S อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย ประเทศในสหภาพยุโรป เช่น ออสเตรีย, เบลเยียม, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, และเนเธอร์แลนด์ และ ประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้, และสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าโรงงานนั้นจะตั้งอยู่ที่ไหนก็ตามหากได้รับมาตรฐานนี้แล้ว เปรียบเสมือนได้รับการยอมรับและสามารถนำเอกสาร GMP ที่ได้รับการตรวจมาขอขึ้นทะเบียนยาที่ประเทศไทยได้  แต่ประกาศใหม่ของ อย. ได้ระบุเป็นนัยยะว่าทาง อย. จะมีการไปตรวจโรงงานในประเทศจีนและอินเดียทุกโรงงานโดยไม่สนว่าโรงงานนั้นจะผ่านการตรวจของ FDA ประเทศในกลุ่ม PIC/S มาก่อนหรือไม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการไปตรวจโรงงานนั้นทางผู้ประกอบการในไทยจะต้องจ่ายให้ อย. ในราคา 200,000 บาทไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเดินทางจากบ้านมาสนามบินและเบี้ยเลี้ยงทุกวันตลอดที่อยู่ในต่างประเทศ

แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าการจัดเก็บเงินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดย 200,000 บาทจะจ่ายผ่านระบบส่วนพวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่เจ้าหน้าที่ไปจะจ่ายผ่านบัญชีของเจ้าหน้าที่ รวมถึงมีการระบุด้วยว่าส่วนต่างของค่าที่พักที่ผู้ประกอบการจ่ายให้จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปในเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่อันเป็นประเด็นให้สงสัยว่าการไปตรวจนั้นถูกต้องหรือใช้อำนาจมาหาเงินเข้ากระเป๋าตนเองอย่างถูกกฎหมายกันแน่

มีเสียงจากกลุ่มผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยพูดถึงประกาศนี้ว่าเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการคนไทยให้ไม่สามารถไปต่อได้หลังจากที่เคยทำแบบนี้มาแล้วตอนที่ประกาศใช้ระบบ GMP และ PIC/S ในประเทศไทย ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวปิดโรงงานไปเป็นจำนวนมากโดยอ้างถึงเรื่องคุณภาพ แต่ครั้งนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ได้คือผู้นำเข้าที่มีเงินมากพอที่จะลงทุนหรือไม่ก็เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีบริษัทแม่เป็นผู้ผลิตยาเท่านั้นที่น่าจะมีกำลังทรัพย์ในการลงทุนขึ้นทะเบียนยาใหม่จากเดิมประมาณ 2-3 แสนบาทต่อตัวขึ้นเป็น 5-6 แสนบาทต่อตัว แต่แล้วผู้ประกอบการก็ยังต้องผจญกับการซื้อยาด้วยระบบประมูลยาและการล็อกสเปกให้กับบริษัทผู้ผลิตยาในไทยอันทำให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถขายยาให้แพงกว่ายานำเข้าได้โดยให้เหตุผลว่าเป็นยานวัตกรรม  

ณ วันนี้ไม่ทราบว่านายกคนใหม่ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะทราบหรือยัง แต่วันนี้คุณอนุทินคงต้องเข้ามาดูถึงความโปร่งใสและความไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการเพื่อส่งผลให้ราคายาในประเทศไทยลดลงเพื่อให้คนไทยสามารถซื้อยาในราคาที่จับต้องได้ ไม่ใช่สุดท้ายเป็นโรคอะไรก็ใช้แต่พาราฯ เหมือนสมัยก่อนที่เคยพูดกันมาเพราะยาดีๆ ราคาแพงโดยอ้างอย่างเดียวว่าคุณภาพดีทั้งๆ ที่การควบคุมคุณภาพของ อย. มีการวางระบบไว้หลายขั้นตอนทั้งฝั่ง อย. เองและฝั่งผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาล สุดท้ายก็ไม่ใช่แค่เพื่อผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของกิจการคนไทยแต่ก็เพื่อคนไทยทุกคนที่จะได้ใช้ยาที่ราคาสมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน

ส่องเหตุ ‘รัฐบาลเมียนมา’ ปิดด่านเมียวดีห้ามรถสินค้าผ่าน คาดทางการเตรียมจัดระเบียบภาษี – ความมั่นคงก่อนเลือกตั้ง

(8 ก.ย. 68) ข่าวนี้อาจจะเก่าและล่าช้าไปสักนิดเพราะช่วงที่ผ่านมาเอย่ามัวแต่วุ่นวายกับฝั่งกัมพูชาอยู่ อาทิตย์นี้เอย่าขอกลับมาฝั่งเมียนมาบ้างสืบเนื่องจากเมื่อ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาทางการเมียนมาที่เมืองเมียวดีออกคำสั่งปิดด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดี 2 สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ตรงข้ามบ้านวังตะเคียนใต้ ทำให้รถยนต์ทุกชนิด และสินค้าไม่สามารถผ่านได้  นั่นเป็นผลให้เกิดรถขนสินค้าตกค้างจนสินค้าบางรายการเสียหายโดยเฉพาะอาหารสดและนั่นทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แรกๆทางการเมียนมาอ้างเรื่องการเก็บภาษีซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นตามเส้นทางถนน AH1 ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเสียหาย แต่ในความเป็นจริงในอดีตการตั้งด่านตรวจเรียกเก็บเงินก็มีมาตั้งนานแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหารแล้วมีการแยกตัวของกล่มกองกำลังต่างๆนั่นทำให้เกิดการเก็บเงินเบี้ยใบ้รายทางยิบย่อยมากมายนับ 30-40 ด่านซึ่งเป็นมาตลอด  แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาที่เปลี่ยนไป ณ วันนี้ที่เมียนมากำลังเปลี่ยนผ่านจากการปกครองโดยกองทัพสู่การเลือกตั้ง  และนั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางการเมียนมายอมไม่ได้หากยังมีกลุ่มต่อต้านมาวุ่นวายอยู่ประกอบการการก่อความวุ่นวายของกลุ่มต่อต้านโดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยงที่แตกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมากมายแต่รวมภายใต้กลุ่มใหญ่ในนาม KNU นั่นจึงทำให้ทางการเมียนมาประกาศให้กองกำลังของ KNU ทั้งหมดเป็นกองกำลังนอกกฎหมายและประกาศให้ KNU เป็นผู้ก่อการร้าย เนื่องจากทางการเมียนมามีหลักฐานว่า กลุ่ม KNU มีการเก็บภาษีในพื้นที่ และนำเงินไปฝึกกำลังเพื่อต่อต้านรัฐบาล รวมถึงเรื่องคาสิโนที่ผิดกฎหมาย  การจัดการกลุ่มสแกมเมอร์ และการค้าขายยาเสพติดที่พวกกลุ่มกะเหรี่ยงเป็นนักค้าตัวยงตามชายแดนไทยฝั่งแม่สอดลงไปทางใต้

อีกทั้งฝั่งทางการเมียนมายังมีหลักฐานที่ฝั่งกองทัพกะเหรี่ยงมีการใช้โดรนโจมตีทหารเมียนมาที่ซ่อมสร้างสะพานบนถนน AH1 ในเขตรัฐกะเหรี่ยงด้วย  นั่นจึงเป็นเหตุให้ทางการเมียนมาประกาศว่า KNU เป็นกองกำลังนอกกฎหมายและเป็นผู้ก่อการร้ายนั่นเอง ล่าสุดมีข่าวว่า BGF โดยการนำของนายพล ชิตตู มาเป็นกาวใจหลังจากถูกทางการเมียนมากดดันเพื่อเร่งให้มีการจัดระเบียบในเขตปกครองของฝั่งกะเหรี่ยงไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้งรวมถึงจัดระเบียบการเก็บภาษีให้ถูกต้องเป็นไปตามที่ฝั่งเมียนมาต้องการ  ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร

แต่อย่างน้อย ณ วันนี้ทางการเมียนมาก็พยายามสื่อสารกับฝั่งรัฐบาลไทยมาแล้วว่าสาเหตุที่ทางการเมียนมากระทำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำลายเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ  แต่ทว่าทางการเมียนมาต้องการความแน่ชัดในการจัดระเบียบการค้าขายโดยเฉพาะการเก็บภาษีให้เป็นไปตามกฎหมายของฝั่งเมียนมาซึ่งรวมถึงการที่ทางการเมียนมาพยายามที่จะลดการขนส่งนำเข้าแบบผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศให้ลดลงด้วยตามลำดับ  อันจะส่งผลให้ราคาของสินค้านำเข้าถูกลงเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในเมียนมาเอง  เอย่าไม่รู้ว่าการจัดระบบระเบียบนี้จะดีไหมแต่อย่างน้อยถ้าหากทางการเมียนมาสามารถจัดระบบบางอย่างได้ดีแล้วการนำเข้าสินค้าอาจจะไม่ต้องใช้เวลานานนับเดือนจากแม่สอดไปยังย่างกุ้งเหมือนในเวลานี้ก็เป็นได้

องค์หญิงฯ กัมพูชา ทนไม่ได้ ต้องออกมา Live สด ลั่น!! สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง

(25 ส.ค. 68) ความจริงเรื่องนี้ค่อนข้างผ่านมาพอสมควรแล้ว  แต่เรื่องนี้ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในกระแสอยู่ไม่ตกไปไหน  นั่นคือเรื่องที่ เจ้าหญิงนโรดม เจนณา แห่งกัมพูชา ได้แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามผ่านทางวิดีโอที่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เพื่อเรียกร้องให้โลกาอย่าเชื่อข่าวปลอมและให้หยุดความขัดแย้งต่างๆ. โดยวิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นหลังจากการกล่าวหาว่ามีการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชาที่ทำให้องค์หญิงฯต้องออกมา Live ในฐานะที่ตนเป็นราชนิกูลหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ โดยเอย่าขอสรุปเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

• องค์หญิงฯได้ออกมากล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่าขอให้ “ชาวโลกไม่หลงเชื่อความโกรธและข้อมูลที่บิดเบือน” และยืนยันว่าเธอ “ยืนเคียงข้างชาติของเธอ“ โดยใจความว่าเธอต้องการใช้พื้นที่ของตัวเองปัดข่าวลือหรือข่าวเท็จนั่นเอง
• ทรงกล่าวต่อว่า "สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง" แต่กลับสร้างแต่ความเจ็บปวดต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปตลอดกาล
• ทรงเน้นว่า แม้กัมพูชาจะเป็นประเทศเล็ก แต่มี จุดยืนแน่วแน่ในการรักษาสันติภาพ, และแสดงความเคารพต่อความทุกข์จากอดีตที่ชาติได้เคยเผชิญ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมือง
• ทรงสื่อถึงความสูญเสียที่เกิดจากสงครามช่วงอดีตว่า: “สงครามไม่ได้ทำให้เราได้ที่ดิน หรืออำนาจ มีแต่ความสูญเสีย บ้านพัง พ่อแม่กลายเป็นหม้าย ลูกกลายเป็นเด็กกำพร้า อนาคตที่หายไป”
• ในถ้อยแถลงภาษาภาษาจีนและภาษาฝรั่งเศสของคำแถลง ยังกล่าวว่า: “สงครามไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง” และมีแต่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจย้อนกลับ โดยเฉพาะต่อครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปอย่างสิ้นเชิง”
• ตอนท้ายของคำพูด ทรงกล่าวว่า “ขอให้ความหวังดีมีมากกว่าความโกรธ และไม่มีพ่อแม่คนใดต้องร่ำลาลูกเพราะสงครามอีก” และ “ขอยืนเคียงข้างชาติของพระองค์”

เอย่าจึงใช้เวลาค่อนข้างมากในการเขียนบทความนี้ออกมาเพื่อทำการชี้แจงเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงโดยทั่วกัน

1. เรื่องกบฏกษัตริย์กัมพูชานั้น  ไม่มีมูลเลย ในช่วงที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชามีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือการก่อกบฏของกองทัพ  แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ทำการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชา  ทุกคนต้องอย่าลืมนะคะว่าทุกวันนี้กัมพูชายังมีกษัตริย์อยู่มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี  แต่ข่าวลือที่ออกมากลับพบว่าการกบฏนั้นเป็นการโค่นล้ม สมเด็จมหาเดโชฮุนเซน ไม่ใช่กษัตริย์อย่างที่กล่าวอ้าง  ดังนั้นองค์หญิงอ้างว่ามาขอ Live เพราะชี้แจงสถานการณ์นี้จึงไม่ถูกต้อง

2. ประเด็นต่อมาเรื่องข่าวเท็จ  องค์หญิงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่จะมีสิทธิ์ออกมากล่าวสิ่งใดๆก็ตามที่เป็นตัวแทนของชาติ  เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติสากล  ดังนั้นองค์หญิงจึงพูดในฐานะอินฟลูฯคนหนึ่งที่เอย่าได้ข่าวว่า การที่องค์หญิงพยายามพูดสื่อสารหลายภาษาโดยเฉพาะภาษาจีนก็เพราะว่า เจ้าหญิงเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ  “Summer Song” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมานั่นเอง  และเหตุการณ์นี้น่าจะกระทบกับแฟนคลับโดยเฉพาะแฟนคลับชาวจีน

3. แม้พระราชดำรัสของเจ้าหญิงจะดูดีและสวยงามเพียงใดแต่สิ่งที่เจ้าหญิงต้องการนั้นคืออะไร หากเจ้าหญิงจะสื่อสารไปให้คนทั้งโลกได้รู้ต้องถามว่าเพื่ออะไร  เพราะทุกภาษาที่เจ้าหญิง  และเจ้าหญิงใช่คนที่เป็นตัวแทนของชาติในการออกมาพูดภาษาต่างประเทศหรือไม่  นี่จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าผิดหลักการปฏิบัติและนั่นแหละที่คนไม่ให้คุณค่าของคำพูดของเจ้าหญิงทั้งภาษาเขมร ฝรั่งเศส จีนและอังกฤษ ล้วนเป็นภาษาที่องค์หญิงเรียนรู้มาแต่สำหรับผู้ฟังแล้วคนที่ต้องการรับทราบจริงๆอาจจะเป็นคนกัมพูชาและคนไทยเสียมากกว่า อีกอย่างองค์หญิงฯควรศึกษา Fact จากแหล่งข่าวสากลด้วยไม่ใช่รับรู้จากแหล่งข่าวในประเทศเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่เอย่าเคยบอกท่านผู้อ่านเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาว่าทำไมภายนอกพูดอีกอย่างแต่สำนักข่าวในประเทศลงอีกอย่าง และควรจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนออกมาแถลง

อนึ่งองค์หญิงฯทราบหรือไม่ว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด หากย้อนมองสงครามครั้งนี้แล้วถามว่าราชวงศ์ของไทยทำอะไรบ้าง…ท่านเลือกจะเงียบและกระทำสิ่งต่างๆดังข้อด้านล่างนี้มากกว่าการที่ออกมากล่าวอะไรนั่นก็คือ ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์รับภาระในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีแนวทางการช่วยเหลือดังนี้:
• จัดพิธีศพผู้เสียชีวิตภายใต้พระราชทาน—ดำเนินตามพิธีราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ
• ส่งทีมจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทยเข้าเยี่ยมเยือนผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อให้การฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
• ประสานงานเพื่อดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับความเสียหายและจัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมทดแทน

หากถามว่าในอดีตกษัตริย์ไทยได้ทรงตรัสอะไรบ้างเอาเป็นว่าเอย่าจะยกตัวอย่างมาให้ดู  ย้อนกลับไปดูที่พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ทรงตอบต่อนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งทูลถามพระองค์ท่านขณะเสด็จไปเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ทำงานสร้างเขื่อนในพื้นที่ทุรกันดาร ในสมัยที่ประเทศไทยมีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ท่านทรงตอบคำถามกับนักข่าว BBC ในเวลานั้นว่าที่ถามเรื่องที่ท่านต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์อย่างไรว่า “เราไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในฐานะอุดมการณ์ แต่สู้กับปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน” หรือจะเอาคำตอบของในหลวง ร.10 ที่ตอบนักข่าว BBC ที่ถามว่า “คนเหล่านี้จงรักภักดีต่อพระองค์ ทว่าพระองค์จะมีพระราชดำรัสอย่างไรต่อผู้ชุมนุมที่ออกมาบนท้องถนนเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ” ในหลวง ร.10 ทรงยิ้มแย้มแล้วตอบกลับไปว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความเห็น...เรารักพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน” แต่นักข่าวคนนั้นก็ยังถามว่า “มีโอกาสที่จะประนีประนอมหรือไม่”  ในหลวง ร.10 ท่านทรงตรัสกลับไปสั้นๆแต่ความหมายลึกซึ้งว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม” อันหมายถึงท่านไม่เคยโกรธ เกลียด ใครที่เคยชังท่านเลย  คำตอบของท่านเพียง 10 วินาทีสามารถจบคำถามของนักข่าวคนนั้นได้

ดังนั้นองค์หญิงน้อยควรต้องทราบถึงกิจของการเป็นราชนิกูลนั่นหมายถึงการแบกประชาขนไว้บนบ่า กากรกระทำอะไรแม้จะเป็นการกระทำในนามส่วนบุคคลก็ดีแต่นั่นถือเป็นการดึงเอาราชวงศ์ลงมาแปดเปื้อนมัวหมองได้  แต่ถ้าองค์หญิงอยากจะเติบโตไปในสายของอินฟลูฯเต็มตัว การใช้ชื่อ เจณนา นโรดม เหมือนสามัญชนทั่วไปน่าจะเหมาะสมกว่า

จาก ‘กบาล’ ถึง ‘สงกรานต์’ รากเหง้าภาษา และวัฒนธรรม

ใครที่อ่านบทความของเอย่ามาตั้งแต่ต้นๆ โดยเฉพาะทุกครั้งที่เอย่าพูดถึงเรื่องของภาษาและวัฒนธรรม เอย่ามักจะบอกว่าวัฒนธรรมและภาษาหลายๆ คำในย่านนี้ที่คล้ายๆ กัน วันนี้เอย่าจะยกคำเหล่านี้มาให้ทราบกัน

คำแรกคือ กบาล ในภาษาเขมรและภาษาไทยแปลว่าหัว มีการกล่าวอ้างว่าคำว่ากบาลนี้ไทยน่าจะนำมาจากภาษาเขมรในอดีต แต่ความจริงแล้วคำนี้น่าจะมาจากภาษาบาลีคำว่า กปาล (Kapala) ที่แปลว่าหัวนั่นเอง

คำว่า Kambawza ในภาษาไทใหญ่นั้นว่ากันว่าประวัติของคำว่ากัมบาวซาที่แปลว่าอาณาจักรไทใหญ่เกิดจากเจ้าชายจากอาณาจักรกัมปูเจียเข้ามาปกครองในดินแดนรัฐฉานในคริสต์ศักราชที่ 957 แต่เมื่อสืบดูแล้วพบว่าในคริสต์ศักราชที่ 957 ในเวลานั้นกัมปูเจียอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรขอมของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ดังนั้นหากสืบค้นคำนี้จริงๆ คงต้องกล่าวว่า กัมปูเจีย นี่มีหลักฐานที่ปรากฎเป็นจารึกโบราณว่าคำว่ากัมปูเจียมาจากคำว่า กัมพุช ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของอินเดียโบราณนั่นเอง

คำสุดท้าย สงกรานต์

รู้หรือไม่คำว่าสงกรานต์ของไทยมาจากภาษาสันสกฤต คำว่า ‘สํกฺรานฺติ’ (Sankranti) ซึ่งมีความหมายว่า การเคลื่อนย้าย หรือ การเปลี่ยนผ่าน

ในอินเดียยังมีเทศกาล มกรสันกรานติ เป็นจุดสิ้นสุดของฤดูหนาวและเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ยาวนานขึ้น

ในไทยเราเพี้ยนคำว่าสันกรานติเป็นคำว่า สงกรานต์ อันหมายถึงการเปลี่ยนผ่านปีจากปีเก่าสู่ปีใหม่ เช่นเดียวกับในพม่าคำว่าตะจ่านก็มีรากศัพท์มาจากคำว่า สันกรานติอันหมายถึงการเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน และเช่นเดียวกับคำว่า โจลชนัมทเมย ในภาษาเขมรซึ่งก็มีรากศัพท์จากคำว่าสันกรานติ เช่นเดียวกัน

เอย่าแค่จะบอกว่าทุกประวัติของภาษาและวัฒนธรรมมันมีรากเหง้าเสมอ ผู้ที่ไร้รากก็เสมือนคนไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นใคร เช่นนั้นก็ไม่ควรมีสิ่งใดให้ภูมิใจ

‘จีน – รัสเซีย – เมียนมา’ กับความเป็นจริง ที่สื่อกล่าวหาว่า ‘เลือกข้างเขมร’ ‘คิด – วิเคราะห์ – แยกแยะ’ ทฤษฎีสมคบคิด รู้ไว้ใช่ว่า เผื่อจะตาสว่างขึ้น

(11 ส.ค. 68) ช่วงที่ผ่านมาหลายคนน่าจะได้ยินข่าวเรื่องที่จีนเอย รัสเซียเอย หรือแม้กระทั่งเมียนมา เลือกข้างฝั่งกัมพูชา แรกๆเอย่าก็เชื่อไปตามข่าวนั้นนะแต่พออเมริกาเข้ามาห้ามศึกในสงครามระหว่างไทย_กัมพูชา พร้อมกับการประกาศภาษีทรัมป์บ้าของไทยกับกัมพูชาในอัตราเท่ากัน มันก็ออกจะดูแปลกๆไปหน่อยไหม...

เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องที่ได้ยินมาอีกมุมแล้วให้ผู้อ่านได้คิด วิเคราะห์ แยกแยะ กันดู  มันอาจจะเป็นทฤษฎีสมคบคิดก็เป็นได้ แต่รู้ไว้ใช่ว่าเผื่อจะตาสว่างขึ้น

เรื่องมีอยู่ว่าตั้งแต่วันแรกของสงครามไทย-กัมพูชา มีเครื่องบินลำหนึ่งออกจากพนมเปญเพื่อจะไปลงที่ปักกิ่ง  แต่ทางจีนไม่อนุญาตให้เครื่องนี้ลง  เครื่องบินลำดังกล่าวจึงเบนหัวไปลงที่เกาหลีใต้  จากนั้นเครื่องเทคออฟต่อจากเกาหลีใต้ไปลงที่ฟิลิปปินส์ก่อนจะกลับมายังพนมเปญ

คำถามคือ
1. ทำไมทางการจีนไม่ต้อนรับเครื่องบินลำนี้
2. การที่บินมาลงที่เกาหลีใต้อาจจะพอเข้าใจได้ว่าเลือกประเทศภาคพื้นเพื่อเติมน้ำมัน  แต่การที่บินจากเกาหลีใต้ไปต่อยังฟิลิปปินส์ที่เป็นขี้ข้าอเมริกา นั่นเป็นการสื่อสารว่ามีการคุยกันหลังจากนั้นหรือเปล่า

มีนักทฤษฎีสมคบคิดวิเคราะห์เหตุการณ์นี้ว่า  ถ้าคิดแบบเรียบๆง่ายๆคือจีนเลือกไทยดังนั้นจีนจึงเลือกตัดไมตรีกับกัมพูชา ส่งผลให้กัมพูชาเลือกอเมริกามาเป็นพวก

แต่ในขณะเดียวกันหากคิดแบบนักทฤษฎีสมคบคิดแล้วละก็ เขาจะบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นแผนของ CIA ให้เปิดประเด็นกับไทยโดยอ้างเรื่องเขตแดนตรงปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควาย ซึ่งฝั่งรัฐบาลไทยก็พร้อมให้

สนับสนุนแผนนี้อยู่แล้ว เพื่อให้สถานการณ์ลุกลามจนมีการปักปันเขตแดนใหม่รวมถึงชายแดยบริเวณเกาะกูด-เกาะกงด้วย ซึ่งหนึ่งในผู้รับประโยชน์ตรงนี้คงไม่พ้นต้องมีบริษัทสัญชาติอเมริกันเข้าไปกินโต๊ะด้วยอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตามทางอเมริกาน่าจะมีแผนลับในใจไว้แล้วคือหากการเจรจาบนโต๊ะไม่เป็นผลอเมริกาก็จะใช้แผนกดดันทางเศรษฐกิจอย่างที่เราทราบมาห้ามทัพ  เพื่อเชิดหน้าว่าฉันคือฮีโร่ตำรวจโลกพร้อมกับเสนอส่งกองทัพมาประจำในกัมพูชาเพื่อคานอำนาจจีน

คาดว่าแผนนี้ทางจีนน่าจะล่วงรู้ก่อนและน่าจะเป็นฝ่ายเลือกจะตัดความสัมพันธ์กับทางกัมพูชาโดยสมบูรณ์นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทางกัมพูชาเลือกจะบินไปลงเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ตามที่เล่าไปข้างต้น

ส่วนทางรัสเซียที่สื่อพยายามจะโยงกัน เอาตรงๆจนถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นรัฐบาลรัสเซียออกมาถือหางอะไรทางกัมพูชาเลยมีแต่ข่าวที่สำนักข่าว TASS ของรัสเซียรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคมว่ามาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงต่างประเทศรัสเซีย เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหลีกเลี่ยงการยกระดับสถานการณ์และเข้าสู่การเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งเท่านั้น

ส่วนฝั่งเมียนมานั้นยิ่งกว่า โดยไม่มีการประกาศอะไรออกมาเลยจากรัฐบาลกองทัพเมียนมาว่ายืนหยัดข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะสถานการณ์ในประเทศตนก็ไม่ใช่ว่าจะสงบ  ส่วนทางคนเมียนมาในไทยนี่ถึงขั้นด่าส่วนชาวโซเชียลขแมร์ว่าอย่าดึงคนพม่าไปเกี่ยวข้องด้วย เมียนมาไม่ได้มีความขัดแย้งกับไทย

จากทั้งหมดนี้เอย่าว่าเราควรจะฟังหูไว้หูนะการรับรู้ข่าวจากสื่ออาจจะต้องพิจารณาด้วยว่าสื่อที่นำมาเสนอนั้นเป็นของฝ่ายใดเพราะปัจจุบันนี้สื่อคือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สร้างความเข้าใจผิดในสังคม

ว่าไปแล้วเอย่าว่าเราควรมาจับจ้องสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ (9 สิงหาคม) ดีกว่า มีข่าวว่ากองร้อย KTLA ของนายพลเนอดา ยึดท่อแก๊สไทย-เมียนมาฝั่งตรงข้ามจังหวัดกาญจนบุรีพร้อมกับขู่ว่าจะระเบิดทิ้ง  มีข่าวมาว่างานนี้กองทัพเมียนมาไฟเขียวให้ฝั่งไทยจัดการเอง เพราะตอนนี้นายพลเนอดาก็อยู่ในประเทศไทย เพียงแต่ว่ากองทัพไทยจะกล้าพอที่จะจัดการจบปัญหานี้ไหมมากกว่า ได้ข่าวว่านายพลเนอดาสนิทกับคนใหญ่คนโตในกองทัพไทยและ CIA หลายคนรวมถึง เดวิด อูแบงก์ผู้นำของ Free Burma Ranger ด้วยนี่ ถ้าทางการไทยจับได้คงมีข่าวให้นำเสนอกันอีกยาวละคราวนี้

รัฐ-ประชา..พิพากษา เมื่อหมอดูกลายเป็นหมอเดา ถึงเวลาจัดการพวกหากินกับความเชื่อไร้ความรับผิดชอบ

ไม่นานมานี้ผู้อ่านหลายท่านคงได้ทราบเรื่องที่มีหมอดูท่านหนึ่งได้ทำนายเรื่องว่าจะเกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นอีกและจะมีความรุนแรงกว่าเดิมในเร็ววันนี้ คำทำนายนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจนเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั้งอินฟลูฯ เอยหรือแม้กระทั่งทนายออกมาแจ้งความเพราะสร้างความตื่นตระหนกให้เกิดขึ้นในสังคม

กรณีนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้นในโลกที่มีหมอดูมาทำนายแล้วพยายามโยงนั่นโยงนี่ แต่สุดท้ายแล้วกลายเป็นหมอเดาที่แค่จับเอาสถานการณ์ที่มีความเป็นไปว่าจะเกิดขึ้นมาทำนายเป็นตุเป็นตะจนสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม  ซึ่งเคสแบบนี้น่าแปลกที่ในประเทศอื่นหากมีเรื่องที่เกี่ยวกับอินฟลูฯสร้างกระแสจนเป็นผลกระทบด้านลบต่อสังคมในวงกว้าง ทางการโดยเฉพาะในต่างประเทศมักจะไม่รอให้ผู้เสียหายมาเป็นคนแจ้งความกล่าวโทษแต่จะออกตัวเป็นเจ้าภาพแทนในงานเช่นนี้  

อย่างเคสที่เคยเกิดขึ้นกับหมอดูโซเชียลในเมียนมาที่ทำนายว่าจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา จนทำให้ในวันที่ 21 เมษายน ผู้คนที่อยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวต่างออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านนอกอาคาร หลับนอนกันนอกตัวบ้านไม่กล้าเข้าไปอยู่ภายใต้อาคารเพราะเชื่อในคำทำนายนั้น  จนเมื่อเวลาผ่านไปไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรงตามที่กล่าวอ้าง รัฐบาลเมียนมาก็ไม่รอช้ารีบจับกุมหมอดูรายนี้ทันทีในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกในสังคม

เอย่ามองว่าการที่รัฐบาลออกมาทำเองเพราะนี่คือประเด็นอ่อนไหวและเป็นประเด็นที่เปราะบางไม่ได้มีใครเดือดร้อนจากคำทำนายของหมอดูคนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็แค่ผู้คนไม่กล้าใช้ชีวิตในอาคารในวันนั้นก็แค่เท่านั้น แต่ในทางกลับกันรัฐบาลเมียนมากลับมองว่านี่เป็นการชี้นำสังคมอย่างรุนแรงแม้จะไม่เกิดผลเสียแต่ควรได้รับผลว่าการโพสต์อะไรลงในโซเชียลมีเดียโดยไม่มีการรับผิดชอบต่อสังคมย่อมต้องได้รับการลงโทษ และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการจับกุมหมอดูรายนี้ขึ้น

กลับมามองในประเทศไทย หมอดูในประเทศไทยไม่ได้สร้างแค่การเกิดความตื่นตระหนกในสังคมเพียงแค่ครั้งนี้ แต่ที่ผ่านมามีการทำนายที่เขย่าความเชื่อมั่นของผู้คนในสังคมมาตลอดไม่ว่าจะเรื่องการยึดอำนาจ โรคระบาดยังไม่จบ พิบัติภัย ไปจนล่าสุดที่มีการมาโหนกระแสเรื่องสงคราม ซึ่งพอเอาคำทำนายของหมอดูแต่ละคนไปเทียบกับช่วงเวลาจริงที่เกิดขึ้นก็พบว่าในช่วงดังกล่าวหลายครั้งหลายหนไม่ได้เป็นไปตามคำทำนาย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหมอดูคนนั้นได้เครดิตไปแล้วหลังจากพูด หลังจากเป็นกระแส ได้เงินได้ทองไปแล้วแต่ไม่เคยต้องมารับผิดชอบอะไรก็ตามที่ตนเองได้พูดออกมาแม้มันจะไม่ได้เกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ระบบกฎหมายของประเทศไทยเป็นระบบที่ต้องมีผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษต่อศาล ในกรณีล่าสุดนี้แม้จะมีทนายดังเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ แต่เอย่าเชื่อได้ว่าเนื่องจากทนายดังกล่าวไม่ได้เป็นผู้เสียหายจากคำทำนายนั้น ดังนั้นสุดท้ายเรื่องราวนี้ก็จะจบลงไปอย่างเงียบ ๆ เช่นเคย แต่ถ้าหากรัฐบาลเป็นคนร้องทุกข์กล่าวโทษหมอดูดังกล่าวเองในข้อหาสร้างความตื่นตระหนกให้แก่ผู้คนในสังคม แม้จะไม่ได้ด้วยคดีอาญา แต่คดีแพ่งย่อมมีสิทธิ์ที่น่าจะฟ้องได้เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจากที่รัฐบาลต้องมาแบกภาระดูแลผู้คนจากคำทำนายที่บิดเบือนและสร้างความตื่นตระหนกพวกนี้ก็มีราคามากพอที่จะทำให้หมอดูโหนกระแสเหล่านี้ หลาบจำว่าหากคุณอยากโหนกระแสเข้าหาแสงมันก็มีราคาที่ต้องจ่ายหากคำทำนายนั้นไม่รับผิดชอบต่อสังคม

เบื้องหลังที่มาภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเก็บเมียนมา 40% อาจส่งสัญญาณเลิกคว่ำบาตรรัฐบาลทหารเมียนมา

(5 ส.ค. 68) หลายคนคงเห็นข่าวที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศเรื่องเก็บภาษีนำเข้าประเทศนั้น ประเทศนี้ แต่เอย่ามาสะดุดคำว่า เมียนมา 40%

รู้หรือไม่ว่า รัฐบาลทหารเมียนมา ดีใจและขอบคุณทางรัฐบาลสหรัฐฯมากเพราะนี่คือหลักฐานที่ออกมาอย่างเป็นทางการว่า สหรัฐ อเมริกาเลิกคว่ำบาตรเมียนมาแล้วอย่างเป็นทางการ อันหมายรวมถึงการยอมรับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นรัฐบาลโดยชอบธรรมของเมียนมาด้วย

กระดาษใบนี้นั่นเองจะเป็นตัวที่เปิดให้ประเทศที่กีดกันทางการค้ากับเมียนมาหันกลับมาทำธุรกิจและลงทุนในเมียนมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่างานนี้ต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่นอน

ดูเหมือนที่ผ่านมาสหรัฐอเมริกาน่าจะได้ไตร่ตรองแล้วว่าการอัดฉีดรัฐบาลเงาและกองทัพของชนกลุ่มน้อยในเมียนมาให้ทำสงครามเพื่อแบ่งแยกดินแดนนั้นไม่เป็นผล  แต่ยิ่งกลับเป็นการผลักเมียนมาให้ไปซบอกประเทศที่เป็นคู่กรณีอย่างจีนและรัสเซียมากขึ้น 

ดังนั้นภายใต้การเปิดไมตรีโดยการประกาศภาษีนี้ถามว่ากระทบอะไรกับเมียนมาไหม เอย่าบอกเลยว่าน้อยมากจนถึงกับไม่กระทบเลย เพราะตลอดมาที่เมียนมาถูกโดดเดี่ยวจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

ถามว่าการเปิดไมตรีครั้งนี้ เมียนมามองออกหรือไม่เอย่าคาดว่าทางผู้นำอย่างมิน อ่อง หล่าย ไม่ได้เป็นคนโง่ที่จะมองอะไรไม่ออก แต่ก็อย่างว่าเมื่อศัตรูยื่นไมตรีให้เขาก็รับ แต่อย่างไรก็ดี  ตลอดเวลาที่สหรัฐฯสร้างบาดแผลให้เมียนมาก็ทำให้ทางรัฐบาลทหารเมียนมาจำเหมือนกันว่าใครได้ทำอะไรกับตนไว้

จากนี้คงต้องมาดูความจริงใจของฝั่งสหรัฐฯว่าจะยังสนับสนุนฝั่งรัฐบาลเงาของเมียนมาอยู่ไหมหรือจะกวาดทิ้งมาให้เมียนมาเพื่อสร้างแต้มต่อความพึงพอใจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการขยายอำนาจของจีนและรัสเซียในอ่าวเบงกอลหรือไม่อย่างไร

เปิดทฤษฎีสมคบคิด!! ‘ฮุนเซน’ ไม่ได้ต้องการปราสาท เป้าหมาย!! ทรัพยากรจุดพิพาท ‘น้ำมัน - ก๊าซธรรมชาติ’

ในช่วงที่มีการรบพุ่งที่ชายแดนอย่างดุเดือดกลับมีเสียงหนึ่งดังมาถึงหูของเอย่า  นั่นคือหากปัญหาที่ทำให้ทางกัมพูชานั้นรบพุ่งกับไทยไม่ใช่เพื่อต้องการดินแดนหรือปราสาทอย่างที่ทางกัมพูชาพยายามแล้ว อะไรละคือสิ่งที่จะมาเป็นชนวนครั้งนี้ได้

แต่กลับมีกลุ่มนักทฤษฎีสมคบคิดทางการเมืองสร้างประเด็นให้ชวนคิดอยู่ว่าหากทางฮุนเซนไม่ได้อยากได้ปราสาทแล้ว อะไรละคือสิ่งที่ชายคนนี้ต้องการ ว่าแล้วก็ต้องย้อนกลับไปก่อนจะมีประเด็นเรื่องปราสาทตาเมือนธม กัมพูชาก็มาฮึ่มๆ กับไทยเรื่องเกาะกูด แถมฝ่ายการเมืองไทยก็ขานรับเสียด้วย ทำเอาเป็นประเด็นร้อนเพราะจะทำให้ไทยเสียดินแดนจนมีคนออกมาแฉว่ามากกว่าเรื่องของเขตแดนนั่นคือทรัพยากรที่มีอยู่ในบริเวณนั้น ว่ากันว่ามูลค่าของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติตรงบริเวณเกาะกูดมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านบาท และนั่นน่าจะเป็นประเด็นที่ชวนคิดว่า 2 ตระกูลระหว่างไทยและกัมพูชานั้นคิดอะไรอยู่

ประเด็นคือเมื่อมีการต่อต้านจนประเด็นเรื่องชายแดนเกาะกูดร้อนแรงขึ้นอีกทั้งประชาชนกัมพูชาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากเหตุการณ์นี้ ก็ทำให้ฝั่งกัมพูชานั้นเปลี่ยนแผนไปวุ่นวายกับเรื่องปราสาทและดินแดนแทนเพื่อเรียกพลังมวลชนให้เข้ามามีส่วนร่วม จุดนี้จะทำให้เห็นว่าทางกัมพูชาพยายามที่จะกล่าวหาไทยว่าเป็นผู้กระทำก่อนเพื่อที่สุดท้ายจะอ้างผลประโยชน์เรื่องดินแดนให้มีการแบ่งปักปันดินแดนใหม่เพื่อที่จะนำมาซึ่งผลของการปักปันดินแดนบริเวณเกาะกูดด้วยเช่นกัน  หากเป็นไปตามแผนนี้ นั่นแปลว่ากัมพูชาจะแสร้งทำเป็นยอมเสียอาณาเขตที่เคยเป็นของไทยแต่กัมพูชาเข้ามายึดไปดื้อๆอย่างปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควายและปราสาทเขาพระวิหาร แต่จะขออาณาเขตทางทะเลตรงบริเวณเกาะกูดมาแทน ดูแบบนี้ใครไม่รู้ความจริงก็จะมองว่ากัมพูชายอมเสียเปรียบ แต่หากคนที่รู้ความจริงคือนายฮุนเซนไม่ได้สนใจความต้องการของประชาชนของเขาเลยเพียงแต่เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือเพื่อแอบอ้างความถูกต้องในขณะที่ตนเองและพวกพ้องก็จะทำการฮุบทรัพยากรธรรมชาติไว้เป็นของตนและพรรคพวก ซึ่งนั่นก็รวมถึงพยาธิ เอ้ย ญาติที่ฝั่งไทยด้วยกระมัง เรื่องนี้อาจจะฟังดูเป็นนิทานการเมืองที่สนุกสนานแต่หากมองในอีกมุมแล้วนี่คือแผนอันเลือดเย็นของทั้งผู้นำกัมพูชาและคนที่ได้ชื่อว่าผู้อยู่เหนือผู้นำรัฐบาลไทยที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของเหล่าทหารและผู้บริสุทธิ์ของทั้ง 2 ประเทศ  

สุดท้ายเรื่องที่ไม่คาดคิดและอาจจะไม่ได้เกินที่จะคาดหมายคือการมาของสหรัฐอเมริกาที่จะมาตั้งฐานทัพในกัมพูชา ถามว่างานนี้สหรัฐได้อะไร…? ต้องถามอีกทีว่าแปลกไหมที่อยู่ดีๆ สหรัฐก็ลดภาษีนำเข้าให้ไทยเท่ากับกัมพูชาทั้งๆ ที่ไทยก็ไม่ได้เสียอะไรเลย ทุกคนไม่สงสัยอะไรบ้างหรือว่าเบื้องหลังการไปตั้งกองทัพสหรัฐครั้งนี้ฝ่ายไทยนี่แหละอาจจะส่งซิกแนลไปให้พ่อใหญ่สมเด็จวุ้นเส้นก็เป็นได้ และแน่นอนผลที่ได้คือความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นระหว่างจีนและสหรัฐเมื่อกัมพูชาหักหลังจีน เวียดนามที่เป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อจีนมาตลอดคงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้ฐานทัพศัตรูมาอยู่ในดงที่ทางฝ่ายจีนต้องการขยายอำนาจเป็นแน่แท้  และเชื่อว่าความวุ่นวายที่จะเกิดกับกัมพูชาอาจจะนำมาเรื่องปัญหาเขตแดนแน่นอน อย่าลืมว่าพวกเขายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการได้ และเชื่อได้ว่าอเมริกาน่าจะเป็น 1 ในหมากของ 2 ตระกูลใหญ่วางไว้เพื่อให้เกิดปัญหาในทะเลอ่าวไทยในอนาคตเพื่อจะชักนำให้เกิดการปักปันเขตแดนใหม่เพื่อจะทำการแบ่งสันปันส่วนสมบัติแผ่นดินกัน สุดท้ายมีคนบอกว่าลองดูให้ดีหลังจากนี้ อาวุธฝ่ายกัมพูชาที่จะนำมาใช้รบอาจจะไม่ใช่อาวุธจากจีนอีกต่อไปแต่จะเป็นอาวุธจากประเทศซีกโลกตะวันตกแทน

สุดท้ายอย่างว่านะคะ…..นี่คือทฤษฎีสมคบคิดของนักทฤษฎีสมคบคิดทางการเมืองคิดกันขึ้นโดยนำเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาปะติดปะต่อกัน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและวิเคราะห์นะคะ

ล้วงลึกธุรกิจ!! ‘แสนล้านเหรียญสหรัฐ’ ของพ่อค้าอาวุธ ซื้อขายไม่ผ่านรัฐ!! ราคาดีกว่า ‘จีทูจี’ มีให้เลือกหลายยี่ห้อ

(28 ก.ค. 68) ในขณะที่มีการออกมาปฏิเสธเรื่องการขายอาวุธให้แก่กัมพูชา เคยสงสัยไหมคะว่าอาวุธที่มีในประเทศเพื่อนบ้านเรานั้นมาจากไหน

ก่อนอื่นเราคงต้องบอกว่าเกือบทุกประเทศในโลกนั้นผู้ผลิตอาวุธส่วนใหญ่เป็นเอกชน ยกตัวอย่างโรงงานผลิตรถถังในโลกนี้ก็มี  General Dynamics Land Systems จากสหรัฐอเมริกา BAE Systems จากสหราชอาณาจักรอังกฤษ Rheinmetall จากเยอรมนี หรือ KNDS ที่มีฐานการผลิตทั้งในเยอรมันและฝรั่งเศส หรือในฝั่งเอเชียอย่าง Hyundai Rotem จากเกาหลี Norinco จากจีนหรือแม้กระทั่ง Mitsubishi Heavy Industries ในญี่ปุ่นเองก็มีการผลิตออกมาจำหน่าย โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่แม้จะเป็นรัฐบาลก็จริงแต่หากมองกลับไปตามงาน Weapon Exhibition แล้วละก็  คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มาเดินงานเหล่านี้ที่ไม่ใช่คนจากรัฐบาลหรือกองทัพเลยนั่นก็คือพ่อค้าอาวุธนั่นเอง

ตามข้อมูลที่เอย่าได้มาเรื่องพ่อค้าอาวุธเหล่านี้บางคนก็เป็นตัวแทนเพื่อไปจำหน่ายสินค้าให้ประเทศของตนเนื่องจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศทำให้ไม่สามารถจัดซื้อกันแบบทางตรงได้ โดยคนเหล่านี้จะมีการเปิดเส้นทางการเงินไว้ตามประเทศที่ผู้ขายให้ความไว้วางใจโดยการซื้อขายแบบนี้ไม่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลของประเทศผู้ผลิตเอง

ถามว่าเป็นเหมือนกันทั่วโลกไหม ตามที่เอย่าทราบมาก็ไม่ได้แตกต่างกันขึ้นกับว่าฝ่ายไหนต้องการเสนอข่าวหรือฝ่ายไหนต้องการปิดข่าว เพราะอย่าลืมว่าการซื้อขายแบบนี้ได้ราคากว่าการขายแบบจีทูจีแน่นอนเพราะด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่างนั่นเอง

ดังนั้นตามโซเชียลที่มีการบอกว่ากัมพูชาซื้ออาวุธจากจีนแต่ทางการจีนปฏิเสธมีความเป็นไปได้ไหมบอกเลยว่าเป็นไปได้อย่างมากด้วยเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น  เช่นเดียวกันกับฝั่งกลุ่มต่อต้านกองทัพเมียนมาที่มีอาวุธทันสมัยใช้นั้นถ้าไม่ได้มาจากประเทศตะวันตกสนับสนุนแล้วละก็ คงไม่น่าจะผิดคาดถ้ากองกำลังดังกล่าวจะใช้เงินใช้ทองที่หามาได้ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตามเอามาซื้อยุทโธปกรณ์จากพ่อค้าอาวุธนั่นเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top