Thursday, 4 June 2026
AYA IRRAWADEE

ชำแหละบทความใส่ร้ายจีน ช่วยกัมพูชาจริง!! หรือแค่ข่าวปลอม

(3 ต.ค. 68) ล่าสุดมีนักข่าวท่านหนึ่งที่เป็นระดับหัวหน้าประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความว่าได้รับข้อมูลจากข่าวกรองของไทยว่าจีนส่งอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชา 1 เดือนก่อนเกิดสงคราม เรื่องนี้ทำให้เอย่าหูผึ่งถึงขั้นต้องนัดทานกาแฟกับพี่หน่วยข่าวกรองของไทยบางคนที่เอย่ารู้จัก ทางพี่เขาก็ตบเข่าฉาดใหญ่บอกว่ายัยนี่นั่งเทียนเขียนข่าว ไม่มีข่าวกรองคนไหนออกมาเปิดเผยข้อมูลให้คนนอกโดยเฉพาะสื่อให้ทราบกันง่ายๆ หรอกหากไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา และนี่เองทำให้เอย่ากลับมาอ่านบทความอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งรวมถึงหลายๆ บทความของฝั่งอเมริกาในช่วงนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่พี่เขาบอกมาก็คือ จีนบอกมาแล้วว่าเขาไม่ได้เลือกข้างฝ่ายไหนเลย เพราะถ้าเขาเลือกข้างกัมพูชาจริง กัมพูชาจะกล้าทิ้งจีนไปจูบก้นอเมริกาถึงขั้นจะโปรโมทให้ ทรัมป์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเลยเชียวหรือ

ในเนื้อหาของบทความระบุว่านักข่าวรายนี้ได้เห็นรายงานข่าวกรองของฝ่ายไทยว่า “เครื่องบิน Y-20 ซึ่งจีนเรียกว่า Chubby Girls เนื่องจากลำตัวกว้างและสามารถบรรทุกสินค้าหนักได้ เครื่องบินเหล่านี้บินหกเที่ยวมายังเมืองสีหนุวิลล์ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยบรรทุกจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ตู้คอนเทนเนอร์ 42 ตู้ ส่งให้แก่รัฐบาลกัมพูชา โดยระบุต่อว่าอาวุธดังกล่าวจัดเก็บไว้ที่ฐานทัพเรือเตรียมเพื่อเตรียมส่งต่อไปทางเหนือเพื่อกระจายไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ประเด็นคือเอกสารข่าวกรองได้เห็นกันง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือ

นักข่าวรายนี้อ้างต่อว่าจากแหล่งข่าวผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่าอาวุธที่โจมตีไทยเป็นอาวุธจากจีน  แต่พอทางเอย่าเช็คกลับไปยังแหล่งข่าวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธจากจีนตอนนี้ได้คำตอบว่า อาวุธที่กัมพูชาใช้ของจีนนั้นเป็นอาวุธที่จีนผลิตและใช้เมื่อประมาณสัก 10-20 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันทางกองทัพจีนยกเลิกการใช้อาวุธเหล่านี้ไปหมดแล้ว 

ยกเว้นแต่โดรนทิ้งระเบิดที่เอย่าได้ข่าวมาจากแหล่งข่าวอีกสายว่าได้มาจากกลุ่มจีนเทาซื้อโดรนเกษตรกรรมแล้วนำมาดัดแปลงเป็นโดรนทิ้งระเบิดแบบเดียวกับกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงที่ใช้โจมตีกองทัพเมียนมา และยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้นเมื่อในภาพโพสต์รูปกองกำลังของกัมพูชาโดยระบุว่า “ทหารกัมพูชาบรรจุกระสุนใหม่ให้กับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 สมัยโซเวียตในจังหวัดพระวิหารเมื่อเดือนกรกฎาคม เอกสารของไทยระบุว่าระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 มิถุนายน จีนส่งกระสุนเกือบ 700 นัดเพื่อติดตั้งเครื่องยิงจรวดดังกล่าว” ประเด็นคือ เครื่องยิงจรวดสมัยโซเวียตอย่าง BM-21 แม้จีนจะยังมีการผลิตจรวดที่ใช้กับเครื่องยิงจรวดรุ่นนี้อยู่แต่ต้องอย่าลืมว่าบริษัทที่เป็นผู้ผลิตนั้นเป็นบริษัทเอกชนและเช่นกันการซื้อขายสินค้าประเภทอาวุธยังเป็นการค้าขายผ่านระบบนายหน้าไม่ใช่จีทูจี และนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่จีนออกมาปฏิเสธได้อย่างเต็มปากว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ขายแต่ถ้าเอกชนซื้อขายกันเองอันนี้ไม่รับรู้

รายงานระบุต่อว่า “เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกองทัพไทยที่ได้รับการติดต่อจากเดอะไทม์ ยืนยันความถูกต้องของเอกสาร โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวรวบรวมโดยเครือข่ายข่าวกรองข้ามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่อีกสองนายยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวถูกเปิดเผยภายในกองทัพ ทั้งสามท่านขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับเอกสารที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเอกสารลับ” จากประโยคนี้คงต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยถึงการรักษาความลับทางการทหารแบบนี้ให้หลุดมาถึงสื่อต่างประเทศได้อย่างไร พร้อมทั้งควรสืบหาเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ให้ข่าวพร้อมสอบสวนถึงจรรยาบรรณการทำงานของกองทัพไทยด้วยหรือไม่

เอาเป็นว่าเอย่าจะพักเรื่องนี้มาดูอีกข่าวดีกว่าในขณะที่อเมริกาใช้สื่อโจมตีจีนอยู่นั้น วันนี้มีข่าวมาว่าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เตรียมสนับสนุนเงิน 675,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 22 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกัมพูชาในโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตั้งแต่เดือน พ.ย.2025 ไปจนถึงเดือน เม.ย.2026 ประเด็นคือการช่วยเหลือเรื่องการเก็บกู้ระเบิดในแต่ละปีมีเม็ดเงินที่ใช้มากกว่า 30 ล้านเหรียญ  คำถามคือเม็ดเงินทั้งหมดนั้นถูกเอาไปใช้เก็บกู้จริงหรือ ทำไมกู้ไม่หมดเสียที หรือที่แท้จริงนั้นคือการให้เงินสนับสนุนการทำสงครามแก่กัมพูชาผ่านระบบ NGO ตามโมเดลที่ชาติตะวันตกชอบใช้อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในเมียนมาและอีกหลายประเทศ

รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นรู้ทันจนต้องปิดสำนักงานไป นี่คงเป็นคำถามคำใหญ่ๆที่ควรจะถูกตรวจสอบถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ได้ถูกใช้ไปอย่างถูกต้องหรือไม่

สรุปแล้วใครเป็นคนเลวในเกมนี้ไม่รู้แต่ที่รู้ๆ คนเลวบางคนที่แสร้งทำตัวเป็นคนดีแล้วหาผลประโยชน์เข้าชาติตัวเองเหมือนนักการเมืองโกงกินของสยามประเทศบางคนที่ชอบเอาประชาชนมาอ้างนั้นมีอยู่จริง

ด้านมืด!! ‘เมืองผู้ดี’ ที่ ‘BBC’ เลือกที่จะเงียบ ไม่เคยคิดทำสารคดี โสเภณีถูกกฎหมาย!! เสียภาษีรายได้ แต่ตรวจโรค ต้องควักจ่ายเอง

(28 ก.ย. 68) หลังจากมีกระแสตีกลับเรื่องที่ BBC ทำสารคดีเกี่ยวกับด้านมืดของสวรรค์นักท่องเที่ยวในเมืองไทย มาวันนี้เอย่าจะมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ทราบกัน  เรื่องแรกเลยที่ BBC สื่อเมืองผู้ดีควรจะทราบก่อนเลยคือเรื่องโสเภณีในอังกฤษก็มีมาตั้งแต่อดีตที่หลายคนรู้จักในยุคศตวรรษ 70-90  ที่ปรากฏตามภาพยนตร์ก็อย่างเช่นย่าน Soho ที่เป็นย่านบันเทิงมาตั้งแต่ยุควิคตอเรียและ Whitechapel ที่นอกจากจะมีตำนานแจ็ด เดอะริปเปอร์แล้ว ตำนานในย่านนี้ที่คนรู้จักกันดีคือหญิงขายบริการที่ใครจะมาหาซื้อก็ต้องมาในย่านนี้

ในปัจจุบันย่านโคมแดงของลอนดอนนอกจากจะเป็นย่าน Soho  ที่อุดมไปด้วยคลับ บาร์สำหรับผู้ใหญ่แล้ว ยังมีย่าน Kings Cross และย่าน Camden ที่มีการขายบริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ในย่านนี้รวมถึงในเมืองใหญ่อื่นๆนอกลอนดอนอย่าง แมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล หรือเบอร์มิงแฮม ก็มีธุรกิจลักษณะนี้อยู่เช่นเดียวกันกระจายไปทั่วไม่ได้แตกต่างอะไรกับประเทศไทย

สิ่งที่ดูแล้วจะทำให้รู้สึกว่าการขายบริการในอังกฤษต่างจากประเทศไทยคือการค้าประเวณีถือเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายและจะต้องเสียภาษีโดยคนที่คิดจะทำอาชีพนี้ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้าประเวณีกับ HM Revenue & Customs เพื่อให้ได้ Unique taxpayer reference เพื่อใช้สำหรับการยื่นภาษีรายได้โดยผู้ค้าประเวณีจะต้องทำบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับยื่นในการเสียภาษีรายได้และ National Insurance โดยการจัดเก็บภาษีจะเป็นขั้นบันไดตั้งแต่ 20-45% และ National insurance จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มขึ้นกับฐานรายได้ โดยหากรายได้ไม่เกิน 12,570 ปอนด์ต่อปีจะเสียอยู่ที่ 3.45 ปอนด์ต่อสัปดาห์และหากรายได้เกินกว่านี้จะเก็บเป็นขั้นบันไดตามลำดับ

อีกจุดที่ต่างกันคือกฎหมายของอังกฤษห้ามให้มีการประกอบกิจการซ่อง หรือ Brothel โดยถือว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจผิดกฎหมายนั่นเองเพราะในอังกฤษมองว่าการเปิดซ่องนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์นั่นเอง  อย่างไรก็ตามในอังกฤษก็ไม่ได้ต่างจากไทยคือการค้าประเวณีแฝงที่อยู่ในสถานบันเทิงอย่างผับ บาร์ คาราโอเกะหรือร้านนวด

สุดท้ายเอย่ามองว่าการมองหามุมมืดของทุกประเทศนั้นมีหมดในอังกฤษเองก็ไม่ได้สะอาดหมดจดแถมยังเลือกจะแก้ปัญหาให้มีโสเภณีเสรีเสียอีกด้วยโดยปราศจากการควบคุมการตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์นอกจากผู้ค้าสมัครใจตรวจโรคเองและเสียค่าใช้จ่ายเอง  ในขณะที่ประเทศไทยในยุคที่อาบอบนวดเฟื่องฟู มีข้อมูลมาว่าสถานบริการทางเพศที่ถูกต้องตามกฎหมายในไทยจะมีบังคับให้ตรวจโรคทุก 3-4 เดือนและต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคเป็นสวัสดิการจากเจ้าของกิจการแก่พนักงาน

สุดท้ายเอย่าไม่ทราบว่า BBC ทำสารคดีนี้ต้องการอะไรแต่ช่วยกลับไปหาถึงมุมมืดในประเทศตนเองและทำสารคดีออกมาจะดีกว่าไหมว่ากฎหมายที่ตัวเองใช้ควบคุม Sex worker ของตนนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือเปล่ารวมถึงสวัสดิการในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย

เสียงวิจารณ์เดือด!! GMP Clearance อย. ถูกมองเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า

วันนี้มีการประชุมชี้แจงเรื่อง GMP Clearance โดยผู้อำนวยการกองยาเป็นประธานในการประชุมชี้แจงในครั้งนี้ โดยเนื้อหาที่ทาง อย. แจ้งมาว่าปัญหาที่ทาง อย. อ้างว่าหลังจากที่ทาง อย. ไทยได้นัดหมายไปทำการ Onsite Audit แต่โรงงานผู้ผลิตไม่อนุญาต โดยมีทั้งแบบขอเลื่อนไปเรื่อยๆ และส่งหนังสือมาว่าไม่สะดวกให้ อีกทั้ง อย. ยังอ้างว่าบางบริษัทให้เลข GMP มาพอไป search แล้วหาไม่เจอ จากปัญหาที่ อย. อ้างนี่เองเป็นต้นเรื่องของการที่ อย. ต้องการจะไป Onsite Audit ในประเทศที่เป็น Non-PIC/S Member ทั้งหมด

โดยในการประชุมครั้งนี้ อย. ประกาศว่า ทาง อย. จะไป Onsite audit ในกรณีต่อไปนี้
• ยาที่กำลังขึ้นทะเบียนทุกตัวจะต้องทำการ Onsite Audit สำหรับ Non-PIC/S country 
• ยาที่ได้รับทะเบียนแล้วแต่หากมีการเพิ่ม Site ผู้ผลิตยาสำเร็จรูป จะต้องได้รับการ Onsite Audit 
• ถ้าหาก GMP clearance หมดอายุการ renew ได้โดยไม่จำเป็นต้องไป Onsite สำหรับรายการยาที่มีทะเบียนยาในไทยอยู่แล้ว

ในการประชุมมีคำถามมากมายโดยเฉพาะในช่วงถาม-ตอบปัญหา ซึ่งทาง อย. เอ่ยมาว่า ในประเทศที่ไม่ได้เป็น PIC/S member จะไปทำงานตามระบบของประเทศที่เป็น PIC/S ได้อย่างไร ซึ่งคำพูดนี้ขัดแย้งกับมาตรฐานการผลิตยาในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศฝั่งจีนและอินเดียที่เป็นผู้นำการผลิตเวชภัณฑ์ของโลกในขณะนี้ ซึ่งมีแหล่งข่าวของเอย่าระบุว่าบริษัทยาระดับโลกที่เขาขายยาทั่วโลกไม่ใช่ผลิตมาขายแค่ประเทศไทย ทำไมเขาจะไม่รักษามาตรฐานการผลิตยาโดยเฉพาะบริษัทที่ส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรป เขาต้องรักษามาตรฐานอยู่แล้ว  และไทยก็แค่ได้อานิสงส์จากการรักษามาตรฐานของบริษัทเหล่านั้น และอีกหลายคำถามในวันนี้ที่เจ้าหน้าที่ อย. ตอบไม่ได้แล้วตอบไปว่ามีคำถามอะไรให้มาถามเป็นการส่วนตัว นี่ยิ่งสร้างให้เกิดความไม่โปร่งใสและลดทอนความน่าเชื่อถือของ อย. ไทยลงไปอย่างมาก

ณ เวลานี้ อย. เอายาที่กำลังจะได้ทะเบียนยามาเป็นตัวสร้างเงื่อนไขว่ายาที่จะออกทะเบียนได้สำหรับกลุ่มประเทศ Non-PIC/S นั้นจะต้องได้รับการตรวจ Onsite audit เสมือนเป็นการเรียกค่าไถ่ต่อผู้ประกอบการไทยที่จะต้องลงทุนมหาศาลสำหรับค่าใช้จ่ายในการไปตรวจซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่ต่างหากด้วย ซึ่งนั่นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ผ่านระบบของ อย. ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายท่านถามว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ใครต้องจ่ายเพราะการไปตรวจผู้ผลิตได้ประโยชน์แต่คนจ่ายคือผู้ประกอบการ และงานนี้ผู้ผลิตไม่ได้อยากจะจ่ายเงินเพราะตามที่ อย. แจ้งว่าไม่ได้ออก GMP Certificate ให้ แต่จะออกเป็น Clearance letter เพื่อเอาไปใช้ในการขึ้นทะเบียนเท่านั้น 

ด้วยสาเหตุที่มีแหล่งข่าวอ้างว่า อย. ไม่อยากสร้างข้อผูกพันในการต้องไปตรวจต่อเนื่อง มีแหล่งข่าวอื่นๆ ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการกระทำของ อย. ในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการกรรโชกทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมายกับผู้ประกอบการไทย เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการในสภาวการณ์เช่นนี้

สำหรับเอย่าแล้ว เอย่ามองว่านี่คือการกีดกันทางการค้าเพราะประเทศที่เป็นสมาชิกของ PIC/S ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม บราซิล บัลแกเรีย แคนาดา ไต้หวัน โครเอเชีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮ่องกง ฮังการี ไอซ์แลนด์ อิหร่าน ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลัตเวีย ลิซเทนสไตน์ ลิทัวเนีย มาเลเซีย มอลตา เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ สโลวัก สโลวีเนีย แอฟริกาใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไทย ตุรกี ยูเครน อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา  

ซึ่งจะเห็นว่าประเทศในกลุ่ม PIC/S ส่วนใหญ่คือสหภาพยุโรปและประเทศในกลุ่มสหรัฐอเมริกา ซึ่งนี่ทำให้คนหลายคนมองว่าทางการไทยพยายามผูกขาดทางการค้าแบบเงียบๆ โดยการเขี่ยประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก PIC/S ออก  

สุดท้ายการที่ อย. ยังพยายามจะดึงดันเส้นทางนี้ต่อไปทั้งๆ ที่ฝั่งผู้ประกอบการก็แย้งว่าหากบริษัทไหนไม่โปร่งใสไม่ถูกต้อง อย. ก็ไม่ต้องอนุมัติสิ ทาง อย. สามารถทำได้ภายใต้ขอบเขตอำนาจ แต่ อย. กลับเลือกเส้นทางที่สร้างปัญหาให้กับทุกฝ่ายรวมถึงพนักงานใน อย. เองด้วย

ที่ผ่านมาในปี 2568 อย. แถลงว่ามีเจ้าหน้าที่ไปตรวจเพียง 10 คน และปีนี้ตรวจไปแล้ว 5 โรงงาน ปีหน้ามีแผนการตรวจแล้ว 3 โรงงาน แต่จากประกาศนี้จะทำให้งานที่มีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10-20 เท่า คำถามคือ อย. จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือและการออกเอกสารที่ไปตรวจนั้นใช้ประโยชน์อะไรได้จริงหรือไม่ เพราะอย่างที่แจ้งไปการตรวจครั้งนี้ อย. จะไม่ออกเอกสาร GMP Certificate ซึ่งแม้จะไม่ผิดกฎแต่เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาการไป Audit เนื่องจากเอกสารที่นำมาแสดงของโรงงานในประเทศ Non-PIC/S member นั้นไม่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเหตุให้ อย. ไทยไปตรวจ 

การออกประกาศเช่นนี้แม้ อย. จะอ้างว่าทำตาม PIC/S กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติจริงนี่เป็นการสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการอันจะส่งผลต่อไปยังต้นทุนราคายาที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างยาที่จะพยายามลดราคายาให้ถูกเพื่อซัพพลายยาแก่คนในประเทศ แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนมองว่าประเทศไทยเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “อยากใช้ของดี แต่เงินไม่มีจ่าย” ซึ่งสุดท้ายหากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อยไม่สามารถจะทนแรงต้านนี้ได้ ก็จะเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งบริษัทในไทยเป็นตัวขับเคลื่อนต้นทุน วันนั้นแหละที่เราอาจจะต้องเจอราคายาแพงจริงๆ ก็เป็นได้ และส่วนหนึ่งของสาเหตุก็ไม่ใช่ใครแต่เป็น อย. ไทยนั่นเอง

สร้างกำแพงชายกั้นชายแดน ถึงเวลาแล้วหรือยัง!! บทเรียนจากทั่วโลก!! สู่ชายแดนไทย

ช่วงนี้เรื่องข่าวชายแดนไทยโหมกระแสขึ้นมาอีกครั้งโดยเปลี่ยนจุดจากเขตจังหวัดสุรินทร์ย้ายมาตรงจังหวัดสระแก้วตามที่สำนักข่าวต่างๆ ได้เสนอไป จนเริ่มมีคำถามว่าถ้าเราสร้างแค่รั้งมากั้นสุดท้ายผู้บุกรุกก็ยังพยายามพังรั้วข้ามมาอยู่ดีจนหลายกระแสเริ่มโหมขึ้นมาว่าอย่าสร้างรั้วเลย สร้างกำแพงกั้นชายแดนไปเลยดีกว่า วันนี้เอย่าเลยขอเอาข้อมูลว่ามีที่ไหนในโลกบ้างที่สร้างกำแพงกั้นระหว่างประเทศมาให้ทุกคนทราบกันคะ

เริ่มจากที่ทวีปอเมริกา ในสหรัฐอเมริกามีการสร้างกำแพงบางส่วนตามพรมแดนเม็กซิโกเพื่อป้องกันการหลบหนีเข้าเมือง การขนส่งยาเสพติด การป้องกันการก่อการร้ายและการค้ามนุษย์ โดยกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐและเม็กซิโกมีความยาวเกือบ 3,200 กิโลเมตร

มาที่ในยุโรปที่ประเทศกรีซมีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างชายแดนตุรกีตรงบริเวณแม่น้ำ Evros ซึ่งเป็นพรมแดนแผ่นดินระหว่างกรีซกับตุรกี ทางการกรีซได้ติดตั้งรั้วเหล็กและกำแพงสูงพร้อมเทคโนโลยีเฝ้าระวังเพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนของผู้อพยพและการค้ายาเสพติด ส่วนในฮังการีมีการสร้างรั้วเหล็กสูงตามแนวพรมแดนกับเซอร์เบียและโครเอเชีย หลังวิกฤติผู้อพยพปี 2015 โดยรั้วดังกล่าวที่กั้นฝั่งเซอร์เบียยาว 175 กิโลเมตรและฝั่งโครเอเชียยาว 348 กิโลเมตร ในสเปนมีมีกำแพงรอบเมือง Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

มาดูในเอเชียคงไม่พ้นอิสราเอลที่สร้างกำแพงกั้นปาเลสไตน์ และรั้วกั้นรอบฉนวนกาซา ส่วนเกาหลีใต้ก็มีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ส่วนในอินเดียมีกำแพงกั้นติดบังกลาเทศ ยาวประมาณ 3,166 กิโลเมตรโดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติดและความมั่นคง ส่วนพรมแดนกับปากีสถานบริเวณแคชเมียร์ และพรมแดนรัฐปัญจาบ – ราชสถาน – คุชราต ก็มีการสร้างกำแพงด้วยเช่นกันมีความยาวประมาณ 3,323 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงและการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน จุดนี้เองมีการติดตั้ง ไฟส่องสว่าง ยาวต่อเนื่องกว่า 2,000 กม. ทำให้มองเห็นจากอวกาศในเวลากลางคืน

จะเห็นว่าหากหันกลับมามองไทยปัญหารอบบ้านเราไม่ได้แตกต่างกันเลยถ้าจะให้เอย่าสาธยายออกมา
• ชายแดนเมียนมามีปัญหาเรื่องการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สแกมเมอร์  การพนันออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติดและการลักลอบค้าอาวุธในขณะเดียวกันการค้าชายแดนระหว่างไทย - เมียนมาในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2024-2025 (1 เม.ย. ถึง 28 มิ.ย.) เมียนมา–ไทยชายแดนการค้าทะลุ 737 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 27 พันล้านบาท
• ชายแดนลาวมีปัญหาเรื่องการปักปันพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน แม้ทางการไทย–ลาวได้จัดตั้ง คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนตั้งแต่ปี 1996 แต่ยังไม่สามารถปักปันได้ครบทุกจุด ยังไม่รวมปัญหาเรื่องการบุกรุกและการข้ามแดนผิดกฎหมายและปัญหายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการนำเข้าสัตว์หรือไม้หวงห้ามโดยหากพิจารณาจากการค้าชายแดนและผ่านแดน (border & transit trade) ในช่วงต้นปี 2025 ช่วง 2 เดือนแรก  มูลค่าการค้ากับ สปป.ลาว  อยู่ที่ 28,078 ล้านบาท
• ฝั่งกัมพูชาเอย่าคงไม่ต้องพูดถึงเพราะพวกเราคงทราบกันดีและเชื่อว่าทุกวันนี้การค้าขายระหว่างสินค้าไทยไปยังกัมพูชาน่าจะลดลงตามลำดับ
• สุดท้ายฝั่งชายแดนมาเลเซียนั้นนอกจากปัญหาความมั่นคงแล้วยังมีปัญหายาเสพติดและอาชญากรข้ามชาตินี่ไม่นับเรื่องสินค้าผิดกฎหมายและการลักลอบข้ามแดนของคนไทยตามแนวชายแดนไปหางานในฝั่งมาเลเซีย อีกทั้งไทยและมาเลเซียก็มีกรณีพิพาทเรื่องอ่าวไทยตอนล่าง และช่องแคบมะละกา ตรงจุดที่มีพื้นที่ทับซ้อนด้านทะเลระหว่างไทย–มาเลเซีย โดยเฉพาะเขตที่คาดว่ามีทรัพยากรปิโตรเลียมเช่นกัน ในมุมการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ในปี 2567 มูลค่าการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่ารวม 306,679 ล้านบาทส่วนในปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) การค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียมีมูลค่ารวม 26,261 ล้านบาท ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  

การที่เราจะตัดสินใจสร้างกำแพงจุดไหนเพื่ออะไรอาจจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาระหว่างชายแดนกับกลุ่มประเทศตัวตึงที่สร้างปัญหาชายแดนให้กับไทยแต่เช่นเดียวกันที่เราอาจจะต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการค้าระหว่างชายแดนและงบประมาณในการสร้างด้วย เพราะแม้จะมีกำแพงกั้นแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาชายแดนได้อย่างแท้จริง

‘ดีเจสาวเมียนมา’ เจอคดี!! ลบหลู่ศาสนา เปิดเพลงธรรมะ แดนซ์ในผับ จากเสียงเพลง สู่เสียงโกรธ!! บทเรียนในโลกที่ศรัทธาเปราะบาง

(14 ก.ย. 68) ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจเมียนมาเข้าจับกุมดีเจ ไวโอเลต ฐานลบหลู่ศาสนาพุทธ โดยเธอนำเพลงพุทธัง สาระนัง คัจฉามิ ที่เปิดตามวัดหรือเจดีย์ มารีมิกซ์ทำนองใต้ดินมาเล่นในผับ

ประเด็นนี้ที่กลายเป็นประเด็นหนักหลังมีคลิปในผับหลุดออกมาแล้วคนจำนวนมากท้วงติงถึงความไม่สมควร และแม้เธอจะขอโทษในเฟสบุคเธอไปแล้วแต่เธอกลับทิ้งท้ายในประโยคที่ขอโทษนั้นว่า "สำหรับคนที่อิจฉาเธอ คงจะมีความสุขนะที่เห็นเธอขอโทษ" ประโยคนี้เองที่โหมความโกรธของคนในโซเชียลในแรงขึ้น จนพ่อตาของเธอที่เป็นดาราชื่อ เนเมียว อ่อง พาเธอไปยังพุทธสมาคมที่เขต ตินกันจุน ในย่างกุ้งใกล้กับที่พักเพื่อทำหนังสือขอโทษกับกรณีดังกล่าว  แต่นี่ยังไม่จบเพราะหลังจากที่เธอทำหนังสือขอจมาไปแล้ว สามีของเธอบุตรชายของ เนเมียว อ่อง โพสลงโซเชียลตัดพ้อว่าเพลงแดนซ์ธรรมะเพลงนี้ใครทำก็ไม่รู้หาฟังได้ในโซเชียลทั่วไปและภรรยาเขาก็ได้ทำเรื่องขอขมาแล้วทำไมโซเชียลยังไท่หยุดประณาม สรุปประโยคที่สามีของดีเจไวโอเลตโพสกลับโหมความโกรธแค้นชาวโซเชียลขึ้นไปอีก จนสุดท้ายตำรวจเข้าคุมตัวดีเจไวโอเลตเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา

ตามที่ทราบกันว่าในเมียนมานั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนานั้นเข้มแข็งมาก ในกรณีของดีเจไวโอเลตผิดกฎหมายศาสนามาตรา 295A ระบุว่า ห้ามการกระทำที่มีเจตนา “ลบหลู่ ดูหมิ่น หรือทำร้ายความรู้สึกทางศาสนา” ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งตอนนี้เรื่องราวไม่ได้จบแค่ดีเจไวโอเลตแต่มีการขยายออกไปยังเจ้าของผับที่ดีเจไวโอเลตไปเล่นดนตรีในวันนั้นด้วย

ประชาธิปไตยฉบับไวรัล!! คน Gen Z โพสต์แล้วปฏิวัติ แชร์แล้วเปลี่ยนประเทศ จุดเชื่อมโยง!! ประท้วงเนปาล กับ ‘แก๊งค์ชานม’ จะรอด หรือแค่ร้อนตามเทรนด์

(14 ก.ย. 68) บทความวันนี้ของเอย่าขอพุ่งเป้าไปที่การประท้วงในประเทศเนปาลที่มีการลุกลามบานปลายในขณะนี้  เอย่าเชื่อว่าใครก็ทราบดีถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่นี้เกิดจาก 3 เหตุผลใหญ่ๆคือ
1. การแบนโซเชียลมีเดีย
2. ความไม่พอใจต่อการทุจริตทางการเมืองและระบบการเมืองแบบครอบครัวและคนสนิท
3. ปัญหาเศรษฐกิจ การว่างงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น
ซึ่งปัจจัยหลักใหญ่ที่คนให้ความสำคัญว่าน่าจะเป็นชนวนเหตุคือการปิดกั้นโซเชียลมีเดียที่สร้างความไม่พอใจให้แก่กลุ่มคนรุ่นใหม่หรือศัพท์นักข่าวเรียกว่า คน Gen Z นั่นเอง  

พอเรามาดูช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ก็ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่ที่พยายามจะหาจุดยืนของตัวเองออกมาเรียกร้องอะไรก็ตามโดยที่ไม่ฟังเสียงหรือเหตุผลจากรัฐบาลจนทำให้สถานการณ์บานปลายจนควบคุมไม่ได้ ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่เรื่องนี้เอย่าลองมาหาข้อมูลกัน  อย่างเรื่องการแบนโซเชียลของเนปาลนั้น ทางรัฐบาลของเนปาลให้เหตุผลว่า  ต้องการให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมาจดทะเบียนอย่างเป็นทางการในประเทศ และอยู่ภายใต้กฎหมายเนปาล   โดยมีเหตุผลคือเหตุผลคือ เพื่อป้องกันปัญหาข้อมูลเท็จ พวก fake news และ hate speech รวมถึงอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงเพื่อให้รัฐบาลสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้น  แต่ในขณะที่ประชาชนมองว่า มองว่าเป็น การเซ็นเซอร์และละเมิดเสรีภาพในการแสดงออก  บางคนใช้โซเชียลในการ ทำงาน การเรียน และติดต่อสื่อสาร หากถูกบล็อกคือกระทบชีวิตประจำวัน  แต่จุดคือ ชาวเนปาลมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลในการ ควบคุมเสียงวิจารณ์และการเมือง ไม่ใช่เพื่อป้องกันข่าวปลอมจริง ๆ และทำให้เนปาล ล้าหลังและโดดเดี่ยวจากโลกภายนอก  เอย่าถามว่าเป็นแบบนั้นจริงหรือไม่….?

ในความเป็นจริงแล้วหลายประเทศมีกฎข้อบังคับให้โซเชียลมีเดียต้องจดทะเบียนหรือตั้งสำนักงานในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น
• ประเทศจีน ไม่อนุญาตให้แพลตฟอร์มต่างชาติเข้าถึงได้โดยตรง เช่นพวก Facebook, X, YouTube จะถูกบล็อกการใช้งาน ส่วนบริษัทที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีการจดทะเบียนกับรัฐบาล และทำงานภายใต้ระบบ Great Firewall เท่านั้น
• ประเทศอินเดีย กำหนดให้แพลตฟอร์ม เช่น Facebook, WhatsApp, X  ต้องมีบุคลากรในตำแหน่ง Chief Compliance Officer, nodal contact person, และ grievance officer ประจำในอินเดีย และต้องต้องลบเนื้อหาภายใน 36 ชั่วโมง หากรัฐบาลสั่ง
• ในตุรกี มีกฎหมาย Social Media Law 2020 บังคับให้แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้มากกว่า 1 ล้านราย/วัน ต้อง ตั้งตัวแทนทางกฎหมายในตุรกี และต้องลบเนื้อหาที่ผิดกฎหมายภายใน 48 ชั่วโมง มิฉะนั้นอาจถูกปรับ
• ในเวียดนาม มีกฎหมายไซเบอร์บังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องเก็บข้อมูลผู้ใช้ชาวเวียดนามในประเทศ และมีสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม
และยังมีชาติอีกหลายชาติที่มีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศนั้นๆ  ประเด็นที่สำคัญคือ คนเนปาลทำไมไม่รู้…?

จากการประท้วงหลายๆประเทศที่ผ่านมาของคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะเป็นในฮ่องกง ไทยหรือเมียนมา มีการใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมมวลชนซึ่งจุดนี้ในเนปาลก็ไม่ได้ต่างกันเพียงแต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าสื่อตะวันตกไม่เคยนำเสนอจุดนี้ออกมาเพราะนี่คือสิ่งที่เป็นจุดที่แพลตฟอร์มใช้เป็นเครื่องมือของประเทศมหาอำนาจในการสร้างความวุ่นวายในประเทศอื่นๆอันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเชื่อว่านั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลเนปาลที่ถูกโค่นล้มไปกัวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นนี้

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือมีข่าวว่าผู้นำการปฏิวัติที่ชื่อ นาย Balendra Shah ซึ่งคนๆนี้เป็นผู้นำในการปฏิวัติครั้งนี้ เขาเป็นนักร้องเพลงแรปมาก่อน ที่จะมาเป็น เป็นนายกเทศมนตรีของกรุงกาฐมาณฑุ  โดยการที่คนๆนี้ก้าวมาสู่การเป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ธรรมดา กล่าวคือ  เขาใช้ภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ต่อต้านคอร์รัปชัน และแก้ปัญหาจริง ๆ ของคนเมือง  โปรโมทผ่านโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ซึ่งผลงานของเขาในฐานะที่เป็นนายกเทศมนตรีก็ไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แม้จะแก้เรื่องการเอาโซเชียลมาถ่ายทอดสดการประชุมสภาเพื่อให้รู้สึกว่าโปร่งใส แต่เราคนไทยนั้นรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นแค่การทำให้รู้สึกว่าได้รับรู้เท่านั้น  ในขณะที่ปัญหาขยะ  จราจร หรือปัญหาสังคมก็ยังไม่ได้มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน  มาถึงจุดนี้รู้สึกไหมคะว่าเหมือนนักการเมืองบางคนในประเทศไทยเลย….

มาจุดนี้แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แต่ก็คงต้องดูว่าประชาชนเนปาลยังสนับสนุนเขาต่อไปไหมหรือเขาสามารถแก้ปัญหาในเนปาลได้จริงหรือไม่ อย่าลืมว่าประเทศมันใหญ่กว่าเมืองมาก หากนาย Balen Shah มีความมุ่งมั่นและหวังดีต่อประเทศชาติจริงน่าจะทำให้เนปาลเจริญขึ้นได้  แต่ประเด็นเขาจะสร้างให้ชาวเนปาลตื่นรู้กับสังคมโลกหรือจะปั่นหัวชาวเนปาลให้อยู่กับความหวังก็คงต้องดูกันต่อไป   แต่สำหรับเอย่าแค่จะบอกว่าการประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับแก๊งค์ประท้วงชานมเลยก็แค่นั้น

หวั่น!! ระเบียบใหม่ อย. ทำให้ ‘ยา’ มีราคาพุ่งขึ้นสูง เอื้อ!! ผู้ประกอบการ รายใหญ่ ทำร้าย!! โรงงานเล็ก

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประกาศในเว็บของสำนักงานองค์การอาหารและยาในคู่มือประชาชนที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง GMP Clearance ซึ่งประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้นำเข้ายาและแน่นอนในอนาคตย่อมกระทบถึงผู้ป่วยที่จะต้องซื้อยาด้วยเช่นกัน

ก่อนอื่นมีอธิบายกันก่อนว่า GMP Clearance คืออะไร GMP Clearance คือ เอกสารที่รับรองว่าโรงงานผู้ผลิตยาในต่างประเทศมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติที่ดีในการผลิตยา (Good Manufacturing Practice) ของประเทศไทย. การรับรองนี้เป็นเหมือนใบอนุญาตหรือเอกสารที่แสดงว่าสถานประกอบการยาในต่างประเทศนั้นมีการปฏิบัติตามมาตรฐาน GMP ที่เข้มงวด ทำให้ผลิตภัณฑ์ยาที่นำเข้ามาในประเทศไทยมีความปลอดภัย. โดยผู้นำเข้ายาหากจะนำยามาขึ้นทะเบียนในไทยจะต้องมีการทำ GMP Clearance ก่อน เมื่อ อย. อนุมัติเอกสาร GMP Clearance แล้วจึงสามารถขึ้นทะเบียนยาที่ผลิตจากโรงงานนั้นๆ ได้ โดยในปัจจุบันค่าใช้จ่ายที่บริษัทยาต้องใช้สำหรับการขึ้นทะเบียน GMP Clearance ของยาอยู่ที่ 10,000 ถึง 150,000 บาทขึ้นกับประเภทของเอกสาร ตามรายละเอียดที่ อย. ระบุไว้ ซึ่งราคานี้ไม่รวมค่าตรวจรับรองเอกสาร หรือ Screening อีก 5,000 – 10,000 บาทขึ้นกับประเภท โดยค่าใช้จ่ายนี้แยกส่วนกับค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนยาซึ่งราคาค่าขึ้นทะเบียนยาร่วม 2 แสนบาท นั่นไม่นับหากยาต้องมีการทำการศึกษาชีวสมมูลตามที่มีการระบุไว้ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยชีวสมมูลของยามีราคาตั้งแต่ 3 ล้านถึงเกือบ 40 ล้านต่อยา 1 ตัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นส่งผลต่อราคายาในประเทศไทยทั้งสิ้น

ในอดีตการยื่น GMP Clearance สามารถยื่นเอกสารที่โรงงานผ่านการตรวจจากประเทศที่เป็นสมาชิกของ PIC/S ซึ่งประเทศที่มีอยู่ในกลุ่ม PIC/S อันได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ไทย ประเทศในสหภาพยุโรป เช่น ออสเตรีย, เบลเยียม, เดนมาร์ก, ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ฮังการี, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิกเตนสไตน์, และเนเธอร์แลนด์ และ ประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้, นิวซีแลนด์, แอฟริกาใต้, และสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ว่าโรงงานนั้นจะตั้งอยู่ที่ไหนก็ตามหากได้รับมาตรฐานนี้แล้ว เปรียบเสมือนได้รับการยอมรับและสามารถนำเอกสาร GMP ที่ได้รับการตรวจมาขอขึ้นทะเบียนยาที่ประเทศไทยได้  แต่ประกาศใหม่ของ อย. ได้ระบุเป็นนัยยะว่าทาง อย. จะมีการไปตรวจโรงงานในประเทศจีนและอินเดียทุกโรงงานโดยไม่สนว่าโรงงานนั้นจะผ่านการตรวจของ FDA ประเทศในกลุ่ม PIC/S มาก่อนหรือไม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายในการไปตรวจโรงงานนั้นทางผู้ประกอบการในไทยจะต้องจ่ายให้ อย. ในราคา 200,000 บาทไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก ค่าเดินทางจากบ้านมาสนามบินและเบี้ยเลี้ยงทุกวันตลอดที่อยู่ในต่างประเทศ

แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่าการจัดเก็บเงินจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดย 200,000 บาทจะจ่ายผ่านระบบส่วนพวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมถึงเบี้ยเลี้ยงที่เจ้าหน้าที่ไปจะจ่ายผ่านบัญชีของเจ้าหน้าที่ รวมถึงมีการระบุด้วยว่าส่วนต่างของค่าที่พักที่ผู้ประกอบการจ่ายให้จะต้องบวกเพิ่มเข้าไปในเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่อันเป็นประเด็นให้สงสัยว่าการไปตรวจนั้นถูกต้องหรือใช้อำนาจมาหาเงินเข้ากระเป๋าตนเองอย่างถูกกฎหมายกันแน่

มีเสียงจากกลุ่มผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยพูดถึงประกาศนี้ว่าเป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการคนไทยให้ไม่สามารถไปต่อได้หลังจากที่เคยทำแบบนี้มาแล้วตอนที่ประกาศใช้ระบบ GMP และ PIC/S ในประเทศไทย ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประกอบการที่สายป่านไม่ยาวปิดโรงงานไปเป็นจำนวนมากโดยอ้างถึงเรื่องคุณภาพ แต่ครั้งนี้ผู้ประกอบการที่อยู่ได้คือผู้นำเข้าที่มีเงินมากพอที่จะลงทุนหรือไม่ก็เป็นบริษัทข้ามชาติที่มีบริษัทแม่เป็นผู้ผลิตยาเท่านั้นที่น่าจะมีกำลังทรัพย์ในการลงทุนขึ้นทะเบียนยาใหม่จากเดิมประมาณ 2-3 แสนบาทต่อตัวขึ้นเป็น 5-6 แสนบาทต่อตัว แต่แล้วผู้ประกอบการก็ยังต้องผจญกับการซื้อยาด้วยระบบประมูลยาและการล็อกสเปกให้กับบริษัทผู้ผลิตยาในไทยอันทำให้ผู้ผลิตในประเทศสามารถขายยาให้แพงกว่ายานำเข้าได้โดยให้เหตุผลว่าเป็นยานวัตกรรม  

ณ วันนี้ไม่ทราบว่านายกคนใหม่ที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจะทราบหรือยัง แต่วันนี้คุณอนุทินคงต้องเข้ามาดูถึงความโปร่งใสและความไม่เอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการเพื่อส่งผลให้ราคายาในประเทศไทยลดลงเพื่อให้คนไทยสามารถซื้อยาในราคาที่จับต้องได้ ไม่ใช่สุดท้ายเป็นโรคอะไรก็ใช้แต่พาราฯ เหมือนสมัยก่อนที่เคยพูดกันมาเพราะยาดีๆ ราคาแพงโดยอ้างอย่างเดียวว่าคุณภาพดีทั้งๆ ที่การควบคุมคุณภาพของ อย. มีการวางระบบไว้หลายขั้นตอนทั้งฝั่ง อย. เองและฝั่งผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาล สุดท้ายก็ไม่ใช่แค่เพื่อผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของกิจการคนไทยแต่ก็เพื่อคนไทยทุกคนที่จะได้ใช้ยาที่ราคาสมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน

ส่องเหตุ ‘รัฐบาลเมียนมา’ ปิดด่านเมียวดีห้ามรถสินค้าผ่าน คาดทางการเตรียมจัดระเบียบภาษี – ความมั่นคงก่อนเลือกตั้ง

(8 ก.ย. 68) ข่าวนี้อาจจะเก่าและล่าช้าไปสักนิดเพราะช่วงที่ผ่านมาเอย่ามัวแต่วุ่นวายกับฝั่งกัมพูชาอยู่ อาทิตย์นี้เอย่าขอกลับมาฝั่งเมียนมาบ้างสืบเนื่องจากเมื่อ 18 สิงหาคมที่ผ่านมาทางการเมียนมาที่เมืองเมียวดีออกคำสั่งปิดด่านพรมแดนแม่สอด-เมียวดี 2 สะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ตรงข้ามบ้านวังตะเคียนใต้ ทำให้รถยนต์ทุกชนิด และสินค้าไม่สามารถผ่านได้  นั่นเป็นผลให้เกิดรถขนสินค้าตกค้างจนสินค้าบางรายการเสียหายโดยเฉพาะอาหารสดและนั่นทำให้เกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

แรกๆทางการเมียนมาอ้างเรื่องการเก็บภาษีซ้ำซ้อนที่เกิดขึ้นตามเส้นทางถนน AH1 ซึ่งนั่นทำให้เกิดความเสียหาย แต่ในความเป็นจริงในอดีตการตั้งด่านตรวจเรียกเก็บเงินก็มีมาตั้งนานแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการรัฐประหารแล้วมีการแยกตัวของกล่มกองกำลังต่างๆนั่นทำให้เกิดการเก็บเงินเบี้ยใบ้รายทางยิบย่อยมากมายนับ 30-40 ด่านซึ่งเป็นมาตลอด  แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาที่เปลี่ยนไป ณ วันนี้ที่เมียนมากำลังเปลี่ยนผ่านจากการปกครองโดยกองทัพสู่การเลือกตั้ง  และนั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ทางการเมียนมายอมไม่ได้หากยังมีกลุ่มต่อต้านมาวุ่นวายอยู่ประกอบการการก่อความวุ่นวายของกลุ่มต่อต้านโดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยงที่แตกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยมากมายแต่รวมภายใต้กลุ่มใหญ่ในนาม KNU นั่นจึงทำให้ทางการเมียนมาประกาศให้กองกำลังของ KNU ทั้งหมดเป็นกองกำลังนอกกฎหมายและประกาศให้ KNU เป็นผู้ก่อการร้าย เนื่องจากทางการเมียนมามีหลักฐานว่า กลุ่ม KNU มีการเก็บภาษีในพื้นที่ และนำเงินไปฝึกกำลังเพื่อต่อต้านรัฐบาล รวมถึงเรื่องคาสิโนที่ผิดกฎหมาย  การจัดการกลุ่มสแกมเมอร์ และการค้าขายยาเสพติดที่พวกกลุ่มกะเหรี่ยงเป็นนักค้าตัวยงตามชายแดนไทยฝั่งแม่สอดลงไปทางใต้

อีกทั้งฝั่งทางการเมียนมายังมีหลักฐานที่ฝั่งกองทัพกะเหรี่ยงมีการใช้โดรนโจมตีทหารเมียนมาที่ซ่อมสร้างสะพานบนถนน AH1 ในเขตรัฐกะเหรี่ยงด้วย  นั่นจึงเป็นเหตุให้ทางการเมียนมาประกาศว่า KNU เป็นกองกำลังนอกกฎหมายและเป็นผู้ก่อการร้ายนั่นเอง ล่าสุดมีข่าวว่า BGF โดยการนำของนายพล ชิตตู มาเป็นกาวใจหลังจากถูกทางการเมียนมากดดันเพื่อเร่งให้มีการจัดระเบียบในเขตปกครองของฝั่งกะเหรี่ยงไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการเลือกตั้งรวมถึงจัดระเบียบการเก็บภาษีให้ถูกต้องเป็นไปตามที่ฝั่งเมียนมาต้องการ  ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร

แต่อย่างน้อย ณ วันนี้ทางการเมียนมาก็พยายามสื่อสารกับฝั่งรัฐบาลไทยมาแล้วว่าสาเหตุที่ทางการเมียนมากระทำดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาเพื่อทำลายเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ  แต่ทว่าทางการเมียนมาต้องการความแน่ชัดในการจัดระเบียบการค้าขายโดยเฉพาะการเก็บภาษีให้เป็นไปตามกฎหมายของฝั่งเมียนมาซึ่งรวมถึงการที่ทางการเมียนมาพยายามที่จะลดการขนส่งนำเข้าแบบผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศให้ลดลงด้วยตามลำดับ  อันจะส่งผลให้ราคาของสินค้านำเข้าถูกลงเป็นผลดีต่อผู้บริโภคในเมียนมาเอง  เอย่าไม่รู้ว่าการจัดระบบระเบียบนี้จะดีไหมแต่อย่างน้อยถ้าหากทางการเมียนมาสามารถจัดระบบบางอย่างได้ดีแล้วการนำเข้าสินค้าอาจจะไม่ต้องใช้เวลานานนับเดือนจากแม่สอดไปยังย่างกุ้งเหมือนในเวลานี้ก็เป็นได้

องค์หญิงฯ กัมพูชา ทนไม่ได้ ต้องออกมา Live สด ลั่น!! สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง

(25 ส.ค. 68) ความจริงเรื่องนี้ค่อนข้างผ่านมาพอสมควรแล้ว  แต่เรื่องนี้ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในกระแสอยู่ไม่ตกไปไหน  นั่นคือเรื่องที่ เจ้าหญิงนโรดม เจนณา แห่งกัมพูชา ได้แสดงจุดยืนต่อต้านสงครามผ่านทางวิดีโอที่โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 เพื่อเรียกร้องให้โลกาอย่าเชื่อข่าวปลอมและให้หยุดความขัดแย้งต่างๆ. โดยวิดีโอดังกล่าวปรากฏขึ้นหลังจากการกล่าวหาว่ามีการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชาที่ทำให้องค์หญิงฯต้องออกมา Live ในฐานะที่ตนเป็นราชนิกูลหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ โดยเอย่าขอสรุปเป็นข้อๆดังต่อไปนี้

• องค์หญิงฯได้ออกมากล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่าขอให้ “ชาวโลกไม่หลงเชื่อความโกรธและข้อมูลที่บิดเบือน” และยืนยันว่าเธอ “ยืนเคียงข้างชาติของเธอ“ โดยใจความว่าเธอต้องการใช้พื้นที่ของตัวเองปัดข่าวลือหรือข่าวเท็จนั่นเอง
• ทรงกล่าวต่อว่า "สงครามไม่เคยนำไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง" แต่กลับสร้างแต่ความเจ็บปวดต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปตลอดกาล
• ทรงเน้นว่า แม้กัมพูชาจะเป็นประเทศเล็ก แต่มี จุดยืนแน่วแน่ในการรักษาสันติภาพ, และแสดงความเคารพต่อความทุกข์จากอดีตที่ชาติได้เคยเผชิญ เช่น การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสงครามกลางเมือง
• ทรงสื่อถึงความสูญเสียที่เกิดจากสงครามช่วงอดีตว่า: “สงครามไม่ได้ทำให้เราได้ที่ดิน หรืออำนาจ มีแต่ความสูญเสีย บ้านพัง พ่อแม่กลายเป็นหม้าย ลูกกลายเป็นเด็กกำพร้า อนาคตที่หายไป”
• ในถ้อยแถลงภาษาภาษาจีนและภาษาฝรั่งเศสของคำแถลง ยังกล่าวว่า: “สงครามไม่เคยนำมาซึ่งชัยชนะที่แท้จริง” และมีแต่ความเจ็บปวดที่ไม่อาจย้อนกลับ โดยเฉพาะต่อครอบครัวที่สูญเสียความสงบสุขไปอย่างสิ้นเชิง”
• ตอนท้ายของคำพูด ทรงกล่าวว่า “ขอให้ความหวังดีมีมากกว่าความโกรธ และไม่มีพ่อแม่คนใดต้องร่ำลาลูกเพราะสงครามอีก” และ “ขอยืนเคียงข้างชาติของพระองค์”

เอย่าจึงใช้เวลาค่อนข้างมากในการเขียนบทความนี้ออกมาเพื่อทำการชี้แจงเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงโดยทั่วกัน

1. เรื่องกบฏกษัตริย์กัมพูชานั้น  ไม่มีมูลเลย ในช่วงที่ผ่านมาฝั่งกัมพูชามีข่าวลือเรื่องรัฐประหาร หรือการก่อกบฏของกองทัพ  แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ทำการกบฏต่อกษัตริย์กัมพูชา  ทุกคนต้องอย่าลืมนะคะว่าทุกวันนี้กัมพูชายังมีกษัตริย์อยู่มีพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี  แต่ข่าวลือที่ออกมากลับพบว่าการกบฏนั้นเป็นการโค่นล้ม สมเด็จมหาเดโชฮุนเซน ไม่ใช่กษัตริย์อย่างที่กล่าวอ้าง  ดังนั้นองค์หญิงอ้างว่ามาขอ Live เพราะชี้แจงสถานการณ์นี้จึงไม่ถูกต้อง

2. ประเด็นต่อมาเรื่องข่าวเท็จ  องค์หญิงไม่ใช่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่จะมีสิทธิ์ออกมากล่าวสิ่งใดๆก็ตามที่เป็นตัวแทนของชาติ  เพราะการกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำอย่างถูกต้องตามหลักปฏิบัติสากล  ดังนั้นองค์หญิงจึงพูดในฐานะอินฟลูฯคนหนึ่งที่เอย่าได้ข่าวว่า การที่องค์หญิงพยายามพูดสื่อสารหลายภาษาโดยเฉพาะภาษาจีนก็เพราะว่า เจ้าหญิงเพิ่งปล่อยซิงเกิลใหม่ที่ชื่อ  “Summer Song” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมานั่นเอง  และเหตุการณ์นี้น่าจะกระทบกับแฟนคลับโดยเฉพาะแฟนคลับชาวจีน

3. แม้พระราชดำรัสของเจ้าหญิงจะดูดีและสวยงามเพียงใดแต่สิ่งที่เจ้าหญิงต้องการนั้นคืออะไร หากเจ้าหญิงจะสื่อสารไปให้คนทั้งโลกได้รู้ต้องถามว่าเพื่ออะไร  เพราะทุกภาษาที่เจ้าหญิง  และเจ้าหญิงใช่คนที่เป็นตัวแทนของชาติในการออกมาพูดภาษาต่างประเทศหรือไม่  นี่จึงเป็นสิ่งที่เรียกว่าผิดหลักการปฏิบัติและนั่นแหละที่คนไม่ให้คุณค่าของคำพูดของเจ้าหญิงทั้งภาษาเขมร ฝรั่งเศส จีนและอังกฤษ ล้วนเป็นภาษาที่องค์หญิงเรียนรู้มาแต่สำหรับผู้ฟังแล้วคนที่ต้องการรับทราบจริงๆอาจจะเป็นคนกัมพูชาและคนไทยเสียมากกว่า อีกอย่างองค์หญิงฯควรศึกษา Fact จากแหล่งข่าวสากลด้วยไม่ใช่รับรู้จากแหล่งข่าวในประเทศเพียงฝ่ายเดียวเหมือนที่เอย่าเคยบอกท่านผู้อ่านเรื่องสถานการณ์ในเมียนมาว่าทำไมภายนอกพูดอีกอย่างแต่สำนักข่าวในประเทศลงอีกอย่าง และควรจะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนออกมาแถลง

อนึ่งองค์หญิงฯทราบหรือไม่ว่าการกระทำสำคัญกว่าคำพูด หากย้อนมองสงครามครั้งนี้แล้วถามว่าราชวงศ์ของไทยทำอะไรบ้าง…ท่านเลือกจะเงียบและกระทำสิ่งต่างๆดังข้อด้านล่างนี้มากกว่าการที่ออกมากล่าวอะไรนั่นก็คือ ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ราชวงศ์รับภาระในการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมีแนวทางการช่วยเหลือดังนี้:
• จัดพิธีศพผู้เสียชีวิตภายใต้พระราชทาน—ดำเนินตามพิธีราชประเพณีอย่างสมพระเกียรติ
• ส่งทีมจากกระทรวงวัฒนธรรมและกระทรวงมหาดไทยเข้าเยี่ยมเยือนผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิต เพื่อให้การฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
• ประสานงานเพื่อดูแลพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่ได้รับความเสียหายและจัดสรรงบประมาณสำหรับการซ่อมแซมทดแทน

หากถามว่าในอดีตกษัตริย์ไทยได้ทรงตรัสอะไรบ้างเอาเป็นว่าเอย่าจะยกตัวอย่างมาให้ดู  ย้อนกลับไปดูที่พระราชดำรัสของในหลวง ร.9 ที่ทรงตอบต่อนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งทูลถามพระองค์ท่านขณะเสด็จไปเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ที่ทำงานสร้างเขื่อนในพื้นที่ทุรกันดาร ในสมัยที่ประเทศไทยมีการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ท่านทรงตอบคำถามกับนักข่าว BBC ในเวลานั้นว่าที่ถามเรื่องที่ท่านต่อสู้กับกลุ่มคอมมิวนิสต์อย่างไรว่า “เราไม่ได้ต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ในฐานะอุดมการณ์ แต่สู้กับปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน” หรือจะเอาคำตอบของในหลวง ร.10 ที่ตอบนักข่าว BBC ที่ถามว่า “คนเหล่านี้จงรักภักดีต่อพระองค์ ทว่าพระองค์จะมีพระราชดำรัสอย่างไรต่อผู้ชุมนุมที่ออกมาบนท้องถนนเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันฯ” ในหลวง ร.10 ทรงยิ้มแย้มแล้วตอบกลับไปว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความเห็น...เรารักพวกเขาเฉกเช่นเดียวกัน” แต่นักข่าวคนนั้นก็ยังถามว่า “มีโอกาสที่จะประนีประนอมหรือไม่”  ในหลวง ร.10 ท่านทรงตรัสกลับไปสั้นๆแต่ความหมายลึกซึ้งว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม” อันหมายถึงท่านไม่เคยโกรธ เกลียด ใครที่เคยชังท่านเลย  คำตอบของท่านเพียง 10 วินาทีสามารถจบคำถามของนักข่าวคนนั้นได้

ดังนั้นองค์หญิงน้อยควรต้องทราบถึงกิจของการเป็นราชนิกูลนั่นหมายถึงการแบกประชาขนไว้บนบ่า กากรกระทำอะไรแม้จะเป็นการกระทำในนามส่วนบุคคลก็ดีแต่นั่นถือเป็นการดึงเอาราชวงศ์ลงมาแปดเปื้อนมัวหมองได้  แต่ถ้าองค์หญิงอยากจะเติบโตไปในสายของอินฟลูฯเต็มตัว การใช้ชื่อ เจณนา นโรดม เหมือนสามัญชนทั่วไปน่าจะเหมาะสมกว่า

จาก ‘กบาล’ ถึง ‘สงกรานต์’ รากเหง้าภาษา และวัฒนธรรม

ใครที่อ่านบทความของเอย่ามาตั้งแต่ต้นๆ โดยเฉพาะทุกครั้งที่เอย่าพูดถึงเรื่องของภาษาและวัฒนธรรม เอย่ามักจะบอกว่าวัฒนธรรมและภาษาหลายๆ คำในย่านนี้ที่คล้ายๆ กัน วันนี้เอย่าจะยกคำเหล่านี้มาให้ทราบกัน

คำแรกคือ กบาล ในภาษาเขมรและภาษาไทยแปลว่าหัว มีการกล่าวอ้างว่าคำว่ากบาลนี้ไทยน่าจะนำมาจากภาษาเขมรในอดีต แต่ความจริงแล้วคำนี้น่าจะมาจากภาษาบาลีคำว่า กปาล (Kapala) ที่แปลว่าหัวนั่นเอง

คำว่า Kambawza ในภาษาไทใหญ่นั้นว่ากันว่าประวัติของคำว่ากัมบาวซาที่แปลว่าอาณาจักรไทใหญ่เกิดจากเจ้าชายจากอาณาจักรกัมปูเจียเข้ามาปกครองในดินแดนรัฐฉานในคริสต์ศักราชที่ 957 แต่เมื่อสืบดูแล้วพบว่าในคริสต์ศักราชที่ 957 ในเวลานั้นกัมปูเจียอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักรขอมของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ดังนั้นหากสืบค้นคำนี้จริงๆ คงต้องกล่าวว่า กัมปูเจีย นี่มีหลักฐานที่ปรากฎเป็นจารึกโบราณว่าคำว่ากัมปูเจียมาจากคำว่า กัมพุช ซึ่งเป็นแคว้นหนึ่งของอินเดียโบราณนั่นเอง

คำสุดท้าย สงกรานต์

รู้หรือไม่คำว่าสงกรานต์ของไทยมาจากภาษาสันสกฤต คำว่า ‘สํกฺรานฺติ’ (Sankranti) ซึ่งมีความหมายว่า การเคลื่อนย้าย หรือ การเปลี่ยนผ่าน

ในอินเดียยังมีเทศกาล มกรสันกรานติ เป็นจุดสิ้นสุดของฤดูหนาวและเป็นจุดเริ่มต้นของวันที่ยาวนานขึ้น

ในไทยเราเพี้ยนคำว่าสันกรานติเป็นคำว่า สงกรานต์ อันหมายถึงการเปลี่ยนผ่านปีจากปีเก่าสู่ปีใหม่ เช่นเดียวกับในพม่าคำว่าตะจ่านก็มีรากศัพท์มาจากคำว่า สันกรานติอันหมายถึงการเปลี่ยนผ่านเช่นเดียวกัน และเช่นเดียวกับคำว่า โจลชนัมทเมย ในภาษาเขมรซึ่งก็มีรากศัพท์จากคำว่าสันกรานติ เช่นเดียวกัน

เอย่าแค่จะบอกว่าทุกประวัติของภาษาและวัฒนธรรมมันมีรากเหง้าเสมอ ผู้ที่ไร้รากก็เสมือนคนไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นใคร เช่นนั้นก็ไม่ควรมีสิ่งใดให้ภูมิใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top