Tuesday, 21 July 2026
AYA IRRAWADEE

รูปปั้นข่มอำนาจ!! เปิดตำนานความเชื่ออุษาคเนย์ วิเคราะห์นัยยะเขมรสร้าง "เทพ 8 กร" เชื่อสร้างขึ้น "สะกดอาเพศ-ข่มเพื่อนบ้าน" ความเชื่อในอุษาคเนย์ที่อินเดียอาจไม่เข้าใจ

รูปปั้นข่มอำนาจ  หลักความเชื่อที่เกิดขึ้นจริงในอุษาคเนย์

จากกรณีที่มีเสียงโวยวายของสาธุชนคนฮินดูที่มีต่อการทำลายเทวรูปพระวิษณุที่ฝั่งกัมพูชาสร้าง  วันนี้เอย่าจะมาถอดรหัสวิเคราะห์กันว่าเหตุใดกัมพูชาจึงเลือกที่จะสร้างพระวิษณุ ณ จุดตรงนี้ทำไมทางกัมพูชาจึงเลือกสร้างเทวรูปแทนที่  มีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ฝั่งกัมพูชาสร้างนั้นไม่ใช่เทวสถานแต่เป็นรูปปั้นเฉยๆ

โดยประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตรงบริเวณด้านตะวันออกของอาคารคาสิโนที่กำลังก่อสร้าง ปากทางช่องอานม้า ใกล้กับอนุสาวรีย์ตาอม เป็นเทพเจ้า 8 กร เป็นศิลปะแบบช่างเขมรสมัยใหม่ที่เลียนแบบมาจากประติมากรรมโบราณที่ปราสาทนครวัด พระเศียรสวมอุณหิสทรงกระบังแบบโบราณ กรอศอเป็นงานประยุกต์ลวดลายขึ้นใหม่มีสังวาลรัด พระหัตถ์ทั้ง 8 ถือของมงคลแต่ละอย่างแตกต่างกันไปอยู่บนแท่นสูง  โดยหลักความเชื่อในการสร้างครั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่านอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนแล้วในคติพราหมณ์–ฮินดู  มีการตีความถึงความมีอำนาจของรัฐ ความมีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครองพื้นที่ตรงนั้น  

ซึ่งหากเมื่อวิเคราะห์จากภาพจะเห็นว่าในดินแดนแถบนั้นของกัมพูชาประชาชนไม่ได้นับถือศาสนาฮินดู บวกกับแท่นขององค์วิษณุก็ไม่ได้มีแท่นสำหรับการบูชาอย่างใด  นั่นจึงน่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างเทวรูปในครั้งนี้หวังผลทางจิตใจหรือไสยศาสตร์มากกว่าการหวังผลทางศาสนา  ผู้สันทัดกรณีอีกท่านเสริมว่าหากมองด้านภูมิศาสตร์การปกครองแล้วการสร้างเทวรูปของฝ่ายกัมพูชาคือการปักเขตแดนของกัมพูชาอีกแบบหนึ่งทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณประหนึ่งว่าหากใครมารุกรานจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมืองผู้รุกรานนั้น

หากกล่าวถึงการสร้างรูปปั้นเพื่อข่มอำนาจของประเทศข้างเคียงในระแวกประเทศไทยนั้น มีให้เห็นหลายที่ เอาที่เอย่าเห็นชัดเจนที่สุดคือการที่ฝั่งเมียนมามีการสร้างอนุสาวรีย์บุเรงนองที่เมืองท่าขี้เหล็กและเมืองเกาะสองในเมียนมา  มีเรื่องเล่ากันว่าการสร้างอนุสาวรีย์ทั้งสองแห่งเพื่อแสดงถึงอำนาจในพื้นที่  

แต่ทว่าที่ไทยในอำเภอแม่สายก็มีการสร้างรูปปั้นแมงป่องดำ ซึ่งคำว่าแมงป่องดำนั้นมีหลายสายให้ข้อมูลว่า  แมงป่องดำ นั้นในสมัยโบราณถือว่าเป็นแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงมาก  ส่วนอีกทางมีการเปรียบเทียบว่าแมงป่องดำ เพราะในทางความเชื่อของล้านนามีความเชื่อว่า แมงป่องเป็นสัตว์ที่มีพลังคุ้มครองและพลังด้านการข่มศัตรู  ส่วนสีดำตีความเป็น อำนาจ การป้องกัน และการสะกดภัย  

ดังนั้นหากแปลกันแล้วว่าฝั่งเมียนมาหากต้องการแผ่อำนาจมาฝั่งไทยก็สามารถกันพลังอำนาจของฝั่งเมียนมาไม่ให้ข้ามฝั่งมาได้  แต่ส่วนทางฝั่งระนองนั้นแม้ฝั่งไทยไม่ได้มีการทำอนุสาวรีย์เพื่อสร้างอำนาจต้านทานและฝั่งไทยกับสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 แทน ซึ่งถอดความหมายว่าเป็นหากฝั่งเมียนมาจะแผ่อำนาจมา  ฝั่งไทยเราจะใช้การทูต และสันติไมตรีในการสร้างการปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนั่นเอง

เมื่อหันกลับมามองที่กัมพูชาแล้ว  บางทีการสร้างเทวรูปดังกล่าวอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อข่มไทยเสียมากกว่าการที่สร้างมาเป็นเทวสถานสำหรับผู้ศรัทธา  แต่ก็อย่างว่าที่อินเดียจะไม่เข้าใจเรื่องการนำเทวรูปมาทำพิธีการสร้างอำนาจเพราะความเชื่อด้านไสยศาสตร์ในภูมิภาคนี้นั่นเอง

ถอดรหัส "แงซาย" จากเพชรพระอุมา หากมีในชีวิตจริงจะไม่ใช่ชาวลาหู่แดง

วันนี้เอย่าขอพักเรื่องเครียดๆ เพราะช่วงนี้คนไทยเราเจอแต่เรื่องเครียดเยอะมาหาเรื่องความบันเทิงกันบ้างดีกว่านะคะ ว่าแล้วเอย่าได้มีโอกาสคุยกับผู้กำกับภาพยนตร์ท่านหนึ่ง เรื่องที่คุยก็คือเรื่องการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "เพชรพระอุมา" นั่นเอง และตัวละครที่ทำให้พี่ผู้กำกับต้องมาถกกับเอย่าก็คือ แงซาย นี่เองคะ

แงซาย แงซายเป็นลูกชาว “มูเซอแดง” หรือ “ลาหู่แดง อายุ 14-15 ปี แต่ทว่าหากต้องการความสมจริงนั้น คนที่ชื่อ แงซาย จะไม่ได้เป็นคนลาหู่แดงนะคะ  เพราะในระบบชื่อภาษาลาหู่นั้นจะเป็นคำสั้นๆ ที่มีเสียงเฉพาะ เช่น จะ, นอ, โซ, จะคอ หรือ จะซอ เป็นต้น เอย่าขอยกตัวอย่างชื่อชาวลาหู่แดงที่เป็นชื่อที่นิยมใช้กันอย่างเช่น จะอือซอ หรือ จะโซพอ เป็นต้น

แล้วคำว่า แงซาย เป็นชื่อคล้ายชาติพันธุ์ใดละ

คำตอบนี้หลายคนคงเดาได้ไม่ยากว่ามีความใกล้เคียงกับชื่อในภาษาไทใหญ่ โดยหากจะหาใครในโลกความจริงที่จะชื่อ แงซาย หรือ Nge Sai นั่นต้องเป็นคนไทใหญ่แน่นอน เพราะคำว่า แง หรือ แงะ เป็นคำที่พบในชื่อคนบางพื้นที่ของรัฐฉาน เช่นชื่อเริ่มด้วยเสียง ง/แง ที่ภาษาพื้นเมืองมีใช้  ส่วนคำว่า ซาย ในภาษาฉาน Sai (ซาย) เป็นคำขึ้นต้นชื่อของผู้ชาย คล้ายคำนำหน้าชื่อ  ดังนั้นแงซาย จึงควรเป็นคนไทใหญ่มากกว่า คนลาหู่แดง หรือ มูเซอแดง

แต่ทว่าหากยังไง แงซาย ก็ต้องเป็นชาวลาหู่แดง อย่างนั้นแล้ว เขาควรชื่ออะไรให้ภาษาลาหู่ละ เอย่า จึงขอแนะนำว่า ชายคนนี้หากต้องเป็นชาวลาหู่แดง เขาควรชื่อ "จะซาย" ฃึ่งสะกดเป็น Ca Sai หรือ "ลาซาย" ซึ่งสะกด La Sai น่าจะถูกต้องกว่า หรือจะเป็น "แง่ซอ" (Ngeh So) หรือ "แงะบือ" Ngeh Bue ก็ได้เช่นกัน แต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าในภาษาลาหู่คำว่า "แง" จะออกเสียงสั้นเป็น "แงะ" ไป

อย่างไรก็ตามเอย่าก็เป็นหนึ่งในแฟนของนิยายเพชรพระอุมานะคะ และก็ไม่ได้ติดด้วยว่า แงซาย จะเห็นชาติพันธุ์อะไร เพราะเอย่าเชื่อว่า แฟนนิยายหลายคนคงอยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นเดียวกันนั่นเอง

วัฒนธรรมร่วมไทย–ลาว–กัมพูชา พิธีกรรมจากศาสนาฮินดูสู่อุษาคเนย์ แต่ไม่มีในประเพณีของเมียนมา สะท้อนรากแห่งความศรัทธาที่แตกต่าง

หลายคนคงคิดแค่ว่าประเพณีลอยกระทงเดิมน่าจะเป็นของไทยและอาจจะรวมถึงลาวด้วย วันนี้เอย่าจะเอาเรื่องราวมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ ในไทยของเราเทศกาลลอยกระทงในอดีตก็คือ 'พิธีจองเปรียง' หรือ 'ลอยพระประทีป' นั่นเอง โดยว่ากันว่า พิธีจองเปรียงนั้น คือ พิธีบูชาไฟที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาต่อดินและน้ำ และเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีนี้มีต้นแบบจากพิธี 'ดิวาลี' ของศาสนาฮินดู แต่ไทยก็มีการพัฒนามาเป็นการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนั่นเอง แต่นี่อาจจะยังทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเราจากพิธีจองเปรียงกลายมาเป็นลอยกระทงได้อย่างไร

มีบันทึกระบุไว้ถึงพิธีจองเปรียงนั้นมี 2 กิจกรรมกล่าวคือ

พิธีจองเปรียง : เป็นการจุดประทีปหรือโคมไฟที่ทำจากน้ำมันเนยเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำโคมไฟไปแขวนตามเสา ระเบียง ชายคา หรือตั้งเรียงกันตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัง

พิธีลดชุดลอยโคม : เป็นกิจกรรมที่ลดขนาดของชุดประทีป แล้วลอยลงในแม่น้ำ ซึ่งตรงกับความหมายของพิธีลอยกระทงในปัจจุบันนั่นเอง

แล้วในภูมิภาคนี้มีประเทศไหนที่มีพิธีลอยกระทงเหมือนไทยบ้างอีก คำตอบที่ใกล้ตัวเราสุดคือ ประเทศลาวค่ะ โดยพิธีลอยกระทงของลาวจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษามีชื่อว่า 'บุญออกพรรษา' หรือ 'เทศกาลไหลเรือไฟ' โดยจะมีการมีการ ลอยกระทง หรือ ทางลาวเรียกว่า ลอยเฮือ เพื่อบูชาพระแม่คงคา และเพื่อขอขมาแม่น้ำ และการไหลเรือไฟหรือบั้งไฟน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนในกัมพูชามีเทศกาลลอยกระทงที่ชื่อว่า 'บอนอ็อมตู๊ก' (Bon Om Touk) โดยในกิจกรรมก็จะมีการแข่งเรือยาวและการลอยกระทงแบบเดียวกับไทยเช่นกัน เอย่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชื่อ บอนอ็อมตู๊ก นั้นถูกเปลี่ยนเป็นลอยกระทงไปหรือยัง ในเวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะกลุ่ม ไทดำ และ ไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไท ยังคงมี พิธีลอยกระทง แบบพื้นบ้านใช้ใบตองทำกระทง จุดเทียน แล้วปล่อยในลำธาร เพื่อบูชาน้ำแต่ไม่ได้เป็นประเพณีของประเทศโดยรวม

ส่วนในเมียนมานั้นไม่มีเทศกาลลอยกระทงแบบไทยหรือลาว โดยสาเหตุน่าจะมาจาก รากวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่างกัน เพราะทางไทย ลาวและกัมพูชาได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาในขณะที่ฝั่งเมียนมานั้นจะยึดหลักทางพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่มีการบัญญัติประเพณีนี้ไว้ แต่ในเมียนมามีเทศกาลใกล้เคียง เรียกว่า “Thadingyut Festival” เป็นเทศกาลออกพรรษาของเมียนมา จัดขึ้นในเดือนเดียวกับลอยกระทงของไทยแต่ต่างกันตรงที่ฝั่งพม่าหรือเมียนมานั้นจุดโคมไฟหรือประดับไฟทั่วเมือง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และไม่มีการลอยกระทงในน้ำ รวมถึงเป็นช่วงเวลา “ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” คล้าย ๆ กับประเพณีลอยกระทงบางท้องถิ่นของไทย แต่ไม่มีความเชื่อเรื่องพระแม่คงคาเข้ามาปะปนแต่อย่างใด

‘หม่องชิตตู่’ เรียกประชุม!! ฉุกเฉิน จุดไฟ!! สงครามชายแดน เตรียมเปิดศึกเต็มรูปแบบ กับกองทัพเมียนมา

มีข่าวด่วนมาว่า หม่องชิตตู่ เลขาธิการ กองกำลัง BGF และผู้บัญชาการกองกำลัง KNA  ได้มีการเชิญผู้แทนกลุ่มกะเหรี่ยงพันธมิตร 4 กลุ่ม ได้แก่ กองกำลัง BGF/KNA กองกำลัง KNLA กลุ่ม KNU, และกองกำลัง DKBA รวมถึงกลุ่ม KKO และ กองกำลัง KNLA-PC เข้าร่วมประชุมวาระฉุกเฉิน ที่ห้องประชุมหน่วยฝึกทหารใหม่ ค่ายจ่าอินตะกอ ในรัฐกะเหรี่ยง เช้าวันนี้ (25 ตุลาคม 2568) โดยให้เหตุผลว่าจะเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับกองทัพเมียนมาเพื่อทวงคืนประชาธิปไตยให้แก่คนกะเหรี่ยง

แต่เอย่าได้ข่าวมาอีกอย่างว่าเหตุการณ์ที่กองทัพกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวจนเป็นทองแผ่นเดียวกันเนื่องมาจากกองทัพเมียนมาบุกปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยล่าสุดกองทัพเมียนมาระเบิดตึกที่เป็นที่ทำการของกลุ่มสแกมเมอร์หลายตึกในเคเคปาร์ค และจะรุกคืบเข้าทำลายแหล่งสแกมเมอร์ในเมียวดีและฉ่วยก๊กโกเป็นรายต่อไป

เราคงต้องมาดูว่าสงครามครั้งนี้จะปะทุขึ้นมาหรือไม่และสุดท้ายไทยควรเตรียมแผนรับมือหากสงครามนี้เกิดขึ้นเพราะต้องยอมรับว่านี่เป็นสงครามที่ทำให้ผู้นำกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวกันอีกครั้งในการทวงคืนผลประโยชน์จากสแกมเมอร์ ...เอ้ย...ประชาธิปไตยจากเผด็จการทหารเมียนมา

เปิดแผลสังคมชายแดน แรงงานไทย ‘บ่อน-แก๊งสแกมเมอร์-ค้าบริการ’ เสี่ยงตาย ไร้รัฐปกป้อง!! วงจรอุบาทว์คนไทย ในธุรกิจมืดต่างแดน

ดูข่าวไม่กี่วันมานี้มีแต่ข่าวปั่นโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่พยายามจะเล่นสื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามอย่างล่าสุดเรื่องที่ทูตจีนออกมากล่าวเรื่องรักษาอธิปไตยของกัมพูชา เอย่านี่ซูดปากบอกแหมเล่นใหญ่สไลเดอร์แต่อเมริกาบอกเป็นกลางแต่ให้เงินสนับสนุนเขาที่เป็นตัวเลขบนกระดาน 20 กว่าล้านบาท ไม่รู้เงินใต้โต๊ะอีกเท่าไร ทีอย่างนี้ไม่เห็นสื่อไหนออกมาบอกว่าอเมริกาสนับสนุนกัมพูชาเลยสักคำ สื่อไทยใจขี้ข้าอเมริกาหรือเปล่าก็ไม่รู้ก็งับข่าวไปแปลหรือไม่ก็เขาแปลมาให้แล้ว แค่เอาข่าวไปลง เอาเป็นว่าเรื่องนี้เอย่าจะไม่พูดดีกว่า มาคุยเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องกันคือไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวอดีตเชฟหนุ่มไทยเสียชีวิตในปอยเปต ประเด็นคือทำไมโรงพยาบาลในปอยเปตจึงไม่ทำการรักษา โดยจนถึงวันนี้ที่เอย่าเขียนบทความนี้ก็ได้ความว่า โดยทั่วไปหากใครก็ตามที่ไม่มีเอกสารอะไรติดตัวเลย ส่วนใหญ่โรงพยาบาลก็จะไม่รับรักษายกเว้นมีการส่งตัวจากเจ้าหน้าที่หรือมีใครที่สามารถการันตีหรือสื่อสารได้ว่าเขาคือใครเป็นอะไรมาจากไหนจึงจะสามารถรับรักษาได้ ธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาคนไข้นี้เป็นเหมือนกันทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเรายึดถือธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแบบนี้มาช้านานแล้ว

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้เสียชีวิตไม่มีเอกสารติดตัวเลย โดยทั่วไปการที่คนสักคนจะไปอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะชายแดนไทยโดยที่ไม่มีเอกสารอะไรเลยมีอยู่ไม่กี่สาเหตุ สาเหตุหลักๆ อาจจะมาจากการที่เข้าไปทำงานกับกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศนั้นซึ่งเมื่อเข้าไปทางพวกสแกมเมอร์จะยึดพาสปอร์ตดังนั้นต่อให้หนีออกมาก็จะไม่ได้เอกสารการเดินทางต่างๆ ออกมาด้วยนั่นเอง

แต่จากนี้มีประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ คนไทยที่ไปทำธุรกิจตามชายแดน มีใครข้ามไปทำอะไรกันบ้าง เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาขยายเรื่องนี้ให้ทราบกัน

อาชีพแรกที่เรารู้ว่าจะต้องข้ามไปทำงานบริเวณชายแดนไทยกับชายแดนเพื่อนบ้านเป็นประจำก็คือนักธุรกิจชายแดนที่ค้าขายสินค้ากับพ่อค้าคนกลางหรือนักธุรกิจเพื่อนบ้านต่างชาติที่อาจจะต้องข้ามฝั่งไปเยี่ยมเยียนหากันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อสานสัมพันธ์การค้าไม่ว่าธุรกิจสีขาว สีเทา หรือ สีดำก็ตาม อาชีพต่อมาคนที่ทำงานในบ่อน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ หรือดีลเลอร์คนแจกไพ่บ่อน รวมถึงเชฟ และพนักงานในส่วนของโรงแรมที่พักหรือพนักงานในส่วนอื่นๆ ที่เอนเตอร์เทนเมนต์นั้นๆ ต้องการ ส่วนอาชีพที่ดูแล้วเหมือนจะสมัครใจหรือโดนหลอกไปที่บริเวณชายแดนก็คือกลุ่มที่ไปทำงานสแกมเมอร์และขายบริการนั่นเอง ถามว่าทำไมถึงมีการโฟกัสที่กลุ่มนี้นั่นก็เพราะว่ากลุ่มที่ทำงานสแกมเมอร์ที่เป็นคนไทยเองถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเอย มีลงข่าวอย่างต่อเนื่องเรื่องการทำงานในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีคนไทยจำนวนมากหลงเชื่อว่าไปทำงานแอดมินเพจในประเทศเพื่อนบ้าน รายได้ดี ทั้งๆ ที่หากทำงานแอดมินเพจจริงๆ นั้น สามารถทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ  

จากข้อมูลของอดีตแอดมินเพจมองพม่าได้ให้ข้อมูลกับเอย่าไว้ว่าในแต่ละปีมีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางแบบเต็มใจก็ดี ไม่เต็มใจก็ดีเข้ามาทำงานในระบบสแกมเมอร์เพียงเพื่อหวังงานสบายรายได้ดี แต่ส่วนใหญ่คนที่ทำงานสแกมเมอร์ เมื่อรู้ว่าตัวเองโดนหลอกมาทำงานและได้รับการช่วยเหลือจนกลับไปไทยได้จะไม่กลับมาอีก ซึ่งต่างจากกลุ่มค้าบริการทางเพศที่แม้ว่าจะโดนทำร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขังจนสุดท้ายสามารถช่วยเหลือจนเดินทางกลับประเทศไทยได้ แต่ไม่นานก็เดินทางกลับมายังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอีก โดยหลายรายอ้างว่าคิดถึงแฟน (คนที่หน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำร้าย) จนเป็นที่มาที่ต้องไปช่วยเหลือนั่นเอง

ประเด็นสำคัญคือเราควรไปเสียเวลาช่วยคนกลุ่มนี้ไหม ซึ่งหลายครั้งคนกลุ่มนี้พยายามติดต่อใครก็ตามที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาออกมาได้ แต่ความจริงแล้วคนที่ควรติดต่อนั่นคือเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำประเทศนั้นๆ เสียมากกว่า แต่ถ้าหากเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ แบบไม่ถูกต้องแล้วทางเอย่าก็คงตอบได้แค่เพียงว่าค่าใช้จ่ายในการออกจากประเทศนั้นๆ แพงกว่าการเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้น 10-20 เท่า หรือบางคนอาจจะต้องยอมเป็นทาสอารมณ์ปรนเปรอกามให้แก่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ก่อนจะได้เดินทางกลับมาจริงซึ่งสุดท้ายจากข้อมูลที่ทางเพจมองพม่าให้มาบอกว่า หลายคนไปแต่ตัวก็กลับมาแต่ตัว หลายคนบอกว่ามีชีวิตกลับมาก็ดีแล้วแต่อีกหลายคนเลือกที่จะกลับไปเพราะเงินมันหอมจนคนพวกนั้นไม่คิดจะหาเงินโดยวิธีอื่น ซึ่งนั่นก็คือราคาที่คนเหล่านั้นต้องจ่ายเพราะการขายบริการทางเพศนั้นส่วนใหญ่ไม่มีกฎเรื่องการใส่ถุงยางป้องกัน รวมถึงหลายคนมีรสนิยมทางเพศที่ผิดธรรมชาติรวมถึงการเสพยาที่มีมากมายหาง่ายในกลุ่มจีนเทาที่อยู่ตามขอบชายแดน แหล่งข่าวของเอย่าที่ชายแดนอีกท่านให้ความเห็นว่าบางทีเราอาจจะควรต้องดำเนินคดีสำหรับคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์และกลุ่มค้าบริการในประเทศเพื่อนบ้านเพราะคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างปัญหาไม่ว่าจะเป็นการลักลอบเข้าออกประเทศอย่างผิดกฎหมาย ยาเสพติดและฉ้อโกงประชาชน เพราะทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์ ออกข่าว รณรงค์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคนพวกนี้แต่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไปแต่พออยากกลับไทยก็หงายการ์ดว่าโดนหลอกไปทุกที

ชำแหละบทความใส่ร้ายจีน ช่วยกัมพูชาจริง!! หรือแค่ข่าวปลอม

(3 ต.ค. 68) ล่าสุดมีนักข่าวท่านหนึ่งที่เป็นระดับหัวหน้าประจำภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความว่าได้รับข้อมูลจากข่าวกรองของไทยว่าจีนส่งอาวุธให้ฝ่ายกัมพูชา 1 เดือนก่อนเกิดสงคราม เรื่องนี้ทำให้เอย่าหูผึ่งถึงขั้นต้องนัดทานกาแฟกับพี่หน่วยข่าวกรองของไทยบางคนที่เอย่ารู้จัก ทางพี่เขาก็ตบเข่าฉาดใหญ่บอกว่ายัยนี่นั่งเทียนเขียนข่าว ไม่มีข่าวกรองคนไหนออกมาเปิดเผยข้อมูลให้คนนอกโดยเฉพาะสื่อให้ทราบกันง่ายๆ หรอกหากไม่ได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา และนี่เองทำให้เอย่ากลับมาอ่านบทความอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่งรวมถึงหลายๆ บทความของฝั่งอเมริกาในช่วงนี้ เพราะสิ่งหนึ่งที่พี่เขาบอกมาก็คือ จีนบอกมาแล้วว่าเขาไม่ได้เลือกข้างฝ่ายไหนเลย เพราะถ้าเขาเลือกข้างกัมพูชาจริง กัมพูชาจะกล้าทิ้งจีนไปจูบก้นอเมริกาถึงขั้นจะโปรโมทให้ ทรัมป์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเลยเชียวหรือ

ในเนื้อหาของบทความระบุว่านักข่าวรายนี้ได้เห็นรายงานข่าวกรองของฝ่ายไทยว่า “เครื่องบิน Y-20 ซึ่งจีนเรียกว่า Chubby Girls เนื่องจากลำตัวกว้างและสามารถบรรทุกสินค้าหนักได้ เครื่องบินเหล่านี้บินหกเที่ยวมายังเมืองสีหนุวิลล์ทางตะวันตกเฉียงใต้ โดยบรรทุกจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ตู้คอนเทนเนอร์ 42 ตู้ ส่งให้แก่รัฐบาลกัมพูชา โดยระบุต่อว่าอาวุธดังกล่าวจัดเก็บไว้ที่ฐานทัพเรือเตรียมเพื่อเตรียมส่งต่อไปทางเหนือเพื่อกระจายไปตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ประเด็นคือเอกสารข่าวกรองได้เห็นกันง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือ

นักข่าวรายนี้อ้างต่อว่าจากแหล่งข่าวผู้สังเกตการณ์อิสระระบุว่าอาวุธที่โจมตีไทยเป็นอาวุธจากจีน  แต่พอทางเอย่าเช็คกลับไปยังแหล่งข่าวที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอาวุธจากจีนตอนนี้ได้คำตอบว่า อาวุธที่กัมพูชาใช้ของจีนนั้นเป็นอาวุธที่จีนผลิตและใช้เมื่อประมาณสัก 10-20 ปีก่อน ซึ่งปัจจุบันทางกองทัพจีนยกเลิกการใช้อาวุธเหล่านี้ไปหมดแล้ว 

ยกเว้นแต่โดรนทิ้งระเบิดที่เอย่าได้ข่าวมาจากแหล่งข่าวอีกสายว่าได้มาจากกลุ่มจีนเทาซื้อโดรนเกษตรกรรมแล้วนำมาดัดแปลงเป็นโดรนทิ้งระเบิดแบบเดียวกับกลุ่มกองกำลังกะเหรี่ยงที่ใช้โจมตีกองทัพเมียนมา และยิ่งทำให้สงสัยมากขึ้นเมื่อในภาพโพสต์รูปกองกำลังของกัมพูชาโดยระบุว่า “ทหารกัมพูชาบรรจุกระสุนใหม่ให้กับเครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 สมัยโซเวียตในจังหวัดพระวิหารเมื่อเดือนกรกฎาคม เอกสารของไทยระบุว่าระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 มิถุนายน จีนส่งกระสุนเกือบ 700 นัดเพื่อติดตั้งเครื่องยิงจรวดดังกล่าว” ประเด็นคือ เครื่องยิงจรวดสมัยโซเวียตอย่าง BM-21 แม้จีนจะยังมีการผลิตจรวดที่ใช้กับเครื่องยิงจรวดรุ่นนี้อยู่แต่ต้องอย่าลืมว่าบริษัทที่เป็นผู้ผลิตนั้นเป็นบริษัทเอกชนและเช่นกันการซื้อขายสินค้าประเภทอาวุธยังเป็นการค้าขายผ่านระบบนายหน้าไม่ใช่จีทูจี และนั่นก็น่าจะเป็นสิ่งที่จีนออกมาปฏิเสธได้อย่างเต็มปากว่ารัฐบาลจีนไม่ได้ขายแต่ถ้าเอกชนซื้อขายกันเองอันนี้ไม่รับรู้

รายงานระบุต่อว่า “เจ้าหน้าที่อาวุโสจากกองทัพไทยที่ได้รับการติดต่อจากเดอะไทม์ ยืนยันความถูกต้องของเอกสาร โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าวรวบรวมโดยเครือข่ายข่าวกรองข้ามเหล่าทัพ เจ้าหน้าที่อีกสองนายยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวถูกเปิดเผยภายในกองทัพ ทั้งสามท่านขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อหารือเกี่ยวกับเอกสารที่พวกเขาอ้างว่าเป็นเอกสารลับ” จากประโยคนี้คงต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของหน่วยถึงการรักษาความลับทางการทหารแบบนี้ให้หลุดมาถึงสื่อต่างประเทศได้อย่างไร พร้อมทั้งควรสืบหาเจ้าหน้าที่อาวุโสผู้ให้ข่าวพร้อมสอบสวนถึงจรรยาบรรณการทำงานของกองทัพไทยด้วยหรือไม่

เอาเป็นว่าเอย่าจะพักเรื่องนี้มาดูอีกข่าวดีกว่าในขณะที่อเมริกาใช้สื่อโจมตีจีนอยู่นั้น วันนี้มีข่าวมาว่าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า สหรัฐฯ เตรียมสนับสนุนเงิน 675,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 22 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกัมพูชาในโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ตั้งแต่เดือน พ.ย.2025 ไปจนถึงเดือน เม.ย.2026 ประเด็นคือการช่วยเหลือเรื่องการเก็บกู้ระเบิดในแต่ละปีมีเม็ดเงินที่ใช้มากกว่า 30 ล้านเหรียญ  คำถามคือเม็ดเงินทั้งหมดนั้นถูกเอาไปใช้เก็บกู้จริงหรือ ทำไมกู้ไม่หมดเสียที หรือที่แท้จริงนั้นคือการให้เงินสนับสนุนการทำสงครามแก่กัมพูชาผ่านระบบ NGO ตามโมเดลที่ชาติตะวันตกชอบใช้อย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วในเมียนมาและอีกหลายประเทศ

รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นรู้ทันจนต้องปิดสำนักงานไป นี่คงเป็นคำถามคำใหญ่ๆที่ควรจะถูกตรวจสอบถึงเม็ดเงินจำนวนมหาศาลนี้ได้ถูกใช้ไปอย่างถูกต้องหรือไม่

สรุปแล้วใครเป็นคนเลวในเกมนี้ไม่รู้แต่ที่รู้ๆ คนเลวบางคนที่แสร้งทำตัวเป็นคนดีแล้วหาผลประโยชน์เข้าชาติตัวเองเหมือนนักการเมืองโกงกินของสยามประเทศบางคนที่ชอบเอาประชาชนมาอ้างนั้นมีอยู่จริง

ด้านมืด!! ‘เมืองผู้ดี’ ที่ ‘BBC’ เลือกที่จะเงียบ ไม่เคยคิดทำสารคดี โสเภณีถูกกฎหมาย!! เสียภาษีรายได้ แต่ตรวจโรค ต้องควักจ่ายเอง

(28 ก.ย. 68) หลังจากมีกระแสตีกลับเรื่องที่ BBC ทำสารคดีเกี่ยวกับด้านมืดของสวรรค์นักท่องเที่ยวในเมืองไทย มาวันนี้เอย่าจะมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ทราบกัน  เรื่องแรกเลยที่ BBC สื่อเมืองผู้ดีควรจะทราบก่อนเลยคือเรื่องโสเภณีในอังกฤษก็มีมาตั้งแต่อดีตที่หลายคนรู้จักในยุคศตวรรษ 70-90  ที่ปรากฏตามภาพยนตร์ก็อย่างเช่นย่าน Soho ที่เป็นย่านบันเทิงมาตั้งแต่ยุควิคตอเรียและ Whitechapel ที่นอกจากจะมีตำนานแจ็ด เดอะริปเปอร์แล้ว ตำนานในย่านนี้ที่คนรู้จักกันดีคือหญิงขายบริการที่ใครจะมาหาซื้อก็ต้องมาในย่านนี้

ในปัจจุบันย่านโคมแดงของลอนดอนนอกจากจะเป็นย่าน Soho  ที่อุดมไปด้วยคลับ บาร์สำหรับผู้ใหญ่แล้ว ยังมีย่าน Kings Cross และย่าน Camden ที่มีการขายบริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ในย่านนี้รวมถึงในเมืองใหญ่อื่นๆนอกลอนดอนอย่าง แมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล หรือเบอร์มิงแฮม ก็มีธุรกิจลักษณะนี้อยู่เช่นเดียวกันกระจายไปทั่วไม่ได้แตกต่างอะไรกับประเทศไทย

สิ่งที่ดูแล้วจะทำให้รู้สึกว่าการขายบริการในอังกฤษต่างจากประเทศไทยคือการค้าประเวณีถือเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายและจะต้องเสียภาษีโดยคนที่คิดจะทำอาชีพนี้ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้าประเวณีกับ HM Revenue & Customs เพื่อให้ได้ Unique taxpayer reference เพื่อใช้สำหรับการยื่นภาษีรายได้โดยผู้ค้าประเวณีจะต้องทำบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับยื่นในการเสียภาษีรายได้และ National Insurance โดยการจัดเก็บภาษีจะเป็นขั้นบันไดตั้งแต่ 20-45% และ National insurance จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มขึ้นกับฐานรายได้ โดยหากรายได้ไม่เกิน 12,570 ปอนด์ต่อปีจะเสียอยู่ที่ 3.45 ปอนด์ต่อสัปดาห์และหากรายได้เกินกว่านี้จะเก็บเป็นขั้นบันไดตามลำดับ

อีกจุดที่ต่างกันคือกฎหมายของอังกฤษห้ามให้มีการประกอบกิจการซ่อง หรือ Brothel โดยถือว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจผิดกฎหมายนั่นเองเพราะในอังกฤษมองว่าการเปิดซ่องนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์นั่นเอง  อย่างไรก็ตามในอังกฤษก็ไม่ได้ต่างจากไทยคือการค้าประเวณีแฝงที่อยู่ในสถานบันเทิงอย่างผับ บาร์ คาราโอเกะหรือร้านนวด

สุดท้ายเอย่ามองว่าการมองหามุมมืดของทุกประเทศนั้นมีหมดในอังกฤษเองก็ไม่ได้สะอาดหมดจดแถมยังเลือกจะแก้ปัญหาให้มีโสเภณีเสรีเสียอีกด้วยโดยปราศจากการควบคุมการตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์นอกจากผู้ค้าสมัครใจตรวจโรคเองและเสียค่าใช้จ่ายเอง  ในขณะที่ประเทศไทยในยุคที่อาบอบนวดเฟื่องฟู มีข้อมูลมาว่าสถานบริการทางเพศที่ถูกต้องตามกฎหมายในไทยจะมีบังคับให้ตรวจโรคทุก 3-4 เดือนและต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคเป็นสวัสดิการจากเจ้าของกิจการแก่พนักงาน

สุดท้ายเอย่าไม่ทราบว่า BBC ทำสารคดีนี้ต้องการอะไรแต่ช่วยกลับไปหาถึงมุมมืดในประเทศตนเองและทำสารคดีออกมาจะดีกว่าไหมว่ากฎหมายที่ตัวเองใช้ควบคุม Sex worker ของตนนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือเปล่ารวมถึงสวัสดิการในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย

เสียงวิจารณ์เดือด!! GMP Clearance อย. ถูกมองเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า

วันนี้มีการประชุมชี้แจงเรื่อง GMP Clearance โดยผู้อำนวยการกองยาเป็นประธานในการประชุมชี้แจงในครั้งนี้ โดยเนื้อหาที่ทาง อย. แจ้งมาว่าปัญหาที่ทาง อย. อ้างว่าหลังจากที่ทาง อย. ไทยได้นัดหมายไปทำการ Onsite Audit แต่โรงงานผู้ผลิตไม่อนุญาต โดยมีทั้งแบบขอเลื่อนไปเรื่อยๆ และส่งหนังสือมาว่าไม่สะดวกให้ อีกทั้ง อย. ยังอ้างว่าบางบริษัทให้เลข GMP มาพอไป search แล้วหาไม่เจอ จากปัญหาที่ อย. อ้างนี่เองเป็นต้นเรื่องของการที่ อย. ต้องการจะไป Onsite Audit ในประเทศที่เป็น Non-PIC/S Member ทั้งหมด

โดยในการประชุมครั้งนี้ อย. ประกาศว่า ทาง อย. จะไป Onsite audit ในกรณีต่อไปนี้
• ยาที่กำลังขึ้นทะเบียนทุกตัวจะต้องทำการ Onsite Audit สำหรับ Non-PIC/S country 
• ยาที่ได้รับทะเบียนแล้วแต่หากมีการเพิ่ม Site ผู้ผลิตยาสำเร็จรูป จะต้องได้รับการ Onsite Audit 
• ถ้าหาก GMP clearance หมดอายุการ renew ได้โดยไม่จำเป็นต้องไป Onsite สำหรับรายการยาที่มีทะเบียนยาในไทยอยู่แล้ว

ในการประชุมมีคำถามมากมายโดยเฉพาะในช่วงถาม-ตอบปัญหา ซึ่งทาง อย. เอ่ยมาว่า ในประเทศที่ไม่ได้เป็น PIC/S member จะไปทำงานตามระบบของประเทศที่เป็น PIC/S ได้อย่างไร ซึ่งคำพูดนี้ขัดแย้งกับมาตรฐานการผลิตยาในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศฝั่งจีนและอินเดียที่เป็นผู้นำการผลิตเวชภัณฑ์ของโลกในขณะนี้ ซึ่งมีแหล่งข่าวของเอย่าระบุว่าบริษัทยาระดับโลกที่เขาขายยาทั่วโลกไม่ใช่ผลิตมาขายแค่ประเทศไทย ทำไมเขาจะไม่รักษามาตรฐานการผลิตยาโดยเฉพาะบริษัทที่ส่งออกไปยังอเมริกาและยุโรป เขาต้องรักษามาตรฐานอยู่แล้ว  และไทยก็แค่ได้อานิสงส์จากการรักษามาตรฐานของบริษัทเหล่านั้น และอีกหลายคำถามในวันนี้ที่เจ้าหน้าที่ อย. ตอบไม่ได้แล้วตอบไปว่ามีคำถามอะไรให้มาถามเป็นการส่วนตัว นี่ยิ่งสร้างให้เกิดความไม่โปร่งใสและลดทอนความน่าเชื่อถือของ อย. ไทยลงไปอย่างมาก

ณ เวลานี้ อย. เอายาที่กำลังจะได้ทะเบียนยามาเป็นตัวสร้างเงื่อนไขว่ายาที่จะออกทะเบียนได้สำหรับกลุ่มประเทศ Non-PIC/S นั้นจะต้องได้รับการตรวจ Onsite audit เสมือนเป็นการเรียกค่าไถ่ต่อผู้ประกอบการไทยที่จะต้องลงทุนมหาศาลสำหรับค่าใช้จ่ายในการไปตรวจซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จ่ายให้เจ้าหน้าที่ต่างหากด้วย ซึ่งนั่นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ผ่านระบบของ อย. ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายท่านถามว่าค่าใช้จ่ายเหล่านี้ใครต้องจ่ายเพราะการไปตรวจผู้ผลิตได้ประโยชน์แต่คนจ่ายคือผู้ประกอบการ และงานนี้ผู้ผลิตไม่ได้อยากจะจ่ายเงินเพราะตามที่ อย. แจ้งว่าไม่ได้ออก GMP Certificate ให้ แต่จะออกเป็น Clearance letter เพื่อเอาไปใช้ในการขึ้นทะเบียนเท่านั้น 

ด้วยสาเหตุที่มีแหล่งข่าวอ้างว่า อย. ไม่อยากสร้างข้อผูกพันในการต้องไปตรวจต่อเนื่อง มีแหล่งข่าวอื่นๆ ที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการกระทำของ อย. ในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการกรรโชกทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมายกับผู้ประกอบการไทย เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการในสภาวการณ์เช่นนี้

สำหรับเอย่าแล้ว เอย่ามองว่านี่คือการกีดกันทางการค้าเพราะประเทศที่เป็นสมาชิกของ PIC/S ได้แก่ อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม บราซิล บัลแกเรีย แคนาดา ไต้หวัน โครเอเชีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮ่องกง ฮังการี ไอซ์แลนด์ อิหร่าน ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ลัตเวีย ลิซเทนสไตน์ ลิทัวเนีย มาเลเซีย มอลตา เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย ซาอุดีอาระเบีย สิงคโปร์ สโลวัก สโลวีเนีย แอฟริกาใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไทย ตุรกี ยูเครน อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา  

ซึ่งจะเห็นว่าประเทศในกลุ่ม PIC/S ส่วนใหญ่คือสหภาพยุโรปและประเทศในกลุ่มสหรัฐอเมริกา ซึ่งนี่ทำให้คนหลายคนมองว่าทางการไทยพยายามผูกขาดทางการค้าแบบเงียบๆ โดยการเขี่ยประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิก PIC/S ออก  

สุดท้ายการที่ อย. ยังพยายามจะดึงดันเส้นทางนี้ต่อไปทั้งๆ ที่ฝั่งผู้ประกอบการก็แย้งว่าหากบริษัทไหนไม่โปร่งใสไม่ถูกต้อง อย. ก็ไม่ต้องอนุมัติสิ ทาง อย. สามารถทำได้ภายใต้ขอบเขตอำนาจ แต่ อย. กลับเลือกเส้นทางที่สร้างปัญหาให้กับทุกฝ่ายรวมถึงพนักงานใน อย. เองด้วย

ที่ผ่านมาในปี 2568 อย. แถลงว่ามีเจ้าหน้าที่ไปตรวจเพียง 10 คน และปีนี้ตรวจไปแล้ว 5 โรงงาน ปีหน้ามีแผนการตรวจแล้ว 3 โรงงาน แต่จากประกาศนี้จะทำให้งานที่มีอยู่เพิ่มขึ้นเป็น 10-20 เท่า คำถามคือ อย. จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือและการออกเอกสารที่ไปตรวจนั้นใช้ประโยชน์อะไรได้จริงหรือไม่ เพราะอย่างที่แจ้งไปการตรวจครั้งนี้ อย. จะไม่ออกเอกสาร GMP Certificate ซึ่งแม้จะไม่ผิดกฎแต่เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมาการไป Audit เนื่องจากเอกสารที่นำมาแสดงของโรงงานในประเทศ Non-PIC/S member นั้นไม่น่าเชื่อถือ จึงเป็นเหตุให้ อย. ไทยไปตรวจ 

การออกประกาศเช่นนี้แม้ อย. จะอ้างว่าทำตาม PIC/S กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติจริงนี่เป็นการสร้างภาระให้กับผู้ประกอบการอันจะส่งผลต่อไปยังต้นทุนราคายาที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่การจัดซื้อจัดจ้างยาที่จะพยายามลดราคายาให้ถูกเพื่อซัพพลายยาแก่คนในประเทศ แต่จากเหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนมองว่าประเทศไทยเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “อยากใช้ของดี แต่เงินไม่มีจ่าย” ซึ่งสุดท้ายหากผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อยไม่สามารถจะทนแรงต้านนี้ได้ ก็จะเหลือผู้ประกอบการรายใหญ่หรือบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งบริษัทในไทยเป็นตัวขับเคลื่อนต้นทุน วันนั้นแหละที่เราอาจจะต้องเจอราคายาแพงจริงๆ ก็เป็นได้ และส่วนหนึ่งของสาเหตุก็ไม่ใช่ใครแต่เป็น อย. ไทยนั่นเอง

สร้างกำแพงชายกั้นชายแดน ถึงเวลาแล้วหรือยัง!! บทเรียนจากทั่วโลก!! สู่ชายแดนไทย

ช่วงนี้เรื่องข่าวชายแดนไทยโหมกระแสขึ้นมาอีกครั้งโดยเปลี่ยนจุดจากเขตจังหวัดสุรินทร์ย้ายมาตรงจังหวัดสระแก้วตามที่สำนักข่าวต่างๆ ได้เสนอไป จนเริ่มมีคำถามว่าถ้าเราสร้างแค่รั้งมากั้นสุดท้ายผู้บุกรุกก็ยังพยายามพังรั้วข้ามมาอยู่ดีจนหลายกระแสเริ่มโหมขึ้นมาว่าอย่าสร้างรั้วเลย สร้างกำแพงกั้นชายแดนไปเลยดีกว่า วันนี้เอย่าเลยขอเอาข้อมูลว่ามีที่ไหนในโลกบ้างที่สร้างกำแพงกั้นระหว่างประเทศมาให้ทุกคนทราบกันคะ

เริ่มจากที่ทวีปอเมริกา ในสหรัฐอเมริกามีการสร้างกำแพงบางส่วนตามพรมแดนเม็กซิโกเพื่อป้องกันการหลบหนีเข้าเมือง การขนส่งยาเสพติด การป้องกันการก่อการร้ายและการค้ามนุษย์ โดยกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐและเม็กซิโกมีความยาวเกือบ 3,200 กิโลเมตร

มาที่ในยุโรปที่ประเทศกรีซมีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างชายแดนตุรกีตรงบริเวณแม่น้ำ Evros ซึ่งเป็นพรมแดนแผ่นดินระหว่างกรีซกับตุรกี ทางการกรีซได้ติดตั้งรั้วเหล็กและกำแพงสูงพร้อมเทคโนโลยีเฝ้าระวังเพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนของผู้อพยพและการค้ายาเสพติด ส่วนในฮังการีมีการสร้างรั้วเหล็กสูงตามแนวพรมแดนกับเซอร์เบียและโครเอเชีย หลังวิกฤติผู้อพยพปี 2015 โดยรั้วดังกล่าวที่กั้นฝั่งเซอร์เบียยาว 175 กิโลเมตรและฝั่งโครเอเชียยาว 348 กิโลเมตร ในสเปนมีมีกำแพงรอบเมือง Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

มาดูในเอเชียคงไม่พ้นอิสราเอลที่สร้างกำแพงกั้นปาเลสไตน์ และรั้วกั้นรอบฉนวนกาซา ส่วนเกาหลีใต้ก็มีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ส่วนในอินเดียมีกำแพงกั้นติดบังกลาเทศ ยาวประมาณ 3,166 กิโลเมตรโดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติดและความมั่นคง ส่วนพรมแดนกับปากีสถานบริเวณแคชเมียร์ และพรมแดนรัฐปัญจาบ – ราชสถาน – คุชราต ก็มีการสร้างกำแพงด้วยเช่นกันมีความยาวประมาณ 3,323 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงและการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน จุดนี้เองมีการติดตั้ง ไฟส่องสว่าง ยาวต่อเนื่องกว่า 2,000 กม. ทำให้มองเห็นจากอวกาศในเวลากลางคืน

จะเห็นว่าหากหันกลับมามองไทยปัญหารอบบ้านเราไม่ได้แตกต่างกันเลยถ้าจะให้เอย่าสาธยายออกมา
• ชายแดนเมียนมามีปัญหาเรื่องการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สแกมเมอร์  การพนันออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติดและการลักลอบค้าอาวุธในขณะเดียวกันการค้าชายแดนระหว่างไทย - เมียนมาในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2024-2025 (1 เม.ย. ถึง 28 มิ.ย.) เมียนมา–ไทยชายแดนการค้าทะลุ 737 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 27 พันล้านบาท
• ชายแดนลาวมีปัญหาเรื่องการปักปันพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน แม้ทางการไทย–ลาวได้จัดตั้ง คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนตั้งแต่ปี 1996 แต่ยังไม่สามารถปักปันได้ครบทุกจุด ยังไม่รวมปัญหาเรื่องการบุกรุกและการข้ามแดนผิดกฎหมายและปัญหายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการนำเข้าสัตว์หรือไม้หวงห้ามโดยหากพิจารณาจากการค้าชายแดนและผ่านแดน (border & transit trade) ในช่วงต้นปี 2025 ช่วง 2 เดือนแรก  มูลค่าการค้ากับ สปป.ลาว  อยู่ที่ 28,078 ล้านบาท
• ฝั่งกัมพูชาเอย่าคงไม่ต้องพูดถึงเพราะพวกเราคงทราบกันดีและเชื่อว่าทุกวันนี้การค้าขายระหว่างสินค้าไทยไปยังกัมพูชาน่าจะลดลงตามลำดับ
• สุดท้ายฝั่งชายแดนมาเลเซียนั้นนอกจากปัญหาความมั่นคงแล้วยังมีปัญหายาเสพติดและอาชญากรข้ามชาตินี่ไม่นับเรื่องสินค้าผิดกฎหมายและการลักลอบข้ามแดนของคนไทยตามแนวชายแดนไปหางานในฝั่งมาเลเซีย อีกทั้งไทยและมาเลเซียก็มีกรณีพิพาทเรื่องอ่าวไทยตอนล่าง และช่องแคบมะละกา ตรงจุดที่มีพื้นที่ทับซ้อนด้านทะเลระหว่างไทย–มาเลเซีย โดยเฉพาะเขตที่คาดว่ามีทรัพยากรปิโตรเลียมเช่นกัน ในมุมการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ในปี 2567 มูลค่าการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่ารวม 306,679 ล้านบาทส่วนในปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) การค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียมีมูลค่ารวม 26,261 ล้านบาท ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  

การที่เราจะตัดสินใจสร้างกำแพงจุดไหนเพื่ออะไรอาจจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาระหว่างชายแดนกับกลุ่มประเทศตัวตึงที่สร้างปัญหาชายแดนให้กับไทยแต่เช่นเดียวกันที่เราอาจจะต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการค้าระหว่างชายแดนและงบประมาณในการสร้างด้วย เพราะแม้จะมีกำแพงกั้นแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาชายแดนได้อย่างแท้จริง

‘ดีเจสาวเมียนมา’ เจอคดี!! ลบหลู่ศาสนา เปิดเพลงธรรมะ แดนซ์ในผับ จากเสียงเพลง สู่เสียงโกรธ!! บทเรียนในโลกที่ศรัทธาเปราะบาง

(14 ก.ย. 68) ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ตำรวจเมียนมาเข้าจับกุมดีเจ ไวโอเลต ฐานลบหลู่ศาสนาพุทธ โดยเธอนำเพลงพุทธัง สาระนัง คัจฉามิ ที่เปิดตามวัดหรือเจดีย์ มารีมิกซ์ทำนองใต้ดินมาเล่นในผับ

ประเด็นนี้ที่กลายเป็นประเด็นหนักหลังมีคลิปในผับหลุดออกมาแล้วคนจำนวนมากท้วงติงถึงความไม่สมควร และแม้เธอจะขอโทษในเฟสบุคเธอไปแล้วแต่เธอกลับทิ้งท้ายในประโยคที่ขอโทษนั้นว่า "สำหรับคนที่อิจฉาเธอ คงจะมีความสุขนะที่เห็นเธอขอโทษ" ประโยคนี้เองที่โหมความโกรธของคนในโซเชียลในแรงขึ้น จนพ่อตาของเธอที่เป็นดาราชื่อ เนเมียว อ่อง พาเธอไปยังพุทธสมาคมที่เขต ตินกันจุน ในย่างกุ้งใกล้กับที่พักเพื่อทำหนังสือขอโทษกับกรณีดังกล่าว  แต่นี่ยังไม่จบเพราะหลังจากที่เธอทำหนังสือขอจมาไปแล้ว สามีของเธอบุตรชายของ เนเมียว อ่อง โพสลงโซเชียลตัดพ้อว่าเพลงแดนซ์ธรรมะเพลงนี้ใครทำก็ไม่รู้หาฟังได้ในโซเชียลทั่วไปและภรรยาเขาก็ได้ทำเรื่องขอขมาแล้วทำไมโซเชียลยังไท่หยุดประณาม สรุปประโยคที่สามีของดีเจไวโอเลตโพสกลับโหมความโกรธแค้นชาวโซเชียลขึ้นไปอีก จนสุดท้ายตำรวจเข้าคุมตัวดีเจไวโอเลตเมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา

ตามที่ทราบกันว่าในเมียนมานั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนานั้นเข้มแข็งมาก ในกรณีของดีเจไวโอเลตผิดกฎหมายศาสนามาตรา 295A ระบุว่า ห้ามการกระทำที่มีเจตนา “ลบหลู่ ดูหมิ่น หรือทำร้ายความรู้สึกทางศาสนา” ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งตอนนี้เรื่องราวไม่ได้จบแค่ดีเจไวโอเลตแต่มีการขยายออกไปยังเจ้าของผับที่ดีเจไวโอเลตไปเล่นดนตรีในวันนั้นด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top