Thursday, 4 June 2026
AYA IRRAWADEE

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านรอบนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานน้ำมัน วันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องวิกฤตพลังงานของไทยรอบนี้ให้ทุกท่านทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยมาดูว่าความจริงเรานั้นควรจะอยู่กับวิกฤตนี้อย่างไร

ณ วันนี้เราต้องบอกว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศหมูในอวยของสหรัฐที่คิดว่าจะเอาระเบิดไปหย่อนหัวแล้วลากตัวผู้นำออกมาได้ เพราะนี่ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่อิหร่านมีนอกจากอาวุธแล้ว อิหร่านยังมีพันธมิตรที่ดีที่พร้อมจะเป็นหูตาให้เวลาโดนนักเลงโลกรังแก และเชื่อได้เลยว่าสงครามนี้อาจจะทวีคูณความเสียหายไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าจนต้องบีบให้ประเทศอีกหลายๆประเทศต้องเลือกข้างก็เป็นได้

กลับมาที่ไทย จากที่ท่าน สว. หญิงท่านหนึ่งได้ออกมาจั่วหัวว่า ประเทศไทย ยังไม่มี “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” (Strategic Petroleum Reserve) แบบหลายประเทศ จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลไปทั่ว เอย่าก็อยากจะย้ำคำตอบของท่านอนุทินอีกครั้งว่า ไทยมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์รัฐอยู่แล้วคะ แต่เราไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่ไทยเราใช้ระบบที่เรียกว่า Legal Reserve คือให้เอกชนเป็นผู้เก็บขั้นต่ำตามกฎหมาย ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน และ กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อลดภาระการสร้างที่เก็บของไทยเอง เพราะจากข้อมูลที่เอย่าไปหามา ประเทศที่ลงทุนทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือเรียกว่า Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR นั้นต้องลงทุนนับแสนล้านบาทในการทำที่เก็บ ซึ่งประเทศที่เลือกใช้ระบบ SPR นี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 100% หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลับมาที่ตรงนี้ว่าแล้วไทยไม่เสี่ยงหรือ ณ วันนี้ เอย่าจะขอตอบจากข้อมูลที่หามาได้ให้ทราบนะคะ ณ ตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% และอีก 20% เป็นการขุดเจาะในไทยเอง ซึ่งน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพราะไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง อีกทั้งในไทยเราสามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ประมาณ 120,000–150,000 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงกลั่นน้ำมันได้วันละ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ และนี่ถึงเป็นข้อบ่งบอกว่าถ้าเราไม่ประหยัดน้ำมันกันเลย ใช้น้ำมันแบบสุรุ่ยสุร่าย เราจะมีน้ำมันสำรองใช้กันไปอีก 60-65 วันตามคำที่ท่านอนุทินกล่าวนั่นเอง

คำถามต่อมาคือ แล้วไทยเราต้องกังวลกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้หรือ เอย่าขอตอบให้ทราบคำว่าน้ำมันดิบที่เรานำเข้าส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดและอีก 14% มาจากซาอุดิอาระเบีย พูดง่ายๆน้ำมัน 80% ที่เรานำเข้ามานั้น 57% ของน้ำมันนำเข้ามาจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น ถามว่าถ้าเราขนส่งไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุชทำได้ไหม คำตอบคือได้คะแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าจากราคาที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชและน้ำมันที่ไม่ผ่านช่องแคบนี้จะขนส่งได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งไม่เหมาะกับการซื้อน้ำมันในจำนวนมาก

ณ วันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เผอิญถึงวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่แท้จริงและจากสถานการณ์ที่อิหร่านยิงเรือมยุรีนารีของไทยก็เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าแม้ไทยจะบอกว่าเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเพราะอิหร่านก็คงร็สึกเสมอมาว่าไทยมีความโปรอเมริกาอยู่แม้ว่าไทยเราจะไม่ได้เป็นขี้ข้าอเมริกาเต็มตัวแบบหลายๆประเทศในอาเซียนก็ตาม การเดินเกมส์การทูตครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากถึงความอยู่รอดของไทย และเอย่าจะขอส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจของรัฐบาลไทยนะคะ อย่างการเล่นเป็นนกสองหัวของผู้นำอินเดียอย่าง Narendra Modi ในการจะรักษาสมดุลและสัมพันธภาพทั้งกับสหรัฐและรัสเซียไว้ แต่รัสเซียไม่เล่นด้วยเลยตัดส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันที่อินเดียเคยได้ไปเสียอย่างนั้น ดังนั้น Siamese Talk ในอดีตอาจจะไม่สามารถใช้ได้แล้วในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้ดังตัวอย่างที่อินเดียทำไว้และรัสเซียก็เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นขวัญตาว่าการทรยศจะได้รับผลอย่างไร

รฟม. ล้างหนี้!! เปิดเกมมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีเขียว หนี้เรื้อรังปะทุ ซับซ้อนหลายฝ่าย กทม. รับภาระหลังโอนกิจการ ศาลสั่งจ่ายเงินปิดหลายคดีแต่ยังไม่จบ

หลังจากเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรจบกันไปหมาดๆ ตอนนี้กลับเริ่มเห็นสนามเลือกตั้งย่อยเริ่มมาคึกคักกันอีกรอบแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนเลยนั่นคือสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพนั่นเอง และช่วงนี้ก็มีข่าวออกมาว่าผู้ว่าคนปัจจุบันคือฮีโร่ที่ล้างหนี้กับ รฟม. แล้ว ดังนั้นวันนี้ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อไอโอ เอย่าจะมาเล่าเรื่องของมหากาพย์ รฟม. ให้ทุกคนได้ทราบกันคะ

เราต้องมาย้อนมหากาพย์รถไฟฟ้าในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ก่อน ก่อนอื่นเอย่าขอพาย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Operate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรถไฟฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต – อ่อนนุช ณ เวลานั้นค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม. ซึ่งปีที่หมดสัมปทานคือ 2572 นั่นเอง

ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นจากการมีการทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้แก่ สายสีลม (สีเขียวเข้ม) จากสถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีบางหว้า และ สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง โดยในส่วนนี้ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ โดย กทม. ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงนามเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ในส่วนนี้มีจุดที่เป็นประเด็นอยู่คือ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 ที่เป็นส่วนรถไฟฟ้าส่วนแรกอีกด้วย โดยอายุของสัญญาที่เซ็นต์เพิ่มนี้จะหมดในปี 2585 ละจากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ของ รฟม. และ กทม. กล่าวคือ เมื่อทาง BTS ได้เงินมาทาง BTS ต้องเอารายได้จากการขายตั๋วนำส่งให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนทาง BTS นั้น เป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงในฐานะลูกจ้างของ กทม. อีกต่อนั่นเอง
.
ต่อมามีการต่อส่วนขยายที่ 2 เพิ่มเติมได้แก่ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) จากสถานีหมอชิตถึงสถานีคูคต และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) จากสถานีแบริ่งถึงสถานีเคหะฯ จะพบว่าสถานีปลายทางทั้ง 2 สายไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพแล้วแต่ไปอยู่ในพื้นที่ของปทุมธานีและสมุทรปราการ ดังนั้นส่วนต่อขยายที่นอกเหนือกรุงเทพนั้นในยุคที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่ทว่ารถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด กลายเป็นว่า กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในส่วนต่อขยายจาก รฟม. มาด้วยนั่นเอง

จากนั้นทางกรุงเทพได้ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม คำถามคือบริษัทกรุงเทพธนาคมคือใคร เอย่าจะตอบสั้นๆเข้าใจง่ายๆคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม คือบริษัทที่มีกรุงเทพมหานครถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่เป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่คล้ายรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น โดยมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะและบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น ขนส่งมวลชนสิ่งแวดล้อมและกิจการพิเศษนั่นเอง ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้าง BTS ในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่า สัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 จุดนี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2585 ต่อมากรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส และจากตรงนี้เป็นจุดสร้างหนี้เพิ่มอีก 23,312 ล้านบาท ซึ่งหนี้ก้อนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (Electrical and Mechanical - E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 นั่นเอง

ในยุคผู้ว่าฯ อัศวินขวัญเมืองมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินของ กทม. ในการเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหนี้ก้อนนี้ โดยทางผู้ว่าอัศวิน ในเวลานั้นได้เสนอแนวทางการแก้ไขโดยใช้โมเดลการลงทุน PPP แบบ Net Cost หรือคือการการร่วมทุนที่เอกชนรับความเสี่ยงด้านรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด (รับรายได้ค่าบริการเอง) โดยเอกชนจะรับผิดชอบออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงินทุน และเดินรถ โดยมีหน้าที่จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้ภาครัฐ ซึ่งทำให้รัฐลดภาระทางการเงินและหนี้สาธารณะได้ดีกว่า โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ภาครัฐลดภาระงบประมาณได้สูงสุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงรายได้ต่ำกว่าเป้า ในขณะที่ก็มีข้อจำกัดคือ เอกชนอาจไม่สนใจหากโครงการมีความเสี่ยงสูง และรัฐบาลควบคุมราคาค่าโดยสารได้ยากกว่า เพราะเอกชนต้องดูแลรายได้เองทั้งหมด และนี่เองที่ทำให้เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

รฟม. เริ่มฟ้อง กทม. ในปี 2564 รฟม. ได้ฟ้อง กทม. ที่ 2 คดีคือ คดีที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) โดยมี บริษัท กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็น คู่กรณี กับคดีดีที่ รฟม. ฟ้อง กทม. เป็นคดีเกี่ยวกับ “ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ โดย ณ วันนี้ ในส่วนที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) นั้นบางสัญญาคดีถึงที่สุดแล้วและศาลมีคำสั่งให้ กทม. ชำระนี้เป็นเงินสด โดย กทม. ก็ต้องทำตามคำสั่งศาลโดยการจัดสรรงบประมาณและรายได้จาก กทม. มาจ่ายหนี้ในส่วนนี้นั่นเอง สรุปสั้นๆนะคะ คดี O&M นั้นหลายคดีจบแล้วจ่ายปิดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคดี ส่วนคดี ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ นั้นคดียังอยู่ในชั้นศาลคะ

จากการที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. ก็ดี หรือไอโอของผู้ว่าท่านปัจจุบันที่พยายามมองว่านี่คือฮีโร่หรืออะไรก็ตาม เอย่าบอกแค่ว่า ท่านแค่ปฏิบัติตัวในการเป็นลูกหนี้ที่ดีตามคำสั่งศาลเท่านั้นคะ ส่วนทาง BTS หรือจะเรียกได้ว่าเป็น รฟม. ได้โพสต์ว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” ก็คือเอาความจริงมาขยี้ที่มีแค่คนข้างในไม่กี่คนที่ทราบสตอรี่ที่แท้จริงนั่นเอง

เสียงกระซิบจากอดีต….เมียหลวงคือผู้ให้กำเนิดเมียน้อย อัตลักษณ์ของสยามประเทศที่ไม่มีใครเหมือน

นี่หลังเรื่องตั้งแล้ว  ใครอยากเลือกใคร ได้ใครก็สมใจแล้ว  ส่วนใครไม่พอใจก็ต้องมีใจนักเลงกันบ้างนะคะ  ไม่ใช่แพ้แล้วพาล เอะอะว่าพอคนของตนไม่ชนะก็หาว่าโกงบ้างละ  เพราะถ้าจะให้พูดว่าโกงมันก็มีกันหมดละคะ  มากน้อยต่างกันไป  ขนาดญาติโกของเอย่าที่ตั้งท่าด่านายใหญ่พรรคการเมืองหนึ่งมาร่วมสิบปี  มาวันนี้คนสนิทเขาย้ายพรรคไปอยู่พรรคที่นายใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง  ยังกลืนน้ำลายสิบปีเลิกด่ามาเป็นกระบอกเสียงได้  เพราะฉะนั้นอย่าคิดมากคะ  

มาประเด็นของวันนี้กัน  เผอิญช่วงนี้มีแต่คนวิ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหาครอบครัวกับเอย่าเยอะจนเอย่าสงสัยว่า เอ๊ะ….ในไทยเราเนี่ยในอดีตเป็นอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องสถาบันครอบครัว  และวันนี้เอย่าก็ไปค้นมาให้อ่านกันคะ

ทราบไหมคะในอดีตของไทยหรือสยามประเทศแล้ว หากเปรียบเทียบกับประเทศรอบข้างไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาวและเขมร หากเป็นชนชั้นปกครองหรือชนชั้นผู้นำมักจะมีภรรยามากกว่า 1 แต่การมีภรรยามากของชนชั้นปกครองนั้นไม่ได้เป็นเหตุผลทางกามารมณ์แต่เป็นเรื่องการเมือง การปกครองและอำนาจล้วน ๆ อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์  ส่วนแท้จริงแล้วสำหรับคนทั่วไปในสยามประเทศนั้นมักจะมีเมียคนเดียว  แต่ไม่ใช่เหตุผลว่ารักเมียนะคะหรือเหตุผลทางศาสนาด้วย  เพราะในศาสนาพุทธระบุว่ากไม่ล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น การไม่แย่งชิงคนรักของคนอื่น ไม่ผิดลูกผิดเมียคนอื่น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเจ้าของหรือคนที่มีผู้คุ้มครองดูแล แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นของการมีเมียเพียงคนเดียวของคนสยาม หมายถึงการที่ผัวจะต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลครอบครัวของเมียด้วยนั่นเอง 

จึงมีคำว่า “แต่งเขยเข้าบ้าน” เพราะในอดีตการแต่งงานคือการที่ผู้ชายต้องเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านผู้หญิงดูแลรับใช้ฝ่ายเมียและครอบครัวเมีย นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “เจ้าบ่าว” นั่นเอง เพราะผู้ชายไปเป็นบ่าวหรือผู้รับใช้ในบ้านของเมีย อีกอย่างในอดีตนั้น เมียเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ผัวทำงานหามาได้ ดังนั้นหากเลี้ยงดูเมียและครอบครัวเมียยังไม่รอดอย่าหาทำมีเมียคนที่สองเพราะว่าการมีเมียคนที่ 2 จะต้องแยกเรือน แยกทรัพย์สิน ซึ่งเดี๋ยวเอย่าจะเล่าให้ฟังด้านล่างนะคะ

จุดนี้จะเหมือนกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาว เขมร จะมีลักษณะครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดียวเหมือนกันแต่แตกต่างกันในความเชื่อ เช่นสำหรับคนมอญแล้ว การมีเมียน้อยถือเป็นการผิดผีถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมในครอบครัวเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่มองว่าการนอกใจเป็นความผิดทางสังคมและสังคมชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพม่า ที่ว่าเมียน้อยถือเป็นเมียที่ไม่มีสถานะทางสังคมเช่นกัน  ซึ่งต่างจากสยามเพราะในสยามมีกฎหมายระบุถึงสิทธิทางสังคมของเมียน้อยชัดเจน  

ส่วนในลาวนั้นคนลาวจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่และหากฝ่ายชายจะไปมีคนอื่นมักจบความสัมพันธ์กับเมียก่อน  ในขณะที่เขมรนั้นถ้าในราชสำนักโบราณมีการระบุว่าเป็นฮาเร็มชัดเจนแต่สำหรับคนเขมรทั่วไปแล้วไม่ได้นำจารีตในราชสำนักมาใช้มากเท่ากับสยาม

มาจุดนี้ทำไมถึงบอกว่าในสยามเมียหลวงให้กำเนิดเมียน้อยละ…? สิ่งนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งแต่มาจาก 3 แหล่งกล่าวคือ หากผัวอยากมีเมียน้อย ต้องได้รับอนุญาตจากเมียเสียก่อน  ซึ่งในอดีตบางครอบครัวเมียหลักไม่สามารถมีทายาทได้ อาจจะยอมให้ผัวตนมีเมียเพิ่ม  แหล่งที่ 2 คือกฎหมายตราสามดวง ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมีเมียน้อยถ้าเมียหลวงไม่ยอม” และสุดท้ายคือจารีตสังคม เพราะการมีเมียเพิ่มในอดีตไม่ได้ปกปิดซ่อนกิ๊กเหมือนสมัยนี้แต่เป็นการออกหน้าออกตาให้รู้เลยว่าบ้านนี้มีฐานะและสามารถดูแลภรรยาได้มากกว่า 1 คน

แชร์อย่างไรไม่ให้โดนจับ? เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- กันตีความ "หาเสียงไม่สุริต" ยกเคสป้ายปริศนา "ไม่เลือกพรรคขายชาติ" สุ่มเสี่ยงปลุกระดม-ใส่ร้ายพรรคการเมือง

เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- ป้องกันการตีความ “หาเสียงไม่สุจริต” 

วันก่อนเอย่าเห็นข่าวของสำนักข่าวหนึ่งพาดหัวว่า พบร้านทำป้ายคำว่า "เราไม่เลือก พรรคขายชาติ เราไม่เลือก พรรคด้อยค่าทหาร"  แม้ข้อความเหล่านี้จะไม่ได้ระบุโจมตีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งโดยตรงแต่ข้อความเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้งในหลายประเด็นกล่าว วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทราบกัน  หลักๆแล้วข้อความที่ปรากฏในข่าวนั้นมีการผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่ 3-4 ประการคือ

1. อาจเข้าข่ายเป็นการ “โฆษณาหาเสียงที่ไม่สุจริตหรือปลุกระดม”
2. ข้อความนี้ถือว่าเป็นข้อความที่ห้ามเพราะทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในการหาเสียง
3. ข้อความเหล่านี้ถือเป็นการดูหมิ่นหรือโจมตีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ
4. หากคำพูดในป้ายถือเป็น การหมิ่นประมาทหรือใส่ความโดยไม่มีมูลจริง นอกจากจะผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้ามีการเผยแพร่ทางออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ซึ่งกฎหามายข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าควบคุมแค่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ทำป้ายเหล่านี้ขึ้นมาด้วย เพราะถือเป็นการหาเสียงโดยบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ กกต.  อีกทั้งยังสามารถตีความให้เข้าใจได้ว่าเข้าข่าย การหาเสียงที่ไม่สุจริต หรือ ปลุกระดม  นี่ยังไม่นับว่าพรรคการเมืองที่ถูกอ้างถึงอาจจะฟ้องหมิ่นประมาทได้   ดังนั้นใครจะพิมพ์จะโพสต์อะไรช่วงนี้ก็ขอให้ระวังกันไว้นะคะ  จะรักใครไม่รักใครเราก็ต้องทำตามที่ขอบเขตกฎหมายกำหนด

แต่อย่างไรก็ตามแม้นักการเมืองจะหาเสียงอย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เราทำได้คือการรีโพสต์  โดยวันนี้เอย่าจะมาแนะนำการรีโพสต์อย่างไรให้ห่างไกลจากการผิดกฎหมายเลือกตั้งกันนะคะ

1. การรีโพสต์ต้องนำมาจากเนื้อหาจากข่าวจริง โดยระบุ สำนักข่าวหรือคลิปที่เผยแพร่ในสำนักข่าวที่ไม่มีการตัดต่อคำพูดเราใส่เข้าไป
2. ไม่ใส่คำพูดหรือความเห็นชี้นำ  โดยคำที่หลีกเลี่ยง เอย่าจะยกตัวอย่างเช่น
“แบบนี้อย่าเลือกมัน” หรือ “เห็นยัง พรรคนี้เป็นแบบนี้” หรือ “แชร์ไว้ให้จำก่อนเลือกตั้ง” คำที่เราใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ “อ้างอิงจากข่าว … สส. X กล่าวในที่ประชุมว่า …” พร้อมระบุลิงก์ต้นเรื่องด้วยจะดีที่สุด
3. หลีกเลี่ยงถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือปลุกอารมณ์
4. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ รีโพสต์พร้อมข้อความชี้นำการลงคะแนน และรีโพสต์แบบคัดเฉพาะด้านลบ เพื่อโจมตีแม้จะเป็นความจริงก็ตาม กกต. อาจจะตีความว่า หาเสียงไม่สุจริตได้ เพราะถือเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำพรรคเสียหายหรือดิสเครดิตพรรคการเมือง

สรุปช่วงนี้ทำอะไรไม่ได้มากนะคะ  ทำได้แค่จำคะ หรือใครจำไม่ได้ก็ลองหา Digital Foot Print ต่างๆตาม search engine ต่างๆมาดูและพิจารณาเองนะคะ  รักใคร เกลียดใคร เดี๋ยวนี้ต้องเก็บไว้ในใจคะ   กฎหมายไม่ได้กำหนดเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงนี้ให้เราขนาดนั้น แม้ว่าเราจะอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม

ประเทศปาหี่!! 'กอทูเล' ประเทศใหม่ที่โลกไม่รู้จัก ชี้ 4 องค์ประกอบการเป็นรัฐยังไม่ผ่าน มีประชากรแค่ 400 คน ไร้กฎหมายปกครอง ขณะที่ประชาคมโลกไม่ให้แสง 'เนอดา เมี๊ยะ'

วิเคราะห์สาธารณรัฐกอทูเล  ประเทศใหม่ที่แค่พี่ไทยเฮ

เป็นข่าวลงสื่อใหญ่ในไทยแต่สื่อต่างประเทศไม่ให้แสงกับข่าวการตั้งประเทศสาธารณรัฐกอทูเล โดยมี พณ. ท่านสมศักดิ์ เอ้ย เนอดา เมี๊ยะ เป็นประธานาธิบดี    เอย่าเชื่อว่าหลายๆเพจคงวิเคราะห์เรื่องการจัดตั้งประเทศไปแล้วว่าเป็นปาหี่ที่เด็กน้อยเพื่อนไม่คบ อยากหาแสง แต่วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์กันแบบเอาหลักการมาจับว่าทำไมประเทศปาหี่ที่มีคน 400 กว่าคนถึงไม่ได้รับแสงยกเว้นแค่ในไทย

เริ่มต้นต้องเข้าใจการเกิดของประเทศก่อนว่า การเกิดประเทศใหม่ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานของ “รัฐ” ก่อน กล่าวคือ

ตาม อนุสัญญามอนเตวิเดโอ ระบุว่า รัฐประเทศต้องมี 4 อย่างหลัก ๆ คือ

1. ดินแดน โดยต้องมีอาณาเขตชัดเจน 
2. ประชากร  คือมีประชาชนอาศัยอยู่จริงและต่อเนื่อง
3. รัฐบาล หมายถึงมีอำนาจบริหาร ปกครอง บังคับใช้กฎหมายได้จริง
4. ความสามารถในการติดต่อกับรัฐประเทศอื่น  คือมีศักยภาพทำสนธิสัญญา ความสัมพันธ์ทางการทูต ฯลฯ

และส่วนประกอบอื่นๆที่ต้องคำนึงคือ การได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ส่วนสาธารณรัฐกอทูเล นั้นเป็นอย่างไรล่ะ เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทราบกัน เริ่มจากวิเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 4 พบว่า

ในมุมของดินแดนนั้น ไม่พบว่ามีดินแดนที่ได้รับการยอมรับหรือควบคุมจริง ไม่มีขอบเขตแนวกั้นของประเทศอย่างชัดเจน

ในแง่ของประชากรที่อาศัยจะพบว่าไม่มีประชากรที่มีสถานะพลเมืองตามกฎหมาย
แม้ประเทศนี้จะได้รับเงินบริจาคจากชาวกะเหรี่ยงจากต่างแดนแต่คนเหล่านั้นถือพาสปอร์ตของประเทศอื่นไม่ใช่พลเมืองของประเทศกอทูเล ดังนั้นการมีผู้สนับสนุนหรือสมาชิก ไม่ถือเป็นประชากรถาวร ข้อนี้จึงตกไปอีกข้อ

ในแง่รัฐบาลที่ใช้อำนาจได้จริงจะพบว่าประเทศกอทูเลไม่มีรัฐธรรมนูญของตัวเอง ไม่มีอำนาจปกครอง หรือการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีศาล ไม่มีทหารของรัฐ หรือระบบภาษี  ทั้งหมดที่ประเทศนี้มีกับคนจำนวน 400 กว่าคนนั้นเป็นเพียงโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

ในด้านความสามารถด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบว่าไม่มีประเทศใดรับรอง รวมถึงไม่สามารถทำสนธิสัญญาในนามรัฐ

แค่ 4 ข้อ นี้ก็ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศปาหี่ได้แล้วนี่ไม่นับเรื่องโครงสร้างเงินตรา ระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้อีกนะ  เอย่าถึงสงสัยว่าคนไทยที่ส่งเสียงเฮเนี่ย คิดอะไรอยู่  เพราะคน 400 คนที่ประเทศนี้จะสร้างระบบเศรษฐกิจจากอะไร ถ้าไม่ใช่ขอเงินชาติตะวันตกที่เคยขอทุกที หรือไม่ก็เตรียมถางป่ารอรับทุนเทาที่จะข้ามจากสีหนุวิลล์ไปสาธารณรัฐกอทูเล หรือจะสร้างเศรษกิจจากการเป็นผู้ผลิตเวชภัณฑ์ส่งขายตามตลาดมืดทั่วโลกอันนี้ก็ไม่อาจทราบได้

เอย่าก็หวังว่าคนไทยจะตื่นรู้นะคะ เพราะถ้าเขาลืมตาอ้าปากได้คิดว่าเขาจะยึดแค่แผ่นดินฝั่งพม่ามาเป็นประเทศตนเองหรือ คิดว่าทุกวันนี้กะเหรี่ยงยึดชายแดนตากหรือยังล่ะคะ  ถ้าคนเคยมาแม่สอดหรืออยู่แถวนี้น่าจะรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่แม่สอดยังมีคือคนไทยบางกลุ่มที่อาศัยมาตั้งแต่ดั้งเดิม กับอีกสิ่งคือธงชาติไทย ไม่งั้นป่านนี้แม่สอดคงได้ปักธงกะเหรี่ยงตั้งนานแล้ว

รูปปั้นข่มอำนาจ!! เปิดตำนานความเชื่ออุษาคเนย์ วิเคราะห์นัยยะเขมรสร้าง "เทพ 8 กร" เชื่อสร้างขึ้น "สะกดอาเพศ-ข่มเพื่อนบ้าน" ความเชื่อในอุษาคเนย์ที่อินเดียอาจไม่เข้าใจ

รูปปั้นข่มอำนาจ  หลักความเชื่อที่เกิดขึ้นจริงในอุษาคเนย์

จากกรณีที่มีเสียงโวยวายของสาธุชนคนฮินดูที่มีต่อการทำลายเทวรูปพระวิษณุที่ฝั่งกัมพูชาสร้าง  วันนี้เอย่าจะมาถอดรหัสวิเคราะห์กันว่าเหตุใดกัมพูชาจึงเลือกที่จะสร้างพระวิษณุ ณ จุดตรงนี้ทำไมทางกัมพูชาจึงเลือกสร้างเทวรูปแทนที่  มีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ฝั่งกัมพูชาสร้างนั้นไม่ใช่เทวสถานแต่เป็นรูปปั้นเฉยๆ

โดยประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตรงบริเวณด้านตะวันออกของอาคารคาสิโนที่กำลังก่อสร้าง ปากทางช่องอานม้า ใกล้กับอนุสาวรีย์ตาอม เป็นเทพเจ้า 8 กร เป็นศิลปะแบบช่างเขมรสมัยใหม่ที่เลียนแบบมาจากประติมากรรมโบราณที่ปราสาทนครวัด พระเศียรสวมอุณหิสทรงกระบังแบบโบราณ กรอศอเป็นงานประยุกต์ลวดลายขึ้นใหม่มีสังวาลรัด พระหัตถ์ทั้ง 8 ถือของมงคลแต่ละอย่างแตกต่างกันไปอยู่บนแท่นสูง  โดยหลักความเชื่อในการสร้างครั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่านอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนแล้วในคติพราหมณ์–ฮินดู  มีการตีความถึงความมีอำนาจของรัฐ ความมีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครองพื้นที่ตรงนั้น  

ซึ่งหากเมื่อวิเคราะห์จากภาพจะเห็นว่าในดินแดนแถบนั้นของกัมพูชาประชาชนไม่ได้นับถือศาสนาฮินดู บวกกับแท่นขององค์วิษณุก็ไม่ได้มีแท่นสำหรับการบูชาอย่างใด  นั่นจึงน่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างเทวรูปในครั้งนี้หวังผลทางจิตใจหรือไสยศาสตร์มากกว่าการหวังผลทางศาสนา  ผู้สันทัดกรณีอีกท่านเสริมว่าหากมองด้านภูมิศาสตร์การปกครองแล้วการสร้างเทวรูปของฝ่ายกัมพูชาคือการปักเขตแดนของกัมพูชาอีกแบบหนึ่งทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณประหนึ่งว่าหากใครมารุกรานจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมืองผู้รุกรานนั้น

หากกล่าวถึงการสร้างรูปปั้นเพื่อข่มอำนาจของประเทศข้างเคียงในระแวกประเทศไทยนั้น มีให้เห็นหลายที่ เอาที่เอย่าเห็นชัดเจนที่สุดคือการที่ฝั่งเมียนมามีการสร้างอนุสาวรีย์บุเรงนองที่เมืองท่าขี้เหล็กและเมืองเกาะสองในเมียนมา  มีเรื่องเล่ากันว่าการสร้างอนุสาวรีย์ทั้งสองแห่งเพื่อแสดงถึงอำนาจในพื้นที่  

แต่ทว่าที่ไทยในอำเภอแม่สายก็มีการสร้างรูปปั้นแมงป่องดำ ซึ่งคำว่าแมงป่องดำนั้นมีหลายสายให้ข้อมูลว่า  แมงป่องดำ นั้นในสมัยโบราณถือว่าเป็นแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงมาก  ส่วนอีกทางมีการเปรียบเทียบว่าแมงป่องดำ เพราะในทางความเชื่อของล้านนามีความเชื่อว่า แมงป่องเป็นสัตว์ที่มีพลังคุ้มครองและพลังด้านการข่มศัตรู  ส่วนสีดำตีความเป็น อำนาจ การป้องกัน และการสะกดภัย  

ดังนั้นหากแปลกันแล้วว่าฝั่งเมียนมาหากต้องการแผ่อำนาจมาฝั่งไทยก็สามารถกันพลังอำนาจของฝั่งเมียนมาไม่ให้ข้ามฝั่งมาได้  แต่ส่วนทางฝั่งระนองนั้นแม้ฝั่งไทยไม่ได้มีการทำอนุสาวรีย์เพื่อสร้างอำนาจต้านทานและฝั่งไทยกับสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 แทน ซึ่งถอดความหมายว่าเป็นหากฝั่งเมียนมาจะแผ่อำนาจมา  ฝั่งไทยเราจะใช้การทูต และสันติไมตรีในการสร้างการปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนั่นเอง

เมื่อหันกลับมามองที่กัมพูชาแล้ว  บางทีการสร้างเทวรูปดังกล่าวอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อข่มไทยเสียมากกว่าการที่สร้างมาเป็นเทวสถานสำหรับผู้ศรัทธา  แต่ก็อย่างว่าที่อินเดียจะไม่เข้าใจเรื่องการนำเทวรูปมาทำพิธีการสร้างอำนาจเพราะความเชื่อด้านไสยศาสตร์ในภูมิภาคนี้นั่นเอง

ถอดรหัส "แงซาย" จากเพชรพระอุมา หากมีในชีวิตจริงจะไม่ใช่ชาวลาหู่แดง

วันนี้เอย่าขอพักเรื่องเครียดๆ เพราะช่วงนี้คนไทยเราเจอแต่เรื่องเครียดเยอะมาหาเรื่องความบันเทิงกันบ้างดีกว่านะคะ ว่าแล้วเอย่าได้มีโอกาสคุยกับผู้กำกับภาพยนตร์ท่านหนึ่ง เรื่องที่คุยก็คือเรื่องการสร้างภาพยนตร์เรื่อง "เพชรพระอุมา" นั่นเอง และตัวละครที่ทำให้พี่ผู้กำกับต้องมาถกกับเอย่าก็คือ แงซาย นี่เองคะ

แงซาย แงซายเป็นลูกชาว “มูเซอแดง” หรือ “ลาหู่แดง อายุ 14-15 ปี แต่ทว่าหากต้องการความสมจริงนั้น คนที่ชื่อ แงซาย จะไม่ได้เป็นคนลาหู่แดงนะคะ  เพราะในระบบชื่อภาษาลาหู่นั้นจะเป็นคำสั้นๆ ที่มีเสียงเฉพาะ เช่น จะ, นอ, โซ, จะคอ หรือ จะซอ เป็นต้น เอย่าขอยกตัวอย่างชื่อชาวลาหู่แดงที่เป็นชื่อที่นิยมใช้กันอย่างเช่น จะอือซอ หรือ จะโซพอ เป็นต้น

แล้วคำว่า แงซาย เป็นชื่อคล้ายชาติพันธุ์ใดละ

คำตอบนี้หลายคนคงเดาได้ไม่ยากว่ามีความใกล้เคียงกับชื่อในภาษาไทใหญ่ โดยหากจะหาใครในโลกความจริงที่จะชื่อ แงซาย หรือ Nge Sai นั่นต้องเป็นคนไทใหญ่แน่นอน เพราะคำว่า แง หรือ แงะ เป็นคำที่พบในชื่อคนบางพื้นที่ของรัฐฉาน เช่นชื่อเริ่มด้วยเสียง ง/แง ที่ภาษาพื้นเมืองมีใช้  ส่วนคำว่า ซาย ในภาษาฉาน Sai (ซาย) เป็นคำขึ้นต้นชื่อของผู้ชาย คล้ายคำนำหน้าชื่อ  ดังนั้นแงซาย จึงควรเป็นคนไทใหญ่มากกว่า คนลาหู่แดง หรือ มูเซอแดง

แต่ทว่าหากยังไง แงซาย ก็ต้องเป็นชาวลาหู่แดง อย่างนั้นแล้ว เขาควรชื่ออะไรให้ภาษาลาหู่ละ เอย่า จึงขอแนะนำว่า ชายคนนี้หากต้องเป็นชาวลาหู่แดง เขาควรชื่อ "จะซาย" ฃึ่งสะกดเป็น Ca Sai หรือ "ลาซาย" ซึ่งสะกด La Sai น่าจะถูกต้องกว่า หรือจะเป็น "แง่ซอ" (Ngeh So) หรือ "แงะบือ" Ngeh Bue ก็ได้เช่นกัน แต่ข้อสังเกตจะเห็นว่าในภาษาลาหู่คำว่า "แง" จะออกเสียงสั้นเป็น "แงะ" ไป

อย่างไรก็ตามเอย่าก็เป็นหนึ่งในแฟนของนิยายเพชรพระอุมานะคะ และก็ไม่ได้ติดด้วยว่า แงซาย จะเห็นชาติพันธุ์อะไร เพราะเอย่าเชื่อว่า แฟนนิยายหลายคนคงอยากดูภาพยนตร์เรื่องนี้เช่นเดียวกันนั่นเอง

วัฒนธรรมร่วมไทย–ลาว–กัมพูชา พิธีกรรมจากศาสนาฮินดูสู่อุษาคเนย์ แต่ไม่มีในประเพณีของเมียนมา สะท้อนรากแห่งความศรัทธาที่แตกต่าง

หลายคนคงคิดแค่ว่าประเพณีลอยกระทงเดิมน่าจะเป็นของไทยและอาจจะรวมถึงลาวด้วย วันนี้เอย่าจะเอาเรื่องราวมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ ในไทยของเราเทศกาลลอยกระทงในอดีตก็คือ 'พิธีจองเปรียง' หรือ 'ลอยพระประทีป' นั่นเอง โดยว่ากันว่า พิธีจองเปรียงนั้น คือ พิธีบูชาไฟที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาต่อดินและน้ำ และเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีนี้มีต้นแบบจากพิธี 'ดิวาลี' ของศาสนาฮินดู แต่ไทยก็มีการพัฒนามาเป็นการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนั่นเอง แต่นี่อาจจะยังทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเราจากพิธีจองเปรียงกลายมาเป็นลอยกระทงได้อย่างไร

มีบันทึกระบุไว้ถึงพิธีจองเปรียงนั้นมี 2 กิจกรรมกล่าวคือ

พิธีจองเปรียง : เป็นการจุดประทีปหรือโคมไฟที่ทำจากน้ำมันเนยเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำโคมไฟไปแขวนตามเสา ระเบียง ชายคา หรือตั้งเรียงกันตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัง

พิธีลดชุดลอยโคม : เป็นกิจกรรมที่ลดขนาดของชุดประทีป แล้วลอยลงในแม่น้ำ ซึ่งตรงกับความหมายของพิธีลอยกระทงในปัจจุบันนั่นเอง

แล้วในภูมิภาคนี้มีประเทศไหนที่มีพิธีลอยกระทงเหมือนไทยบ้างอีก คำตอบที่ใกล้ตัวเราสุดคือ ประเทศลาวค่ะ โดยพิธีลอยกระทงของลาวจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษามีชื่อว่า 'บุญออกพรรษา' หรือ 'เทศกาลไหลเรือไฟ' โดยจะมีการมีการ ลอยกระทง หรือ ทางลาวเรียกว่า ลอยเฮือ เพื่อบูชาพระแม่คงคา และเพื่อขอขมาแม่น้ำ และการไหลเรือไฟหรือบั้งไฟน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนในกัมพูชามีเทศกาลลอยกระทงที่ชื่อว่า 'บอนอ็อมตู๊ก' (Bon Om Touk) โดยในกิจกรรมก็จะมีการแข่งเรือยาวและการลอยกระทงแบบเดียวกับไทยเช่นกัน เอย่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชื่อ บอนอ็อมตู๊ก นั้นถูกเปลี่ยนเป็นลอยกระทงไปหรือยัง ในเวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะกลุ่ม ไทดำ และ ไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไท ยังคงมี พิธีลอยกระทง แบบพื้นบ้านใช้ใบตองทำกระทง จุดเทียน แล้วปล่อยในลำธาร เพื่อบูชาน้ำแต่ไม่ได้เป็นประเพณีของประเทศโดยรวม

ส่วนในเมียนมานั้นไม่มีเทศกาลลอยกระทงแบบไทยหรือลาว โดยสาเหตุน่าจะมาจาก รากวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่างกัน เพราะทางไทย ลาวและกัมพูชาได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาในขณะที่ฝั่งเมียนมานั้นจะยึดหลักทางพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่มีการบัญญัติประเพณีนี้ไว้ แต่ในเมียนมามีเทศกาลใกล้เคียง เรียกว่า “Thadingyut Festival” เป็นเทศกาลออกพรรษาของเมียนมา จัดขึ้นในเดือนเดียวกับลอยกระทงของไทยแต่ต่างกันตรงที่ฝั่งพม่าหรือเมียนมานั้นจุดโคมไฟหรือประดับไฟทั่วเมือง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และไม่มีการลอยกระทงในน้ำ รวมถึงเป็นช่วงเวลา “ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” คล้าย ๆ กับประเพณีลอยกระทงบางท้องถิ่นของไทย แต่ไม่มีความเชื่อเรื่องพระแม่คงคาเข้ามาปะปนแต่อย่างใด

‘หม่องชิตตู่’ เรียกประชุม!! ฉุกเฉิน จุดไฟ!! สงครามชายแดน เตรียมเปิดศึกเต็มรูปแบบ กับกองทัพเมียนมา

มีข่าวด่วนมาว่า หม่องชิตตู่ เลขาธิการ กองกำลัง BGF และผู้บัญชาการกองกำลัง KNA  ได้มีการเชิญผู้แทนกลุ่มกะเหรี่ยงพันธมิตร 4 กลุ่ม ได้แก่ กองกำลัง BGF/KNA กองกำลัง KNLA กลุ่ม KNU, และกองกำลัง DKBA รวมถึงกลุ่ม KKO และ กองกำลัง KNLA-PC เข้าร่วมประชุมวาระฉุกเฉิน ที่ห้องประชุมหน่วยฝึกทหารใหม่ ค่ายจ่าอินตะกอ ในรัฐกะเหรี่ยง เช้าวันนี้ (25 ตุลาคม 2568) โดยให้เหตุผลว่าจะเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับกองทัพเมียนมาเพื่อทวงคืนประชาธิปไตยให้แก่คนกะเหรี่ยง

แต่เอย่าได้ข่าวมาอีกอย่างว่าเหตุการณ์ที่กองทัพกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวจนเป็นทองแผ่นเดียวกันเนื่องมาจากกองทัพเมียนมาบุกปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง โดยล่าสุดกองทัพเมียนมาระเบิดตึกที่เป็นที่ทำการของกลุ่มสแกมเมอร์หลายตึกในเคเคปาร์ค และจะรุกคืบเข้าทำลายแหล่งสแกมเมอร์ในเมียวดีและฉ่วยก๊กโกเป็นรายต่อไป

เราคงต้องมาดูว่าสงครามครั้งนี้จะปะทุขึ้นมาหรือไม่และสุดท้ายไทยควรเตรียมแผนรับมือหากสงครามนี้เกิดขึ้นเพราะต้องยอมรับว่านี่เป็นสงครามที่ทำให้ผู้นำกะเหรี่ยงกลับมาสามัคคีกลมเกลียวกันอีกครั้งในการทวงคืนผลประโยชน์จากสแกมเมอร์ ...เอ้ย...ประชาธิปไตยจากเผด็จการทหารเมียนมา

เปิดแผลสังคมชายแดน แรงงานไทย ‘บ่อน-แก๊งสแกมเมอร์-ค้าบริการ’ เสี่ยงตาย ไร้รัฐปกป้อง!! วงจรอุบาทว์คนไทย ในธุรกิจมืดต่างแดน

ดูข่าวไม่กี่วันมานี้มีแต่ข่าวปั่นโดยเฉพาะฝั่งตะวันตกที่พยายามจะเล่นสื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามอย่างล่าสุดเรื่องที่ทูตจีนออกมากล่าวเรื่องรักษาอธิปไตยของกัมพูชา เอย่านี่ซูดปากบอกแหมเล่นใหญ่สไลเดอร์แต่อเมริกาบอกเป็นกลางแต่ให้เงินสนับสนุนเขาที่เป็นตัวเลขบนกระดาน 20 กว่าล้านบาท ไม่รู้เงินใต้โต๊ะอีกเท่าไร ทีอย่างนี้ไม่เห็นสื่อไหนออกมาบอกว่าอเมริกาสนับสนุนกัมพูชาเลยสักคำ สื่อไทยใจขี้ข้าอเมริกาหรือเปล่าก็ไม่รู้ก็งับข่าวไปแปลหรือไม่ก็เขาแปลมาให้แล้ว แค่เอาข่าวไปลง เอาเป็นว่าเรื่องนี้เอย่าจะไม่พูดดีกว่า มาคุยเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องกันคือไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวอดีตเชฟหนุ่มไทยเสียชีวิตในปอยเปต ประเด็นคือทำไมโรงพยาบาลในปอยเปตจึงไม่ทำการรักษา โดยจนถึงวันนี้ที่เอย่าเขียนบทความนี้ก็ได้ความว่า โดยทั่วไปหากใครก็ตามที่ไม่มีเอกสารอะไรติดตัวเลย ส่วนใหญ่โรงพยาบาลก็จะไม่รับรักษายกเว้นมีการส่งตัวจากเจ้าหน้าที่หรือมีใครที่สามารถการันตีหรือสื่อสารได้ว่าเขาคือใครเป็นอะไรมาจากไหนจึงจะสามารถรับรักษาได้ ธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาคนไข้นี้เป็นเหมือนกันทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยเรายึดถือธรรมเนียมปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยแบบนี้มาช้านานแล้ว

ประเด็นต่อมาที่น่าสนใจคือ ทำไมผู้เสียชีวิตไม่มีเอกสารติดตัวเลย โดยทั่วไปการที่คนสักคนจะไปอยู่ต่างประเทศโดยเฉพาะชายแดนไทยโดยที่ไม่มีเอกสารอะไรเลยมีอยู่ไม่กี่สาเหตุ สาเหตุหลักๆ อาจจะมาจากการที่เข้าไปทำงานกับกลุ่มสแกมเมอร์ในประเทศนั้นซึ่งเมื่อเข้าไปทางพวกสแกมเมอร์จะยึดพาสปอร์ตดังนั้นต่อให้หนีออกมาก็จะไม่ได้เอกสารการเดินทางต่างๆ ออกมาด้วยนั่นเอง

แต่จากนี้มีประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ คนไทยที่ไปทำธุรกิจตามชายแดน มีใครข้ามไปทำอะไรกันบ้าง เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาขยายเรื่องนี้ให้ทราบกัน

อาชีพแรกที่เรารู้ว่าจะต้องข้ามไปทำงานบริเวณชายแดนไทยกับชายแดนเพื่อนบ้านเป็นประจำก็คือนักธุรกิจชายแดนที่ค้าขายสินค้ากับพ่อค้าคนกลางหรือนักธุรกิจเพื่อนบ้านต่างชาติที่อาจจะต้องข้ามฝั่งไปเยี่ยมเยียนหากันบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อสานสัมพันธ์การค้าไม่ว่าธุรกิจสีขาว สีเทา หรือ สีดำก็ตาม อาชีพต่อมาคนที่ทำงานในบ่อน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเสิร์ฟ หรือดีลเลอร์คนแจกไพ่บ่อน รวมถึงเชฟ และพนักงานในส่วนของโรงแรมที่พักหรือพนักงานในส่วนอื่นๆ ที่เอนเตอร์เทนเมนต์นั้นๆ ต้องการ ส่วนอาชีพที่ดูแล้วเหมือนจะสมัครใจหรือโดนหลอกไปที่บริเวณชายแดนก็คือกลุ่มที่ไปทำงานสแกมเมอร์และขายบริการนั่นเอง ถามว่าทำไมถึงมีการโฟกัสที่กลุ่มนี้นั่นก็เพราะว่ากลุ่มที่ทำงานสแกมเมอร์ที่เป็นคนไทยเองถึงแม้ว่าจะมีการประกาศเอย มีลงข่าวอย่างต่อเนื่องเรื่องการทำงานในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังมีคนไทยจำนวนมากหลงเชื่อว่าไปทำงานแอดมินเพจในประเทศเพื่อนบ้าน รายได้ดี ทั้งๆ ที่หากทำงานแอดมินเพจจริงๆ นั้น สามารถทำงานที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้ผ่านระบบโทรศัพท์มือถือ  

จากข้อมูลของอดีตแอดมินเพจมองพม่าได้ให้ข้อมูลกับเอย่าไว้ว่าในแต่ละปีมีคนจำนวนไม่น้อยเดินทางแบบเต็มใจก็ดี ไม่เต็มใจก็ดีเข้ามาทำงานในระบบสแกมเมอร์เพียงเพื่อหวังงานสบายรายได้ดี แต่ส่วนใหญ่คนที่ทำงานสแกมเมอร์ เมื่อรู้ว่าตัวเองโดนหลอกมาทำงานและได้รับการช่วยเหลือจนกลับไปไทยได้จะไม่กลับมาอีก ซึ่งต่างจากกลุ่มค้าบริการทางเพศที่แม้ว่าจะโดนทำร้าย หน่วงเหนี่ยว กักขังจนสุดท้ายสามารถช่วยเหลือจนเดินทางกลับประเทศไทยได้ แต่ไม่นานก็เดินทางกลับมายังชายแดนประเทศเพื่อนบ้านอีก โดยหลายรายอ้างว่าคิดถึงแฟน (คนที่หน่วงเหนี่ยว กักขัง ทำร้าย) จนเป็นที่มาที่ต้องไปช่วยเหลือนั่นเอง

ประเด็นสำคัญคือเราควรไปเสียเวลาช่วยคนกลุ่มนี้ไหม ซึ่งหลายครั้งคนกลุ่มนี้พยายามติดต่อใครก็ตามที่สามารถช่วยเหลือพวกเขาออกมาได้ แต่ความจริงแล้วคนที่ควรติดต่อนั่นคือเจ้าหน้าที่สถานทูตไทยประจำประเทศนั้นๆ เสียมากกว่า แต่ถ้าหากเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ แบบไม่ถูกต้องแล้วทางเอย่าก็คงตอบได้แค่เพียงว่าค่าใช้จ่ายในการออกจากประเทศนั้นๆ แพงกว่าการเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้น 10-20 เท่า หรือบางคนอาจจะต้องยอมเป็นทาสอารมณ์ปรนเปรอกามให้แก่ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ก่อนจะได้เดินทางกลับมาจริงซึ่งสุดท้ายจากข้อมูลที่ทางเพจมองพม่าให้มาบอกว่า หลายคนไปแต่ตัวก็กลับมาแต่ตัว หลายคนบอกว่ามีชีวิตกลับมาก็ดีแล้วแต่อีกหลายคนเลือกที่จะกลับไปเพราะเงินมันหอมจนคนพวกนั้นไม่คิดจะหาเงินโดยวิธีอื่น ซึ่งนั่นก็คือราคาที่คนเหล่านั้นต้องจ่ายเพราะการขายบริการทางเพศนั้นส่วนใหญ่ไม่มีกฎเรื่องการใส่ถุงยางป้องกัน รวมถึงหลายคนมีรสนิยมทางเพศที่ผิดธรรมชาติรวมถึงการเสพยาที่มีมากมายหาง่ายในกลุ่มจีนเทาที่อยู่ตามขอบชายแดน แหล่งข่าวของเอย่าที่ชายแดนอีกท่านให้ความเห็นว่าบางทีเราอาจจะควรต้องดำเนินคดีสำหรับคนที่ไปทำงานเป็นสแกมเมอร์และกลุ่มค้าบริการในประเทศเพื่อนบ้านเพราะคนเหล่านี้เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่สร้างปัญหาไม่ว่าจะเป็นการลักลอบเข้าออกประเทศอย่างผิดกฎหมาย ยาเสพติดและฉ้อโกงประชาชน เพราะทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์ ออกข่าว รณรงค์ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคนพวกนี้แต่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็ยังเลือกที่จะเดินทางไปแต่พออยากกลับไทยก็หงายการ์ดว่าโดนหลอกไปทุกที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top