เสียงกระซิบจากอดีต….เมียหลวงคือผู้ให้กำเนิดเมียน้อย อัตลักษณ์ของสยามประเทศที่ไม่มีใครเหมือน

นี่หลังเรื่องตั้งแล้ว  ใครอยากเลือกใคร ได้ใครก็สมใจแล้ว  ส่วนใครไม่พอใจก็ต้องมีใจนักเลงกันบ้างนะคะ  ไม่ใช่แพ้แล้วพาล เอะอะว่าพอคนของตนไม่ชนะก็หาว่าโกงบ้างละ  เพราะถ้าจะให้พูดว่าโกงมันก็มีกันหมดละคะ  มากน้อยต่างกันไป  ขนาดญาติโกของเอย่าที่ตั้งท่าด่านายใหญ่พรรคการเมืองหนึ่งมาร่วมสิบปี  มาวันนี้คนสนิทเขาย้ายพรรคไปอยู่พรรคที่นายใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง  ยังกลืนน้ำลายสิบปีเลิกด่ามาเป็นกระบอกเสียงได้  เพราะฉะนั้นอย่าคิดมากคะ  

มาประเด็นของวันนี้กัน  เผอิญช่วงนี้มีแต่คนวิ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหาครอบครัวกับเอย่าเยอะจนเอย่าสงสัยว่า เอ๊ะ….ในไทยเราเนี่ยในอดีตเป็นอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องสถาบันครอบครัว  และวันนี้เอย่าก็ไปค้นมาให้อ่านกันคะ

ทราบไหมคะในอดีตของไทยหรือสยามประเทศแล้ว หากเปรียบเทียบกับประเทศรอบข้างไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาวและเขมร หากเป็นชนชั้นปกครองหรือชนชั้นผู้นำมักจะมีภรรยามากกว่า 1 แต่การมีภรรยามากของชนชั้นปกครองนั้นไม่ได้เป็นเหตุผลทางกามารมณ์แต่เป็นเรื่องการเมือง การปกครองและอำนาจล้วน ๆ อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์  ส่วนแท้จริงแล้วสำหรับคนทั่วไปในสยามประเทศนั้นมักจะมีเมียคนเดียว  แต่ไม่ใช่เหตุผลว่ารักเมียนะคะหรือเหตุผลทางศาสนาด้วย  เพราะในศาสนาพุทธระบุว่ากไม่ล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น การไม่แย่งชิงคนรักของคนอื่น ไม่ผิดลูกผิดเมียคนอื่น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเจ้าของหรือคนที่มีผู้คุ้มครองดูแล แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นของการมีเมียเพียงคนเดียวของคนสยาม หมายถึงการที่ผัวจะต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลครอบครัวของเมียด้วยนั่นเอง 

จึงมีคำว่า “แต่งเขยเข้าบ้าน” เพราะในอดีตการแต่งงานคือการที่ผู้ชายต้องเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านผู้หญิงดูแลรับใช้ฝ่ายเมียและครอบครัวเมีย นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “เจ้าบ่าว” นั่นเอง เพราะผู้ชายไปเป็นบ่าวหรือผู้รับใช้ในบ้านของเมีย อีกอย่างในอดีตนั้น เมียเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ผัวทำงานหามาได้ ดังนั้นหากเลี้ยงดูเมียและครอบครัวเมียยังไม่รอดอย่าหาทำมีเมียคนที่สองเพราะว่าการมีเมียคนที่ 2 จะต้องแยกเรือน แยกทรัพย์สิน ซึ่งเดี๋ยวเอย่าจะเล่าให้ฟังด้านล่างนะคะ

จุดนี้จะเหมือนกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาว เขมร จะมีลักษณะครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดียวเหมือนกันแต่แตกต่างกันในความเชื่อ เช่นสำหรับคนมอญแล้ว การมีเมียน้อยถือเป็นการผิดผีถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมในครอบครัวเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่มองว่าการนอกใจเป็นความผิดทางสังคมและสังคมชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพม่า ที่ว่าเมียน้อยถือเป็นเมียที่ไม่มีสถานะทางสังคมเช่นกัน  ซึ่งต่างจากสยามเพราะในสยามมีกฎหมายระบุถึงสิทธิทางสังคมของเมียน้อยชัดเจน  

ส่วนในลาวนั้นคนลาวจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่และหากฝ่ายชายจะไปมีคนอื่นมักจบความสัมพันธ์กับเมียก่อน  ในขณะที่เขมรนั้นถ้าในราชสำนักโบราณมีการระบุว่าเป็นฮาเร็มชัดเจนแต่สำหรับคนเขมรทั่วไปแล้วไม่ได้นำจารีตในราชสำนักมาใช้มากเท่ากับสยาม

มาจุดนี้ทำไมถึงบอกว่าในสยามเมียหลวงให้กำเนิดเมียน้อยละ…? สิ่งนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งแต่มาจาก 3 แหล่งกล่าวคือ หากผัวอยากมีเมียน้อย ต้องได้รับอนุญาตจากเมียเสียก่อน  ซึ่งในอดีตบางครอบครัวเมียหลักไม่สามารถมีทายาทได้ อาจจะยอมให้ผัวตนมีเมียเพิ่ม  แหล่งที่ 2 คือกฎหมายตราสามดวง ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมีเมียน้อยถ้าเมียหลวงไม่ยอม” และสุดท้ายคือจารีตสังคม เพราะการมีเมียเพิ่มในอดีตไม่ได้ปกปิดซ่อนกิ๊กเหมือนสมัยนี้แต่เป็นการออกหน้าออกตาให้รู้เลยว่าบ้านนี้มีฐานะและสามารถดูแลภรรยาได้มากกว่า 1 คน

เรื่องน่าสนใจของกฎหมายตราสามดวงว่าด้วยเมียน้อยที่ชอบด้วยกฎหมายนี้นอกจากจะให้สิทธิ์เมียหลวงสูงสุดในการดูแลทุกอย่างแล้ว เมียน้อยจะถูกบังคับให้แยกเรือนและได้รับส่วนแบ่งของทรัพย์สินหากเมียน้อยนั้นได้รับการยอมรับ  รวมถึงบุตรของเมียน้อยนั้นก็ได้รับการยอมรับด้วยเช่นกัน  ซึ่งจุดนี้จะต่างจากหลายประเทศที่ไม่มีการรับรองบุตรเมียน้อยว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  โดยกฎหมายตราสามดวงจะระบุเลยว่าหน้าที่ของเมียหลวงคือ คุมเรือน  คุมทรัพย์ในบ้าน  ฟ้องศาลได้ ถ้าผัวเอาเมียน้อยมา “เบียดสิทธิ”  และไล่เมียน้อยออกจากเรือนหลวงได้อย่างชอบธรรม และกำหนดสิทธิของเมียน้อยว่า ต้องแยกเรือนอยู่  ไม่ก้าวก่ายทรัพย์เมียหลวง และไม่อ้างสิทธิเทียบเท่าเมียหลวง มิฉะนั้นเมียหลวงฟ้องได้  จุดนี้ต่างจากทุกชนชาติในอุษาคเนย์เพราะไม่ว่าประเทศไหนก็ตามในอดีตนั้นก็ไม่มีใครให้สิทธิ์และคุณค่าของคนได้เหมือนสยามประเทศ

แม้ทุกวันนี้กฎหมายจะเปลี่ยนไปแล้วด้วยเหตุผลหรือบริบทอย่างไรก็ตาม การที่เอย่านำเสนอเรื่องราวของเมียหลวงเมียน้อยไม่ใช่สนับสนุนให้ชายไทยมีเมียน้อยเสรีนะคะ  เพราะต้องอย่าลืมว่า ขนาดคนสมัยก่อนไม่ใช่แค่เลี้ยงไหวแต่ต้องได้รับการยอมรับจากเมียหลวงก่อนด้วย  และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายในสังคมเพราะในละแวกอุษาคเนย์นี้ไม่มีชนชาติใดทำได้ หรือในอีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าคนไทยเป็นคนเจรจาเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนั่นเอง