Saturday, 17 October 2026
นายหัวไทร

สมรภูมิเขต 1 นครศรีฯ คึกคักเตรียมพร้อมรับเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคการเมืองเข้าสู่โหมดสร้างฐาน หลายตัวเต็งเริ่มขยับสับเปลี่ยน

จับตาเขต 1 นครศรีฯ ‘ดร.รงค์’ ย้ายไปรวมไทยสร้างชาติ ‘สส.หนึ่ง’ โยกมาลงชน ขณะที่ ‘ราชิต’ ขอพัก ส่วน ‘หมอผึ้ง’ ผันมาเขต 2 

เขต 1 นครศรีธรรมราช เป็นเขตเลือกตั้งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการเลือกตั้งปี 70 เพราะเป็นเขตเมือง ประชากรมีความรู้ ตื่นตัวทางการเมืองสูง 
 
น่าสนใจมากยิ่งขึ้นถ้า ‘ราชิต สุดพุ่ม’ สส.พรรคประชาธิปัตย์เขตนี้ไม่ไปต่อตามที่เป็นข่าว เพราะมีปัญหาด้านสุขภาพในห้วงเวลาที่อายุมากขึ้นตามลำดับ เขตเลือกตั้งที่ 1 ของนครศรีฯก็จะเหลือตัวเต็ง ‘ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ’ อดีต สส.พลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งปี 64 ตามด้วย ‘จรัญ ขุนอินทร์ จากพรรคภูมิใจไทย ที่คราวที่แล้วแพ้ให้กับผู้ว่าฯราชิต แต่ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าทำงานการเมืองในเขตนี้อยู่ 

ยังมี ‘แมน-ปกรณ์ อารีกุล’ จากพรรคประชาชน ถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นทำงานการเมือง เลือกตั้งคราวที่แล้วแมนมีคะแนนมาอันดับสอง ถีบ ดร.รงค์ลงไปอยู่อันดับสาม และสำหรับเขตนี้ยังมี ‘มนตรี เฉียบแหลม’ จากพรรคเพื่อไทย ที่ยังประสงค์จะลงเขตนี้ เมื่อ ‘บุณฑริกา ยอดสุรางค์’ อาจจะถอยไปเล่นการเมืองท้องถิ่น เพื่อเริ่มบันไดขั้นแรกของเวทีการเมือง 

กล่าวสำหรับ ดร.รงค์ แม้จะดูเป็นตัวเด่น แต่ก็ไม่ได้ปลอดโปร่งเสียทีเดียว เมื่อ ดร.รงค์ได้ตัดสินใจเดินออกจากพลังประชารัฐแล้ว เมื่อพรรคตัดสินใจเลือก ‘ฮูวัยดีย๊ะ อูเซ็ง พิศสุวรรณ’ น้องสาวของ ดร.สุรินทร์ ลงสมัครแทน ดร.รงค์แม้จะยังมุ่งมั่นทำงานด้านนิติบัญญัติ แต่ก็ต้องหาพรรคใหม่สังกัด 

ดร.รงค์ มีทางเลือกอยู่ 3 พรรค คือภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และพรรคกล้าธรรม สำหรับพรรคภูมิใจไทย ดร.รงค์ไม่น่าจะเลือก เพราะต้องไปเบียด จรัญ ขุนอินทร์ คนรู้จักกันอีก พรรคกล้าธรรม เข้าใจว่าสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าจะรุกภาคใต้หนัก ทำลายฐานภูมิใจไทย ยิ่ง ‘วันนอร์-วันมูหะมัดนอร์ มะทา’ ประกาศวางมือทางการเมือง โอกาสของพรรคกล้าธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีอยู่สูง อย่าลืมว่า รอ.ธรรมนัส แม้จะเป็นคนพะเยา แต่ไปโตอยู่นราธิวาส ดร.รงค์ก็รู้จักมักคุ้นกับ รอ.ธรรมนัสดี ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคพลังประชารัฐมาด้วยกันแล้ว น่าจะคุยกันเข้าใจง่ายกว่า 

พรรครวมไทยสร้างชาติ น่าจะเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งของ ดร.รงค์ เพราะระดับผู้นำส่วนใหญ่ก็เคยร่วมงานกันมาในพรรคพลังประชารัฐ จึงรู้จักกันดี ตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ นครศรีฯ และพัทลุง ซึ่งอาจจะคุ้นเคยกันมากกว่าสายกล้าธรรมอีก 

ผม #นายหัวไทร ค่อนข้างมั่นใจว่า ดร.รงค์จะเลือกร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่เขต 1 พรรครวมไทยสร้างชาติ เคยส่ง พูม แก้วภราดัย ลูกชายของวิทยา แก้วภราดัย มาก่อน ก็ไม่ยาก พรรคจะส่งใคร เมื่อมีคนเสนอตัวมากกว่าหนึ่งคน ก็ใช้วิธีการทำโพลล์ ซึ่งถ้าทำโพลล์ ดร.รงค์ก็น่าจะผ่าน 

แต่ให้จับตา ‘สส.หนึ่ง-ทรงศักดิ์ มุสิกอง’ สส.ประชาธิปัตย์ เขต 2 อาจจะย้ายเขตมาลงเขต 1 แทนผู้ว่าฯราชิตที่อาจจะขอพัก ซึ่งเขต 1 ดร.รงค์ก็จะชนตรงกับ สส.ทรงศักดิ์ 

เขต 2 ก็จะว่างจาก สส.เก่า ประชาธิปัตย์เจ้าของพื้นที่เดิมจะส่งใครมาลงแทน ก็มีข่าวแว่วๆให้ได้ยินว่า อาจจะโยก 'โกเท่-พิทักษ์เดช เดชเดโช' จากเขต 3 มาลงเขต 2 ก็ต้องหาคนใหม่ไปลงเขต 3 อีก 

กล่าวสำหรับเขต 2 ข่าวที่ยืนยันได้ ‘หมอผึ้ง-นันทวัน วิเชียร’ จากพรรคภูมิใจไทย จะโยกจากเขต 9 มาลงเขต 2 เปิดทางให้ ‘สายัณห์ ยุติธรรม’ ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย และลงสมัคร เขต 9 แทน เพราะสายัณห์เป็น สส.เขต 9 มาก่อน 

การเมืองเริ่มเข้าสู่โหมดสร้างฐาน มีการสับเปลี่ยน โยกตัวกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 

‘เจ้าของสวนมะละกอ’ โอด!! โดนขโมยผลผลิตกว่า 1 ตันยามวิกาล แจ้งตำรวจแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า เกรงถูกขโมยซ้ำ

(29 มี.ค. 68) ข่าวรายงานว่าได้รับแจ้งจาก น.ส.พันทิพ ทิพย์กองลาส ว่าได้มีโจรลักลอบเข้ามาขโมยมะละกอในสวนที่ปลูกไว้ หมู่ที่ 4 ตำบลทรายขาว อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เป็นมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในขณะนี้

“หนูลงทุน ลงแรงปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ไว้เมื่อ 4-5 เดือนก่อน ในพื้นที่ ม.4 ตำบลทรายขาว มะละกอกำลังออกผลผลิต และเริ่มสุกทยอยเก็บขาย ซึ่งผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด” น.ส.พันทิพ กล่าว

น.ส.พันทิพ กล่าวอีกว่า เมื่อคืนวันที่ 26 มีนาคม ได้มีคนร้ายแอบเข้ามาขโมยมะละกอไปจำนวนมาก ประมาณ 1 ตัน เพราะกลางคืนไม่มีคนเฝ้า ตนเองจะพักอยู่ที่บ้านในตลาดหัวไทร กลางคืนจะไม่มีคนเฝ้า

หลังเข้าไปดูตอนเช้าพบว่า มะละกอหายไปจากต้นจำนวนมาก จึงได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.หัวไทร เพื่อให้ตำรวจติดตามคนร้ายมาดำเนินคดี ซึ่งตนได้ให้รายละเอียดกับตำรวจไปหมดแล้ว ตำรวจก็เข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่พบเบาะแสอะไร

“ก่อนหน้านี้กล้องวงจรปิดก็โดนทุบหมด เพิ่งติดตั้งใหม่ เมื่อวันสองวันก่อนก็มีรถไถนาเข้ามาดูลาดเลา จึงน่าสงสัยว่าจะเป็นกลุ่มคนร้ายที่ขโมยมะละกอ และจ้องจะขโมยมะพร้าว”

รายงานข่าวแจ้งว่า พื้นที่อำเภอหัวไทรมีลักเล็กขโมยน้อยเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น ขโมยแทงปาล์มในสวนคนอื่น ขโมยทุกอย่างที่ขวางหน้า ยาเสพติดก็ระบาดไปทุกหย่อมหญ้า

“เข้าใจว่า คนร้ายน่าจะเป็นเด็กวัยรุ่นที่ติดยาเสพติด ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ไม่มีรายได้จากการทำมาหากินปกติ จึงต้องหาช่องทางขโมยของคนอื่นไปขาย แล้วนำเงินไปซื้อยาเสพติด”

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่าคดีลักเล็กขโมยน้อยส่วนใหญ่ตำรวจจะไม่ตั้งใจทำคดี ไม่สามารถติดตามจับกุมคนร้ายได้ จึงทำให้คนร้ายได้ใจ เหิมเกริม ขยายวงการปฏิบัติการออกไปเรื่อย ๆ ถามว่า ตำรวจ สภ.หัวไทรพอจะรู้ไหมว่า วัยรุ่นกลุ่มไหนร่วมก่อเหตุในลักษณะนี้อยู่บ้าง ซึ่งตำรวจก็มีสายสืบ มีสายตำรวจอยู่มากมาย ไม่น่าจะรอดพ้นสายตาตำรวจไปได้ แต่ในรอบหลายปีที่ผ่านมา มีหลายคดีไม่มีความคืบหน้า คดีโจรขึ้นบ้านอดีต ผอ.กองช่าง อบต.หัวไทร ขโมยทรัพย์สินกลางวันแสก ๆ คดีก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้ง ๆ ที่มีสืบจังหวัดลงมาร่วมสืบด้วยแล้ว ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้

แหล่งข่าวในหัวไทร กล่าวฝากไปยัง ผกก.หัวไทร สารวัตรสืบ สภ.หัวไทร แสดงฝีมือจับกุมโจรลักมะละกอให้ได้ จะได้เห็นกันว่า ตำรวจมีฝีมือ ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้

ใบแดง ‘สส.มุก’ ทำสนามเขต 8 นครศรีฯเดือด อีกหนึ่งเวทีเลือกตั้งวัดพลังพรรคการเมืองในภาคใต้

(26 มี.ค. 68) ชัดเจนแล้วว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง และตัดสิทธิ์ทางการเมืองของ ‘สส.มุก-มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล’ สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย นับเป็น สส.คนที่สองของพรรคภูมิใจไทยต่อจาก สส.สุวรรณ แห่งจังหวัดบึงกาฬ ที่โดนใบแดง และมี สส.ชุดปัจจุบันเพียงสองคนเท่านั้นที่โดนใบแดง

หลังจากนี้ไปคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลงกับวาระที่เหลืออยู่เพียง 2 ปี

แน่นอนว่า สำหรับสนามเลือกตั้งซ่อมเพียง 1 เขตของนครศรีธรรมราชจะเป็นสนามเดือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมาฟาดฟันกันเองอย่างหลักหนีไม่พ้นคำว่า ‘มารยาท’ ที่เคยกล่าวอ้างกันของพรรคการเมือง หลีกทางให้พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน คราวนี้น่าจะเป็นข้อยกเว้น สู้กันเต็มอัตราศึก

ให้เกียรติเจ้าของพื้นที่เดิม คือพรรคภูมิใจไทยคงจะไม่ได้ยิน เขต 8 ประกอบด้วย อ.ฉวาง นาบอน ช้างกลาง และพิปูน

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จะเป็นสนามวัดดวง ชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองในภาคใต้ของทุกพรรค พรรคไหนมีศักยภาพส่งได้ ส่งแน่นอน และจะระดมทุกสรรพกำลังลงไปช่วยกัน ให้หลับตานึกถึงสนามเลือกตั้งซ่อม เขต ครั้งก่อน ที่เทพไท เสนพงศ์ ถูกศาลตัดสินจำคุก ‘อาญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ’ จากพรรคพลังประชารัฐ กรำศึกกันหนักหน่วงกับ ‘พงศ์สิน เสนพงศ์’ น้องชายของเทพไท เสนพงศ์

พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิมเมื่อครั้งกระโน้น ยืนยันจากปากของ ‘ชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์’เองว่า จะย้ายกลับมาลงสมัครเขต 8 ทวงคืนแชมป์ด้วยตัวเอง ซึ่งตรงกับ ‘แทน-ชัยชนะ เดชเดโช’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ก็ยืนยันว่า ต้องให้เกียรติพี่ชินเจ้าของพื้นที่

พรรคกล้าธรรม ‘บิ๊กโอ’ สจ.ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ยืนจ้องรอคิวอยู่แล้ว แต่ในฐานะลูกเขยของชินวรณ์ ก็ทำใจลำบากหน่อย ช่วงหลังบิ๊กโอใกล้ชิดกับ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ รอ.ธรรมนัส ก็สนับสนุนบิ๊กโอเต็มที่ด้วยบุคลิก และอะไรที่เข้ากันได้ดี เมื่อจังหวะ และโอกาสมาถึงบิ๊กโอ จึงขอลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกล้าธรรม แม้จะต้องสู้กับพ่อตาก็ตาม

บิ๊กโอ ตั้งใจจะลงสมัคร สส.ตั้งแต่คราวที่แล้ว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่การจัดสรรคนไม่ลงตัว เมื่อบุณยเกียรติ์ ลงสมัครถึงสองเขต ทำให้บิ๊กโอพลาดโอกาสนั้นไป ทั้ง ๆ ที่ลาออกจาก ส.อบจ.มานั่งรออยู่แล้ว 

สนามเลือกตั้งเขต 8 จะเป็นสนามแรกของพรรคกล้าธรรมในการกรุยศึกเลือกตั้ง เพราะเป็นพรรคใหม่ที่มี สส.จากพรรคพลังประชารัฐย้ายมาสังกัดถึง 23 คน และมี สส.เดิมที่ย้ายมาเช่นกันอีก 1 คน

สนามเลือกตั้งเขต 8 จึงเป็นสนามพิสูจน์ฝีมือ เพื่อเดินหน้าลุยสำหรับการเลือกตั้งปี 70 และสนามเลือกตั้งภาคใต้น่าจะเป็นสนามหลักที่พรรคกล้าธรรม จะเข้ามาหวังเสียบแทนพรรคเก่าที่ค่อยๆอ่อนแอลง 

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังพอมีพลังในการสู้ศึกกับผลงานของสองขุนพล ‘พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค’ รมว.พลังงาน และ ‘ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์’ รมว.อุตสาหะกรรม ที่จับมือกันสร้างผลงาน สู้กับทุนพลังงาน รื้อโครงสร้างพลังงานใหม่ ถ้าผลงานผ่าน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน ภาคขนส่งลงไปได้มาก ลดต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าก็จะลดลง สามารถแปรมาเป็นคะแนนเสียงได้

ทราบว่า ดร.คมเดช มัชฌิมวงค์ ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 7 ทุ่งใหญ่ ในนามพรรคพลังประชารัฐ เสนอตัวย้ายมาลงเขตนี้ เนื่องจากเป็นคนพิปูน เคยเป็นนายกฯอบต.อยู่ที่พิปูน ช่วงหลังเห็นภาพทางโซเขี่ยล ลงพื้นที่ถี่ยิบ

พรรคประชาชน กรรมการบริหารพรรคประชาชน มีมติให้ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง ลงสมัครรับเขตเลือกตั้งที่ 8 จ.นครศรีธรรมราช แต่โอกาสของพรรคประชาชนสำหรับพื้นที่ภาคใต้ น่าจะยังยากอยู่ เว้นแต่จะมีผู้สมัครที่โดดเด่นจริงๆ คนยังติดภาพกับการแก้ ม.112 อันเกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ไม่รู้ว่า เสร็จศึกซักฟอกนายกฯอุ๊งอิ๊งค์ จะแปรเป็นคะแนนนิยมได้แค่ไหน

น่าสนใจคือพรรคภูมิใจไทย เจ้าของพื้นที่เดิมจะหยิบใครมาลงสมัคร ที่ใช้คำว่าหยิบ เพราะมีตัวเลือกให้พิจารณาไม่น้อยกว่า 4 คน คนแรกคือ ‘ไสว เลื่องสีนิล’ สามีของ สส.มุกดาวรรณนั้นเอง ที่ผ่านมาหลังจากเกษียณอายุในตำแหน่งอาจารย์วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (ควนพลอง)ก็ทำงานพื้นที่ให้ สส.มุกดาวรรณอยู่ อยู่ที่พรรคว่าจะยังเลือกสกุล ‘เลื่องสีนิล’ให้ลงสมัครอีกหรือไม่กับตัวเลือกใหม่ ตัวเลือกใหม่ เช่น สุนทร รักษ์รงค์ ที่คราวที่แล้วได้มาอันดับ 2 พ่ายให้กับ สส.มุก เพียงไม่กี่คะแนน ซึ่งสุนทร น่าจะมีคะแนนเป็นกอบเป็นกำในแวดวงชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม ที่สุนทรทำงานคลุกคลีกับชาวสวนยางมานาน เคยเป็นบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย และบอร์ดยางโลก 2 สมัย  มีภาคีเครือข่ายในแวดวงการยาง และปาล์มมากมาย ภาพลักษณ์ดี มีวิสัยทัศน์ เคยเป็นคนเขียนนโยบายยางพารา และปาล์มให้กับพรรคประชาธิปัตย์

อีกตัวเลือกหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย และถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าให้การสนับสนุน สจ.กระวี หวานแก้ว ที่เคยลงสมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 5. นครศรีธรรมราช มี อ.พิปูน อ.ฉวาง อ.ถ้ำพรรณรา อ.ทุ่งใหญ่ (ปี 2562) แต่ครั้งนั้น สจ.กระวี ยังสอบไม่ผ่าน เพราะยังใหม่กับการเมืองอยู่มาก และพรรคภูมิใจไทยเองในยุคนั้นถือว่ายังไม่เท่าไหร่ คะแนนจึงออกมาไม่สวยงามนัก

สจ.กระวี ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด สว.นครศรีฯถือเป็นรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย เป็นเด็กนักเรียนนอก จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐ นิวเซาท์เวลส์(UNSW) มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เกิดที่ ต.กะเปียด อ.ฉวาง ผลงานเชิงประจักษ์ สมัยเป็น สจ.มีมากมาย
จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต อิเล็กทรอนิกส์ ศรีปทุม ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิตรามคำแหง รุ่น 22 เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นครศรีธรรมราช เขต อ.ฉวาง นาน 7 ปี ผลงานที่ประจักษ์ และเป็นรูปธรรมมากมาย ที่มุ่งมั่นมากคือการพัฒนาเขาศูนย์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อยู่.ฉวาง

หลังจากนี้ไปพรรคภูมิใจไทยคงจะตั้งลำสู้ในสนามนครศรีธรรมราช กับเป้าหมายการขยายฐาน จาก 2 เป็น 4 หรือ 6 กับการเลือกตั้งซ่อมเขต 8 อยากจะโฟกัสไปที่สองคน ‘สุนทร-กระวี’ สองคนนี้มีจุดอ่อน จุดเด่นที่แตกต่างกัน กระวี เป็นคนพื้นที่เกาะติดพื้นที่ แต่ยังแคบสำหรับสนามที่ใหญ่กว่า สจ. เพราะมีพื้นที่ถึง 4 อำเภอ ไม่ใช่ 3-4 ตำบล เหมือน สจ. โลกทัศน์อาจจะแคบกว่าสุนทร ที่ประสบการณ์โชกโชนทั้งเวทีระดับ Local และเวทีสากล (International) การที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ แต่งตั้งให้สุนทรเป็นคณะทำงาน พิพัฒน์น่าจะเห็นศักยภาพอะไรบางอย่างในตัวสุนทรที่จะใช้งานได้

พรรคภูมิใจไทยคงจะต้องคิดหนักในการตัดสินใจเลือกระหว่าง ‘สุนทร-กระวี’ ในสนามเลือกตั้งที่เห็นอยู่ว่า ดุเดือด

‘ภูมิใจไทย’ ลั่นกลองรบสนามเลือกตั้ง ‘พัทลุง’ เตรียมส่ง ‘บ่าววี’ แสดงเปิดตัว 3 ผู้สมัคร 26 มี.ค. นี้

(24 มี.ค. 68) ยังไม่ทันไก่โห่ แต่พรรคภูมิใจไทยพัทลุงเริ่มเชิดกลองรัวๆแล้ว ในวันที่ “มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” สส.เขต 8 พรรคภูมิใจไทย นครศรีธรรมราช ต้องเครียดกับการนั่งลุ้นผลคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวหา พร้อมส่งหลักฐานว่า มุกดาวรรณ ทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในเวลา 10.00 น.ของวันที่ 26 มีนาคม

แต่ที่พัทลุงในวันเดียวกันกำลังสนุกสนานกับ “วงบ่าววี” และอีก 2-3 วง ถูกว่างจ้างไปเล่นสร้างความสุขสนุกสนานในงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ทั้ง 3 เขตของพัทลุง ซึ่ง 1 คน เป็นคนเก่า อีกสองคนจัดหามาใหม่เพื่อเสริมทัพสู้ศึกกับประชาธิปัตย์ และรวมไทยสร้างชาติ เพราะการเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยเสียหน้าไม่น้อยกับผลการเลือกตั้งที่แพ้ในบ้านทั้ง 3 คน ในบ้านของ ดร.นาที รัฐกิจประการ ที่มีพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงานฯ เป็นสามี

พัทลุงภูมิใจไทยแพ้แบบไม่น่าเชื่อ ในขณะที่นครศรีฯแจ้งเกิดได้ถึง 2 ที่นั่ง คือ ษฐา ขาวขำ เขต 7 และมุกดาวรรณ เลื่องศรีนิล เขต 8 แถมสุราษฎร์มาอีก 1 ที่นั่ง ถือว่าเจาะฐานเมืองหลวงของประชาธิปัตย์ได้สำเร็จ

ประเด็นปัญหาของพรรคภูมิใจไทยพัทลุง คือ สส.3 คน โดนคดีให้คนอื่นเสียบบัตรลงคะแนนแทน ทั้ง ดร.นาที รัชกิจประการ ภูมิศิษฐ์ คงมี และฉลอง เทอดวีระพงศ์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุกทั้ง 3 คน คนละ 9 เดือน และตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต เมื่อถูกจองจำครบกำหนด ทั้งสามเข้าเงื่อนไขพักโทษ ถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา (ปี 67)

สำหรับ 3 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พัทลุงของพรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย เขต 1 นาวาเอกดอกเตอร์อธิคุณ คงมี (นามสกุลคุ้น) หรือผู้กองจุน เขต 2 วรท เทอดวีระพงศ์ (นามสกุลคุ้น) ลูกชายของฉลอง เทิดวีระพงศ์ คราวที่แล้วก็ลงสมัครแต่พ่ายแพ้ และเขต 3 เขมพล อุ้ยตยะกุล หน้าใหม่

กล่าวสำหรับ สส.ปัจจุบันของพัทลุง 3 คน ประกอบด้วย เขต 1 สุพัชรี ธรรมเพชร พรรคประชาธิปัตย์ จากบ้านใหญ่ เขต 2 นิติศักดิ์ ธรรมเพชร รวมไทยสร้างชาติ บ้านใหญ่อีกสาย และร่มธรรม ขำนุรักษ์ ทายาททางการเมืองของ “นริศ ขำนุรักษ์” จากพรรคประชาธิปัตย์ โดยสรุปคือ 3 สส.พัทลุง เป็นประชาธิปัตย์ 2 คน รวมไทยสร้างชาติ 1 คน พรรคภูมิใจไทยโดยฤทธิ์เสียบบัตรแทนกันกอดคอกันสอบตกหมด ที่หัวเรือใหญ่ก็โดยแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จด้วย

การเปิดตัวตั้งแต่ไก่โห่ของภูมิใจไทย ทั้ง ๆ ที่ยังมีเวลาอีก 2 ปี (ถ้าไม่ยุบสภา) สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อม เตรียมการ และสู้เต็มที่ในศึกเลือกตั้งครั้งหน้าในสถานการณ์ที่พรรคกำลังถูกรุมเร้ารอบด้าน ทั้งเขากระโดง สนามกอล์ฟเขาใหญ่ แล้วยังมาถูกขย่มว่าด้วยเรื่องข่าวดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ “ล็อคโหวต สว.” ซึ่งรายชื่อผู้สมัครถูกล็อคไว้ถึง 140 คน เข้าเป้า 138 คน สำรอง 2 คน พรรคภูมิใจไทยจะเกี่ยวข้องหรือไม่อย่างไรไม่ทราบ แต่ สว.ที่เคยใส่เสื้อสีน้ำเงินเข้าประชุมวุฒิสภา ต่างก็พากันว้าวุ่น กระวนกระวายใจกับความคืบหน้าของคดีทั้งในส่วนที่ กกต.ทำเอง ที่เบื้องต้นพบมีมูลแล้วถึง 28 คน ในส่วนของดีเอสไอก็รุกเร้าเข้ามาเก็บข้อมูลผู้ช่วย สว./ผู้เชี่ยวชาญ สว.ด้วย ยิ่งต้องกลัดกลุ้ม ไม่เห็นอาหารแข็งกร้าวเหมือนช่วงแรก ๆ

ต้องติดตามจับตามองก็รุกสนามภาคใต้ของภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้ากับเป้าหมายที่เพิ่มขึ้น ในสถานการณ์ที่ประชาธิปัตย์อ่อนกำลัง แต่พรรคกล้าธรรม เปิดฉากประเดิมสนามในภาคใต้เช่นกัน พรรคกล้าธรรมมี สส.อยู่ 24 คน ทั้งหมดย้ายมาจากพรรคอื่น ยังไม่เคยผ่านสนามเลือกตั้งเองมาก่อนเลย เมื่อสนามภาคใต้เปิด ศึกนี้จึงใหญ่หลวงนัก

แต่สำหรับภูมิใจไทยแล้ว 26 มีนาคมนี้ ลุ้นอนาคตของ “มุกดาวรรณ”ก่อนก็แล้วกัน

‘สุนทร-กระวี’ ใครเหนือชั้นกว่ากัน!! ลงชิงชัย!! สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช

(23 มี.ค. 68) ถ้าผลของคดีเป็นไปในทางบวกในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ก็ขอแสดงความยินดีกับ “มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย ที่ศาลฏีกานัดอ่านคำพิพากษาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กล่าวหามุกดาวรรณทำผิดกฎหมายเลือกตั้งในการเลือกตั้งปี 2566

แต่ถ้าผลทางคดีออกมาเป็นลบก็ขอแสดงความเสียใจต่อมุกดาวรรณ ที่จะต้องพ้นจากตำแหน่ง สส.หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ที่อาจจะยาวนานถึง 10 ปี และต้องจ่ายค่าจัดการเลือกตั้งใหม่อีกหลายล้าน พร้อมกับการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง กกต.ก็ต้องจัดเลือกตั้งใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง

กล่าวสำหรับพรรคภูมิใจไทยยังถือว่าเป็นพรรคทางเลือกของคนใต้ในสถานการณ์ปัจจุบัน เพียงแต่ว่า พรรคภูมิใจไทยส่งส่งใครลงรักษาฐานตรงนี้ไว้ ถ้าเล็งไปในสายของ “เลื่องสีนิล” ก็จะมีไสว เลื่องสีนิล เป็นตัวเลือกส่งเข้าประกวด แต่บทบาททางการเมืองในฐานะเป็นครู ยังถือว่าไม่โดดเด่นมากนัก แต่มุกดาวรรณก็มีสิทธิ์ที่จะเสนอคนของตัวเองเข้าแข่งขัน

แข่งขันกับใคร…ในสายตาผมมีอยู่ 2 คน คนแรก คือ กระวี หวานแก้ว อดีต สจ.ฉวาง คนย่านกะเบียด ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด เป็นคนทำข้อมูล ชงข้อมูลให้กับ สว.ณัฐกิตติ์ เพื่อนำไปหารือในสภา หรือประสานส่วนราชการในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

กล่าวถึง สจ.กระวี ทำหน้าที่อยู่ในสภาฯอบจ.นครศรีฯร่วม 7 ปี ช่วงเป็น สจ.ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์อยู่ไม่น้อย

เท่าที่ประมวลได้ และนำมาเสนอ เช่น

1.เรื่องการพัฒนาเขาศูนย์ให้เป็นเหล่งท่องเที่ยว "จุดชมวิวทะเลหมอก "ของ จ.นครศรีธรรมราช และภาคใต้ ถ้าย้อนไปในอดีตเขาศูนย์เป็นแดนสนธยา กับการเปิดศึกแย่งชิงกันจองพื้นที่ขุดหาแร่แบบไม่มีสัมปทาน เป็นฐานที่ตั้งของคนอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างจากรัฐ ประชาชนเปิดฉากสู้รบกันเอง เพื่อแย่งพื้นที่ขุดหาแร่ จนรัฐบาลต้องประกาศปิดเขาศูนย์ เขาศูนย์อากาศดี ไม่แตกต่างจากคีรีวง จึงได้รับรู้การพัฒนาและยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่ทุกวันนี้มีจุดให้ชมทะเลหมอก มีรีสอร์ตเกิดขึ้นมากมาย

2.เรื่องการบริหารจัดการน้ำ (น้ำแล้ง และน้ำท่วม)จากอ่างเก็บน้ำคลองกะทูน ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะจะกินพื้นที่ ฝั่งตะวันตก-ฝั่งเหนือของนครศรีธรรมราชทั้งหมด (พิปูน ฉวาง ช้างกลาง นาบอน ถ้ำพรรณรา และทุ่งใหญ่ ไปต่อเขต จ.สุราษฏร์ธานี  

3.เป็นผู้เสนอและติดตามการของบประมาณโครงการขยายถนนสาย 4015 นครศรีธรรมราช- สุราษฎร์ธานี สายใน( นครศรีฯ- บ้านส้อง)เพราะเป็นถนนสายสำคัญ ที่ผ่านมาทางลานสกา แหล่งท่องเที่ยวที่มีอากาศดีที่สุดในประเทศไทย คือ บ้านคีรีวง ไปยังช้างกลาง (เขาธง เขาเหมน วิวาห์ในม่านหมอก) ฉวาง พิปูน ต่อเขต อ.เวียงสระ ถนนเส้นนี้ สำคัญสำหรับการท่องเที่ยว และการขนส่งพืชผลทางการเกษตรเช่นผลผลิตทุเรียน ไม้ยางพารา ซึ่ง อ.พิปูนถือว่าผลิตผลไม้ทุเรียนที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อยประดับประเทศและมีปริมาณมากที่สุดใน จ.นครศรีธรรมราชหรือภาคใต้ เชื่อมต่อไปยัง แหล่งท่องเที่ยวอื่นใน อ.พิปูน ต้นน้ำตาปี แหล่งน้ำจืดที่สะอาดที่สุดในประเทศไทย ไปวัดพ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ จันดี และไปยังจุดชมวิวทะเลหมอก เขาศูนย์ ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง บนยอดเขาศูนย์ กำลังก่อสร้าง รูปหล่อ พ่อท่านคล้ายวาจาสิทธิ์ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และถนน 4015 ยังเชื่อมต่อไปยัง อ.เวียงสระ สุราษฎร์ธานี อีกด้วย

4.โครงการเชื่อมต่อถนนสาย 4189 อ.พิปูน- อ.นบพิตำ ข้ามเทือกเขาหลวง นครศรีธรรมราช ซึ่งเป๋นถนนสายพระราชดำริ ที่มีการใช้งานสัญจรไปมาอยู่ก่อนแล้วจนถึงปี 2531 ได้เกิดภูเขาถล่ม ทะเลโคลนและไม้ซุงมาปิดกั้นเส้นทาง ในพื้นที่ อ.พิปูน ถนนก็ไม่ได้มีการใช้งานตั้งแต่บัดนั้นะเป็นต้นมา ซึ่งตอนนี้มีการรื้อฟื้นถนนเส้นนี้ เพื่อให้กลับมาสัญจรไปมาอีก แค่ต้องมีขั้นตอนของอุทยานแห่งชาติเขาหลวงที่เขาเป็นเจ้าของพื้นที่

เหล่านี้คือผลงานอันเป็นฝีมือของ สจ.กระวี ที่ควรได้รับการพิจารณา และให้โอกาสคนพื้นที่ได้ทำงาน

คนที่สองคือสุนทร รักษ์รงค์ อดีตนักศึกษากิจการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เคยทำหน้าที่ผู้จัดการวงมาลีฮวนน่า วงดนตรีเพื่อชีวิตชื่อดัง จากนักศึกษากิจกรรมก็เดินเข้าสู่นักเคลื่อนไหวทางสังคมการเมือง จับงานด้านการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา และชาวสวนปาล์ม กับการผลักดัน “สวนยางยั่งยืน” ปลูกพืชชนิดอื่นเสริมในร่องยาง สร้างรายได้ใหม่

จากนักกิจกรรมนักศึกษาในรั้วมหาลัยสู่การเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นสิทธิของเกษตรกร ทั้งเรื่องยาง ปาล์ม ที่ดินทำกิน หนี้สิน และอื่นๆ

ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต 8 นครศรีฯ ในนามพรรคพลังประชารัฐได้คะแนนมา 18000 กว่าคะแนน แต่พ่ายแพ้ให้กับมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล วันเวลาเปลี่ยนไป สุนทรเข้ามาสังกัดพรรคภูมิใจไทย

เมื่อมาเป็นนักการเมือง ต้องกล้านำเสนอนโยบาย เพื่อแก้ไขปัญหา โดยวิธีการร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรับผิดชอบ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นคณะทำงานของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.แรงงานฯ เข้าใจว่าน่าจะมีภารกิจในการร่วมกันยกร่างนโยบายด้านการเกษตร เพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า เช่น นโยบายยางพารา นโยบายปาล์ม เป็นต้น

“หมดยุคการกำหนดนโยบายจากบนลงมาข้างล่าง โดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม เพราะผู้มีส่วนได้เสียต้องออกแบบและกำหนดอนาคตของตนเอง 

ต้องสร้างอำนาจกำหนดใหม่ให้ประชาชนก่อน จึงสามารถใช้วาทกรรม “การทำงานการเมืองที่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของประชาชน”

เส้นทางการต่อสู้ของสุนทรลูกชาวบ้าน จากแกนนำประท้วงราคายางข้างถนน สู่อดีดบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย และได้รับเลือกตั้งจากชาวสวนยางทั่วโลกเป็นอดีตบอร์ดยางระดับสากล(GPSNR) 2 สมัย 

มีโอกาสได้ประชุมในเวทีระดับสากล ที่ประเทศสิงคโปร์ ฝรั่งเศส และอังกฤษ อีกทั้งยังได้รับโอกาสให้เป็นประธานร่วม(CO-Chairman) ของ GPSNR ในปี 2567

สุนทรจึงร่วมกับภาคีเครือข่าย ช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยาง สิ่งที่ภาคภูมิใจคือการเอาพี่น้องชาวสวนยางชายขอบ หรือชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์และคนกรีดยาง เข้าสู่ระบบ นั่นคือสามารถขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทยได้ เป็น “เกษตรกร”ได้

ในเวทีระดับสากล เมื่อมีข้อกำหนดของ EU ที่เรียกว่า EUDR ไม่รับซื้อยางจากพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า ก็ต่อสู้ด้วยข้อกฎหมายว่า หลังมติ ครม.26 มิถุนายน 2561 ประเทศไทยไม่มีสวนยางที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ยังวัดแปลงไม่แล้วเสร็จ แต่ก็ไม่ใช่ความผิดของชาวสวนยาง รัฐให้สิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินแล้ว

ถ้าผลทางคดีออกมาในทางลบสำหรับมุกดาวรรณ เลื่องสีนิล “สุนทร-กระวี” จึงน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมของพรรคภูมิใจไทย ถ้าตัดกันด้วยดีเบตสู้สุนทรไม่ได้ แต่กระวีเหนือกว่าในแง่ของคนในพื้นที่

น่าสนใจ ‘พิพัฒน์’ คิดอะไรอยู่ ตั้ง ‘สุนทร รักษ์รงค์’ เป็นคณะทำงาน

เป็นประเด็นที่น่าสนใจกับการที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แต่งตั้ง สุนทร รักษ์รงค์ อดีตผู้สมัคร สส. เขต 8 จ.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งปัจจุบันสมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว ให้เป็นคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

สุนทร ก็โพสต์ว่า
“ผมจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเอาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง”

แม้สุนทร รักษ์รงค์ จะยังไม่เปิดตัวชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม เขต 8 หากศาลฎีกาตัดสินให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้ง ‘มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล’ สส. เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ ก็ตาม

แต่สำหรับนายหัวไทร เชื่อว่า เป็นการแต่งตั้งอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่งตั้งในช่วงที่อีก 10 วันศาลอุทธรณ์ นัดอ่านคำพิพากษา สส.มุกดาวรรณ กรณีถูกคณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวหาว่า ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งถ้าศาลเชื่อตามพยานหลักฐานของ กกต. มุกดาวรรณก็จะโดนใบแดง เพิกถอนสิทธิ์การเลือกตั้ง และน่าจะต้องชดใช้ค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ด้วย ซึ่งจะต้องจัดเลือกตั้งใหม่

การแต่งตั้งสุนทรเป็นคณะทำงานของแกนนำภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย จึงมีความหมายยิ่งต่อการเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีฯมีความหมายในแง่ของการคัดสรรตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งการแต่งตั้งสุนทรเป็นคณะทำงานมีหลายนัยยะให้พิจารณา

นัยยะหนึ่งอาจจะเป็นการเสริมทีมทำงานในระดับพื้นที่ให้แข็งแกร่งขึ้น กับเป้าหมายการสู้รบในอนาคต แน่นอนว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้าภูมิใจไทย จะต้องเปิดหน้าชกแบบเต็มพื้นที่ไม่มีถอยให้ใครในสนามเลือกตั้งภาคใต้ กล่าวสำหรับนครศรีฯ การเลือกตั้งปี 2566 ปักธงเมืองคอนได้ถึงสองที่นั่ง เป้าหมายปี 2570 จึงน่าจะไม่น้อยกว่า 5-6 ที่นั่ง 

แม้จะเป็นเป้าหมายที่ยากกับ 10 ที่นั่งของเมืองคอน และเป็นสนามที่ประชาธิปัตย์จะต้องยืนหยัดรักษาเมืองหลวงไว้ให้ได้ จะเห็นได้ว่า ทำไมพลังเมืองนคร ของเจ้ต้อย -กนกพร เดชเดโช ที่มีแทน-ชัยชนะ เดชเดโช ลูกชายอยู่เบื้องหลังถึงไม่สู้ศึกชิงประธานสภา อบจ.นครศรีฯ เพราะเขาต้องการเปิดทางให้ ‘น้ำ-วาริน ชิณวงศ์’ นายกฯอบจ.ได้ทำงานเต็มที่ ไม่มีใครขัดใครขวาง ถ้าสำเร็จก็โชคดีไป แต่พลังเมืองนครประเมินว่า นโยบายที่แถลงไว้ ยากจะทำได้ เช่น ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาน้ำท่วมเมือง เป็นต้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เป้าหมายของการเมืองกลุ่มนี้จึงมุ่งไปที่การเลือกตั้งใหญ่ สส.มากกว่า แล้วอนาคตค่อยมาหยิบเอาแบบง่ายๆในสนาม อบจ.บนความล้มเหลวในการจัดการของ ‘น้ำ-วาริณ’

เมื่อภูมิใจไทย มีเป้าหมายใหญ่ จึงต้องมีคณะทำงานที่เข้มแข็ง แข็งแกร่ง ‘พิพัฒน์’ ก็คงจะมองเห็นศักยภาพของสุนทร จึงหยิบมาใช้งาน น่าจะใช้งานในเชิงการร่างนโยบายด้านการเกษตรของภาคใต้ เช่น นโยบายยางพารา นโยบายปาล์มน้ำมัน เป็นต้น

โดยพิพัฒน์น่าจะเล็งไปสู่สนามเลือกตั้งใหญ่มากกว่า แค่เลือกซ่อมให้เป็นเรื่องของคนในพื้นที่จัดการกันไป ตัวเลือกสำหรับภูมิใจไทยก็มีอยู่ไม่น้อย กลั่น และกรองออกมาได้ สจ.กระวี หวานแก้ว ผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย เช่น การผลักดันเขาศูนย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวการผลักดันแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้วยการนำน้ำจากเขื่อนกระทูน มาใช้งานช่วยเหลือเกษตรกร แม้เวลานี้เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด ก็ทำหน้าที่ชงข้อมูลให้ สว.ณัฐกิตติ์ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ (แล้ง) ในโซน อ.ฉวาง อย่างเป็นเนื้อเป็นหนัง

สุนทรเองก็มีความเหมาะสมยิ่งกับการลงสมัคร สส.จะในนามพรรคไหนก็แล้วแต่ เขตไหนก็ได้ หรือลงบัญชีรายชื่อก็ไม่แปลก เพราะเป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีเครือข่ายมาก

สุนทร จากนักศึกษากิจกรรม มาสู่นักเคลื่อนไหวทางการเมือง กับบทบาทหน้าที่ในการดูแลชาวสวนยาง ชาวสวนปาล์ม

แต่สนามเลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯสำหรับพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะส่งใครลงสมัครเป้าหมายคือต้องชนะ รักษาฐานเดิมไว้ให้ได้

โดยสรุปว่า สำหรับพรรคภูมิใจไทยแล้ว มีสองคนนี้เหมาะสมที่สุดในการได้รับโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งรับเลือกตั้งซ่อม เขต 8 นครศรีฯ คนที่คลุกคลีกับชาวบ้าน ลุยอยู่กับพื้นที่ควรได้รับโอกาสนั้น

ความมุ่งมั่น ตั้งใจ อยู่กับมัน ทำให้มันเกิด คือเป้าหมายการต่อสู้ในสนามการเมืองที่ดุเดือด เข้มข้น

เปิด 4 ตัวเลือกพรรคภูมิใจไทย สนามเลือกตั้งเขต 8 นครศรีฯ ศึกนี้!! ไม่มีใครหลีกใคร ‘สจ.กระวี-สุนทร’ ตัวเต็ง ตัวตึง

(16 มี.ค. 68) ถ้าผลการตัดสินของศาลอุทธรณ์ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ออกมาในทางลบ คดีใบแดงของ “มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล” สส.เขต 8 นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย สนามเลือกตั้งนี้จะเป็นสนามเลือกตั้งที่สู้กันดุเดือด ไม่มีใครยอมใครในพรรคร่วมรัฐบาล

คำว่า “ให้เกียรติ์“ เจ้าของพื้นที่เดิม (เขต 8 ประกอบด้วย อ.ฉวาง นาบอน ช้างกลาง และพิปูน)
คงจะไม่ได้ยินแน่นอน เพราะจะเป็นสนามวัดดวง ชี้อนาคตทางการเมืองในภาคใต้ในอนาคต และทุกพรรคจะระดมระดับแกนนำของพรรคลงลุยเต็มอัตราศึกแน่นอน

พรรคประชาธิปัตย์วันนี้ยืนยันจากปากของ ”ชินวรณ์ บุณยะเกียรติ์“เองว่า จะย้ายกลับมาลงสมัครเขต 8 ทวงคืนแชมป์ด้วยตัวเอง ซึ่งตรงกับ ”แทน-ชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ก็ยืนยันว่า ส่งพี่ชินลง

พรรคกล้าธรรม “บิ๊กโอ” สจ.ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ฐานะหนึ่งคือลูกเจยของชินวรณ์ ที่ช่วงหลังใกล้ชิดกับ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ รอ.ธรรมนัส ก็สนับสนุนบิ๊กโอเต็มที่ด้วยบุคคลิก และอะไรที่เข้ากันได้ดี เมื่อจังหวะ และโอกาสมาถึงบิ๊กโอ จึงขอลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกล้าธรรม

บิ๊กโอ ตั้งใจจะลงสมัคร สส.ตั้งแต่คราวที่แล้ว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่การจัดสรรคนไม่ลงตัว เมื่อบุณยเกียรติ์ ลงสมัครถึงสองเขต ทำให้บิ๊กโอพลาดโอกาสนั้นไป ทั้งๆที่ลาออกจาก ส.อบจ.มานั่งรออยู่แล้ว 

สนามเลือกตั้งเขต 8 จะเป็นสนามแรกของพรรคกล้าธรรมในการกรุยศึกเลือกตั้ง เพราะเป็นพรรคใหม่ที่มี สส.จากพรรคพลังประชารัฐย้ายมาสังกัดถึง 23 คน และมี สส.เดิมที่ย้ายมาเช่นกันอีก 1 คน

สนามเลือกตั้งเขต 8 จึงเป็นสนามพิสูจน์ฝีมือ เพื่อเดินหน้าลุยสำหรับการเลือกตั้งปี 70 และสนามเลือกตั้งภาคใต้น่าจะเป็นสนามหลักที่พรรคกล้าธรรม จะเข้ามาหวังเสียบแทนพรรคเก่าที่ค่อยๆอ่อนแอลง โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ 12 ที่นั่ง น่าสนใจยิ่งเมื่อ “วันนอร์-วันมูหะหมัดนอร์ มะทา” ประกาศวางมือทางการเมืองกับวัยที่เริ่มโรยรา

พรรครวมไทยสร้างชาติ ยังพอมีพลังในการสู้สึกกับผลงานของสองขุนพล “พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค” รมว.พลังงาน และ “ขิง-เอกนัฐ พร้อมพันธ์” รมว.อุตสาหะกรรม ที่จับมือกันสร้างผลงาน สู้กับทุนพลังงาน รื้อโครงสร้างพลังงานใหม่ ถ้าผลงานผ่าน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน ภาคขนส่งลงไปได้มาก สามารถแปรมาเป็นคะแนนเสียงได้

เมื่อสนามเขต 8 ว่างลง ก็ต้องไม่พลาด เล็งไปที่ ดร.คมเดช มัชฌิมวงค์ ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 7 ทุ่งใหญ่ ในนามพรรคพลังประชารัฐ สนใจว่าย้ายมาลงเขตนี้ เนื่องจากเป็นคนพิปูน เคยเป็นนายกฯอบต.อยู่ที่พิปูน และสนใจพรรครวมไทยสร้างชาติด้วย ช่วงหลังเห็นภาพทางโซเขี่ยล ลงพื้นที่ถี่ยิบ

พรรคประชาชน กรรมการบริหารพรรคประชาชน มีมติให้ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง ลงสมัครรับเขตเลือกตั้งที่ 8 จ.นครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาชนไปแล้ว แต่โอกาสของพรรคประชาชนสำหรับพื้นที่ภาคใต้ น่าจะยังยากอยู่ เว้นแต่จะมีผู้สมัครที่โดดเด่นจริงๆ คนยังติดภาพกับการแก้ ม.112 อันเกี่ยวโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์

น่าสนใจคือพรรคภูมิใจไทย เจ้าของพื้นที่เดิมจะหยิบใครมาลงสมัคร ที่ใช้คำว่าหยิบ เพราะมีตัวเลือกให้พิจารณาไม่น้อยกว่า 4 คน คนแรกคือ “ไสว เลื่องสีนิล” สามีของ สส.มุกนั้นเอง ที่ผ่านมาก็ทำงานพื้นที่ให้ สส.มุกอยู่ อยู่ที่พรรคว่าจะยังเลือกสกุล “เลื่องสีนิล”ให้ลงสมัครอีกหรือไม่กับตัวเลือกใหม่ ตัวเลือกใหม่ เช่น สุนทร รักษ์รงค์ ที่คราวที่แล้วได้มาอันดับ 2 พ่ายให้กับ สส.มุก เพียงไม่กี่คะแนน ซึ่งสุนทร น่าจะมีคะแนนเป็นกอบเป็นกำในแวดวงชาวสวนยาง ที่สุนทรทำงานคลุกคลีกับชาวสวนยางมานาน

อีกตัวเลือกหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย และถือเป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าให้การสนับสนุน สจ.กระวี หวานแก้ว ที่เคยลงสมัคร สส.พรรคภูมิใจไทย เขต 5. นครศรีธรรมราช 

มี อ.พิปูน อ.ฉวาง อ.ถ้ำพรรณรา อ.ทุ่งใหญ่ (ปี 2562) แต่ครั้งนั้น สจ.กระวี ยังสอบไม่ผ่าน เพราะยังใหม่กับการเมืองอยู่มาก

สจ.กระวี ปัจจุบันเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว สว.ณัฐกิตติ์ หนูรอด สว.นครศรีฯถือเป็นรุ่นใหม่ของพรรคภูมิใจไทย เป็นเด็กนักเรียนนอก 

จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแห่งรัฐ นิวเซาท์เวลส์(UNSW) มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เกิดที่ ต.กะเปียด อ.ฉวาง ผลงานวิจัยเชิงวิชาการมากมาย จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต อิเล็กทรอนิคส์ ศรีปทุม ปริญญาตรี รัฐศาสตร์บัณฑิตรามคำแหง รุ่น 22 เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นครศรีธรรมราช เขต อ.ฉวาง นาน 7 ปี 

ผลงานที่ประจักษ์ และเป็นรูปธรรมมากมาย

ที่มุ่งมั่นมากคือการพัฒนาเขาศูนย์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของ อยู่.ฉวาง

อีกตัวเลือกหนึ่งที่เสนอตัวจะขอลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยเช่นกันคือ นาวาเอกสมเกียรติ์ ทรงสวัสดิ์ ผู้บังคับการหมวดเรือ ศรชล.ภาค 2 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 30 นักเรียนนายเรือ รุ่น 87 จบปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ รุ่น 30 จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆมากมาย แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการทหาร ส่วนประสบการณ์ และงานการเมืองยังถือว่าน้อย แม้จะเคยทำงานอยู่ในพื้นที่นครศรีฯก็ตาม

ถ้าพิจารณาจากโปรไฟล์ของ 4 คนของพรรคภูมิใจไทยแล้ว “สจ.กระวี -สุนทร” น่าสนใจมากที่สุด โดยพิจารณาคู่แข่งร่วมด้วย อีกสิบวันก็จะรู้แล้วว่า อนาคตของ สส.มุกดาวรรณ จะบวกหรือลบ แต่ขออนุญาตรีวิวให้เห็นภาพของการแข่งขันให้เห็นคร่าวๆ ขอจริงรอสนามเปิดครับ

คนร้ายถล่มที่ว่าการ อ.สุไหงโกลก สะท้อนความเพ้อเจ้อของ ‘ทักษิณ’ “เหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้จะสงบในสองปี”

เหตุการณ์คนร้ายนับ 10 คน บุกยิงถล่มป้อม อส.อำเภอสุไหงโกลก จ.นราธิวาส พร้อมปาระเบิด จนเกิดการยิงปะทะกันเป็นเหตุให้ อส.สังเวยชีวิตไป 2 นาย เป็นภาพสะท้อนความเพ้อเจ้อของ 'ทักษิณ' เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังทักษิณลงไปเยือนพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และเชื่อมั่นว่า จะแก้ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ได้ในสองปี และปี 68 จะเริ่มเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ปี 69 จบ

เพ้อเจ้อ กับคำกล่าวของ 'ทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าจะได้รับความร่วมมือจากทางการมาเลเซีย และถ้าพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือ เป็นการกล่าวที่ไม่มีรายละเอียดของแผนการว่าจะทำอะไร อย่างไร แค่พูดลอย ๆ

แต่เป็นคำกล่าวที่ทำให้ 'ภูมิธรรม เวชยชัย' รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม หลงคารมเชื่อไปแล้วว่า ในสองปี เหตุการณ์ไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะสำเร็จเสร็จสรรพกับการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ไม่กี่ชั่วโมงกับความเพียรพยายามแก้ปัญหามานาน ผ่านมาหลายรัฐบาล รวมถึงรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รากเหง้าของไทยรักไทย

การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาประธานอาเซียน ที่ว่าการแก้ไขปัญหาไฟใต้มองเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ และจะให้จบในปี 2569 เป็นแค่คำคุยโวโอ้อวดเท่านั้น เพราะยังหาความชัดเจนอันใดมิได้ ยังไม่นับคำขอโทษที่ว่างเปล่าไร้ความหมาย ขาดความจริงใจ 

ในกรณีตากใบ ได้แค่คำว่า “ขออภัย” ถ้าทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ในขณะที่ชาวตากใบต้องการ “คำขอโทษ”อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เกิดจากการสัมภาษณ์ ซักไซด์ไล่เลียง

การลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของทักษิณ 'พรรคประชาชาติ' ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นพรรคสาขาของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นที่รับรู้กันดีว่า ทริปทักษิณล่องชายแดนใต้ครั้งนี้  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาชาติ และ  นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร อดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติ เป็นผู้วางโปรแกรมออนทัวร์ โดยทุกจุดที่ทักษิณไปเยือนนั้นเป็นฐานเสียงของพรรคประชาชาติ และล้วนแต่มีหัวคะแนนของ 'วันนอร์ – ทวี' มาต้อนรับร่วมกับภาคส่วนราชการ

เริ่มจากไปพบปะพี่น้องชาวไทยพุทธที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ก่อนจะไปกล่าวคำขออภัยต่อชาวมุสลิม ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส, อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และ อ.เมืองยะลา จ.ยะลา และสุดท้ายมาจบที่บ้านศรียะลา ของ 'วันนอร์' ซึ่งวันนอร์ ยกมือไหว้ต้อนรับอย่างนอบน้อมในฐานะเจ้าบ้าน ส่วนทักษิณ ไม่ได้ยกมือไว้รับ แต่เอื้อมมือสองข้างไปโอบไหล่แบบเอ็นดูสงสาร เหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูสงสารเด็ก ก่อนบินกลับกรุงเทพฯ

ไฮไลต์ทริปลงพื้นที่ 3 ชายแดนใต้ นราธิวาส, ปัตตานี และยะลา ในหนึ่งนั้น เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568 ของทักษิณ ในรอบ 20 ปี จึงมีจุดโฟกัส 3 เรื่องใหญ่ คือ

หนึ่งการขีดเส้นจบปัญหาชายแดนใต้ในปี 2569 แต่ยังไม่มีแผนการอะไรว่าจะจบแบบไหน อย่างไร

สอง คำขออภัยของทักษิณ ต่อความผิดพลาด ที่สะท้อนถึงความไม่จริงใจและไร้ความหมาย

และสาม อนาคตข้างหน้าของพรรคประชาชาติ จะรุ่งหรือร่วง หลังการโหนทักษิณ รวมถึงภาพวันนอร์ ไหว้สวยรับทักษิณขณะเยือนบ้านใหญ่ศรียะลา ซึ่งใคร ๆ ก็มองว่าไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ต้องไม่ลืมว่า ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ เกิดจากทักษิณ ที่รับรู้ข้อมูลไม่รอบด้าน และตัดสินใจผิดพลาดในเชิงนโยบายรับรู้ข้อมูลว่า ขบวนการโจรใต้แบ่งแยกดินแดน แค่ 'โจรกระจอก' และมีไม่เกิน 20 คน เป็นคนที่ไม่มีอุดมการณ์อะไร เป็นโจรก่ออาชญากรรมธรรมดา อันนำมาสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ผิดพลาด คือสั่งยุบ 'ศอ.บต.' ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานพิเศษจัดตั้งขึ้นสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐ เป้าหมายทำหน้าที่การพัฒนา และงานจิตวิทยามวลชน และยุบ พ.ต.ท.43 (กองกำลังผสมพลเรือน ทหาร ตำรวจ) อันเป็นหน่วยงานรักษาความสงบเรียบร้อย

การตัดใจที่ผิดพลาดยังนำมาสู่การบุกเข้าไปปล้นปืนของทางราชการทหาร ในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) เมื่อเช้ามืดของวันที่ 4 มกราคม 2547 อันเป็นปฐมบทของเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

จากนั้นมายังมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นมากมายเป็นรายวัน รวมถึงเหตุการณ์บุกมัสยิดกรือเซาะ และจบลงด้วยการล้อมปราบ เกิดการสูญเสียมากมาย เป็นบาดแผลของสังคม ยังมีเหตุการณ์สลายการชุมนุมปิดล้อมโรงพักตากใบ กดดันให้ปล่อยตัว 4 ผู้ต้องหาครอบครองอาวุธปืนของทางการ และจบลงด้วยการล้อมปราบเช่นกัน แต่ไปหนักตรงตอนขนย้ายผู้ถูกควบคุมตัวไปไว้ในค่ายทหาร เป็นการขนย้ายด้วยรถยีเอ็มซี ที่อัดแน่น สุดท้ายเหยียบกันตาย ขาดอากาศหายใจเสียชีวิตไปร่วม 80 คน

20 ปีกับขวัญร้ายของผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องสูญเสียมากมาย สูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน เลือดเนื้อ และสูญเสียโอกาสอีกมากมาย ทหาร ตำรวจ ก็สูญเสียไม่น้อย ผู้ที่เปราะบาง อ่อนแอกว่าก็ตกเป็นเหยื่อ 20 ปีภาครัฐใช้งบประมาณไปแล้วประมาณ 3 แสนล้าน ถ้าไม่มีเหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้ งบสามแสนล้าน นำไปใช้ในการพัฒนาอื่นๆ ได้อีกมากมาย

ถ้าพิจารณากันตามข้อเท็จจริง ยังไม่เห็นวี่แววอะไรว่า เหตุการณ์ร้ายในสามจังหวัดชายแดนใต้จะจบลงในสองปี กรรมการเจรจาก็ยังไม่มี มาเลเซียจะยื่นมือมาช่วยอะไรได้ แค่ปัญหาคนสองสัญชาติข้ามแดนไปมา ก็ยังแก้ไม่ได้ เพราะเขาข้ามไปทำมาหากิน หรือเยี่ยมญาติ แต่อาจจะมีกลุ่มคนร้ายแอบแฝงเข้าไป ถามว่าที่ผ่านมามาเลเซียไม่ให้ความร่วมมือเหลอ ก็ร่วมมือกันมาตลอด แต่ปัญหาก็ยังดำรงอยู่

ยุทธศาสตร์ และยุทธวิธีของบีอาร์เอ็น ที่ใช้ยุทธวิธีแบบสงครามกองโจร ยังเหนือกว่า หน่วยงานความมั่นคงของไทยเรามากนัก การตั้งโต๊ะเจรจาบีอาร์เอ็นก็มีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า ถามว่า เราเจรจากันมากี่รอบ กี่ครั้งแล้ว แต่ปัญหาก็ยังดำรงอยู่ และเดินหน้าต่อไป ไทยเราก็มีเพียงคำปลอบประโลมใจ สถานการณ์ดีขึ้น สถิติการเกิดเหตุการณ์ร้ายลดลง แต่ทางหน่วยงานความมั่นคงพูดอย่างนี้มาสิบกว่าปีแล้ว

คำพูดของทักษิณก็เพ้อเจ้อไปเรื่อย ถ้าแค่ลงไปพูดแค่นั้นแล้วเหตุการณ์จะจบลง เขาทำกันไปนานแล้ว ถามว่า ทางการเราเคยได้พบปะพูดคุยกับตัวแทนที่แท้จริงของบีอาร์เอ็นบ้างแล้วยัง พบที่ไหน พบเมื่อไหร่ พูดคุยกันเรื่องอะไร ผลการพูดคุยเป็นอย่างไร ใครตอบได้บ้าง…ไม่มี

อย่าไปหลงคารมของทักษิณ การไปครั้งนี้อาจจะทำให้เป็นจุดจบของพรรคประชาชาติก็ได้กับการ “ยกมือไหว้อดีตนักโทษโกงชาติ โกงแผ่นดินอย่างนอบน้อม” ที่พี่น้องในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนใหญ่รับไม่ได้ “ไม่ให้เกียรติ ไม่ยกมือไหว้ ไม่สังคมด้วยกับคนเลว” พล.อ.เปรม เคยสอนพวกเราไว้

‘เถ้าแก่หลี’ ประเดิมช่วยครอบครัว 4 ผู้พิการสิงหนคร มอบ!! แพมเพิร์ม เงินสด มูลค่า 40,000 บาท

เมื่อช่วงเช้าวันที่ 8 มีนาคม 2568 น.ส.ชัชฎาภรณ์ ยิ้มแก้วชึ่งเป็นภรรยานายเฉลิมชัย ครุอำโพธิ์ (เถ้าแก่หลี) เศรษฐีผู้ใจบุญแห่ง อ.สิงหนคร จ.สงขลา ได้เป็นตัวแทนของเถ้าแก่หลีนำสิ่งของ(แพมเพิร์ส)จำนวน 100โหลคิดเป็นเงิน 32,000 บาทพร้อมด้วยเงินสดอีก10,000บาทมามอบให้กับครอบครัวผู้เปราะบาง(พิการทั้งครอบครัว 4 คน ชึ่งครอบครัวดังกล่าวตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และเยี่ยมเยียนให้กำลังใจครอบครัวกลุ่มเปราะบางและผู้พิการ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ได้แก่ 1. นางปวีณา พรหมสถิตย์ อายุ 63 ปี 2. นายชัยยันต์ พรหมสถิตย์ อายุ 61 ปี 3. นายดำรงค์เดช พรหมสถิตย์ อายุ 36 ปี 4. นายนัทพงค์ พรหมสถิตย์ อายุ 29 ปี ซึ่งดำรงชีวิตด้วยเงินสวัสดิการจากภาครัฐ อาทิ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท เบี้ยยังชีพคนพิการเดือนละ 800 บาท และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดือนละ 300 บาท อีกทั้งได้รับความช่วยเหลือจากชุมชน และมีรายได้เสริมจากการรับจ้างทำงานเล็กๆ น้อยๆ

โดยนส.ชัชฎาภรณ์ได้พูดถึงการลงมาในครั้งว่าได้ทราบข่าวจากคุณพงค์ศักดิ์ มากสุวรรณ ชึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารมะม่วงเบาคาเฟ่ ในอำเภอสิงหนคร ช่วยเป็นสะพานบุญในการบริจาคในครั้งนี้ด้วยการแจ้งข่าวพบผู้เปราะบางอยู่ในบ้านเดียวกันถึง 4 คน เมื่อเถ้าแก่หลีทราบเรื่องจึงยื่นมือเข้ามาให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นก่อน แต่หากเดือดร้อนอะไรอย่างไรก็ขอให้แจ้งมายินดี และพร้อมให้ความช่วยเหลือ และอยากฝากถึงผู้ที่มีจิตศรัษธาที่มีกำลังทรัพย์อยากจะบริจาคถ้าเป็นสิ่งของก็สามารถบริจาคฝากไว้ที่ร้านอาหารมะม่วงเบาที่สิงหนครก็ได้หรือถ้าเป็นเงินก็สามารถบริจาคผ่านบัญชี9270437183กรุงไทย นายดำรงค์เดช พรหมสถิตย์ได้เลย นส.ชัชฎาภรณ์กล่าว

นับเป็นการยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้เปราะบางโดยภาคเอกชน แต่สำหรับภาคราชการ นายอำเภอ ได้นำเจ้าหน้าที่เทศบาลเมืองสิงหนคร เข้าไปเยี่ยมให้กำลังใจแล้ว หลังทราบข่าว แต่ยังไม่เห็นมาตรการช่วยเหลือว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ช่วยอะไรได้หรือไม่ เช่นเดียวกัน ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสงขลา ก็ได้เดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจแล้ว พร้อมควักเงินส่วนตัว 3000 บาทช่วยเหลือไปก่อน แต่มาตรการภาครัฐ ยังไม่เห็นว่าจะดำเนินการอย่างไร

ต้องขอขอบคุณพงค์ศักดิ์ มากสุวรรณ เจ้าของร้านมะม่วงเบาคาเฟ่ สิงหนคร ที่พบเห็นแล้วไม่มองผ่าน แจ้งประสานไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้เข้ามาใส่ใจดูแล ง่ายๆ คือไม่นิ่งดูดาย ขอบคุณเถ้าแก่หลีผู้มากบุญ มากด้วยน้ำใจยื่นมือเข้ามาช่วยคนบ้านเดียวกัน

ถ้า ‘สส.มุก’ โดนใบแดง เลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯ ดุเดือดแน่ แม้ปี่กลองยังไม่เชิดเลย แต่บางพรรคก็เริ่มร่ายรำแล้ว

ศาลอุทธรณ์ยังไม่ตัดสินคดี 'มุกดาวรรณ เลื่องสีนิล' สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคภูมิใจไทย ที่ถูกร้องเรียนเรื่องทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยศาลนัดอ่านคำพิพากษาวันที่ 26 มีนาคมนี้ แต่ปรากฏเห็นการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองคึกคัก เตรียมส่งคนลงสมัครเลือกตั้งซ่อมกันแล้ว

ปี่กลองยังไม่เชิดเลย แต่บางพรรคก็ร่ายรำแล้ว ประเดิมด้วยพรรคประชาชน กรรมการบริหารพรรคประชาชน มีมติให้ณัฐกิตต์ อยู่ด้วง เป็นว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในการเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งที่ 8 จ.นครศรีธรรมราช ในนามของพรรคประชาชน

โดยพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 8 จะประกอบไปด้วย อำเภอพิปูน, อ.ฉวาง, อ.นาบอน และอำเภอช้างกลาง

ณัฐกิตต์ฯ กล่าวว่า ตนมีความพร้อมและทุ่มเทความตั้งใจอย่างเต็มกำลัง จึงขอให้ประชาชนให้โอกาสในการทำงานรับใช้พื้นที่นี้ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าไปพร้อมกัน ตนก็เป็นลูกหลานของพ่อแม่พี่น้องชาวอำเภอพิปูน ฉวาง ช้างกลาง นาบอน เช่นกัน

พยายามค้นหาโปรไฟล์ของณัฐกิตต์ฯในระบบออนไลน์ (กูเกิล) ไม่ว่ากันนะ แทนจะไม่พบเลย จึงไม่อาจจะสาธยายสรรพคุณได้

สำหรับพรรคภูมิใจไทย เจ้าของพื้นที่ยังสงบนิ่งอยู่ คงรอให้ศาลตัดสินก่อนในวันที่ 26 มีนาคม แต่ในระดับพื้นที่เข้าใจว่าคงจะมีการเตรียมการอยู่บ้างแล้ว อย่าง 'เลื่องสีนิล' แน่นอนว่าน่าจะเสนอทายาทให้พรรคพิจารณา อาจจะเป็นสามี หรือหลานของ สส.มุกดาวรรณ ก็เป็นได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพรรคว่าจะเอาสายเดิม หรือเปลี่ยนสาย ซึ่งถ้าพรรคภูมิใจไทยจะเปลี่ยนสาย ก็มี 'สุนทร รักษ์รงค์' ที่ไปยืนคอยอยู่แล้ว เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว

การเลือกตั้งปี 66 สุนทรลงสมัครในเขต 8 แข่งกับมุกดาวรรณ ในนามพรรคพลังประชารัฐ ได้คะแนนมา 18000 กว่าคะแนน แพ้ให้กับมุกดาวรรณ ถ้ามุกดาวรรณโดนใบแดง สุนทรก็จะเป็นอีกตัวเลือกที่ดีของพรรคภูมิใจไทย

พรรคประชาธิปัตย์คงจะไม่พลาดในการชิงพื้นที่กลับคืนมา อยู่ที่ว่าจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ต้องอยู่ใน 'ตระกุลบุณยะเกียรติ์' แน่นอน จะเป็นชินวรณ์ หรือลูกสาวเท่านั้นเอง แต่แว่วมาว่าชินวรณ์จะลงสมัครเอง

พรรครวมไทยสร้างชาติ ถ้าจะเดินหน้าพรรคต่อก็ไม่ควรพลาดสนามเลือกตั้งนี้ แต่ไม่รู้ว่ามีตัวเลือกของพรรคหรือไม่ แต่ทราบว่า ดร.คมเดช มัชฌิมวงค์ ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง เขต 7 ทุ่งใหญ่ ในนามพรรคพลังประชารัฐ สนใจว่าย้ายมาลงเขตนี้ เนื่องจากเป็นคนพิปูน เคยเป็นนายกฯอบต.อยู่ที่พิปูน แต่จะลงพรรคพลังประชารัฐ หรือย้ายมาพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ต้องติดตามกันต่อไป

แต่ที่น่าสนใจ คือ 'บิ๊กโอ' สจ.ก้องเกียรติ์ เกตุสมบัติ ที่ช่วงหลังใกล้ชิดกับ รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม และ รอ.ธรรมนัส ก็สนับสนุนบิ๊กโอเต็มที่ด้วยบุคลิก และอะไรที่เข้ากันได้ดี เมื่อจังหวะ และโอกาสมาถึงบิ๊กโอ จึงน่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคกล้าธรรม

บิ๊กโอ ตั้งใจจะลงสมัคร สส.ตั้งแต่คราวที่แล้ว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่การจัดสรรคนไม่ลงตัว เมื่อบุณยเกียรติ์ ลงสมัครถึงสองเขต ทำให้บิ๊กโอพลาดโอกาสนั้นไป ทั้ง ๆ ที่ลาออกจาก ส.อบจ.มานั่งรออยู่แล้ว แต่ประเด็นของบิ๊กโอคือ ถ้าลงสมัครรับเลือกตั้งเขตนี้ อาจจะต้องชนกับพ่อตา (ชินวรณ์) หรือน้องเมีย (ปุณสิริ) ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับการตัดสินใจ แต่การเมืองคือการเมือง สามีภรรยาอยู่คนละพรรคกันก็มี เพียงแต่ไม่ได้ลงแข่งกันในเขตเดียวกัน แต่บิ๊กโอ จะต้องแข่งกับพ่อตา หรือน้องเมีย อาจจะยุ่งยากใจอยู่บ้าง

คร่าว ๆ เบื้องต้นสำหรับการเมืองในสนามเลือกตั้งเขต 8 นครศรีธรรมราช แต่ย้ำว่า ศาลยังไม่ตัดสินนะ

เลือกตั้งซ่อมเขต 8 นครศรีฯถ้ามีขึ้นจริง ดุเดือดแน่นอน พรรคการเมืองใหญ่ต้องมารุมกันอยู่ที่นี้ ยังไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทย จะร่วมวงกับเขาด้วยหรือเปล่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top