สวัสดีวันจันทร์ยามเช้าครับ
ในยุคนี้ ก่อนจะแต่งงานกับใคร
นอกจากจะเช็คสถานะทางกฏหมาย
อย่าลืม เช็คบูโร กับ สเตทเม้นย้อยหลัง 6 เดือน ด้วยนะครับ
CPA ผู้ตรวจสอบบัญชีท่านนึงฝากไว้ให้คิด
ในยุคนี้ ก่อนจะแต่งงานกับใคร
นอกจากจะเช็คสถานะทางกฏหมาย
อย่าลืม เช็คบูโร กับ สเตทเม้นย้อยหลัง 6 เดือน ด้วยนะครับ
CPA ผู้ตรวจสอบบัญชีท่านนึงฝากไว้ให้คิด
‘ศิริโชค’ เผยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับคำเตือนจาก Apple โทรศัพท์ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเครื่องมือจารกรรมไซเบอร์รับจ้างระดับสูง
2 พ.ย.2569-นายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง “โทรศัพท์เครื่องเดียว ความลับทั้งชีวิตอาจตกอยู่ในมือคนอื่น!” เนื้อหาระบุว่า ลองนึกภาพว่า มีใครบางคนอ่านข้อความในโทรศัพท์เราได้ ดูรูปถ่าย รู้ว่าเราไปไหน คุยกับใคร หรือแม้แต่แอบเปิดไมโครโฟนฟังเรา โดยที่เราไม่รู้ตัว ที่น่ากลัวคือ เราไม่จำเป็นต้องกดลิงก์หรือเปิดไฟล์อะไรเลย โทรศัพท์ก็อาจถูกเจาะได้!
นี่ไม่ใช่เรื่องในหนังสายลับ แต่เป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่จริง เช่น Pegasus เครื่องมือจารกรรมที่พัฒนาโดยบริษัท NSO Group ของอิสราเอล ซึ่งระบุว่าจำหน่ายให้เฉพาะหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลเท่านั้น
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 29 ตุลาคม หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับคำเตือนจาก Apple ว่าโทรศัพท์ของท่านตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วยเครื่องมือจารกรรมไซเบอร์รับจ้างระดับสูง (Mercenary Spyware) โดย Apple กล่าวถึง Pegasus ไว้ในคำเตือนด้วย
นี่ไม่ใช่คำเตือนทั่วไป แต่เป็นการแจ้งเตือนเฉพาะบุคคลที่ Apple มีความมั่นใจสูงว่าตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแล้ว ส่วนจะเจาะสำเร็จหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมจึงประสาน DigitalReach ให้ตรวจสอบเบื้องต้น ซึ่งยังไม่พบหลักฐานว่าการโจมตีสำเร็จ และจำเป็นต้องประสาน Citizen Lab ของมหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดา เพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับประชาชน?
หากโทรศัพท์ของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านถูกเจาะสำเร็จ คนที่อยู่เบื้องหลังอาจรู้ว่าใครส่งหลักฐานการทุจริต ใครเป็นแหล่งข่าว หรือใครกำลังให้ข้อมูลที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้เปิดเผย คนที่หวังดีต่อบ้านเมือง อาจตกอยู่ในอันตรายเพียงเพราะไว้ใจส่งข้อความหาใครสักคน เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นผู้โจมตี แต่เรื่องนี้ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ โดยเฉพาะประเด็นว่ามีการใช้เครื่องมือของรัฐหรือไม่
ผมอยากฝากเตือน สส. ทุกพรรค รวมถึงประชาชนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสำคัญ ให้ระมัดระวังความปลอดภัยของโทรศัพท์ให้มากขึ้น สมัยก่อน ถ้าใครอยากรู้ความลับเรา เขาต้องส่งคนมาแอบฟัง แต่วันนี้ คนที่แอบฟังเราอาจอยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร โดยที่เราไม่รู้เลยว่า ทุกคำที่พูด ทุกข้อความที่ส่ง มีใครอีกคนกำลังรับรู้ไปพร้อมกัน
ปตท.สผ. และพันธมิตรลงนามสัญญา
เพิ่มศักยภาพการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ เอสเค410บี ลัง เลอบาห์ และบี14
กรุงเทพฯ, 2 พฤศจิกายน 2569 – ปตท.สผ. ร่วมกับ TotalEnergies, KUFPEC และ PETRONAS Carigali เข้าทำสัญญาซื้อขาย Farm-Out Agreements (FOAs) เพื่อลงทุนร่วมกันในแหล่งก๊าซธรรมชาติลัง เลอบาห์ และแหล่งก๊าซธรรมชาติ บี14 นอกชายฝั่งรัฐซาราวัก มาเลเซียตะวันออก เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจในประเทศมาเลเซีย ตามกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ และเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศมาเลเซียในระยะยาว
แหล่งลัง เลอบาห์ เป็นหนึ่งในแหล่งก๊าซธรรมชาติของโครงการมาเลเซีย เอสเค410บี อยู่ห่างจากแหล่งบี14 ประมาณ 14 กิโลเมตร จึงสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานหลักในการพัฒนาแหล่งร่วมกันได้ ขณะนี้ ทั้ง 2 แหล่งอยู่ระหว่างขั้นตอนก่อนการพัฒนา (Pre-development Phase) และคาดว่ามีปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมรวมกันกว่า 6.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. กล่าวว่า “การลงนามในสัญญาครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาแหล่งลัง เลอบาห์ และแหล่งบี14 ร่วมกับกลุ่มผู้ร่วมทุน ผ่านการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติแบบบูรณาการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และเสริมความสำเร็จในการพัฒนาแหล่งมากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระหว่างบุคลากร เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาโครงการในอนาคต ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมของประเทศมาเลเซียอีกด้วย"
การลงนามในสัญญาดังกล่าวจะมีผลสมบูรณ์หลังจากได้รับการอนุมัติจาก Malaysia Petroleum Management (MPM) และมีผลให้กลุ่มผู้ร่วมทุนของทั้ง 2 แหล่งมีสัดส่วนการร่วมทุน ดังนี้ TotalEnergies EP Exploration (Sarawak) Sdn. Bhd. (TotalEnergies) ถือสัดส่วนร้อยละ 30 และเป็นผู้ดำเนินการ (Operator) ปตท.สผ. ร้อยละ 25 บริษัท KUFPEC Malaysia (SK-410B) Limited (KUFPEC) ร้อยละ 25 และบริษัท PETRONAS Carigali Sdn. Bhd. (PCSB) ร้อยละ 20
ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีการลงทุนในประเทศมาเลเซียทั้งระยะการผลิต การพัฒนา และการสำรวจปิโตรเลียม กว่า 11 โครงการ
จีนพิจารณาร่างกฎหมายปราบ 'ทุจริตข้ามพรมแดน' วางกรอบรับมืออย่างเป็นระบบ
ปักกิ่ง, 2 พ.ย. (ซินหัว) -- คณะกรรมการถาวรประจำสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติระดับสูงสุดของจีน เริ่มพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตข้ามพรมแดน ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมการส่งเสริมการจัดตั้งระบบธรรมาภิบาลต่อต้านการทุจริตระดับโลกที่เป็นธรรมและเท่าเทียม โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้รับการเสนอให้พิจารณาเป็นครั้งที่สองในการประชุมของคณะกรรมการฯ ซึ่งจะจัดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงวันศุกร์ (6 พ.ย.) นี้
ร่างกฎหมายข้างต้นขยายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการออกกฎหมาย เสริมหลักการชี้นำการต่อต้านการทุจริตข้ามพรมแดน พร้อมกำหนดให้การดำเนินงานต่อต้านเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้ ตลอดจนเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
ร่างกฎหมายฉบับนี้แบ่งเป็น 6 บท 47 มาตรา พร้อมกำหนดหลักการ ขอบเขต และประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความพยายามปราบปรามการทุจริตข้ามพรมแดน โดยถูกเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาเป็นครั้งแรกในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ซึ่งคณะกรรมการฯ ระบุว่าการจัดทำกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจีนในการวางรากฐานกรอบกฎหมายด้านการต่อต้านการทุจริตที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศให้เป็นระบบและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ที่มา : Xinhua
คุณท้าวผู้ใหญ่ฝ่ายในแห่งราชสำนักสยาม ผู้ดูแล "เมืองลับของสตรี" ให้เป็นระบบอย่างราชการเหมาะสมคู่ควรพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์
ราชสำนักสยามในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แยกออกเป็นฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ฝ่ายหน้าในราชสำนักสยาม หมายถึงเขตพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายชาย เป็นพื้นที่การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นศูนย์กลางการทำงานของเสนาบดี โดยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดในการบริหาร
ส่วนฝ่ายในราชสำนักสยาม หมายถึงพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายหญิง ที่อาศัยและปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นใน (หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า "ข้างใน") ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดสำหรับผู้ชาย ยกเว้นพระมหากษัตริย์และพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์ โดยการบริหารสูงสุดกุมอำนาจโดยพระอัครมเหสี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอิสริยยศสูงสุดในขณะนั้น โดยมีคุณท้าวผู้ใหญ่ 4 ท่านช่วยบริหารจัดการ
ทำเนียบ 4 คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ ในราชสำนักฝ่ายในมีตำแหน่งใดบ้าง ?
1. "ท้าวทรงกันดาล" เสนาบดีคลังแห่งฝ่ายใน ในบรรดาคุณท้าวทั้งหมด ท้าวทรงกันดาลมักเป็นคนที่ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยอย่างที่สุด" เพราะต้องดูแลกุญแจพระคลังฝ่ายในทั้งหมด ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้คือ ท้าวทรงกันดาล (หุ่น ปานหุ่น) "คุณท้าวคลัง" เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 4 มีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิกุล ณ อยุธยา) เป็นพระพี่เลี้ยงที่อภิบาลพระพุทธเจ้าหลวงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักฝ่ายในที่ดำรงตำแหน่งนี้มาถึง 3 รัชกาล ท่านเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ และเคร่งครัดมาก ว่ากันว่าใครจะมาเบิกเงิน เบิกของหลวงไปใช้ ถ้าไม่มีใบสั่งประทับตราถูกต้อง ท่านจะไม่ยอมให้ผ่านเด็ดขาด ผู้ดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลคนสุดท้าย คือ หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ท่านได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากนั้นก็ไม่มีการตั้งสตรีท่านใดในตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" อีก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 ได้รื้อฟื้นธรรมเนียมการตั้งคุณท้าวขึ้นมาอีกครั้ง หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลอยู่แล้ว จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าววรคณานันท์ อัพภันตรปตานี ราชนารีกิจวิจารณ์" ซึ่งเป็นตำแหน่งคุณท้าวนางที่มีศักดินาสูงสุด ที่ศักดินา 3,000 ทำหน้าที่ควบคุมดูแลข้าราชบริพารฝ่ายในทั้งหมดในยุคนั้น
2. "ท้าวศรีสัจจา" มือปราบแห่งฝ่ายใน ท้าวศรีสัจจา คือผู้กุมอำนาจสูงสุดในการใช้กฎหมาย และการลงทัณฑ์ของฝ่ายใน ผ่านเจ้าหน้าที่ "กรมโขลน" (ตำรวจหญิง) มีหน้าที่หลักคือการตรวจจับสิ่งของต้องห้าม เช่น หมากพลู บุหรี่ หรือจดหมายลักลอบจากชายภายนอก รวมถึงการลงโทษนางห้ามหรือนางกำนัลที่ทำผิดระเบียบ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด และความเฮี้ยบในตำแหน่งนี้คือ คือ ท้าวศรีสัจจา (มิ) ที่รู้จักกันในนาม "เจ้าคุณประตูดิน" เป็นข้าราชสำนักฝ่ายในผู้มีอำนาจว่าราชการสิทธิขาดต่างพระเนตรพระกรรณในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สำนักงานของท่านอยู่ใกล้กับประตูดิน ซึ่งประตูดินนี้คือช่องทางที่หนุ่ม ๆ มหาดเล็กมักจะมาแอบมองสาวชาววังจนเกิดเป็นสำนวนว่า “เจ้าชู้ประตูดิน” นั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปของท่านไว้ในคูหาใต้บันไดทางขึ้นพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมานภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยตำแหน่ง “ท้าวศรีสัจจา” มีผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคนสุดท้ายคือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9
3. ท้าวสมศักดิ์ เลขาธิการพระราชวังฝ่ายใน ศักดินา 1,000 มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ หน้าที่หลักคือควบคุมเจ้าพนักงานทั้งปวง ดูแลเครื่องนมัสการ หอพระ ตลอดจนทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ คือเชิญพระราชโองการหรือพระราชกระแสมาถ่ายทอดยังฝ่ายใน ในประวัติศาสตร์ไทยมีสตรีชั้นสูงฝ่ายในที่มีชื่อเสียง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ท้าวสมศักดิ์" อยู่หลายท่าน แต่ท่านที่โดดเด่นในแง่ของบทบาท และอำนาจในพระราชสำนักฝ่ายใน คือ ท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) ท่านถวายตัวเข้ามารับราชการฝ่ายในตั้งแต่อายุ 11 ปี เติบโตจนได้เป็นข้าหลวงคนสนิทที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นผู้จัดการดูแลเครื่องเพชร เครื่องทอง และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งหมด ซึ่งพระพันปีหลวงทรงมีพระราชทรัพย์มหาศาลที่สุดของฝ่ายในยุคนั้น คุณท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) อยู่สนองพระเดชพระคุณเคียงข้างพระองค์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเสด็จประพาสที่ใด หรือแม้กระทั่งในช่วงที่พระพันปีหลวงทรงประชวร และเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่พระราชวังพญาไทจนสวรรคต เรียกได้ว่าเป็น “เงา” ของสมเด็จฯ เลยทีเดียว ท่านเป็นผู้ครองบรรดาศักดิ์ท้าวสมศักดิ์เป็นคนสุดท้าย แม้ว่าในเวลาต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางขึ้นมาแต่ในบรรดารายชื่อคุณท้าวชุดนั้น ไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งท้าวสมศักดิ์
4. ท้าวโสภา (หรือท้าวโสภานิเวศน์) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการอาคารสถานที่ ผู้ถือกุญแจประตูพระราชวังฝ่ายใน มีหน้าที่ดูแลความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของตำหนัก เรือนข้าราชการ และพื้นที่ทั้งหมดในเขตพระราชฐานชั้นใน ควบคุมดูแลระเบียบวินัยของผู้อยู่อาศัย จัดการพื้นที่ส่วนกลาง และดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในวัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ร่วมกับคุณท้าวสมศักดิ์ "คุณท้าวโสภาคนสุดท้ายของประเทศไทย" คือ ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงศ์ กัมปนานนท์) ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าวโสภานิเวศน์" ในปี พ.ศ. 2493 สมัยรัชกาลที่ 9 หลายคนอาจคุ้นตาจากภาพถ่ายเก่าในข่าวพระราชสำนัก ที่มีสุภาพสตรีอาวุโสผมขาวล้วน นั่งรถเข็นหรือยืนเฝ้าฯ รับเสด็จเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ท่านมีอายุยืนยาวมาจนถึง พ.ศ. 2543 สิริอายุ 98 ปี จึงถึงแก่อนิจกรรม
"คุณท้าว" ไม่ใช่เพียง "เจ้าจอม" เท่านั้นที่จะเป็นได้ คนภายนอกมักเข้าใจผิดว่าคุณท้าวคือพระสนมหรือเจ้าจอมในองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลนั้น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ คือข้าราชการหญิง ที่ทำงานบริหารอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นสตรีสูงวัยฝ่ายในที่เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมแห่งรัชกาลก่อน หรือเป็นพระพี่เลี้ยงข้าหลวงเดิม สตรีที่จะขึ้นเป็นคุณท้าวแต่งตั้ง 4 ตำแหน่งนี้ได้ มักจะไม่ใช่ข้าราชสำนักที่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับพระมหากษัตริย์ในรัชกาลนั้นๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหาร ควบคุมกฎระเบียบได้อย่างเป็นกลาง น่าเคารพยำเกรง
สัญลักษณ์แห่งบารมี คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 4 ท่านนี้ มีศักดินาสูงระดับ 1000 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับสตรีในยุคโบราณ เทียบเท่าขุนนางชายตั้งแต่ระดับพระไปจนถึงพระยาบางตำแหน่ง ได้รับพระราชทานเครื่องยศสำคัญคือ "โต๊ะทอง และหีบหมากทองคำ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเกียรติยศสูงสุดในการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท นอกจากนี้ในยุคที่มีเครื่องราชแล้วนั้น คุณท้าวทั้ง 4 มักได้รับพระราชทาน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน)” พร้อมด้วยเหรียญรัตนาภรณ์ ประดับลงยากรอบเพชรแสดงสถานะตามรัชกาลที่รับราชการอยู่ ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับเกียรติยศสูงสุดที่ใช้ประดับเมื่อแต่งกายเต็มยศ
ยุคสิ้นสุดอำนาจบริหารอย่างเป็นรูปธรรมของคุณท้าวทั้ง 4 เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงสร้างการบริหารของราชสำนักเปลี่ยนไปอย่างมาก เขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้มีลักษณะเป็น "เมืองลับของสตรี" ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนดังเดิม รูปแบบข้าราชการเปลี่ยนไปสู่ระบบสากล ทำให้บทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้บริหารสูงสุด หรือกุมกองกำลังอารักขา (กรมโขลน) ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงยุติลงในทางปฏิบัติ
ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกประกาศ "เรื่อง การยกเลิกบรรดาศักดิ์" ปี พ.ศ. 2485 เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบรัฐธรรมนูญที่บุคคลเสมอกันในกฎหมาย ขุนนางฝ่ายหน้า (เช่น เจ้าพระยา, พระยา, หลวง) ต่างคืนบรรดาศักดิ์ ซึ่งส่งผลให้การแต่งตั้งตำแหน่งคุณท้าวฝ่ายในระงับลงไปด้วย แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2493 ได้มีการฟื้นฟูธรรมเนียมราชประเพณีขึ้นมา รัชกาลที่ 9 ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีสำคัญ 4 ท่าน
ท้าววรคณานันท์ฯ (หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล) ตามที่ได้เล่ามาในข้างต้น ซึ่งเดิมท่านมีตำแหน่งคือท้าวทรงกันดาลตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในภายหลังให้ใหญ่กว่าคุณท้าวนางทั่วไป
ท้าววนิดาพิจาริณี (บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) หรือที่มักเรียกกันว่า "หม่อมบาง" ท่านเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยยิกา (ยายทวด) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)
ท้าวพิทักษ์อนงคนิกร (จรูญ ตะละภัฏ) ท่านเคยเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีหน้าที่อันทรงเกียรติสูงสุดคือ การได้เป็นพระพี่เลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์
ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงษ์ กัมปนานนท์) "คุณท้าวคนสุดท้ายของประเทศไทยที่มีชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด" ก่อนจะได้รับสถาปนาเป็นคุณท้าว ท่านมีหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ การเป็นพระพี่เลี้ยงพระครรภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) และเป็นพระพี่เลี้ยงผู้อภิบาลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ช่วงที่ยังประทับอยู่ ณ วังสระปทุม และเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ในวันที 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 มีการสถาปนาคุณท้าวนางท่านสุดท้ายอย่างเป็นทางการ คือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) นับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสตรีท่านใดให้ดำรงตำแหน่งคุณท้าวอีกเลย เมื่อคุณท้าวนางรุ่นสุดท้ายเหล่านั้นทยอยถึงแก่อนิจกรรมไปตามอายุขัย ตำแหน่งโบราณที่มีศักดินา 1000 ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงถือเป็นอันสิ้นสุดลงอย่างถาวร
“ทีมฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นความภาคภูมิใจชองคนปัตตานีทุกคน เป็นพื้นที่ผู้คนมาพบกัน มากกว่าสโมสรฟุตบอล แต่เป็นสัญลักษณ์ ความภาคภูมิใจของคนปัตตานี แฟนบอลหลากหลาย เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม
ไม่ว่าใครเป็นที่ปรึกษา บริหาร ผู้สนับสนุนมีส่วนร่วมกับสโมสร สิ่งสำคัญคือ ทำงานเพื่อประโยชน์ของทีม พัฒนาเยาวชน สร้างโอกาสให้คนในจังหวัด”
กรณีแต่งตั้ง แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ที่มีแฟนบอลบางส่วนไม่เห็นด้วย
ที่มา : https://www.facebook.com/100066536856245/posts/1483856793842202/?rdid=7LpfEc7cSGHq9Gey#
ปฏิวัติประชาชน ต้องให้ชัดว่า ปฏิวัติอย่างไร เพื่อใคร อย่างไร
เมื่อกำนันมะโน เครือแก้ว กำนันตำบลกระบี่น้อยออกมาประกาศขับเคลื่อนมวลชนครั้งใหญ่รถ 1000 คัน เดินทางเข้าเมืองหลวง บุกทำเนียบรัฐบาล ด้วยการประกาศตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน (นปผ.)
ประเด็นนี้มีความสำคัญมากครับ เพราะคำว่า “ปฏิวัติประชาชน” ไม่ใช่เพียงคำขวัญทางการเมือง แต่มีนัยถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองได้ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรนั้นกำหนดเป้าหมายไว้อย่างไร
ผมขอแยกวิเคราะห์เป็น 3 ชั้น คือ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี และเป้าหมายหลังการเคลื่อนไหวประสบความสำเร็จ
1. ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีควรเป็นอย่างไร
ยุทธศาสตร์ (Strategy) คือ ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร และจะพาประเทศไปสู่จุดหมายใด
ยุทธวิธี (Tactics) คือ จะใช้วิธีการใดในการขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมาย
สำหรับแนวร่วมที่ใช้ชื่อว่า ปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน สามารถพิจารณากรอบยุทธศาสตร์ได้ดังนี้
-ยุทธศาสตร์ แนวทางดำเนินการ -สร้างแนวร่วมประชาชน เปิดพื้นที่ให้ประชาชนหลายกลุ่มเข้าร่วม
-สร้างฉันทามติ กำหนดปัญหาและเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน
-ปกป้องผลประโยชน์ชาติ ใช้ข้อมูล หลักฐาน และกลไกตรวจสอบ
ผลักดันการเปลี่ยนแปลง เสนอข้อเรียกร้องและการปฏิรูปผ่านรัฐสภาและกระบวนการตามกฎหมาย
-สร้างกลไกตรวจสอบอำนาจ ส่งเสริมความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน
ส่วนยุทธวิธีที่สอดคล้องกับแนวทางประชาธิปไตย ได้แก่ การรณรงค์สาธารณะ การจัดเวทีรับฟัง การเผยแพร่ข้อมูล การยื่นข้อเสนอ และการชุมนุมโดยสงบ สันติ อหิงสา
สิ่งสำคัญคือต้องมีข้อกำหนดชัดเจนว่าไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ข่มขู่ และไม่ละเมิดสิทธิของประชาชนกลุ่มอื่น
2. เมื่อประชาชนปฏิวัติสำเร็จแล้ว จะดำเนินการอย่างไรต่อ
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด และเป็นจุดที่ผมคิดว่า นปผ. ต้องตอบให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
คำว่า “ปฏิวัติสำเร็จ” ต้องนิยามก่อนว่า สำเร็จในเรื่องใด เพราะมีความหมายได้อย่างน้อย 3 ระดับ
ระดับที่ 1 ปฏิวัติทางความคิด ประชาชนตื่นตัวและตระหนักถึงสิทธิของตน
ประชาชนรวมตัวกันตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
รัฐบาลต้องรับฟังข้อเรียกร้องและแก้ไขปัญหา
เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือการบริหารประเทศ
ระดับนี้ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนระบอบการปกครอง
ระดับที่ 2 เปลี่ยนรัฐบาล
ประชาชนกดดันให้รัฐบาลลาออก รัฐบาลยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลผ่านกลไกรัฐสภา
ประชาชนกำหนดทิศทางรัฐบาลผ่านการเลือกตั้ง
ระดับนี้คือการเปลี่ยนผู้บริหารประเทศ แต่ระบบการปกครองยังคงเดิม
ระดับที่ 3 เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐ
เป็นความหมายที่ลึกกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปสถาบันทางการเมือง หรือการจัดวางกลไกอำนาจรัฐใหม่
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงต้องดำเนินการภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ใช่การใช้กำลังยึดอำนาจหรือจัดตั้งรัฐบาลนอกระบบ
แล้วหลังจากประสบความสำเร็จต้องมีอะไร?
หาก นปผ. ประกาศว่าจะเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชนจริง ควรมีคำตอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
เป้าหมายปลายทาง ต้องการเพียงแก้ปัญหาประชาชน หรือเปลี่ยนรัฐบาล หรือปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ
หลักการทางการเมือง ยืนยันว่าจะรักษาระบอบประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐอย่างไร
กลไกตัดสินใจ ใครเป็นผู้แทนประชาชน ใครมีอำนาจตัดสินใจ และตรวจสอบแกนนำอย่างไร
แผนหลังความสำเร็จ หากรัฐบาลลาออกหรือยุบสภา จะเดินหน้าตามกระบวนการใด
ความรับผิดชอบต่อประเทศ จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง เศรษฐกิจหยุดชะงัก หรือความขัดแย้งรุนแรง
ถ้าไม่มีคำตอบเหล่านี้ การประกาศปฏิวัติอาจเป็นเพียงการระดมพลังทางการเมือง โดยยังไม่มีแผนรองรับผลที่จะเกิดขึ้น
3. ปฏิวัติประชาชน หมายถึงประชาชนล้มรัฐบาลและสถาปนารัฐบาลใหม่หรือไม่?
คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงเช่นนั้นเสมอไป
ในทางรัฐศาสตร์ คำว่า Revolution หรือการปฏิวัติ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระดับรากฐาน ซึ่งอาจรวมถึงการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจและระบอบการปกครอง แต่การเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องเป็นการปฏิวัติในความหมายนี้
ลองแยกให้ชัดเจน
-การประท้วง แสดงความไม่เห็นด้วยหรือเรียกร้องให้แก้ไขปัญหา
-การเคลื่อนไหวภาคประชาชน รวมตัวผลักดันประเด็นสาธารณะ
-การเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนผู้บริหารประเทศตามกลไกการเมือง
การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหรือระบบการเมืองในระดับรากฐาน
-การรัฐประหาร การยึดอำนาจรัฐโดยใช้กำลังนอกกระบวนการปกติ
ในกรณีประเทศไทย มีหลักกฎหมายที่ต้องพิจารณาด้วย
-รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และให้ใช้อำนาจผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ
-รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ห้ามใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 กำหนดความผิดฐานกบฏในกรณีใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง เพื่อเป้าหมายที่ระบุไว้ในมาตรานี้
ดังนั้น การชุมนุม การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออก หรือการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับการยึดอำนาจรัฐด้วยกำลัง ต้องพิจารณาการกระทำและองค์ประกอบกฎหมายเป็นกรณีไป
4. เมื่อนำมาวิเคราะห์กับ นปผ. เมื่ิอกำนันมะโน เครือแก้ว ประกาศจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชนปกป้องแผ่นดิน โดยมีแผนเคลื่อนขบวนรถยนต์ประมาณ 1,000 คัน จากควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เข้ากรุงเทพฯ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569
ข้อเรียกร้องที่มีการรายงาน ได้แก่
แก้ปัญหาราคาน้ำมัน
ปราบปรามยาเสพติด
แก้ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร
โดยมีเป้าหมายเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล
ข้อสังเกต: จากข้อมูลข่าวที่ปรากฏ ยังไม่ควรสรุปว่า นปผ. มีเป้าหมายล้มรัฐบาลหรือสถาปนารัฐบาลใหม่ เพราะข้อเรียกร้องที่เปิดเผยต่อสาธารณะในขณะนี้เป็นเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชน
.
5. คำถามที่ นปผ. ควรตอบต่อสาธารณะ
ผมมองว่ามีคำถามสำคัญ 7 ข้อที่ควรนำไปตั้งเป็นประเด็นสัมภาษณ์แกนนำ
-คำว่า ปฏิวัติประชาชน หมายถึงอะไร เป็นการปฏิวัติทางความคิด หรือปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ?
-เป้าหมายสูงสุดของ นปผ. คืออะไร ต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหา หรือต้องการให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ?
-หากรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง จะดำเนินการอย่างไรต่อ?
-นปผ. มีธรรมนูญหรือข้อบังคับองค์กรหรือไม่ ใครเป็นผู้กำหนดทิศทาง?
-ใครเป็นตัวแทนประชาชนในการตัดสินใจ และแกนนำจะถูกตรวจสอบอย่างไร?
-หากรัฐบาลพ้นจากตำแหน่ง นปผ. มีข้อเสนอเรื่องรัฐบาลชุดต่อไปอย่างไร?
-นปผ. ยืนยันว่าจะเคลื่อนไหวโดยสันติวิธีและยึดมั่นในรัฐธรรมนูญ? ใช่หรือไม่
.
บทสรุปเชิงวิเคราะห์
ผมอยากฝากประเด็นหนึ่งไว้ว่า
การรวมพลังประชาชนเพื่อปกป้องแผ่นดิน กับการปฏิวัติเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ เป็นคนละเรื่องที่ต้องแยกให้ออก หากต้องการแก้ปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหายาเสพติด และราคาสินค้าเกษตร การรวมตัวกดดันรัฐบาลเป็นกิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนที่ทำได้ภายใต้กฎหมาย แต่หากประกาศตัวเป็นขบวนการปฏิวัติประชาชน ก็ต้องตอบให้ได้ว่า ปฏิวัติอะไร? ปฏิวัติเพื่อใคร? ปฏิวัติแล้วจะเปลี่ยนแปลงอะไร?
ใครจะเป็นผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน? และประชาชนจะตรวจสอบอำนาจใหม่ได้อย่างไร?
เพราะการปฏิวัติที่เปลี่ยนเพียงคนถืออำนาจ แต่ไม่เปลี่ยนระบบตรวจสอบอำนาจ อาจไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง
รบ.ยกระดับท่องเที่ยวไทย วางเป้ารายได้ 4 ล้านล้าน ติดท็อป 30โลก
รัฐบาลเดินหน้ายกระดับท่องเที่ยวไทย วางเป้ารายได้ 4 ล้านล้านบาท มุ่งติด 30 อันดับแรกด้านท่องเที่ยวโลก ผลักดันแผนพัฒนาท่าเรือสำราญ-ยอร์ช ขยายตลาดกำลังซื้อสูง พร้อมต่อยอด IMF–World Bank กระจายรายได้สู่ชุมชน
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ (ท.ท.ช.) ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้หารือทิศทางการจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2571–2575) โดยมุ่งเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน พร้อมกำหนดเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวรวมไม่น้อยกว่า 4 ล้านล้านบาท และยกระดับอันดับดัชนีการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยว (TTDI) ของไทยให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลก ตามเป้าหมายของร่างแผนดังกล่าว
นางสาวลลิดากล่าวว่า แนวทางสำคัญของแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับใหม่ คือการยกระดับสินค้าและบริการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางเรือสำราญ (Cruise Tourism) และเรือยอร์ช (Yacht Tourism) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสร้างรายได้สูง แต่ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญและท่าจอดเรือยอร์ชให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำกรอบแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูงในระดับนานาชาติ
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมได้หารือการต่อยอดโอกาสจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2569 โดยนำความสนใจที่ประเทศไทยได้รับจากผู้เข้าร่วมประชุมและนักเดินทางต่างชาติมาต่อยอดด้านการท่องเที่ยวในระยะยาว ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ททท. และภาคเอกชน
ในการส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวที่นำเสนอเอกลักษณ์และเสน่ห์ไทยสู่สายตานานาชาติ รวมถึงเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้กรุงเทพมหานคร เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมขยายตลาดนักท่องเที่ยวทั้งระยะใกล้และระยะไกล โดยตลาดระยะใกล้ให้ความสำคัญกับไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ส่วนตลาดระยะไกลมุ่งส่งเสริมกิจกรรมขนาดใหญ่ การทำงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยว และการขยายความร่วมมือกับสายการบิน เพื่อเพิ่มโอกาสเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยตลอดทั้งปี
นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังมีข้อเสนอให้จัดทำปฏิทินกิจกรรมท่องเที่ยวรายจังหวัดตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมโยงเทศกาล วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมของชุมชนเข้ากับเส้นทางท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ โดยเผยแพร่ข้อมูลหลายภาษาเพื่อให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ พร้อมพิจารณาแนวทางสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวหลายจุดหมายในแต่ละพื้นที่ รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและทัวร์ผลไม้ตามฤดูกาล โดยเฉพาะในจังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเพิ่มโอกาสจำหน่ายผลผลิตและสร้างรายได้โดยตรงให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย และชุมชนท้องถิ่น
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้หารือแนวทางอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางให้แก่นักท่องเที่ยวจากตลาดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะเม็กซิโกและโคลอมเบีย รวมถึงอุซเบกิสถานและเบลารุส โดย ททท. เตรียมเสนอแนวทางพิจารณามาตรการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับทั้ง 4 ประเทศ ต่อคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างประสานการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ E-Visa เพื่อลดระยะเวลาและอุปสรรคในการขอวีซ่า ทั้งนี้ ข้อเสนอดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังไม่มีผลบังคับใช้ พร้อมกันนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจอนุญาตผู้โดยสารขาเข้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อลดระยะเวลารอคอยและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างการบริหารงานท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานและการเตรียมร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569
พร้อมเห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานอนุกรรมการฯ เพื่อเตรียมความพร้อมและประสานการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ภารกิจด้านการท่องเที่ยวดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพการบริหารงานและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน
ส่วนแนวทางการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่ประชุมได้รับทราบผลการรับฟังความคิดเห็นต่อมาตรการดังกล่าว ซึ่งได้รับการตอบรับในทิศทางที่ดี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดและพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและยังไม่ได้เริ่มจัดเก็บ
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ เพื่อให้รายได้จากการท่องเที่ยวกระจายไปถึงทุกภาคส่วน ตั้งแต่สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ผู้ประกอบการรายย่อย เกษตรกร ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง และการเชื่อมโยงกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปี จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ตามทิศทางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 4” นางสาวลลิดากล่าว
อวสาน ๓ นิ้ว เมื่อถูกพรรคกลิ้งกลอกเขาหลอกใช้
รอยแผลในชีวิตก็จำต้องเยียวยาตัวเอง
หากมองย้อนกลับไปช่วง ๕-๖ ปีก่อน ปรากฏการณ์การชู "สามนิ้ว" ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคมการเมืองที่เคยถูกจุดติดขึ้นอย่างหวือหวา ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนก้าวหน้าที่อ้างว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น
.
ทว่าในวันนี้ บทบาทของ "คนสามกีบ" หรือ "เด็กสามนิ้ว" กลับสูญหายไปจากพื้นที่สังคมไทยแทบจะถาวร การชูสามนิ้วอันเคยเป็นสัญลักษณ์ของการแข็งขืน ได้กลายเป็นเพียง “เงาของอดีต” ที่แทบไม่มีใครแลเหลียวอีกต่อไป
สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของแกนนำและการปล่อยให้มวลชนรับผลกรรมไปตามมีตามเกิด เยาวชนจำนวนมากถูกปลุกเร้า โดยเฉพาะการกระทบชิ่งไปยังสถาบันหลักของชาติ นำไปสู่การทะยานขึ้นของคดีความตามมาตรา ๑๑๒ เด็กบริสุทธิ์หลายคนต้องมีมลทินติดตัวในทางคดี เพียงเพราะการถูกชี้นำด้วยวาทกรรมที่เกินจริง
ท้ายที่สุด ภาพความสำเร็จที่เคยสัญญาไว้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง การเคลื่อนไหวบนท้องถนนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านั้น คือการพับเก็บการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การต่อสู้ในสภาของ "พรรคประชาชน” เปลี่ยนทิศทางจากการใช้ "มวลชนสามกีบ" มาเป็นการใช้ "กระบวนการทางสภา" ส่งผลให้ “การชูสามนิ้ว” บนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงในทันที
เด็กสามนิ้ว รวมถึงผู้ใหญ่คิดน้อยในวันนั้น เวลาและประสบการณ์ชีวิตได้บ่มเพาะให้พวกเขามองเห็นความเป็นจริงของโลกการเมืองลึกซึ้งมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับอดีตของตนเองว่า การสูญเสียอนาคต และโอกาสในชีวิตเพื่อแลกกับการเป็น "เบี้ยบนกระดาน” ของนักการเมืองที่กลิ้งกลอกนั้นคุ้มค่าจริงหรือ? ความรู้สึกที่เคยคิดว่าตนเองกำลังกอบกู้สังคม กลายสภาพเป็นความอับอายในสิ่งที่เคยกระทำลงไป กลุ่มคนที่เคยปลุกเร้ากลับขยับบทบาทไปนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้รัฐสภา มีเงินเดือนหลวงกิน ขณะที่มวลชนภาคสนามถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเดียวดาย
ปรากฏการณ์ของ "สามนิ้ว" ในสังคมไทย จึงไม่ใช่เพียงแค่กระแสนิยมที่จางหายไปตามกาลเวลา อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ หากถูกนำไปใช้ผิดทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการกัดเซาะสถาบันหลัก สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด ก็คือ “อดีตสามกีบ” ที่เคยหลงผิดทุกคน
แจ็ค รัสเซล
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร (ในหลวง รัชกาลที่ 10 พระราชอิสริยยศในขณะนั้น) เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
สำหรับการจัดตั้งโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” ซึ่งสร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของทายาท มรว.สุวพรรณ สนิทวงศ์, ธนาคารทหารไทย จำกัด, มูลนิธิเพื่อโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ และศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
โดยเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 โรงพยาบาลก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2530 และเปิดให้บริการประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 เพื่อถวายเป็นราชกุศลเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ
ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2531 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีเปิดโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติอย่างเป็นทางการ โดยในระยะแรกมีเพียง 2 อาคารที่เปิดให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนทั่วไป คือ
1. อาคาร มรว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ เปิดให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยฉุกเฉิน ผู้ป่วยนอก และสำนักงานต่างๆ
2. อาคารธนาคารทหารไทย เปิดให้บริการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทุกประเภท
ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2533 โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ จึงถูกรวมเข้าเป็นส่วนราชการหนึ่งซึ่งมีฐานะเทียบเท่าสถาน (ภาควิชา) ของคณะแพทยศาสตร์ เช่นเดียวกับสถานวิทยาศาสตร์พรีคลินิก และสถานวิทยาศาสตร์คลินิก โดยมีภารกิจในการให้บริการวิชาการทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขแก่ประชาชนโดยทั่วไป และเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติภาคคลินิกของคณะแพทยศาสตร์ด้วย