Thursday, 29 October 2026
TheStatesTimes

ลดภาษีน้ำมัน แต่โรงกลั่นยิ่งรวย?! ชำแหละราคาน้ำมันไทยอิงสิงคโปร์ ส่วนต่างดีเซลกับน้ำมันดิบพุ่งจาก 32 เป็น 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐควรกำหนดเพดานราคาแทนใช้เงินกองทุน เปรียบเทียบสงครามราคาน้ำมันปี 65 กับ 69

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้กล่าวว่า…

“การลดภาษีน้ำมัน (ทั้งที่ยังอ้างอิงราคาขายที่สิงคโปร์) = ทำให้โรงกลั่นรวย”

รัฐควรกำหนดเพดานราคาเบนซิน–ดีเซล แทนการใช้เงินกองทุนฯ-ภาษี ที่ถมเท่าไรก็ไม่พอ

เทียบสงครามยูเครนในปี 2565 กับสงครามอิหร่านในปีนี้ 2569

กรณีปี 65 น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94.71 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126.64 เหรียญ ส่วนต่างราว 32 เหรียญ แต่พอมาถึงปี 69 ราคา ณ 22 ตุลา น้ำมันดิบดูไบอยู่ 108.62 ส่วนดีเซลสิงคโปร์พุ่งไป 170.70 ส่วนต่างเพิ่มขึ้นราว 63 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว โรงกลั่นกำไรมหาศาล เพราะไทยเราอิงราคาขายที่สิงคโปร์ ไม่ได้อิงตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบ

ไทยกลั่นน้ำมันดิบวันละ 1 ล้านบาร์เรลเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เป็น City State ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่คือส่งออกจึงต้องทำกลไกให้ราคาขายสูงเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เน้นส่งออก ราคาหน้าปั๊มต้องสูง อย่างโครงการBUDI ของมาเลเซีย ถ้าใช้บัตรประชาชนเติมดีเซลจะได้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ในราคา 16 บาท เท่านั้น ส่วนไทย เราขายในประเทศมาก โครงสร้างราคาควรทำต่างวิธีกัน

แล้วจะแก้ยังไง? ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (เดิมกระทรวงพลังงานแยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 45) เครื่องมือตัวนี้จึงอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ “น้ำมันถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุม” นานแล้วแต่ไม่เคยประกาศอัตราราคาเพราะมติ ครม. ปี 2534 บอกให้เป็นเสรี บัดนี้ควรถึงเวลาประกาศอัตราราคา เบนซินและดีเซลได้แล้ว

การใช้เงินกองทุนหรือภาษีมาอุ้มน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นไทยทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/2321784521694406

ไทยดัน FastPass ดึงทุน!! ลุยใช้เทคโนโลยีพลิกโฉมระบบเงินทุน ลดเวลาขอใบอนุญาต 20-50% เข็นนวัตกรรม AI 8 หน่วยงานรัฐรวมพลังเร่งดึงเงินลงทุน เป้าหมายกระจายทุนแสนล้านสู่ท้องถิ่นเร็วขึ้น

ไทยงัด FastPass ‘ทางด่วนเงินทุน’ ดึงทุนโลกเข้าประเทศ พร้อมนวัตกรรม AI พลิกโฉมทั้งระบบ

ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังไล่กวดไทยในทุกมิติ สิ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจนำเงินมาลงทุน นอกจากเรื่องค่าแรง หรือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีแล้ว สิ่งหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งคือ “ความรวดเร็วในการเดินเอกสาร” ซึ่งเป็น Pain Point ที่มีมายาวนานของระบบราชการไทย

ล่าสุด 8 หน่วยงานรัฐได้เร่งผนึกกำลังแก้ปัญหาคอขวดนี้ โดยเฉพาะการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาทลายทุกกำแพง เพื่อดึงเม็ดเงินเกือบ 7 แสนล้านบาทให้กระจายสู่ท้องถิ่นอย่างเร็วที่สุด

คลิปนี้พาไปดูการแก้เกมของทีมไทย ผ่านกลไก Thailand FastPass และวิธีการทำงานแบบใหม่ของกนอ. ทั้งการร่นระยะเวลาขอใบอนุญาตลง 20-50% และการใช้ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการนิคมฯ แบบครบวงจร ด้วยระบบระดับโลกอย่าง Salesforce เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้นักลงทุนเลือกปักหมุดที่ไทยในระยะยาว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1454468943213576&id=100059514523438&rdid=mbqcOYtBbhKUiVTs#

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรวันเกิด!! ต้อนรับเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรีชมสวนและพิพิธภัณฑ์ โปรโมชั่นสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวไทย เปิดโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมและธรรมชาติครบวงจร

นงนุช เวิลด์ พัทยา จัดโปรเดือนพฤศจิกายน เจ้าของวันเกิดเที่ยวฟรี พาครอบครัวชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน

พัทยา จ.ชลบุรี วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นงนุช เวิลด์ พัทยา (NONGNOOCH WORLD PATTAYA) จัดโปรโมชั่นพิเศษต้อนรับเดือนพฤศจิกายน 2569 ภายใต้แนวคิด “เกิดเดือนพฤศจิกายน สุขไปด้วยกันทั้งครอบครัว” มอบสิทธิ์ให้ผู้ที่เกิดในเดือนพฤศจิกายนเข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และพิเศษยิ่งขึ้น สมาชิกในครอบครัวที่ซื้อบัตรเข้าชมสวนและเดินทางมาพร้อมเจ้าของวันเกิด สามารถเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทุกท่าน ตั้งแต่วันที่ 1–30 พฤศจิกายน 2569

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดเผยว่า การจัดโปรโมชั่นครั้งนี้มุ่งส่งเสริมให้ครอบครัวได้ใช้เวลาท่องเที่ยวร่วมกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสคุณค่าของพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมพระพุทธรูป เหรียญ และวัตถุมงคลเก่าแก่หลากหลายยุคสมัย ถ่ายทอดเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาและมรดกทางวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการสร้างความสนใจและปลูกฝังการเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนผ่านประสบการณ์จริง

นอกจากนี้ นงนุช เวิลด์ พัทยา ยังเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวของครอบครัว มีสวนสวยหลากหลายรูปแบบมากกว่า 70 สวน หุบเขาไดโนเสาร์ที่จัดแสดงไดโนเสาร์จำขนาดเท่าตัวจริงกว่า 1,800 ตัว และเมืองอียิปต์ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและสีสันตระการตา พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย “นงนุชโชว์” และการแสดงช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ ตอบโจทย์ความสนใจของนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัย ภายใต้แนวคิด “More Than a Beautiful Garden. A World for Every Family.”

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่เปิดให้บริการตามปกติ ได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตรและเดินทางมากับครอบครัว รวมถึงผู้พิการ สามารถเข้าชมสวนฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าฟรีทุกวันศุกร์ และผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไปเข้าฟรีตลอดปี สะท้อนความตั้งใจในการเปิดโอกาสให้คนทุกวัยได้สัมผัสความงดงามของธรรมชาติและแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน

ทั้งนี้ โปรโมชั่นวันเกิดเดือนพฤศจิกายนเปิดให้เฉพาะนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาใช้บริการด้วยตนเอง (Walk-in) เพียงแสดงบัตรประชาชนหรือหลักฐานยืนยันเดือนเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร เพื่อรับสิทธิ์ตามเงื่อนไขที่กำหนด นงนุช เวิลด์ พัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

กฟผ. จัดงาน “Thailand Space Expo 2026” !! มหกรรมอวกาศแห่งชาติ 2569 จับมือ GISTDA และพันธมิตรร่วมขับเคลื่อน โชว์ AI ภูมิสารสนเทศและพลังงานสะอาด พร้อมเสริมศักยภาพประเทศในเวทีโลก

กฟผ. เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ 2569 (Thailand Space Expo 2026)

กฟผ. จับมือ GISTDA และพันธมิตร จัดงาน “มหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ” (Thailand Space Expo 2026) โชว์เทคโนโลยี AI ภูมิสารสนเทศ และนวัตกรรมด้านพลังงาน ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม

วันนี้ (28 ตุลาคม 2569) สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานเปิดงานมหกรรมด้านอวกาศแห่งชาติ ประจำปี 2569 หรือ Thailand Space Expo 2026 โดย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นเจ้าภาพร่วม (Co-host) กับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) และพันธมิตร จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2569 ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม กรุงเทพฯ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอวกาศระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง จากนั้นเสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการของ กฟผ. โดยมีนายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง นายบุญมา พูชิน ผู้ช่วยผู้ว่าการก่อสร้างระบบส่ง และผู้บริหาร กฟผ. ร่วมเฝ้ารับเสด็จ ณ บูท กฟผ. No.C03

นายธีรวุฒิ เวทะธรรม รองผู้ว่าการพัฒนาระบบส่ง กฟผ. เผยว่า กฟผ. เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดงาน Thailand Space Expo 2026 เพื่อร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจจากกิจการอวกาศ (New Space Economy) ตามนโยบายของรัฐบาล ยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงาน และผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระดับสากล รวมถึงส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านพลังงาน เกษตรกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

โดยในปีนี้ บูท กฟผ. นำเสนอนิทรรศการภายใต้แนวคิด “Beyond What We See : Empowering Tomorrow” สะท้อนบทบาทและภารกิจ กฟผ. ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ขับเคลื่อนความยั่งยืน และนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ผ่าน 7 โซน ได้แก่ 1.ศักยภาพด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยเพื่อรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ (Thailand’s Electric Power Potential to Support Investment in Large-Scale Projects 2.ENZY Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ ภายใต้ EGAT Smart Energy Solutions 3.การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (EGAT’s Driving the Future of Sustainability: Integrated Solutions for Decarbonization) 4.การใช้ AI ตรวจจับแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้า และดำเนินระบบควบคุมกำลังไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (AI-Powered Solar Intelligence Platform: From Satellite Detection to Solar Generation Analytics) 5.เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน (Orbit for a Greener Future: EGAT Carbon Neutrality) 6.การประมาณค่ามวลชีวภาพเหนือดิน ของพืชพลังงานในจังหวัดลำปาง โดยใช้ดาวเทียม Landsat 8 (Estimation of Above-Ground Biomass for Energy Crops in Lampang Province Using Landsat 8 Satellite) และ 7.การพัฒนาระบบแจ้งเตือนสถานการณ์การเคลื่อนตัวของโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เทคโนโลยี InSAR: กรณีศึกษาอ่างพักน้ำตอนบนโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา (Development of an Early Warning System for Infrastructure Displacement Using InSAR Technology)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top