ลดภาษีน้ำมัน แต่โรงกลั่นยิ่งรวย?! ชำแหละราคาน้ำมันไทยอิงสิงคโปร์ ส่วนต่างดีเซลกับน้ำมันดิบพุ่งจาก 32 เป็น 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐควรกำหนดเพดานราคาแทนใช้เงินกองทุน เปรียบเทียบสงครามราคาน้ำมันปี 65 กับ 69
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวว่า…
“การลดภาษีน้ำมัน (ทั้งที่ยังอ้างอิงราคาขายที่สิงคโปร์) = ทำให้โรงกลั่นรวย”
รัฐควรกำหนดเพดานราคาเบนซิน–ดีเซล แทนการใช้เงินกองทุนฯ-ภาษี ที่ถมเท่าไรก็ไม่พอ
เทียบสงครามยูเครนในปี 2565 กับสงครามอิหร่านในปีนี้ 2569
กรณีปี 65 น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94.71 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126.64 เหรียญ ส่วนต่างราว 32 เหรียญ แต่พอมาถึงปี 69 ราคา ณ 22 ตุลา น้ำมันดิบดูไบอยู่ 108.62 ส่วนดีเซลสิงคโปร์พุ่งไป 170.70 ส่วนต่างเพิ่มขึ้นราว 63 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว โรงกลั่นกำไรมหาศาล เพราะไทยเราอิงราคาขายที่สิงคโปร์ ไม่ได้อิงตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบ
ไทยกลั่นน้ำมันดิบวันละ 1 ล้านบาร์เรลเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เป็น City State ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่คือส่งออกจึงต้องทำกลไกให้ราคาขายสูงเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เน้นส่งออก ราคาหน้าปั๊มต้องสูง อย่างโครงการBUDI ของมาเลเซีย ถ้าใช้บัตรประชาชนเติมดีเซลจะได้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ในราคา 16 บาท เท่านั้น ส่วนไทย เราขายในประเทศมาก โครงสร้างราคาควรทำต่างวิธีกัน
แล้วจะแก้ยังไง? ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (เดิมกระทรวงพลังงานแยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 45) เครื่องมือตัวนี้จึงอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ “น้ำมันถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุม” นานแล้วแต่ไม่เคยประกาศอัตราราคาเพราะมติ ครม. ปี 2534 บอกให้เป็นเสรี บัดนี้ควรถึงเวลาประกาศอัตราราคา เบนซินและดีเซลได้แล้ว
การใช้เงินกองทุนหรือภาษีมาอุ้มน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นไทยทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์











