อวสานม็อบ 3 นิ้ว? บทวิจารณ์การเมืองตั้งคำถาม พรรคการเมืองได้เข้าสภา แต่มวลชนที่เคยลงถนนต้องเผชิญคดีความ ใครรับผิดชอบอนาคตที่สูญเสียไป

อวสาน ๓ นิ้ว เมื่อถูกพรรคกลิ้งกลอกเขาหลอกใช้
รอยแผลในชีวิตก็จำต้องเยียวยาตัวเอง

หากมองย้อนกลับไปช่วง ๕-๖ ปีก่อน ปรากฏการณ์การชู "สามนิ้ว" ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคมการเมืองที่เคยถูกจุดติดขึ้นอย่างหวือหวา ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนก้าวหน้าที่อ้างว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น
.
ทว่าในวันนี้ บทบาทของ "คนสามกีบ" หรือ "เด็กสามนิ้ว" กลับสูญหายไปจากพื้นที่สังคมไทยแทบจะถาวร การชูสามนิ้วอันเคยเป็นสัญลักษณ์ของการแข็งขืน ได้กลายเป็นเพียง “เงาของอดีต” ที่แทบไม่มีใครแลเหลียวอีกต่อไป

สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของแกนนำและการปล่อยให้มวลชนรับผลกรรมไปตามมีตามเกิด เยาวชนจำนวนมากถูกปลุกเร้า โดยเฉพาะการกระทบชิ่งไปยังสถาบันหลักของชาติ นำไปสู่การทะยานขึ้นของคดีความตามมาตรา ๑๑๒ เด็กบริสุทธิ์หลายคนต้องมีมลทินติดตัวในทางคดี เพียงเพราะการถูกชี้นำด้วยวาทกรรมที่เกินจริง

ท้ายที่สุด ภาพความสำเร็จที่เคยสัญญาไว้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง การเคลื่อนไหวบนท้องถนนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านั้น คือการพับเก็บการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การต่อสู้ในสภาของ "พรรคประชาชน” เปลี่ยนทิศทางจากการใช้ "มวลชนสามกีบ" มาเป็นการใช้ "กระบวนการทางสภา" ส่งผลให้ “การชูสามนิ้ว” บนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงในทันที

เด็กสามนิ้ว รวมถึงผู้ใหญ่คิดน้อยในวันนั้น เวลาและประสบการณ์ชีวิตได้บ่มเพาะให้พวกเขามองเห็นความเป็นจริงของโลกการเมืองลึกซึ้งมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับอดีตของตนเองว่า การสูญเสียอนาคต และโอกาสในชีวิตเพื่อแลกกับการเป็น "เบี้ยบนกระดาน” ของนักการเมืองที่กลิ้งกลอกนั้นคุ้มค่าจริงหรือ? ความรู้สึกที่เคยคิดว่าตนเองกำลังกอบกู้สังคม กลายสภาพเป็นความอับอายในสิ่งที่เคยกระทำลงไป กลุ่มคนที่เคยปลุกเร้ากลับขยับบทบาทไปนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้รัฐสภา มีเงินเดือนหลวงกิน ขณะที่มวลชนภาคสนามถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเดียวดาย

ปรากฏการณ์ของ "สามนิ้ว" ในสังคมไทย จึงไม่ใช่เพียงแค่กระแสนิยมที่จางหายไปตามกาลเวลา อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ หากถูกนำไปใช้ผิดทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการกัดเซาะสถาบันหลัก สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด ก็คือ “อดีตสามกีบ” ที่เคยหลงผิดทุกคน

แจ็ค รัสเซล