Monday, 7 September 2026
TheStatesTimes

ตร.ภูเก็ต ชี้พื้นที่ส่วนตัว ไม่ต้องขออนุญาต!! เตรียมกำลัง 50 นาย ดูแลเทศกาลปีใหม่ชาวยิวป่าตอง ย้ำจัดในพื้นที่ส่วนตัวและต้องปฏิบัติตาม เบื้องต้นไม่มีนัดหมายต่อต้าน ตำรวจย้ำผู้ร่วมงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ผู้การภูเก็ต สุดยอด เตรียมกำลัง ตร. 50 นาย ดูแลงานใหญ่ยิวป่าตอง แจงจัดในพื้นที่ส่วนตัวไม่ต้องขออนุญาต

ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยงานเทศกาลปีใหม่ของชาวยิว หลังตัวแทน “ชาบัด ป่าตอง” ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่เข้าดูแลการจัดกิจกรรมจำนวน 2 จุด มีผู้เข้าร่วมรวมประมาณ 1,000 คน

เบื้องต้นตำรวจเตรียมกำลังประมาณ 50 นาย กระจายดูแลความปลอดภัยทั้งภายในบริเวณงานและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงอำนวยความสะดวกด้านการจราจรและเฝ้าระวังเหตุที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

ผู้การฯ ภูเก็ตชี้แจงว่า กิจกรรมจัดขึ้นภายในพื้นที่ส่วนบุคคล จึงไม่เข้าข่ายต้องยื่นขออนุญาตจัดงานในพื้นที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม ผู้จัดได้ประสานตำรวจเพื่อขอกำลังดูแลความปลอดภัยไว้แล้ว

ส่วนกระแสคัดค้านในพื้นที่ จากรายงานด้านการข่าวขณะนี้ยังไม่พบการนัดหมายรวมตัวต่อต้านอย่างเป็นทางการ แต่ตำรวจจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1598904058934219&id=100064439212441&rdid=de44huka6HLo4QQQ#

"ไอ้โม่ง" ปล้นน้ำมันยังไม่ถูกจับ!! ปม “ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน” ยังลอยนวล ไร้ประสิทธิภาพบังคับใช้กฎหมาย สร้างความไม่ไว้วางใจในสังคม ประชาชนหมดศรัทธาในผู้ปกครอง

นาฏกรรมลอยนวล สแกนพฤติกรรมรัฐบาลล้มเหลว เมื่อ “ไอ้โม่ง” ใหญ่กว่ากฎหมาย
น้ำมันจึงหายไปพร้อมกับความไว้วางใจ

นับได้กี่เดือนกันแล้วครับที่ "ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน" ยังคงลอยนวล?
ประเด็นการปล้น และกักตุนน้ำมันลักลอบในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือการสูญเสียมูลค่าทางทรัพยากรธรรมดา เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงบัดนี้ รัฐบาลที่เคยออกมากางตำราประกาศว่าจะ "ลากตัวไอ้โม่ง" เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กลับยังไม่สามารถจับกุมผู้บงการจริงได้แม้แต่รายเดียว

สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงพฤติการณ์ของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้เกิดขึ้นในใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นชัดที่สุดคือ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในการบังคับใช้กฎหมาย

การออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว การตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือการใช้วาทกรรมขู่ฟอด ๆ ว่าจะกวาดล้าง “กลุ่มทุนสีเทา” ที่อยู่เบื้องหลัง กลายเป็นเพียง "ละครฉากใหญ่" เมื่อผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเป็นศูนย์ การที่น้ำมันปริมาณมหาศาลซึ่งต้องใช้ระบบขนส่ง รถบรรทุก เรือ หรือคลังเก็บขนาดใหญ่หายไปและถูกกักตุนได้โดยไร้ร่องรอย สะท้อนว่ารัฐบาลอาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพขั้นวิกฤต หรือไม่ก็หนีไม่พ้นการตั้งใจทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าจนเรื่องเงียบหายไปเอง

สายตาของประชาชนตาดำ ๆ ไม่ต้องเรียนสูงก็สามารถมองทะลุได้ว่า ขบวนการระดับที่สามารถ "ปล้นและกักตุน" น้ำมันได้ ย่อมไม่ใช่ฝีมือของโจรกระจอก แต่ต้องเป็นเครือข่ายอิทธิพลที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์ทางอำนาจ

ไม่ต่างจากการ “ปล้น สว.” หรือ “ปล้นสอบราชการ”
การที่รัฐบาลไม่สามารถเจาะไข่แดงไปถึงตัว "ไอ้โม่ง" ได้ ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่ามีคนของ “ผู้มีอำนาจในรัฐบาล” เข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคอยเป็น “เกราะกำบังพยานหลักฐาน” เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่?
สิ่งที่เราเห็น ๆ กันบ่อยครั้งก็คือ การจับกุมเพียง "ผู้ปฏิบัติการระดับล่าง" แล้วรีบสรุปสำนวนเพื่อปิดคดี โดยไม่มีการขยายผลไปถึงโครงสร้างเส้นทางการเงิน หรือผู้บงการระดับบน ประชาชนจึงเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคิดว่ารัฐบาลกำลังใช้กลยุทธ์ "ตัดตอน" เพื่อปกป้องใครบางคน มากกว่าการกวาดล้างขบวนการอย่างจริงจัง

ความน่ากลัวที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่น้ำมันที่ถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา แต่คือความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถูกปล้นจนหมดหัวใจไปพร้อม ๆ กัน

แจ็ค รัสเซล

8 กันยายน 2482 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ออกประกาศ ให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี กำหนดให้ประชาชนเคารพธงชาติ เน้นความสำคัญของเพลงชาติและเพลงสรรเสริญ

รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ได้ออกประกาศให้คนเคารพธงชาติและเพลงสรรเสริญพระบารมี ชี้ สิ่งเป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพ

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมฉะบับที่ 4 เรื่องการเคารพ ธงชาติ, เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2482 มีเนื้อหาใจความว่า (หัวข้อประกาศและเนื้อหาในประกาศสะกดตามต้นฉบับ)

“ด้วยรัฐบาลได้พิจารณาเห็นว่า ธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นสิ่งสำคัญประจำชาติพึงได้รับการเชิดชูเคารพของชาวไทยทั้งมวล จึงประกาศเป็นรัฐนิยมไว้ดังต่อไปนี้

๑. เมื่อได้เห็นการชักธงชาติขึ้นรือลงจากเสาประจำสถานที่ราชการตามเวลาปกติ หรือได้ยินเสียงแตรเดี่ยวหรือนกหวีดเป่าคำนับหรือให้อาณัติสัญญาณการชักธงชาติขึ้นหรือลง ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๒. เมื่อได้เห็นธงไชยเฉลิมพล ธงเรือรบ ธงประจำกองยุวชนทหาร หรือธงประจำกองลูกเสือ ซึ่งทางการเชิญผ่านมาหรืออยู่กับที่ประจำแถวทหาร หรือหน่วยยุวชน หรือลูกเสือ ให้แสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบ หรือตามประเพณีนิยม

๓. เมื่อได้ยินเพลงชาติ ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในงานพิธีอย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงานหรือที่อยู่ในวงงานนั้นแสดงความเคารพโดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๔. เมื่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่งทางราชการบรรเลงในราชการก็ดี ซึ่งบุคคลบรรเลงในโรงมหรสพหรือในงานสโมสรใด ๆ ก็ดี ให้ผู้ที่ร่วมงาน หรือที่อยู่ในวงงาน หรือในโรงมหรสพนั้นแสดงความเคารพ โดยปฏิบัติตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณีนิยม

๕. เมื่อได้เห็นผู้ใดไม่แสดงความเคารพดังกล่าวในข้อ ๑–๒–๓ และ ๔ นั้น พึงช่วยกันตักเตือนชี้แจงให้เห็นความสำคัญแห่งการเคารพธงชาติ เพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี
ประกาศมา ณ วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๒

ที่มา : https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_952

PEA ก้าวสู่อนาคต!! ครบรอบ 66 ปีแห่งความไว้วางใจ เน้นเทคโนโลยี AI และพลังงานสะอาด ขยายระบบไฟฟ้าครอบคลุมทั่วประเทศ เตรียมพร้อมตลาดไฟฟ้ายุคใหม่อย่างยั่งยืน

PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต

วันที่ 7 กันยายน 2569 นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นประธานการแถลงข่าวเนื่องในโอกาสวันสถาปนาการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ครบรอบ 66 ปี ภายใต้แนวคิด “66 ปี แห่งความไว้วางใจ กฟภ. เติมพลังให้ทุกชีวิต” (66 Years of Trust PEA Powering Every Life) ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยมีคณะผู้บริหาร พนักงาน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน

ตลอด 66 ปี PEA ทำหน้าที่จัดหาและให้บริการไฟฟ้าแก่ประชาชน พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันกำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้ให้บริการพลังงานแห่งอนาคต” ด้วยการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล AI นวัตกรรม และพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับระบบไฟฟ้าและบริการให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน

ยกระดับโครงข่าย รับ Energy Transition

PEA ยกระดับระบบจำหน่ายสู่ Smart Grid และ Grid Modernization เพื่อรองรับ Solar Rooftop รถยนต์ไฟฟ้า (EV) Data Center และพลังงานหมุนเวียน โดยนำ Smart Meter และระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) มาเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงข่าย รวมถึงเตรียมโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Direct PPA และการเชื่อมต่อพลังงานสะอาด

“AI GOES” ยกระดับการทำงานและบริการ

PEA นำ AI มาประยุกต์ใช้ภายใต้แนวคิด “AI GOES” ครอบคลุมการบริหารโครงข่าย การปฏิบัติงาน การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาธุรกิจ และบริการประชาชน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดขั้นตอน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการ

ไฟฟ้าต้องเข้าถึงทุกคน

PEA ขยายระบบไฟฟ้าให้ครอบคลุมครัวเรือนและพื้นที่ทำกิน สนับสนุนคุณภาพชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจ สำหรับพื้นที่ห่างไกลใช้ Solar Energy ร่วมกับ BESS เป็นทางเลือกในการจัดหาไฟฟ้า เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพลังงานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

เตรียมระบบสำหรับตลาดไฟฟ้ายุคใหม่

PEA พัฒนา Energy Trading Platform (ETP) และ TPA Platform เพื่อรองรับการซื้อขายพลังงานสะอาดและการใช้โครงข่ายในรูปแบบใหม่ โดยคำนึงถึงความโปร่งใส เป็นธรรม และประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้า

บริการดิจิทัล สะดวกในทุกขั้นตอน

PEA Smart Plus และ PEA e-Service ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าจัดการบริการได้ง่ายผ่านช่องทางดิจิทัล ตั้งแต่ชำระค่าไฟ ยื่นคำร้อง ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้า รับ e-Bill/e-Receipt การแจ้งเตือน ตลอดจนบริการด้าน Solar Rooftop และยานยนต์ไฟฟ้า

สู่ “Sustainable Energy Utility for ALL”

PEA วางเป้าหมายจาก Digital and Green Grid สู่ Smart Energy Solution และ “Sustainable Energy Utility for ALL” มุ่งสร้างระบบพลังงานที่มั่นคง สะอาด มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม พร้อมสนับสนุนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

66 ปีแห่งความไว้วางใจ คือรากฐานของก้าวต่อไป

PEA จะต่อยอดความไว้วางใจที่ได้รับจากประชาชน ด้วยเทคโนโลยี Smart Grid, AI พลังงานสะอาด และนวัตกรรม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าเป็นมากกว่าความสว่าง แต่เป็นพลังที่สร้างโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิต และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจไทย

66 Years of Trust.
PEA Powering Every Life.

ข่าว/ภาพ: กองสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top