Friday, 4 September 2026
TheStatesTimes

ค่าครองชีพสะท้อนแรงงาน!! ค่าแรงสูงทำให้ค่าครองชีพสูงตาม เปรียบเทียบราคาอาหารจานเดี่ยว 5 ประเทศ เฉพาะไทยมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม ปัจจัยที่ต่างจากค่าแรง เช่น ที่พักและสุขภาพ

สัจธรรมบนโลกใบนี้ อย่ามองเพียงมุมเดียว!!!
ค่าแรงแพง...ค่าครองชีพก็ต้องสูงตามไปด้วย

เมื่อเพจแห่งหนึ่งได้ทำคอนเทนต์เปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงระหว่าง "ไทย" กับประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยพยายาม สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ด้วยชี้ให้เห็นว่าการทำงาน 1 ชั่วโมงในประเทศเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว จึงเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นค่าครองชีพและโครงสร้างค่าเปรียบเทียบ

หากเมื่อเปรียบเทียบประเด็นค่าครองชีพในภาพรวมอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วนโดยละเอียดรอบครอบแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยมีราคาอาหารจานเดียวและค่าครองชีพด้านอาหารที่ถูกที่สุด เมื่อเทียบกับไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา นี่คือภาพรวมการเปรียบเทียบราคา "อาหารราคาประหยัดที่สุด" (เช่น สตรีทฟู้ด อาหารจานเดียวริมทาง หรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ) ของแต่ละประเทศโดยประมาณ ซึ่งพบว่า:
1. ประเทศไทย (ถูกที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 40 - 60 บาท (เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ด้วยมีตัวเลือกอาหารราคาประหยัดเข้าถึงง่ายกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ค่าครองชีพด้านอาหารต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาเกรียบเทียบนี้
.
2. ไต้หวัน ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 60 - 90 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 70 - 100 บาท) (เช่น ข้าวหน้าหมูพะโล้ ไก่ทอด หรือบะหมี่ในตลาดนัดกลางคืน) โดยอาหารตามตลาดโต้รุ่ง (Night Market) มีราคาถูกและหลากหลาย ใกล้เคียงกับไทยในบางเมนู แต่โดยเฉลี่ยสูงกว่า
.
3. ประเทศญี่ปุ่น ราคาอาหารจานเดียว/ข้าวกล่อง: เริ่มต้นประมาณ 400 - 600 เยน (ประมาณ 84 – 125 บาท) สำหรับข้าวกล่อง (Bento) ในร้านสะดวกซื้อ หรือ 800 - 1,000 เยน (ประมาณ 180 - 250 บาท) สำหรับราเมนหรือข้าวหน้าเนื้อในร้านอาหาร แม้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดท้องถิ่นและข้าวกล่องลดราคาตอนค่ำๆ ช่วยให้ประหยัดได้มาก
.
4. ประเทศเกาหลีใต้ ราคาอาหารจานเดียว: เริ่มต้นประมาณ 7,000 - 9,000 วอน (ประมาณ 180 - 240 บาท) (เช่น ข้าวยำ คิมbap หรือซุปง่ายๆ ในร้านท้องถิ่น) โญราคาอาหารทั่วไปสูงกว่าญี่ปุ่นในบางหมวดหมู่ และดัชนีราคาสินค้าอาหารสดค่อนข้างสูง
.
5. สหรัฐอเมริกา (แพงที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/ฟาสต์ฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 8 - 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 280 - 420 บาท) สำหรับชุดฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วนแบบง่ายที่สุด ราคาอาหารตามร้านอาหารและภัตตคาร ยังไม่รวมค่าบริการและภาษี/ทิป ทำให้ราคาอาหารมื้อถูกที่สุดสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน
.
และเมื่อพิจารณาถึง “ปัจจัยด้านค่าครองชีพ” ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่พักอาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน และ ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes) แล้ว รายละเอียดของปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่าง มีดังนี้:
.
1. ค่าที่พักอาศัย (Housing & Rent)
สหรัฐฯ: ค่าเช่าบ้านคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด (มักเกิน 30-40% ของเงินเดือน) เมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกหรือนิวยอร์ก ค่าเช่าห้องพักหนึ่งห้องอาจสูงถึง $3,000+ ต่อเดือน
ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: ห้องพักคนเดียว (Studio/One Room) ในเมืองหลวงมีราคาจับต้องได้มากกว่าสหรัฐฯ แต่เกาหลีใต้มักมีระบบเงินประกันก้อนใหญ่ (Jeonse/Wolse) ที่ต้องระวัง
ไทย: ค่าเช่าผันแปรสูงมาก คอนโดในเมืองหลวงอาจสูง แต่ภาพรวมนอกเมืองหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไปยังคงถูกที่สุดในกลุ่ม
2. ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare)
สหรัฐฯ: ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากไม่มีประกันจากบริษัท ค่าหมอและค่ายาอาจทำให้ล้มละลายได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนอยู่อาศัยมีภาระสะสม [1]
ไต้หวัน/ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและครอบคลุม ประชาชนจ่ายสมทบในอัตราต่ำแต่ได้รับการรักษามาตรฐานสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายแฝงไปได้มหาศาล [1]
ไทย: มีสิทธิบัตรทองและประกันสังคมที่ช่วยประหยัดได้มาก แต่หากเข้าโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามลำดับ
3. อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน (Food & Groceries)
สหรัฐฯ: การกินข้าวนอกบ้านมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องบวก ภาษีและค่าทิป (15-20%) แต่การซื้อวัตถุดิบมาทำกินเองในซูเปอร์มาร์เก็ตถือว่าราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าแรง
เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น: อาหารตามสั่งหรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อราคาไม่แพง แต่ "ผลไม้และเนื้อสัตว์นำเข้า" ในเกาหลีใต้มีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ไทย: ค่าอาหารริมทาง (Street Food) และอาหารจานเดี่ยวถูกที่สุดใน 5 ประเทศนี้ ทำให้ใช้ชีวิตพื้นฐานได้ง่าย
4. ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes)
ญี่ปุ่น: เก็บภาษีเงินได้และภาษีผู้อยู่อาศัยค่อนข้างสูง (ระบบก้าวหน้าสูงสุดถึง 55%) รวมถึงมีหักเงินบำนาญภาคบังคับ
สหรัฐฯ: มีการหักภาษีทั้งระดับประเทศ (Federal) และระดับรัฐ (State) ซึ่งรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์กจะโดนหักรวมกันค่อนข้างหนัก
ไต้หวัน/ไทย: มีอัตราภาษีเงินได้เริ่มต้นที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้มีรายได้ระดับเริ่มต้น-ปานกลาง
.
ดังนั้นการหยิบยกเอา “ค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง” มาเป็นประเด็นเดียวในการสร้างกระแสเรื่องนี้ให้เกิดในสังคม โดยไม่นำเอาปัจจัยในการครองชีพที่มีอีกหลายมิติมาพิจารณาเปรียบเทียบโดยรวมแล้วสรุปเอาเอง จึงน่าจะขาดตรรกะ เหตุ และผลที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุดคือ เมื่อค่าแรงแพงแล้วปัจจัยในการครองชีพก็ต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน
.

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

KJL เปิดนวัตกรรม!! ต้อนรับคณะสถาปัตย์ฯ KMITL เชื่อมโยง Design กับ Technology เสริมสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรม เปิดโลกความรู้ที่ KiN แคมปัส

KJL เปิดโลกนวัตกรรม “KiN” ต้อนรับนักศึกษาสถาปัตย์ฯ “KMITL” เชื่อม Design x Technology สู่การต่อยอดนวัตกรรมในโลกอุตสาหกรรม

นายเกษมสันต์ สุจิวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กิจเจริญ เอ็นจิเนียริ่ง อีเลคทริค จำกัด (มหาชน) หรือ KJL ให้การต้อนรับคณะอาจารย์และนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ (หลักสูตรนานาชาติ) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง “KMITL” ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม “KJL Innovation Campus (KiN)” ศูนย์กลางนวัตกรรมและการเรียนรู้ด้านการออกแบบและโซลูชันโลหะครบวงจรของ KJL

ภายในกิจกรรม คณะอาจารย์และนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์จริงผ่านพื้นที่สำคัญ อาทิ KJL Metal Design Lab & Metal Total Solution, KJL Electrical Experience Hub & Showcase, R&D Center และ Co-creation Workshop Space พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการออกแบบ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ “KJL Innovation Campus (KiN)” ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน KJL สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม พร้อมสร้าง “Innovation Ecosystem” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาเข้ากับศักยภาพของภาคอุตสาหกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และร่วมพัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ สู่โซลูชันที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรมในอนาคต ณ KJL Innovation Campus (KiN) เมื่อเร็ว ๆ นี้

“พันธุ์ไทย” ชวนเปลี่ยนแก้ว!! เปิดคอลเลกชันกาแฟลิมิเต็ด ร่วมภารกิจเปลี่ยนชีวิตสัตว์จรจัด ขายได้รายได้สนับสนุนมูลนิธิสุนัข ส่งเสริมเมืองน่าอยู่ทุกชีวิต

“ภารกิจสุดยิ่งใหญ่” ‘พันธุ์ไทย x หมาจ๋า’ ชวน “เหล่านุด” รวมพลังเปลี่ยนทุกแก้วเป็นโอกาส
ยกระดับชีวิตสัตว์จรจัด ขับเคลื่อนสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิต

กรุงเทพฯ, 3 กันยายน 2569 — ทุกความหวังและโอกาสเริ่มต้นได้จากพลังของทุกคน ล่าสุด กาแฟพันธุ์ไทย สานต่อ “Punthai Mission PAWSIBLE” จับมือเพจดังหมาจ๋า เปิดตัวคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” นำคาแรกเตอร์เพื่อนสี่ขามาสร้างสรรค์เป็นแก้ว Limited Edition 5 แบบ 5 คาแรกเตอร์ ภายใต้แนวคิด “Every Cup Makes Hope PAWSIBLE: เปลี่ยนกาแฟหนึ่งแก้ว ให้เป็นพลังแห่งความหวัง” ชวนเหล่านุดเปลี่ยนความรักที่มีต่อเพื่อนสี่ขาให้กลายเป็นพลังแห่งการให้ ผ่านทุกการดื่มและการสะสม พร้อมร่วมส่งต่อโอกาส ยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์จรจัด และขับเคลื่อนไปสู่เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิตที่คนและสัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

จาก “ความรัก” สู่ “การมีส่วนร่วม” ในภารกิจสุดยิ่งใหญ่ พันธุ์ไทยหยิบสิ่งใกล้ตัวอย่างกาแฟ คาแรกเตอร์หมาจ๋า และของสะสม มาเชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคเข้ากับการสร้างคุณค่าให้สังคม พร้อมพา “Punthai Mission PAWSIBLE” เดินทางต่อจากกิจกรรม “ภารกิจสนุกของคนรักหมา” ที่พันธุ์ไทยร่วมกับกรุงเทพมหานครและพันธมิตร สร้างความตระหนักรู้เรื่องการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการส่งต่อความช่วยเหลือให้สัตว์จรจัด แม้อีเวนต์จะสิ้นสุดลง แต่ “ภารกิจแห่งการให้” ยังเดินหน้าต่อจากพื้นที่กิจกรรมสู่ร้านกาแฟของพันธุ์ไทย ผ่านคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” มาพร้อมแก้วเก็บอุณหภูมิร้อน–เย็น เคลือบเซรามิกด้านใน ดีไซน์ Limited Edition 5 แบบ 5 คาแรกเตอร์ มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 400 มิลลิลิตร ราคา 349 บาท และ 920 มิลลิลิตร ราคา 499 บาท ให้เหล่า “นุด” เลือกคาแรกเตอร์ที่ชอบหรือสะสมให้ครบทั้งแก๊ง พร้อมรับฟรีเครื่องดื่มร้อนหรือเย็น 1 แก้ว (มูลค่าสูงสุด 65 บาท) นอกจากนี้ ยังเติมความคิวท์ให้ทุกการดื่มด้วย แก้วเครื่องดื่มลายพิเศษ “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” เพียงสั่งเครื่องดื่มพันธุ์ไทยเมนูใดก็ได้ จะได้รับเครื่องดื่มในแก้วลายพิเศษจำนวนจำกัด
เพราะทุกการมีส่วนร่วม คือพลังที่ทำให้ “ภารกิจสุดยิ่งใหญ่” เกิดขึ้นได้จริง โดยรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายหลังหักค่าใช้จ่าย จะนำไปสนับสนุนหน่วยงาน มูลนิธิ และองค์กรที่ดูแลและช่วยเหลือสัตว์จรจัด เพื่อเปลี่ยนพลังเล็ก ๆ จากทุกการสนับสนุนให้กลายเป็นโอกาส พร้อมร่วมยกระดับสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของสุนัขและแมวจรจัดให้ดียิ่งขึ้น

กาแฟพันธุ์ไทยเชื่อว่า “ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป” แต่อาจเริ่มจากการมีส่วนร่วมเล็ก ๆ ของทุกคน ที่เมื่อรวมกันก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ พร้อมชวนเหล่านุดทาสหมา-แมว และแฟนพันธุ์ไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจผ่านคอลเลกชัน “พันธุ์ไทย x หมาจ๋า” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 – 31 ตุลาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ณ ร้านกาแฟพันธุ์ไทยสาขาที่ร่วมรายการ เพื่อร่วม “เปลี่ยนกาแฟหนึ่งแก้ว ให้เป็นพลังแห่งความหวัง” และขับเคลื่อนไปสู่ “เมืองน่าอยู่สำหรับทุกชีวิต” อย่างยั่งยืน

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่:
https://www.facebook.com/punthaicoffee
https://www.instagram.com/punthaicoffee_official
https://www.tiktok.com/@punthai_coffee_official
https://x.com/Punthaiofficial
https://www.youtube.com/@punthaicoffeeofficial
https://www.punthaicoffee.com

MALEE ส่ง MAS ปักธง Deep-Tech ความงาม–สุขภาพ!! ชูระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ระดับโลก โชว์ที่ Vitafoods Asia 2026 เป้าเป็นผู้นำโลกด้านห่อหุ้ม ดันไทยศูนย์กลางความงามเอเชีย

MAS สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ เขย่าอุตฯ ความงาม-สุขภาพ ในงาน Vitafoods Asia 2026
ปักหมุด 4 นวัตกรรม พร้อมโชว์ศักยภาพ "Beauty-from-Within" เต็มรูปแบบ

ประกาศเป้าหมายผู้นำเทคโนโลยีห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญระดับโลก ดันไทยสู่ Hub ความงามเอเชีย
‘บมจ.มาลีกรุ๊ป’ หรือ MALEE นำมาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ (MAS) จัดทัพเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ ร่วมโชว์ศักยภาพในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปักหมุด 4 นวัตกรรมใหม่ “ป้องกัน UV, ผิวกระจ่างใส, ชะลอวัย, ระบบเผาผลาญ” สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ “Beauty-from-Within” ระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต เขย่าวงการอุตสาหกรรมความงามและสุขภาพ พร้อมเปิดฉาก Business Matching ดึงผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมอย่างคึกคัก วางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ Hub ความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย

นายเอกรินทร์ พินิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MALEE ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายธุรกิจเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า มาลีกรุ๊ป วางยุทธศาสตร์ มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ ‘Malee Applied Sciences’ (MAS) เป็นหนึ่งใน New S-Curve ด้าน Deep-Tech และ Science-based Innovation เพื่อขยายธุรกิจสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงาม รับกับโอกาสและศักยภาพตลาดสารสกัดเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty) ระดับโลก ที่เชื่อมโยงกับสุขภาพและสุขภาวะแบบองค์รวม (Health & Wellness) และกำลังเข้าสู่ช่วงเติบโตครั้งสำคัญโดยเส้นแบ่งระหว่าง “ความงาม” และ “สุขภาพ” กำลังเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงผลิตภัณฑ์ดูแลรูปลักษณ์ภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคเชิงรุก ความงามจากภายใน การชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดีและมีอายุยืนยาว ที่สำคัญคือมีระบบเผาผลาญที่ดี เปิดโอกาสให้นวัตกรรมที่เชื่อมวิทยาศาสตร์ด้านความงามและสุขภาพเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ มาลีกรุ๊ป วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ MAS ครอบคลุมระบบนำส่งทั้ง 2 เส้นทางสำคัญ ได้แก่ 1. ระบบนำส่งทางผิวหนัง (Topical Delivery System) วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงาม เครื่องสำอาง และเวชสำอาง (Beauty, Cosmetic และ Cosmeceutical) มุ่งเน้นการนำส่งสารสำคัญผ่านผิวหนัง ชั้นผิว รูขุมขน และเส้นผม 2.ระบบนำส่งทางการรับประทาน (Oral Delivery System)วัตถุดิบสารสำคัญสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Health & Wellness มุ่งแก้ไขข้อจำกัดด้านความคงตัว การละลาย การดูดซึม และการนำส่งสารอาหาร (Vitamin and Bioactive Compounds) ให้สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยวางเป้าหมาย MAS สร้างสายธารนวัตกรรมต่อเนื่อง และธุรกิจสารสกัดวิทยาศาสตร์ที่อัตรากำไรสูง ให้เป็นแหล่งรายได้ใหม่ของมาลีกรุ๊ป พร้อมสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากประเทศไทยที่ขยายสู่ตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน และวางเป้าหมายก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์ในระดับโลก (Global Leader in Encapsulation & Advanced Delivery System Innovation)

ล่าสุด MAS ประกาศศักยภาพความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมที่ก้าวข้ามจากระบบนำส่งสำหรับเครื่องสำอาง สู่เทคโนโลยีสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงผิวพรรณและความงามจากภายในร่างกาย (Beauty-from-Within) อย่างเต็มรูปแบบ ในงาน “Vitafoods Asia 2026” มหกรรมแสดงสินค้าและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โภชนเภสัช และสารสกัดเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดย MAS จัดทัพนวัตกรรมตอกย้ำการเป็น "ผู้นำเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์" (Advanced Encapsulation & Delivery System Innovation) ภายใต้แกนหลัก "Advanced Delivery System for the Future of Beauty, Health & Wellness" นวัตกรรมระบบนำส่งสารสำคัญสู่เซลล์เพื่อความงาม สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีมีคุณภาพแห่งอนาคต

ดร.ศุภเกียรติ คำบุทอง​ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาลี แอพพลายด์ ไซเอ็นซ์ จำกัด หรือ ‘Malee Applied Sciences (MAS) กล่าวว่า ภายในงาน Vitafoods Asia 2026 ครั้งนี้ MAS โชว์ศักยภาพหัวใจสำคัญ LIPOPLEX DUALSPHERE® Technology หรือนวัตกรรมระบบห่อหุ้มและนำส่งสารสำคัญที่ MAS พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยปกป้องสารสำคัญ เพิ่มความคงตัว และออกแบบการปลดปล่อยอย่างเหมาะสม โดยสามารถพัฒนาวิตามินและสารออกฤทธิ์ในรูปแบบ Liposome เช่น Liposomal Vitamin C และ Liposomal Glutathione ที่มีอนุภาคขนาดระดับนาโน ซึ่งผลการทดสอบของระบบนำส่งสามารถนำส่งสารสำคัญเข้าสู่เซลล์ เพิ่มการดูดซึมของสารสำคัญได้มากกว่า 10 เท่า ซึ่งสะท้อนแนวคิดของ MAS ที่ไม่ได้มุ่งเพียงการค้นหาสารสำคัญ แต่ต้องการเพิ่มศักยภาพของสารเหล่านั้นผ่าน Delivery System Innovation โดยมีนวัตกรรม 4 ไฮไลต์ ที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ ดังนี้

UVABlox® นวัตกรรมความงามจากภายใน (Beauty-from-Within) ที่ผสานผล Maqui Berry, Red Orange และวิตามินซีชนิดลิโพโซม เพื่อช่วยปกป้องผิวจากภาวะเครียดออกซิเดชันที่เกิดจากรังสียูวี (UV-induced oxidative stress) และดูแลผิวพรรณจากภายในร่างกาย สร้างผิวแข็งแรงไม่คล้ำดำง่าย พิสูจน์จริงด้วยผลงานวิจัยในมนุษย์
PHEONIQUE® นวัตกรรม White Tomato ที่อุดมด้วย Phytoene และ Phytofluene มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ส่วน Liposomal Glutathione ช่วยเพิ่มการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายให้ดีขึ้น เพื่อผิวขาว สว่าง กระจ่างใสและผิวสุขภาพดี จากผลงานวิจัยทางคลินิกพบผิวสว่างกระจ่างขึ้นภายใน 14 วัน
POMECAP® นวัตกรรมจากผลทับทิม (Pomegranate) ผสาน Liposomal Vitamin C มุ่งตอบโจทย์การชะลอวัย (Anti-aging) ผิวเรียบเนียน (skin smoothness) และการชะลอวัยอย่างมีสุขภาพดี (Healthy Aging)
SUGALOC® นวัตกรรมสุขภาพควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและระบบเผาผลาญ (Metabolic Health) ที่นำระบบนำส่งสารสำคัญมาประยุกต์ใช้ เพื่อสนับสนุนการดูแลสมดุลน้ำตาลและกลไกที่เกี่ยวข้องกับ GLP-1 จากผลวิจัยทางคลินิกในมนุษย์กับกลุ่มอาสาสมัครคนไทย พบว่ากลุ่มอาสาสมัครสามารถลดระดับน้ำตาลได้สูงสุด 38%

การขับเคลื่อนนวัตกรรมในเวที “Vitafoods Asia 2026” สะท้อนศักยภาพของ MAS ที่นำ Technology Platform เดียวมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อบำรุงผิว ผม เล็บ ความงามที่เริ่มจากการดูแลสุขภาพภายใน (Beauty-from-Within) และการชะลอวัยแบบมีสุขภาพดี เน้นคุณภาพชีวิตในวัยที่มากขึ้น (Healthy Aging) สุขภาพของระบบเผาผลาญในร่างกาย (Metabolic Health) รวมไปถึงสุขภาพความงามแบบองค์รวมของร่างกาย (Holistic wellbeing and beauty) ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดสำคัญของ Health & Wellness ในอนาคต โดยภายในบูธ MAS เปิดกิจกรรม Business Matching ซึ่งในได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างคึกคัก ทั้งจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจ (B2B) ทั้งเจ้าของแบรนด์ ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การรับจ้างผลิต (OEM) รวมทั้งผู้ที่ต้องการต่อยอดสู่โมเดลการพัฒนาร่วมกัน (ODM) อาทิ ระบบนำส่งที่ออกแบบเฉพาะสูตรหรือแบรนด์ ที่ช่วยสร้างความแตกต่างให้กับลูกค้า

ดร.ศุภเกียรติ กล่าวว่า MAS กำลังปรับเปลี่ยนจากช่วงการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ช่วงการเร่งนำสินค้าสู่เชิงพาณิชย์ โดยนำแพลตฟอร์มเทคโนโลยี ที่ได้ทำจากการวิจัยและวางรากฐานมาต่อยอดพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจความงามและเวชสำอาง (Beauty & Cosmeceutical) มีผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายเชิงพาณิชย์ 12 รายการ ครอบคลุมนวัตกรรมในด้านต่างๆ อาทิ การทำให้ผิวกระจ่างใส (Skin Brightening) การชะลอวัยและการยืดอายุผิว (Anti-aging & Longevity) และสารสกัดชีวภาพจากผลผลิตเกษตรหมุนเวียน (Upcycled Bioactive Ingredients) และเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน in-cosmetics Asia 2026 ช่วงปลายปี และต่อเนื่องถึงปี 2570 รวมอีกประมาณ 8 ผลิตภัณฑ์
โอกาสการเติบโตของ MAS รับกับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและความงามยังเปิดกว้างอีกมาก ข้อมูลจากระดับโลก คาดการณ์ตลาดความงามเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปี แตะ 590,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดย Southeast Asia เป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่น ส่วนตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกจะขยายจาก 228,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 เป็น 431,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.5% โดยเอเชียแปซิฟิกเติบโตเร็วที่สุด (อ้างอิงข้อมูล McKinsey) ขณะที่ตลาดประเทศไทย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีมูลค่าราว 3,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5,764 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2576 เติบโตเฉลี่ย 9.6% สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคไทยถึง 40% รับประทานวิตามินหรืออาหารเสริมเป็นประจำสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 30% และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อผิว ผม เล็บ มีสัดส่วนถึง 19.6% ของตลาดอาหารเสริมไทยในปี 2568 สะท้อนการเติบโตของแนวคิด Beauty-from-Within อย่างชัดเจน

“การเข้าร่วม Vitafoods Asia 2026 เป็นเวทีที่โชว์นวัตกรรมให้กับผู้ประกอบการต่างประเทศ ได้เห็นศักยภาพของเทคโนโลยีไทยที่พัฒนาขึ้นเอง MAS มุ่งจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยจาก “ทรัพยากรท้องถิ่นไทย” ร่วม “นวัตกรรมระดับโลก” โดยเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน T-Beauty จากทรัพยากรท้องถิ่นไทยสู่นวัตกรรมระดับโลก ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรไทย (upcycle natural materials) มาเป็นสารออกฤทธิ์ชีวภาพมูลค่าสูง ยกระดับด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้มและระบบนำส่งขั้นสูงที่พิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันมุ่งสร้างระบบนิเวศความงามที่มีหลักฐานรองรับร่วมกับนักวิจัย การพัฒนาสินค้านวัตกรรมผ่าน OEM/ODM และแบรนด์ความงาม พร้อมผลักดันการใช้สารสำคัญในปริมาณที่ให้ผลตามงานวิจัยทางคลินิก เพื่อสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือใหม่ให้ T-Beauty เป้าหมายคือยกระดับจาก “ผู้ผลิตและวัตถุดิบในประเทศไทยสู่สินค้ามาตรฐานโลก” พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ เชื่อถือได้ และร่วมขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความงาม สุขภาวะ และการแพทย์ของเอเชีย”ดร.ศุภเกียรติ กล่าว

5 กันยายน 2336 ‘ยุคแห่งความเหี้ยมโหด’ เริ่มต้นขึ้นใน ‘ฝรั่งเศส’ เมื่อ ‘สภาแห่งชาติ’ หนุนก่อการร้าย เพื่อผลักดันการปฏิวัติฝรั่งเศส

วันนี้ในอดีต 5 กันยายน พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) การปฏิวัติฝรั่งเศส: สภาแห่งชาติเริ่มต้นสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว เมื่อสภาลงมติสนับสนุนการก่อการร้ายซึ่งได้ปราบปรามและสังหารศัตรูทางการเมืองครั้งใหญ่เป็นเวลาสิบเดือน

เหตุการณ์นี้เรียกว่า ‘สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว’ หรือ ‘The Terror’ (la Terreur) เป็นสมัยแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสเริ่มต้น โดยถูกกระตุ้นจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแยกทางการเมืองที่เป็นคู่แข่งกัน คือ ฌีรงแด็ง (Girondins) และฌากอแบ็ง (Jacobins)
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 'สมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัว'

-มีการประหารชีวิต 'ศัตรูแห่งการปฏิวัติ' จำนวนมาก ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ในหลักหมื่น โดยมีผู้ถูกประหารชีวิตด้วยกิโยติน 16,594 คน และอีก 25,000 คน ถูกประหารชีวิตอย่างรวบรัดทั่วฝรั่งเศส
-'กิโยติน' กลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งอุดมการณ์การปฏิวัติ ซึ่งมีการประหารชีวิตบุคคลสำคัญจำนวนมาก เช่น มารี อ็องตัวแน็ต และพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทั้งผู้สนับสนุนการปฏิวัติ ฟิลิปป์ เอกาลีเต (หลุยส์ ฟิลิปป์ที่ 2 ดยุคแห่งออร์เลอองส์) มาดามโรลองด์และกลุ่มฌีรงแด็ง มีอีกหลายคน อาทิ อ็องตวน ลาวัวซีเย นักเคมีบุกเบิก ที่ต้องมาสังเวยชีวิตด้วยเช่นกัน
-ระหว่าง ค.ศ. 1794 ฝรั่งเศสสมัยปฏิวัติถูกรุมเร้าด้วยการคบคิด โดยศัตรูทั้งในและนอกประเทศ
-ภายในประเทศ การปฏิวัติดังกล่าว ถูกชนชั้นสูงฝรั่งเศสคัดค้าน หลังจากสูญเสียเอกสิทธิ์ที่ได้รับสืบทอดมา
-นิกายโรมันคาทอลิกโดยทั่วไป ที่คัดค้านการปฏิวัติ ถูกเปลี่ยนนักบวชเป็นลูกจ้างของรัฐและบังคับให้ต้องปฏิญาณความจงรักภักดีต่อชาติ
-สาธารณรัฐฝรั่งเศสที่ 1 ต้องสู้รบในสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านที่เจตนาทำลายการปฏิวัตินี้เสียเพื่อป้องกันมิให้ลุกลาม
-การขยายของสงครามกลางเมือง และการรุกคืบของกองทัพต่างด้าวต่อดินแดนของชาติ ได้ก่อวิกฤตการณ์การเมืองและเพิ่มการแข่งขันระหว่าง ฌีรงแด็ง กับ ฌากอแบ็ง ซึ่งหัวรุนแรงกว่า โดยฝ่ายหลังนี้ ต่อมาได้รวมกลุ่มในกลุ่มแยกรัฐสภา เรียกว่า Mountain และพวกเขาได้การสนับสนุนจากประชากรกรุงปารีส
-สภาฝรั่งเศสตั้งคณะกรรมาธิการความปลอดภัยส่วนรวม ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1793 เพื่อปราบปรามกิจกรรมต่อต้านการปฏิวัติภายในประเทศและเพิ่มกำลังทหารฝรั่งเศสเพิ่มเติม ผ่านศาลปฏิวัติ
-ผู้นำสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวใช้อำนาจเผด็จการอย่างกว้างขวาง และใช้ประหารชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากและการกวาดล้างทางการเมือง โดยมีการปราบปรามเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ค.ศ. 1794 ซึ่งเป็นสมัยที่เรียกว่า 'la Grande Terreur' (the Great Terror)

สิ้นสุดลงด้วยรัฐประหารวันที่ 27 กรกฎาคม 1794 ซึ่งนำไปสู่ปฏิกิริยาเดือนแตร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction) ซึ่งผู้สนับสนุนสมัยแห่งความน่าสะพรึงกลัวหลายคนถูกประหารชีวิต รวมทั้ง มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์...
จากภาพ: การประหารชีวิตรอแบ็สปีแยร์

ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/CMuAWeuFmibzc1ou/?mibextid=oFDknk


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top