Friday, 14 August 2026
TheStatesTimes

‘บิ๊กโอ’ งานเข้า กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ!! ชงตัดสิทธิ์สมัคร–เดินหน้าคดีอาญา พบลักษณะต้องห้ามตั้งแต่ปี 42 ร้องฟ้องอาญาเพิ่มหลายกรรม อาจเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งนครศรีฯ

มติ กกต.ชงศาลรัฐธรรมนูญ ปม “บิ๊กโอ-ก้องเกียรติ” อ่วมรู้ทั้งรู้มีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัคร สส.นครศรีฯ ชงตัดสิทธิ์-ฟ้องอาญา

13 สิงหาคม 2569 กกต.เปิดคำวินิจฉัยกรณี นายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ (บิ๊กโอ)ผู้สมัครและผู้ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคกล้าธรรม ในการเลือกตั้งซ่อมเมื่อปี 2568 หลังพบประวัติถูกศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีพิพากษาถึงที่สุดในคดีลักทรัพย์

กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนายก้องเกียรติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 54 พร้อมดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137

จุดสำคัญของเรื่องอยู่ตรงนี้…คดีลักทรัพย์ดังกล่าว ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2542 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ ก่อนลดโทษเหลือจำคุก 6 เดือนและปรับ พร้อมรอการลงโทษจำคุก 2 ปี

ปัญหาคือประวัติคดีดังกล่าวทำให้นายก้องเกียรติเข้าข่ายมี ลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ตามรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 42 (12)

แต่ในการสมัครรับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2568 นายก้องเกียรติได้ลงลายมือชื่อรับรองว่า ตัวเองมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม

ตรงนี้แหละที่ กกต.มองว่าเรื่องไม่ได้หยุดอยู่แค่ “สมัครทั้งที่ขาดคุณสมบัติ”

แต่มี หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าตัวรู้อยู่แล้วว่าตัวเองมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังลงสมัครรับเลือกตั้ง

จึงเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 42 (12) และยังถูกมองว่าอาจเข้าข่าย แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 อีกข้อหาหนึ่ง

และที่หนักกว่านั้นคือ กกต.วินิจฉัยว่า การเลือกตั้ง สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เรื่องนี้จึงเดินไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว
จากเดิมที่เป็นเพียงคำถามเรื่อง “คุณสมบัติผู้สมัคร” วันนี้กลายเป็นเรื่องที่อาจกระทบทั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สถานะทางการเมือง และคดีอาญา

แต่ทั้งหมดนี้ยังต้องรอศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ชี้ขาด

กกต.ไม่ได้แค่บอกว่า “สมัครไม่ได้” แต่กำลังบอกว่า “รู้อยู่แล้วว่าสมัครไม่ได้ แต่ยังสมัคร”

และนี่คือประเด็นที่ทำให้คดีของ “ก้องเกียรติ” หนักขึ้นอีกหลายระดับ

จับตากันต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องหรือไม่ และสุดท้ายจะวินิจฉัยอย่างไร

เกมนี้ยังไม่จบ แต่เริ่มเข้าสู่สนามที่เดิมพันสูงกว่าเดิมแล้ว

จีน-ไทย ลุยจับแก๊งฉ้อเครดิต!! ทลายเครือข่ายฉ้อโกงข้ามชาติ จับกุมผู้ต้องหา 9 รายทั้ง ไทย-จีน เสียหายทางการเงินกว่า 5 ล้านหยวน เตรียมสร้างกลไกร่วมมือสม่ำเสมอ

ตำรวจจีน-ไทยร่วมมือทลาย 'แก๊งฉ้อโกงบัตรเครดิต' ข้ามแดนครั้งใหญ่

ปักกิ่ง, 13 ส.ค. (ซินหัว) -- วันพฤหัสบดี (13 ส.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนเผยว่าเมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจีนและไทยได้ร่วมมือกันทลายแก๊งฉ้อโกงบัตรเครดิตข้ามพรมแดนครั้งใหญ่ที่มุ่งเป้าไปยังพลเมืองชาวจีน ซึ่งนำสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัย 9 ราย ได้แก่ ชาวจีน 4 ราย และชาวไทย 5 ราย

ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการร่วมกันโดยกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนและสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ทั้งสองฝ่ายกำหนดเวลาออกปราบปรามและเข้าทลายสถานที่ก่ออาชญากรรมหลายแห่ง และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้สำเร็จ โดยตำรวจจีนตรวจพบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าวในปี 2025 และได้เร่งแบ่งปันข้อมูลคดีกับตำรวจไทย พร้อมขอความร่วมมือจากฝ่ายไทยในการดำเนินการ

ผลการสอบสวนพบว่าผู้ต้องสงสัย 2 รายได้ร่วมกันวางแผนก่อเหตุ โดยหนึ่งในนั้นถูกกล่าวหาว่าเปิดร้านค้าในไทยเพื่อใช้เป็นฉากบังหน้าในการลักลอบขโมยข้อมูลบัตรเครดิตของผู้เสียหาย ส่วนอีกรายถูกกล่าวหาว่านำข้อมูลที่ขโมยมาไปทำบัตรปลอม พร้อมชักชวนบุคคลอื่นให้ใช้บัตรดังกล่าวทำธุรกรรมฉ้อโกงและฟอกเงินที่ได้มาโดยมิชอบเพื่อแสวงหาผลกำไร ซึ่งจนถึงขณะนี้ เจ้าหน้าที่พบความเสียหายทางการเงินที่เชื่อมโยงกับคดีดังกล่าวแล้วมากกว่า 5 ล้านหยวน (ราว 24.58 ล้านบาท)

ปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันครั้งแรกในรอบหลายปีของตำรวจจีนและไทยที่มุ่งเป้าอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังจะพิจารณาจัดตั้งกลไกความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอเพื่อต่อต้านอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามพรมแดน โดยมีแผนการกระชับความร่วมมือในด้านต่างๆ เช่น การแบ่งปันข้อมูล การแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ร่วมกัน การติดตามตัวผู้ต้องสงสัย และการกู้คืนทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบ

ที่มา : Xinhua

เน้นย้ำเคารพกฎหมายไทยก่อนท่องเที่ยว!! ตรวจสอบกิจการผิดกฎหมายชาวต่างชาติ อิสราเอลขยับประสานไทย กระชับสัมพันธ์ด้านท่องเที่ยวธุรกิจ เน้นความร่วมมือความปลอดภัยสาธารณะ

เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อกระชับความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว ธุรกิจ และความปลอดภัยสาธารณะ ท่ามกลางการจับตามองชุมชนชาวอิสราเอลในจังหวัดที่เพิ่มมากขึ้น

ในการหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น เอกอัครราชทูตระบุว่า ชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นผู้เคารพกฎหมาย แม้ยอมรับว่าอาจมีบุคคลบางรายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด พร้อมเรียกร้องให้ทางการไทยประสานงานโดยตรงกับสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเมื่อเกิดปัญหา

การหารือครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจที่เพิ่มขึ้นต่อพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน ซึ่งมีชุมชนนักท่องเที่ยวและผู้พำนักระยะยาวชาวอิสราเอลขยายตัวมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่ไทยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับธุรกิจนอมินี การประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต และการกระทำผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ

ฟิชเชอร์-คัมม์ ย้ำว่า นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลได้รับข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทย ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมของไทยก่อนเดินทาง พร้อมสนับสนุนให้ชาวอิสราเอลเคารพกฎระเบียบท้องถิ่น
 

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1051395587649961&set=a.130341136422082

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top