Saturday, 8 August 2026
TheStatesTimes

‘นิกร’ ดันเทคโนโลยียกระดับคนพิการ เปิดงานสัมมนาคนพิการระดับชาติ วิจัย-นวัตกรรมหนุนยกระดับชีวิต สนับสนุนเรียนรู้สู่สร้างรายได้ ผลักดันสังคมเท่าเทียมทั่วประเทศ

วิจัย-นวัตกรรม-เทคโนโลยี คือโอกาสใหม่ของคนพิการไทย และพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

“นิกร โสมกลาง” รมว.พม. ชูงานวิจัย-นวัตกรรม เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ยกระดับศักยภาพคนพิการ จาก “การเรียนรู้” สู่ “การสร้างรายได้” พร้อมผลักดันความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึง มีส่วนร่วม เติบโตไปด้วยกัน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 (NCPD 2026) ภายใต้แนวคิด “From Learning to Earning : Innovation for Persons with Disabilities in an Inclusive Society” พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความก้าวหน้าทางการวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เปิดโอกาสและเสริมทักษะให้คนพิการไทย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” โดยมีนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม., รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน, เครือข่ายองค์กรคนพิการ, คนพิการ พร้อมครอบครัวและผู้ดูแล, นักวิจัยและนักวิชาการจากทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม และผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังเป็นประธานในพิธีส่งมอบธงเจ้าภาพการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2570 ให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสานต่อเวทีวิชาการสำคัญของประเทศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

นายนิกร ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “องค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี” จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การสร้างโอกาสให้คนพิการจึงไม่ใช่เพียงการดูแลด้านสวัสดิการ แต่ต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงการศึกษา พัฒนาทักษะ ใช้นวัตกรรม และมีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ

“คนพิการไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ” นายนิกร กล่าว

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยกระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีการนำเสนอ 58 ผลงานวิจัยจากนักวิจัยทั่วประเทศใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อคนพิการ การจ้างงานและการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงและคุณภาพชีวิตคนพิการ, นิทรรศการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อคนพิการจากภาคีเครือข่าย รวม 40 บูธ, การประกวดนวัตกรรมเพื่อคนพิการ Inclusive Design Challenge 2026, เวทีเสวนาทางวิชาการ และกิจกรรมเวิร์กชอปทักษะอาชีพสำหรับคนพิการ เพื่อผลักดันองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล งานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรคนพิการ เพื่อเปลี่ยนงานวิชาการให้เป็นนโยบายที่เกิดผลลัพธ์จริง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมเดินหน้าผลักดัน 12 แนวทางสำคัญ อาทิ การยกระดับงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศ, การส่งเสริมการใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึง, การพัฒนาระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และองค์กรคนพิการ ตลอดจนการสนับสนุนให้คนพิการเป็น “ผู้ร่วมสร้างการพัฒนา” (Co-creator) ไม่ใช่เพียงผู้ใช้บริการ
“ตนเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมที่ทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายนิกร กล่าว

ด้าน รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการผลิตองค์ความรู้หรือผลงานวิจัย ไปสู่การผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริงและสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเวทีการแข่งขัน Inclusive Design Challenge 2026 รอบชิงชนะเลิศ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้พัฒนานวัตกรรม ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนพิการ โดยผลงานจาก 10 ทีมสุดท้ายมุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผลักดันงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ การจ้างงาน และการสร้างอาชีพ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ตอกย้ำว่า "นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่นวัตกรรมที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือนวัตกรรมที่ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

สำหรับสุดยอดผลงาน Inclusive Design Challenge 2026 เงินรางวัลสนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ระบบเฝ้าระวังแรงกดทับในเบ้าขาเทียมแบบอัจฉริยะเพื่อป้องกันแผลกดทับ และส่งเสริมการกลับสู่การเรียนรู้และการประกอบอาชีพของผู้พิการขาขาด มหาวิทยาลัยพายัพ เงินรางวัล 20,000 บาทพร้อมโล่รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ห่วยใย: AI ดูแลความปลอดภัยอัจฉริยะ” เน็คแบนด์ประเมินความเสี่ยงรอบทิศทาง แปลงประสาทสัมผัส และบันทึกเหตุการณ์เรียลไทม์ เพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ เงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Thai Gaze-AAC ระบบสื่อสารผ่านการมองตาสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหวในบริบทภาษาไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ การพัฒนาโปรแกรมแปลภาษามือแบบสองทิศทางด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย เงินรางวัลๆ ละ 5,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 12Tile ระบบตาราง 9 ช่องอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การคิด และการเรียนรู้แบบองค์รวมสำหรับผู้มีภาวะออทิสติก โรงเรียกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ ArtSense ผลงานลายไทยสัมผัสได้ชุดแรกของไทย สำหรับผู้พิการทางสายตา นางสาวบุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ Shrewsbury International School Bangkok เงินรางวัล ๆ ละ 3,000 บาท ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมเพื่อคนพิการไม่ได้มีบทบาทเพียงการช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แต่สามารถพัฒนาไปสู่เครื่องมือสร้างโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และเศรษฐกิจได้

สุดอาลัย ‘ครูหมวย’ ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ช่วยพานักเรียนหลบภัยปลอดภัย ใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือน เสียสละต่อท้ายในวินาทีก่อนเสียชีวิต

สุดอาลัย "ครูหมวย" ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ทันทีที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ครูพยายามส่งสัญญาณและพาเด็กๆไปหลบตามจุดต่างๆ จนทุกคนปลอดภัยแต่ตัวเองกลับต้องจากไป

"ครูทิวาพร วานิช" หรือครูหมวย ไม่เพียงแต่เป็นที่รักของลูกศิษย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพเพราะความสามารถอันโดดเด่นเท่านั้น แต่เธอคือฮีโร่ผู้เสียสละอย่างแท้จริง ทันทีที่เกิดเสียงดังขึ้นครั้งแรก เธอรีบใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือนภัยให้เด็กรับรู้ และได้เอาตัวเองเข้าขวางเบี่ยงเบนความสนใจทำเพื่อเด็กๆจนวินาทีสุดท้าย

การจากไปของครูหมวยในวันนี้ จะถูกจดจำในฐานะแม่พิมพ์ของชาติผู้กล้าหาญเพื่อให้ลูกศิษย์ปลอดภัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของครูหมวยด้วยค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573857281434655&id=100064311950006&post_id=100064311950006_1573857281434655&rdid=XU0HaCAITHk4JDYq#

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล!! ขาย Staybridge Suites สุขุมวิท รับเงินสดกว่า 550 ลบ. เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ มุ่งสู่ธุรกิจรายได้ประจำอย่างยั่งยืน

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล ขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit
ให้ครอบครัวเศวตสมภพ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment

ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ของ ออริจิ้น โฮเทล กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ออฟฟิศ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศความสำเร็จปิดดีลการขายโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ให้ครอบครัวเศวตสมภพ รับกระแสเงินสดเข้ากว่า 550 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงกลุ่มทุนที่เข้าซื้อโรงแรม สเตย์บริดจ์ สวีทส์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) คือ ครอบครัวเศวตสมภพ (ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค) นับเป็นอีกหนึ่งดีลความสำเร็จของกลุ่มออริจิ้น โฮเทล ภายใต้การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ผ่านกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2566 เป็นโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ IHG Hotels & Resorts สไตล์ที่พักอาศัย (Residential-Style Hotel) จำนวน 411 ห้อง ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท 24 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียงไม่กี่นาที และใกล้ศูนย์การค้าชั้นนำในย่าน EmDistrict โครงการนี้นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites แห่งที่ 2 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โนมุระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเข้าพักระยะยาวสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหารชาวต่างชาติ และนักเดินทางคุณภาพ ด้วยห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวภายในห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ Co-working Space ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ออนเซน และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานการบริหารระดับสากลของ IHG Hotels & Resorts

นอกจากนี้ โครงการยังมีพื้นที่รีเทลด้านหน้าโครงการกว่า 5,000 ตร.ม. ที่เปิดรับผู้ใช้บริการจากภายนอกและผู้พักอาศัยในย่านสุขุมวิท ช่วยสร้างความคึกคักให้กับโครงการและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพัก โดยพื้นที่ดังกล่าวรองรับร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าบริการต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของสินทรัพย์

“การปิดดีลขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบริหารพอร์ตโรงแรมของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยบริษัทมุ่งพัฒนาโรงแรมคุณภาพ สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และส่งต่อสินทรัพย์ให้แก่นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ผู้นำในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income Business เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพีระพงศ์ กล่าวย้ำ

โดยในปีนี้ ออริจิ้น โฮเทล ได้ปิดดีลความสำเร็จ ขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (ibis Phuket Kata) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ปิดดีลขาย “โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit )” โรงแรมสไตล์ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมสเตย์บริดจ์สวีท ได้ตามแผนธุรกิจ
ปัจจุบัน ออริจิ้น โฮเทล มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจ
.
1. กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) ในปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการอยู่อีก 7 แห่ง มีห้องพักรวมจำนวน 1,093 ห้อง มูลค่า 3,900 ล้านบาท อาทิ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ สวีท ศรีราชา, โรงแรม ฮอลิเดย์อินน์ เอกเพรช ระยอง, และ โรงแรม ไอบิส หัวหิน และกระบี่ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา

2. ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) ปัจจุบันเตรียมเปิดให้บริการ 1 อาคาร ภายใต้ชื่อ Origin Complex Sanampao มีพื้นที่รวม 32,200 ตารางเมตร

3. ธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) ปัจจุบันมีรวม 5 แห่ง พื้นที่รวม 17,425 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์ Portobello Mall (พอร์โทเบลโลมอลล์)

คณะกรรมาธิการลุยโกง สว.!! จ่อเปิดหลักฐาน 9 ส.ค. แฉขบวนการล้มล้างระบบ ใครคือ ‘ไอ้โม่ง’ ที่ซ่อนเงื่อน ชวนสังคมร่วมฟังและตรวจสอบ

จับตา 9 ส.ค. เปิดหลักฐาน “ขบวนการโกงฮั้ว สว.” ตั้งคำถาม “ใครคือไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลัง

คณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี “พริษฐ์ วัชรสินธ์ เป็นประธาน ร่วมกับเครือข่ายสมาชิกวุฒิสภาสำรอง นักวิชาการ และภาคประชาชน เตรียมจัดแถลงข่าวครั้งสำคัญในหัวข้อ “เปิดโปงหลักฐาน: ขบวนการโกง สว.” พร้อมนำเสนอข้อมูลและหลักฐานเกี่ยวกับกระบวนการทุจริตการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567

ไฮไลต์ของการแถลงข่าวคือการนำเสนอประเด็น “ขบวนการโกง สว. คือขบวนการล้มล้างการปกครอง: ใครคือไอ้โม่ง? ที่วางแผนอยู่เบื้องหลัง” โดยผู้จัดระบุว่าจะมีการเปิดเผยข้อเท็จจริงและหลักฐานเชิงลึก พร้อมตั้งคำถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าอยู่เบื้องหลังการวางแผนและขับเคลื่อนขบวนการดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการปกครองและเจตจำนงของประชาชน

การแถลงข่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างคณะกรรมาธิการการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับนายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สมาชิกวุฒิสภาสำรอง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw รวมถึงนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วน

งานมีกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ อาคารรัฐสภา โดยผู้จัดเชิญชวนภาคประชาชน สื่อมวลชน สมาชิกวุฒิสภาสำรอง และอดีตผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 เข้าร่วมรับฟังการแถลงข่าวและติดตามการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว

เป็นอีกเวทีที่จะแฉความจริงของกลโกง ขั้นตอนล็อคให้ได้มาซึ่ง สว.ตามเป้า

“ชมรมกำนัน” ค้านลดวาระ!! ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลางค้าน ลดวาระ 5ปี เสี่ยงแตกแยก มองเป็นงานไม่ใช่การเมือง หวั่นเพิ่มภาระงบประมาณ

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลาง ไม่เห็นด้วย ท่าที'กำนันยศ' หนุนดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่เห็นด้วยกฎหนดวาระ เหตุตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน และการแข่งขันนำไปสู่ความแตกแยกในชุมชน
​กำนัน ดร.ธวัชชัย นิมา ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง และนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกแถลงการณ์แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ กำนันยงยศ แก้วเขียว ออกมาเห็นด้วยกับการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้เหลือเพียงวาระละ 5 ปี

​กำนัน ดร.ธวัชชัย ระบุว่า แม้ตนจะเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ในมุมมองส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการลดวาระเหลือ 5 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดดำเนินการโดยขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และยังไม่ได้รับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

​ประธานชมรมฯ ภาคกลาง ชี้ว่างานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านมิใช่งานทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นกลไกการปกครองท้องที่ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความคุ้นเคยในพื้นที่ และความไว้วางใจจากชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาสะสม หากจำกัดวาระเหลือเพียง 5 ปี จะส่งผลเสียต่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการและการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งยังสุ่มเสี่ยงทำให้ตำแหน่งดังกล่าวกลายเป็นสนามแข่งขันทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การแบ่งฝ่ายและความขัดแย้งในหมู่บ้าน ตลอดจนเพิ่มภาระงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ในการจัดเลือกตั้งบ่อยครั้ง

​"หากปัญหาคือเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ทางออกไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดวาระเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบประเมินผล การตรวจสอบ และกระบวนการเอาผิดผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตให้มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้วิธีตัดโอกาสและทำลายความต่อเนื่องของคนที่ทำงานดีทั้งหมด" กำนัน ดร.ธวัชชัย กล่าว
​พร้อมย้ำว่าการปฏิรูประบบการปกครองท้องที่ ไม่ควรมองแค่เรื่อง "วาระกี่ปี" แต่ต้องคำนึงถึง "หน้าที่ ความรับผิดชอบ และประโยชน์สูงสุดของประชาชน" เป็นหลัก โดยขอเสนอให้ภาครัฐจัดทำการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ทั้งนี้ Mtoday ได้รับข้อมูลมาว่า การที่กำนันยงยศ เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านวาระ 5 ปี อาจมีการต่อรองกับฝ่ายการเมือง ผลักดันให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่เกษียณอายุ 60 ปี เนื่องจากตัวเอง กำลังจะเกษียณอายุ การกำหนดว่าระ 5 ปี โดยไม่เกษียณอายุเหมือนตำแหน่งการเมือง ก็เพื่อตัวเองจะได้กลับมาเป็นอีก พร้อมทั้งมีการตั้งคำถาม ความโปร่งใสในการบริหารชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจังหวัด ที่มีการเก็บค่าสมาชิก มีความโปร่งใสแค่ไหน

กำลังใจที่ยิ่งใหญ่!! แม่ปุ้ยพา 'น้ำผึ้ง' ขอพรที่พักฟื้น ก่อนลุยเวที Miss World 2026 ที่เวียดนาม 'วิชัย' อวยพรประสบความสำเร็จ เน้นบทบาทสังคมและความยั่งยืน

กำลังใจที่ยิ่งใหญ่...ก่อนภารกิจเพื่อประเทศไทยชมภาพบรรยากาศสุดอบอุ่น เมื่อ แม่ปุ้ย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก ประธานบริหาร บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด นำ "น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล" Miss World Thailand 2026 พร้อมด้วยคณะรองมิสเวิลด์ไทยแลนด์ 2026 เข้าพบขอพร คุณวิชัย ทองแตง ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 ก่อนเดินทางไปประกวด Miss World 2026

โอกาสนี้ คุณวิชัย ทองแตง ได้มอบกำลังใจ พร้อมอวยพรให้ "น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล" ประสบความสำเร็จในฐานะตัวแทนประเทศไทย บนเวที Miss World 2026 ณ ประเทศเวียดนาม

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบโอวาทและแนวทางในการปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคม โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ Miss World Thailand ในการเป็นพลังสำคัญในการประกาศความเป็นไทย "Thainess” สู่สายตานานาชาติ สร้างปรากฎการณ์ Touch of Thai และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

ทุกคำอวยพร ทุกกำลังใจ คือพลังสำคัญที่จะนำพาตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ

ขอขอบคุณ มาลัยสยาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1498766318945928&id=100064377227434&rdid=7lCF3s9SvyIHa2dZ#

9 สิงหาคม 2514 จุดเริ่มต้น ‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ต้านภัยคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

‘ลูกเสือชาวบ้าน’ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2514 ณ บ้านเหล่ากอหก อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โดยฝีมือของ พล.ต.ต.สมควร หริกุล ขณะดำรงตำแหน่งผู้กำกับ ตชด. เขต 4 มีเป้าหมายฝึกอบรมชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนภาคอีสานให้มีวินัย ความสามัคคี และจิตสำนึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพื่อเป็นแนวร่วมต้านภัยคอมมิวนิสต์

หลังจากที่สมควรเข้ารับการฝึกวิชาลูกเสือขั้นสูง จึงเกิดแนวคิดนำกิจกรรมลูกเสือมาประยุกต์กับชุมชน ใช้หมวด ตชด. เป็นแกนกลางในการจัดตั้งลูกเสือชาวบ้าน กิจกรรมฝึกอบรมประกอบด้วยระเบียบวินัย ความร่วมมือในชุมชน และปลูกฝังอุดมการณ์รักชาติ ซึ่งขยายตัวครอบคลุมหลายจังหวัดในภาคอีสาน

ความสำคัญของลูกเสือชาวบ้านยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมด้วยพระองค์เองที่ค่ายเสนีย์รณยุทธ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2515 พร้อมพระราชทานงบประมาณ สนับสนุนเครื่องแบบ และรับองค์กรไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นเครือข่ายภาคประชาชนภายใต้ร่มพระบารมี

นับแต่นั้น กิจกรรมพระราชทานธงและผ้าพันคอแก่ลูกเสือชาวบ้านกลายเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่รัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติอย่างต่อเนื่องระหว่างการเยือนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร เป็นหนึ่งในกลไกเสริมสร้างความมั่นคงและความภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ ผ่านองค์กรชุมชนที่ได้รับการรวมศูนย์และสนับสนุนอย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด 'พัฒนาเพื่อความมั่นคง' ในยุคสงครามเย็น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top