Saturday, 8 August 2026
TheStatesTimes

“กองทัพเรือ” คว้ารางวัลโซเชียลภาครัฐครั้งแรก!! คว้า Outstanding Government Entity on Social Media ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน เป็นอีกอีกหนึ่งหมุดหมายกองทัพเรือ

กองทัพเรือคว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media เป็นครั้งแรก ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงและโปร่งใส พร้อมพัฒนาสู่มาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media จาก Thailand Social Government Awards ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกที่กองทัพเรือได้รับรางวัลด้านการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว และถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนางานด้านการสื่อสารสาธารณะของกองทัพเรือ

รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานด้านการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดดเด่น โดยพิจารณาจากเกณฑ์ Social Metric for Government ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจของประชาชน (Public Trust) ผ่านการสื่อสารที่เกี่ยวเนื่องกับพันธกิจ มีความสม่ำเสมอ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

รางวัลครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพัฒนาการสื่อสารองค์กรให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือในทุกมิติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้กองทัพเรือเดินหน้ายกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ความรวดเร็วในการชี้แจงข้อเท็จจริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์

“กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชน สื่อมวลชน และผู้ติดตามทุกช่องทาง ที่ให้ความไว้วางใจและติดตามการสื่อสารของกองทัพเรือมาโดยตลอด รวมถึงขอขอบคุณผู้จัดงาน Thailand Social Government Awards คณะที่ปรึกษา และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ และมอบรางวัลอันทรงคุณค่านี้แก่กองทัพเรือ”

“การได้รับรางวัลเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ ถือเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นของประชาชนคือกำลังใจสำคัญของเรา กองทัพเรือจะไม่หยุดพัฒนา จะยึดมั่นในการสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ พร้อมปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมกับความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจที่ประชาชนมีต่อกองทัพเรือ”

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

สหรัฐฯ ผลิต Patriot ไม่ทัน!! ยูเครนคุมโดรนภายใต้ระบบ Patriot คลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ขาดแคลนหนัก สงครามยืดเยื้อกับอิหร่านเสี่ยงเสียเปรียบ พันธมิตรเผชิญความเสี่ยงการสนับสนุนลดลง

ยูเครนเชื่อว่าจะสามารถเหนือชั้นกว่ารัสเซียได้ ด้วยการนำศูนย์ผลิตโดรนที่ทันสมัยที่สุดของตนไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot รอบกรุงเคียฟ ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์การทหาร ให้ความเห็นกับ Sputnik พร้อมระบุว่า การคำนวณดังกล่าวกลับผิดพลาด เพราะขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ถูกใช้งานจนขาดแคลน

“เยอรมนี นอร์เวย์ กลุ่มประเทศบอลติก และชาติราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียที่จัดซื้อระบบ Patriot ขณะนี้กำลังเผชิญกับความจริงว่า ‘โล่ป้องกันของสหรัฐฯ มีช่องโหว่’ และไม่สามารถพึ่งพาได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าว

รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์พบว่าคลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก จนต้องลดขนาดแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ และปฏิเสธคำร้องของยูเครนที่ขอขีปนาวุธ Patriot เพิ่มเติม โดยสงครามกับอิหร่านถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะถูกบีบให้ปฏิบัติการภายใต้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดของตนในตะวันออกกลางไปพร้อมกับให้การสนับสนุนยูเครนได้” คนูตอฟกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นต่อรายงานที่ระบุว่า คลังขีปนาวุธของสหรัฐฯ อาจยังไม่ฟื้นตัวจนกว่าจะถึงช่วงปี 2029-2031

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังมองว่า สหรัฐฯ อาจลดระดับการปกป้องชาติพันธมิตรลงด้วย โดยระบุว่า
-ยูเครนเป็นเพียงสัญญาณเตือนแรก และพันธมิตรชาติอื่น ๆ อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องเผชิญกับการสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศจากสหรัฐฯ ที่ลดลง

-ขีปนาวุธอิหร่านจำนวนมากที่มุ่งเป้าไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังไม่ได้รับการสกัดกั้น เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ต้องเก็บขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้ป้องกันฐานทัพของตนเองในภูมิภาค

-หน่วยทหารสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการทางอากาศหรือการป้องกันภัยทางอากาศ ได้ถูกถอนออกจากตะวันออกกลางแล้ว

ความไม่สมดุลในสงครามอิหร่านอยู่ในระดับวิกฤต
“แม้ว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นหลายเท่าตัว ก็ไม่มีทางเทียบอิหร่านได้ทั้งในแง่ต้นทุนหรือความเร็วในการผลิต” คนูตอฟกล่าว

“อิหร่านสามารถผลิตขีปนาวุธและโดรนได้ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียว ขณะที่โรงงานและสถานที่ผลิตของอิหร่านก็กระจายตัวอยู่หลายแห่งและได้รับการปกป้อง”

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากสหรัฐฯ เลือกทำสงครามยืดเยื้อแบบบั่นทอนกำลังกับอิหร่าน ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา : Sputnik

‘นิพนธ์’ กู้ศักดิ์ศรีคืน!! ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 ปลดพ้นนายก อบจ.สงขลา พลิกคดี กู้เกียรติยศคืน ย้ำมีอำนาจแต่ต้องอยู่ใต้กฎหมาย

“นิพนธ์ บุญญามณี”กู้ศักดิ์ศรีคืนแล้ว กรณีศึกษาศาลปกครองสั่งเพิกถอนคำสั่ง มท.1 พ้นนายกฯอบจ.สงขลา

กรณีของนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ถูก พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีมหาดไทย สั่งปลดจากตำแหน่งนายกฯอบจ.สงขลา แต่นิพนธ์ยกมาเป็นประเด็นฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ให้เพิกถอนคำสั่งปลด คดีถึงที่สุด เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งรัฐมนตรีมหาดไทย อันถือว่า นิพนธ์ได้ต่อสู้เพื่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของตัวเอง และวงศ์ตระกูล

กรณีของพิพนธ์ เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายปกครองว่า “รัฐมีอำนาจ แต่การใช้อำนาจต้องชอบด้วยกฎหมาย” ไม่ใช่มีอำนาจแล้วจะสั่งปลดผู้บริหารท้องถิ่นได้ทันที หากขั้นตอนหรือเหตุผลไม่ถูกต้อง คำสั่งก็อาจถูกศาลเพิกถอนได้

หลักเกณฑ์โดยสรุปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจสั่งให้นายก อบจ. นายกเทศมนตรี หรือนายก อบต. พ้นจากตำแหน่งได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด เช่น มีการชี้มูลความผิดในบางกรณี หรือมีเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย
แต่การออกคำสั่งต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน มีฐานกฎหมายรองรับ และต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด หากละเลยขั้นตอนที่เป็นสาระสำคัญ หรือใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ศาลปกครองมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งได้

สำหรับคดีของนิพนธ์ ศาลปกครองวินิจฉัยว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายและกฎกระทรวงกำหนด จึงมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งปลด และให้คำสั่งมีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ออกคำสั่ง

เมื่อศาลปกครองเพิกถอนคำสั่งแล้ว ผลเป็นให้
คำสั่งปลดถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลของการเพิกถอนมีผลย้อนหลัง เสมือนคำสั่งนั้นไม่เคยมีผลบังคับ ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือสิทธิประโยชน์ที่สูญเสียไป หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายปกครองและกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

อาจจะมีคนถามว่า แล้ว “ผู้ออกคำสั่ง” ต้องรับผิดหรือไม่ ไม่ใช่ว่าศาลเพิกถอนคำสั่งแล้วผู้ลงนามจะต้องรับผิดโดยอัตโนมัติ แต่ต้องมีหลักกฎหมาย
หากเป็นการใช้ดุลพินิจโดยสุจริต แม้ศาลเพิกถอน ก็ไม่จำเป็นต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกสั่งปลด รัฐอาจต้องชดใช้ค่าเสียหาย และต่อมารัฐอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยจากเจ้าหน้าที่ผู้กระทำได้ ตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น ประเด็นที่ว่า “รัฐมนตรีมหาดไทยจะนึกอยากปลดก็ปลดไม่ได้” ถือเป็นหลักการที่ถูกต้อง เพราะอำนาจต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย เหตุผล และกระบวนการที่ถูกต้อง มิฉะนั้นคำสั่งย่อมถูกศาลเพิกถอนได้

กรณีนิพนธ์จึงกลายเป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่ย้ำหลักว่า การใช้อำนาจทางปกครองต้องเคารพกระบวนการตามกฎหมาย หากขั้นตอนผิด แม้ผู้มีอำนาจจะลงนามเอง คำสั่งก็อาจเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนโดยศาลได้

เรื่องนี้ในทางการเมือง นิพนธ์มีสิทธิ์อันชอบธรรมสามารถหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่า พ้นบ่วงอำนาจ คสช.มาแล้ว กูศักดิ์ศรีกลับคืนมาได้ เดินยืดอกได้

นิพนธ์ยังสามารถนำผลแห่งคดีนี้ไปสู้ในศาลทุจริตและประพฤติมิชอบได้ ที่ถูกฟ้องฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เบิกจ่ายให้ผู้รับเหมา หลังพบว่า มีการฮั้วประมูล และทางจังหวัดมีคำสั่งชะลอการจ่าย การถูกกล่าวหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คือต้นเรื่องของคำสั่งปลดพ้นนายกฯอบจ.สงขลา

อนาคตของพิพนธ์จะเดินต่อไปอย่างไรบนถนนสายการเมือง ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม จะบุกเดินหน้า หรือปล่อยวางให้ลูกชายทำต่อ

7 สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก”!! ย้อนรอยจุดเริ่มการต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท. จุดเปลี่ยนการเมืองไทย สู่สงครามประชาชนกว่า 20 ปี เปิดฉากความขัดแย้ง รัฐไทย–คอมมิวนิสต์ หมุดหมายสำคัญประวัติศาสตร์การเมืองไทย

7สิงหาคม “วันเสียงปืนแตก จุดเปลี่ยนของการเมืองไทย

เสียงปืนนัดแรกที่บ้านนาบัว “7 สิงหาคม วันเสียงปืนแตก” เป็นชื่อที่ใช้เรียกเหตุการณ์ปะทะกันด้วยอาวุธระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 7 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2508 เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการของ พคท. และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะนำไปสู่ “สงครามประชาชน” ที่ดำเนินต่อเนื่องกว่า 20 ปี 

ความสำคัญของวันเสียงปืนแตก มี 4 ประเด็นหลัก คือ

1. เป็นจุดเริ่มต้นของสงครามคอมมิวนิสต์ในไทย ก่อนปี 2508 พคท. เน้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองและจัดตั้งมวลชนในชนบท แต่หลังเหตุการณ์นี้ได้ประกาศใช้การต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ กลายเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับ พคท. 

2. มีผลต่อการเมืองและความมั่นคงของไทย

รัฐบาลไทยในยุคนั้นใช้งบประมาณและกำลังทหารจำนวนมากในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ พร้อมได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ทำให้การเมืองไทยในช่วง 2510 ถึง 2520 ถูกกำหนดด้วยประเด็นความมั่นคงเป็นอย่างมาก 

3. เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษา ปัญญาชน และประชาชนจำนวนมากหนีเข้าป่าไปร่วมกับ พคท. ส่งผลให้การต่อสู้ด้วยอาวุธขยายตัวอย่างมากในช่วงปลาย 2510 ถึงต้น 2520 

4. จุดสิ้นสุดของสงคราม

ความขัดแย้งค่อย ๆ คลี่คลายหลังรัฐบาลออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ช่วงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เปิดโอกาสให้ผู้ร่วม พคท. วางอาวุธและกลับคืนสู่สังคม ทำให้การสู้รบยุติลงในเวลาต่อมา 

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ วันที่แท้จริง ของ “วันเสียงปืนแตก” ยังเป็นข้อถกเถียงในหมู่นักประวัติศาสตร์ แม้ พคท. จะยึดถือ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันสัญลักษณ์ แต่มีงานวิจัยและเอกสารราชการบางส่วนเสนอว่า การปะทะกันจริงเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของ 8 สิงหาคม 2508 มากกว่า 

มิติประวัติศาสตร์ “วันเสียงปืนแตก” จึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุปะทะครั้งหนึ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับขบวนการคอมมิวนิสต์ ซึ่งส่งผลต่อการเมือง ความมั่นคง และพัฒนาการของประชาธิปไตยไทยตลอดหลายทศวรรษหลังจากนั้น

“อมตะ” บุกเวียดนาม!! ผนึกเทคโนโลยีจีนขยายธุรกิจ ปักหมุดฮาลอง-ฟู้เถาะพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ชูศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืนภูมิภาค

อมตะ ผนึกนักลงทุนไฮเทคบุกเวียดนาม ปักหมุด ‘ฮาลอง-ฟู้เถาะ’
ผุดสมาร์ทซิตี้รับคลื่นย้ายฐานผลิต

กลุ่มอมตะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก นำคณะผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart City) และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต มุ่งสนับสนุนการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูง เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้นำคณะนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีนเข้าพบผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภาครัฐเวียดนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอมตะกับภาครัฐและท้องถิ่นของเวียดนาม พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนได้เข้ามาศึกษาศักยภาพและสำรวจพื้นที่ลงทุนในโครงการของอมตะ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต

“เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม แต่เป็นการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อผลักดันเวียดนามให้ก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายวิกรม กล่าว

โดยภารกิจครั้งนี้ คณะผู้บริหารอมตะได้เข้าพบหารือกับ นายกวาน มั่ญ เกื่อง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเลขาธิการพรรคประจำจังหวัด รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ จังหวัดกว๋างนิญ โดยอมตะได้แสดงถึงความพร้อมในการผลักดันโครงการ อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรองรับการลงทุนมูลค่าสูง ทั้งนี้ นายวิกรมระบุว่า จังหวัดกว๋างนิญมีความโดดเด่นอย่างยิ่งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และนโยบายสนับสนุนการลงทุน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติรายใหม่เข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงแห่ง นครโฮจิมินห์ โดยได้รับเกียรติจาก นางอุรวดี ศรีภิรมย์ยา เอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม พร้อมด้วยผู้แทนภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ภายใต้โอกาสมหามงคลครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยทางโฮจิมินห์ได้แสดงความพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว การค้า และบริการดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบผู้บริหาร จังหวัดฟู้เถาะ ซึ่งอมตะได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนา "Future City" หรือเมืองแห่งอนาคต ผ่านโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการที่ผสานเมืองอัจฉริยะ นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์บริการสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนายวิกรมกล่าวเสริมว่า จังหวัดฟู้เถาะมีศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านพื้นที่ แรงงานคุณภาพ และทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมเสนอให้ทางจังหวัดร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และเครือข่ายดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต

สำหรับการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของอมตะในการขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงและเมืองอัจฉริยะรุ่นใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ โดยกลุ่มอมตะเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทอันของกลุ่มอมตะในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย จีน และเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับภูมิภาค

‘วราวุธ’ สั่งตรวจสอบไฟไหม้พบยางเก่า จำนวนมาก!! บ้านบึงระทึกไฟไหม้อาคารคล้ายโรงงาน ส่งรถโมบายเช็กมลพิษ พบพื้นที่ไร้ใบอนุญาตโรงงาน เตรียมฟันตาม พ.ร.บ.โรงงาน ที่บ้านบึง จ.ชลบุรี

“วราวุธ” เผย สั่ง สอจ.ชลบุรี รุดตรวจสอบเพลิงไหม้อาคารคล้ายโรงงาน พื้นที่บ้านบึง พบยางเก่าพรึ่บ ส่งรถโมบายกรมโรงงาน ตรวจเช็กสภาพอากาศ – มลพิษ – ไอระเหย เข้าพื้นที่แล้ว พบ ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรงงานเด็ดขาด

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงเหตุเพลิงไหม้อาคาร ไม่ทราบเลขที่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค.นี้ ว่า ทางเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี (สอจ.ชลบุรี) ได้เข้าร่วมตรวจสอบกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารดังกล่าวแล้ว โดยเพลิงลุกไหม้ที่เกิดขึ้นเฉพาะภายในอาคาร ไม่ได้ลุกลามไปสู่ภายนอก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ สอจ.ชลบุรี อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในอาคารโรงงานได้ โดยสังเกตเห็นมียางรถยนต์เก่าและเครื่องจักรอยู่ใน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราได้มีการนำรถปฏิบัติการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าวแล้วเพื่อจะตรวจวัดคุณภาพอากาศ มลพิษทางกลิ่น ไอระเหยสารเคมี ในรัศมีโดยรอบแล้วว่า มีผลกระทบอย่างไร เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

นายวราวุธ กล่าวว่า จากการสอบถามผู้นำตรวจของบริษัทฯ ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า อาคารดังกล่าวสร้างเพื่อเป็นโกดังหรือโรงงาน เบื้องต้นตรวจสอบฐานข้อมูลพบว่า บริเวณดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และยังพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการกองเก็บยางรถยนต์ที่ไม่ได้คุณภาพ (วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) ไว้ในพื้นที่โล่งจำนวนมากซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบขยายผลว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ภายหลังเพลิงสงบตนให้เจ้าหน้าที่ สอจ.ชลบุรี เข้าไปดูในรายละเอียดเพิ่มขึ้น และรวบรวมหลักฐาน หากไม่มีการอนุญาตอย่างถูกต้องและมีการดำเนินการไปก่อนนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ.2535 อย่างเต็มที่และเด็ดขาด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงนี้หากมีเหตุด่วน หรือเหตุสงสัย หรือจะร้องเรียนเกี่ยวกับอุตสาหกรรม สามารถโทรมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม หมายเลข 1564 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ทุกเหตุการณ์เรามีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

วิกฤตคลังขีปนาวุธสหรัฐฯ!! ยูเครน–อิสราเอล–ทะเลแดง เร่งใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น สหรัฐฯ เจอโจทย์ใหญ่ “กระสุนแพงยิงของถูก” สงครามอสมมาตรเร่งผลาญคลังขีปนาวุธ ท่ามกลางความขัดแย้งหลายภูมิภาค

จริงหรือ? ขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันของกองทัพสหรัฐฯ
กำลังจะเกลี้ยงคลังแสง

กระแสข่าวเกี่ยวกับขีปนาวุธใน "คลังแสงสหรัฐฯ หมดเกลี้ยง" เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จากรายงานของสถาบันคลังสมอง (Think Tank) เช่น ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (CSIS) รวมถึงรายงานข่าวจากสื่อระดับโลก

ข้อเท็จจริงในเชิงยุทธศาสตร์ อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ ไม่ได้ "หมดคลังแสงทุกชนิด" แต่กำลังเผชิญภาวะ "คลังอาวุธเฉพาะประเภทตึงตัวขั้นวิกฤต" (Stockpile Depletion) จากการรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งหลายพื้นที่พร้อมกัน

จุดที่ตึงตัวและร่อยหรออย่างหนัก คือ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ (Air Defense Interceptors):
· PAC-3 (Patriot): ถูกใช้งานไปแล้วราว 2 ใน 3 (ประมาณ 65%) เหลือใช้งานในคลังสำรองจำกัด
· THAAD: ขีปนาวุธสกัดกั้นถูกใช้งานไปแล้วถึง 75%–80% ของคลังสำรองก่อนความขัดแย้ง

ขีปนาวุธนำวิถีพิสัยไกลและความแม่นยำสูง (Precision-Guided Munitions): ขีปนาวุธยุทธวิธีอย่าง ATACMS และ PrSM (Precision Strike Missile) ถูกดึงไปใช้งานในอัตราสูงมากจนใกล้แตะขีดจำกัดปลอดภัย

สาเหตุหลักของวิกฤตคลังแสง
- การสกัดกั้นโดรนและขีปนาวุธราคาถูก: สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นราคาสูง (ลูกละ 2–4 ล้านดอลลาร์) จำนวนมากเพื่อสกัดโดรนหรือขีปนาวุธราคาต่ำกว่าของฝ่ายตรงข้าม
- คอขวดในภาคการผลิต (Supply Chain Bottlenecks): ฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (Defense Industrial Base) ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันมีอัตราการผลิตต่อปีน้อยกว่าอัตราการใช้งานจริงในสภาวะสงครามหลายเท่า เช่น Patriot มีกำลังการผลิตราว 500–600 ลูกต่อปี แต่ถูกใช้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือน

- การกระจายอาวุธยุทโธปกรณ์ในหลายรูปแบบ: การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่พันธมิตรร่วมกับการคงกำลังรบสำรองเพื่อป้องปรามสถานการณ์ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

ผลกระทบทางยุทธศาสตร์
- การปรับยุทธวิธีป้องกันภัยทางอากาศ: กองทัพสหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการการยิงสกัดกั้นอย่างประหยัดมากขึ้น โดย เน้นป้องกันเฉพาะเป้าหมายยุทธศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง (High-Value Assets)
- ความเสี่ยงกรณีเกิดวิกฤตซ้อน (Two-Front Dilemma): หากเกิดความขัดแย้งใหญ่ขึ้นพร้อมกันในอีกภูมิภาค สหรัฐฯ จะเผชิญความเสี่ยงสูงเนื่องจากขาดแคลนระบบสกัดกั้นทางอากาศพิสัยไกล

ระบบป้องกันขีปนาวุธของ สหรัฐใช้เวลาผลิตเท่าไร?
ระยะเวลาในการผลิต จรวดสกัดกั้น (Interceptor) สำหรับระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 24 ถึง 30 เดือน (2 ถึง 2.5 ปี) ต่อลูก นับตั้งแต่เริ่มต้นจัดหาวัตถุดิบ ห่วงโซ่อุปทาน ชิ้นส่วน ไปจนถึงการประกอบเสร็จสิ้น

​ปัจจัยและระยะเวลาในแต่ละระบบ
- ​MIM-104 Patriot (PAC-3 MSE): ใช้เวลาผลิตราว 24–30 เดือน โดย เครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง (Solid Rocket Motor) มี ระยะเวลาคิวและการบ่มตัว (Curing Time) อยู่ที่ประมาณ 30 เดือน และหัวค้นหาเรดาร์ (Active Radar Seeker) ต้องใช้ความละเอียดสูงในการประกอบ
- ​THAAD & Aegis (SM-3 / SM-6): มีรอบการผลิตและความซับซ้อนใกล้เคียงกันที่ 2 ถึง 3 ปี เนื่องจากต้องใช้วัสดุผสมทนความร้อนสูง และระบบนำทางด้วยเลเซอร์/เรดาร์ที่มี ความแม่นยำระดับ Kinetic Intercept (Hit-to-Kill)

สาเหตุที่การผลิตใช้เวลานาน
- ​ห่วงโซ่อุปทานย่อย (Sub-tier Supply Chain): การสร้างขีปนาวุธ 1 ลูกต้องใช้ชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์เฉพาะทางมากกว่า 400 บริษัท
- คอขวดของชิ้นส่วนสำคัญ: เช่น หัวค้นหาเรดาร์ หรือเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง มักผลิตได้จากโรงงานเฉพาะทางเพียงไม่กี่แห่ง
- ความคุ้มเชิงพาณิชย์ในอดีต: การผลิตขีปนาวุธระดับนี้ไม่ได้เปิดสายการผลิตแบบสากลเหมือนสินค้าอุตสาหกรรมทั่วไป แต่ผลิตตาม สัญญาจ้าง (On-demand) ทำให้ กำลังการผลิตต่อปี (Annual Capacity) มีจำกัด เช่น PAC-3 ผลิตได้ราว 500–600 ลูก/ปี หรือ THAAD ผลิตได้ราว 96 ลูก/ปี ก่อนที่จะเริ่มมีแผนขยายกำลังการผลิตให้เร็วขึ้น

สงครามอสมมาตร (Asymmetric Warfare) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ขีปนาวุธสกัดกั้น (Interceptor Missiles) ของสหรัฐฯ ถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพียงเพราะ "จำนวนการยิง" เท่านั้น ยังเป็นผลจาก ความไม่สมดุล ของ ต้นทุน การผลิต และยุทธวิธีของฝ่ายโจมตี ด้วยสาเหตุหลัก ได้แก่
1. อาวุธโจมตีมีราคาถูกกว่าอาวุธป้องกันมาก
-โดรนโจมตีหรือขีปนาวุธราคาถูกอาจมีราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนดอลลาร์
-แต่ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น Patriot PAC-3, THAAD หรือ SM-3 มีราคาหลายล้านดอลลาร์ต่อหนึ่งนัด
-ทำให้ฝ่ายโจมตีสามารถใช้ยุทธศาสตร์ "ยิงจำนวนมาก" เพื่อบังคับให้ฝ่ายป้องกันใช้กระสุนราคาแพง

2. การโจมตีแบบอิ่มตัว (Saturation Attack) ฝ่ายโจมตีปล่อยโดรน ขีปนาวุธร่อน และขีปนาวุธวิถีโค้งพร้อมกันหลายสิบหรือหลายร้อยลูก เพื่อให้ระบบป้องกันต้องยิงสกัดเป็นจำนวนมากในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่รัสเซีย อิหร่าน และกลุ่มฮูตีใช้บ่อยขึ้น

3. การผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นใช้เวลานาน ขีปนาวุธอย่าง THAAD, SM-3 และ Patriot มีชิ้นส่วนซับซ้อน ใช้เวลาผลิตหลายเดือนถึงหลายปี และกำลังการผลิตไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันทีเมื่อเกิดสงคราม

4. สหรัฐฯ ต้องป้องกันหลายสมรภูมิพร้อมกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้นใน
-ทะเลแดง (ป้องกันการโจมตีของฮูตี)
-การสนับสนุนการป้องกันอิสราเอลจากขีปนาวุธอิหร่าน
-การสนับสนุนยูเครน

ประเด็นเหล่านี้ทำให้คลังอาวุธถูกใช้อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่พร้อมกัน
5. หลักนิยมเดิมไม่รองรับสงครามที่ใช้โดรนจำนวนมาก
ระบบอย่าง Patriot และ THAAD ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดขีปนาวุธพิสัยไกลและเป้าหมายมูลค่าสูง ไม่ใช่การรับมือโดรนราคาถูกจำนวนมหาศาล ดังนั้น การใช้ขีปนาวุธราคาแพงยิงเป้าหมายราคาถูกจึงไม่คุ้มค่าในระยะยาว

ผลกระทบ คือ
-สหรัฐฯ ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะป้องกันเป้าหมายใดก่อน หากจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นลดลงมาก
-กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เร่งเพิ่มกำลังการผลิต Patriot และ THAAD รวมทั้งพัฒนาอาวุธต้นทุนต่ำกว่า เช่น เลเซอร์ อาวุธพลังงานตรง และโดรนสกัดกั้น เพื่อรับมือภัยคุกคามจากโดรนและการโจมตีแบบอิ่มตัว

ดังนั้น สงครามอสมมาตร ได้เปลี่ยนสมการจาก "ใครมีอาวุธทันสมัยกว่า" ไปเป็น "ใครสามารถทำให้อีกฝ่ายใช้ทรัพยากรราคาแพงหมดก่อน" จึงกลายเป็น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดของระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และพันธมิตรในปัจจุบัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

Yili Group เดินหน้าสร้างระบบนิเวศ เปิดงานประชุมนมโลก 2569 ฮูฮอตได้รับเกียรติเมืองหลวงนมโลก เน้นเทคโนโลยีและความร่วมมือ เปิดตัวศูนย์ข้อมูลและนวัตกรรมใหม่

Yili Group เดินหน้านวัตกรรมและความร่วมมือสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืน
ในการประชุมนมโลก ประจำปี 2569

การประชุมนมโลก (World Dairy Congress) ประจำปี 2569 ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เมืองฮูฮอต เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน งานนี้มี Yili Group เป็นผู้จัดในธีม Technology-driven, Partnership Oriented, Co-building a Sustainable Global Dairy Ecosystem (ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มุ่งกระชับความร่วมมือ สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืน) ถือเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากสมาคมการค้านานาชาติ นักวิชาการ และผู้บริหารระดับสูงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมนมทั่วโลก

ฮูฮอตขึ้นแท่นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลกอย่างเป็นทางการ

ในพิธีเปิดการประชุม สหพันธ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารนานาชาติ (IUFoST) ได้มอบป้ายประกาศเกียรติคุณและรางวัลที่ระลึก เพื่อรับรองให้เมืองฮูฮอตดำรงตำแหน่ง World Dairy Capital หรือเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก อย่างเป็นทางการ

ดร.ภาวิณี ชินะโชติ ประธานบริหาร IUFoST กล่าวในพิธีเปิดว่า การมอบตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นสัญญาณแห่งความสำเร็จที่สะท้อนความมุ่งมั่นทุ่มเทของเมืองฮูฮอตในการยกระดับอุตสาหกรรมนม พร้อมกล่าวเสริมว่า รางวัลอันทรงเกียรตินี้ยังมุ่งหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนแก่องค์กรระดับแถวหน้าอย่าง Yili Group ในการร่วมยกระดับภาคอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพในระดับสากล ตลอดจนเร่งสร้างอนาคตที่เข้มแข็งด้วยความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการเติบโตร่วมกัน

สร้างสรรค์มูลค่าร่วม ผสานพลังเติบโตเคียงคู่กัน

ภายในงานนี้ Pan Gang ประธานกรรมการและประธานบริหาร Yili Group ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Shared Value, Mutual Harmony, Building a New Global Dairy Ecosystem (สร้างสรรค์มูลค่าร่วม ผสานพลังเติบโตเคียงคู่กัน ขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกยุคใหม่)

ปัจจุบัน โลกปรากฏให้เห็นปัญหาท้าทายมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ย้ายทิศทาง Pan Gang ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ของ Yili โดยเน้นย้ำว่า พันธกิจของนมหนึ่งแก้วไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบโภชนาการ แต่คือการบรรลุเป้าหมาย World Integrally Sharing Health หรือการสร้างสุขภาวะที่ดีร่วมกันของคนทั่วโลก พร้อมนำเสนอทางออกในแบบฉบับของจีนท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อกรุยทางสู่เส้นทางใหม่ในการสร้างมูลค่าและการเติบโตร่วมกัน

Pan Gang ระบุว่า นวัตกรรมที่แท้จริงต้องไม่โดดเดี่ยวเหมือนเกาะกลางทะเล แต่ต้องเชื่อมโยงกันดั่งผืนแผ่นดิน โดย Yili ได้รวบรวมองค์ความรู้จากทั่วทุกมุมโลกเพื่อร้อยเรียงเป็นเครือข่ายนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันในมิติด้านดิจิทัล เขาเปรียบว่าเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะไม่ใช่การแสดงเดี่ยว หากแต่เป็นการเล่นบรรเลงวงซิมโฟนีร่วมกันตลอดห่วงโซ่ ซึ่ง Yili กำลังเร่งบูรณาการทั้งในแนวตั้งและแนวราบเพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ก่อนจะกล่าวเชิญชวนพันธมิตรทั่วโลกร่วมออกเดินทางบนเส้นทางแห่งการสร้างมูลค่าและการเติบโตร่วมกัน เพื่อนำศักยภาพของอุตสาหกรรมนมมาเป็นรากฐานในการยกระดับสุขภาพและสุขภาวะของมวลมนุษยชาติ

เปิดตัวนวัตกรรมเปลี่ยนโลก
พิธีเปิดงานในครั้งนี้ยังได้มีการเปิดตัวศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านอุตสาหกรรมนมแห่งประเทศจีน หรือ China (Global) Dairy Data Intelligent Hub และคลังชุดข้อมูลคุณภาพสูงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก หรือ Global Dairy High-Quality Datasets Factory อย่างเป็นทางการด้วย

พร้อมกันนี้ ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งชาติเพื่ออุตสาหกรรมนมแห่งประเทศจีน (NTICD) ยังได้เปิดตัว 10 สุดยอดผลงานนวัตกรรมแห่งปี 2569 ซึ่งครอบคลุมสายงานสำคัญ ตั้งแต่เทคโนโลยีการพัฒนาสายพันธุ์โคนม การลดและใช้วัตถุดิบทดแทนในอาหารสัตว์ การวิจัยโพรไบโอติกในนมแม่ การผลิตแลกโตเฟอร์รินเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบครบวงจร ไปจนถึงเทคโนโลยีรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมทั่วโลกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ที่มา: Yili Group

โศกนาฏกรรมเทพศิรินทร์นนทบุรี!! โฆษก ตร.ชี้เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี สิ้นสุดแล้ว เร่งสอบเส้นทางปืนเหตุกราดยิงโรงเรียน พบเป็นอาวุธของบุคคลในครอบครัว ตำรวจเร่งสอบสวนแรงจูงใจ

โฆษก ตร.เผยเหตุกราดใน รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี ยุติแล้ว ยืนยันผู้เสียชีวิต 7 ราย เป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนของปู่ผู้ก่อเหตุ ตำรวจเร่งตรวจสอบเส้นทางการนำปืนและกระสุนออกจากบ้าน พร้อมสืบสวนแรงจูงใจอย่างละเอียด

วันนี้ (7 ส.ค.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และยุติเหตุรุนแรงได้แล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นยืนยันมีผู้เสียชีวิต 7 รายเป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 15 ราย แบ่งเป็นอาการบาดเจ็บทั่วไป 13 ราย และอาการสาหัส 2 ราย ซึ่งถูกนำส่งรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่สามารถสรุปแรงจูงใจในการก่อเหตุได้ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ สภาพแวดล้อม และข้อมูลส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ได้ประสานและติดต่อผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุแล้ว เบื้องต้นทราบว่าอาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุและแรงจูงใจยังอยู่ในชั้นสืบสวน

ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นอาวุธปืนที่มีชื่อครอบครองเป็นของบุคคลในครอบครัว โดยเป็นปืนของคุณปู่ของผู้ก่อเหตุ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้จะทราบเบื้องต้นว่าอาวุธปืนเป็นของคนในครอบครัว แต่ยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธปืนและกระสุนออกมาจากบ้านได้อย่างไร มีการเก็บรักษาอาวุธปืนไว้ในลักษณะใด รวมถึงตรวจสอบที่มาของกระสุนปืนและเส้นทางการเข้าถึงอาวุธทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการสืบสวนในขณะนี้

“ตอนนี้ทราบเพียงว่าอาวุธปืนมีชื่อผู้ครอบครองเป็นบุคคลในครอบครัว ส่วนผู้ก่อเหตุนำอาวุธออกมาได้อย่างไร และมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ขอให้เป็นไปตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกิดเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ควบคุมและกำกับการปฏิบัติด้วยตนเอง พร้อมเร่งเคลียร์พื้นที่ ตรวจสอบหลักฐาน และจัดทำแผนผังจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจจัดส่งทีมจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของครู นักเรียน และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเยียวยาความสูญเสียและลดผลกระทบทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิด พยานบุคคล และเส้นทางการครอบครองอาวุธปืนอย่างละเอียด เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงทั้งหมดและสรุปสาเหตุของเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top