Monday, 3 August 2026
TheStatesTimes

รณรงค์คัดแยกขยะต้องเริ่มที่ระบบ!! เมื่อประชาชนยังไม่มั่นใจว่าแยกแล้วไม่ถูกเทรวม “ไม่แยก ไม่เก็บ” อบจ.นครศรีฯ ถูกตั้งคำถาม ทำได้จริงหรือไม่ หากระบบเก็บขยะยังไม่พร้อมทั้งจังหวัด

แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” ของ อบจ.นครศรีฯ จะสัมฤทธิ์ผลหรือ….?

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกแคมเปญใหม่รณรงค์คัดแยกขยะด้วยวลี “ไม่แยก ไม่เก็บ เริ่ม 1 สิงหาคม

การรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะมาจากภาคครัวเรือน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเก็บขยะ แต่การบอกว่า ”ไม่แยก ไม่เก็บ“ ไม่หน้าจะถูกต้อง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยัง ไม่พบข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.นครศรีฯ) มีภารกิจจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของตนเอง หรือมีการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะในครอบครอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติ อบจ.นครศรีฯ ไม่น่าจะมีรถเก็บขยะเป็นของตนเอง และไม่รู้จะไปเก็บขยะตรงไหน เพราะไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

การเก็บขยะมูลฝอยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหลัก ไม่ใช่ อบจ. ซึ่ง อบจ. มักมีบทบาทสนับสนุน เช่น การจัดทำศูนย์กำจัดขยะ การสนับสนุนงบประมาณ หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้คัดแยกขยะ เป็นต้น

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ ถามว่าอบจ.นครศรีฯ มีรถเก็บขยะหรือไม่?
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีรถเก็บขยะสำหรับออกให้บริการเก็บขยะประจำพื้นที่ มีกี่คันก็ยังไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะของ อบจ.นครศรีฯ

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ จึงไม่น่าจะเป็นแคมเปญที่ถูกต้อง แต่การรณรงค์ให้คัดแยกจากครัวเรือนเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่การใส่คำว่า ไม่เก็บไปด้วย ได้คุยได้หารือกับ อบต./เทศบาล ทั้งหมดในนครศรีฯแล้วหรือยัง เพราะถ้า อบต./เทศบาล ไม่ร่วมด้วยแคมเปญนี้ก็จบข่าว

ลอง อบต./เทศบาล ไม่เก็บขยะดูสิ น่าจะยุ่งแน่ๆ ขยะก็จะถูกใส่ถุงดำมากองไว้เต็มหน้าบ้านแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อ อบต./เทศบาลนั้นๆโดยตรง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของผู้บริหาร ชาวบ้านที่ไม่สำนึกคัดแยกขยะก็จะไม่แยแส ไม่สนใจ และเอาขยะยัดใส่ถุงดำกองไว้หน้าบ้านประจานผู้บริหารเองนั้นแหละ

ถามว่าสำนึกรับผิดชอบในการคัดแยกขยะของคนไทยมีแค่ไหน ตอบได้ว่า “ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง” และยังมีช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “การลงมือทำ”

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญ ได้แก่
-คนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแยกต่อจริงหรือไม่
-ระบบจัดเก็บของบางพื้นที่ยังเก็บรวมกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “แยกไปก็เท่านั้น”
-การแยกขยะมีต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
-แรงจูงใจทางเศรษฐกิจยังมีผลสูง คนมักแยกเฉพาะของที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ หรือกระป๋องอลูมิเนียม มากกว่าขยะประเภทอื่น

หากประเมินภาพรวมแบบคร่าว ๆ อาจแบ่งได้ดังนี้
-ประมาณ 20-30% คัดแยกเป็นประจำ
-ประมาณ 40-50% คัดแยกเป็นบางครั้ง หรือแยกเฉพาะของที่มีมูลค่า
-ที่เหลือ ยังทิ้งรวมเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภาพรวมของงานวิจัยหลายชิ้น ไม่ใช่สถิติระดับประเทศอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “จิตสำนึก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบ ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเห็นรถเก็บขยะเทรวมทุกประเภทเข้าคันเดียว ความตั้งใจในการคัดแยกก็ลดลง แม้ในหลายพื้นที่จะมีการแยกขยะในภายหลังโดยพนักงานหรือผู้รับซื้อของเก่า แต่ภาพที่ประชาชนเห็นคือ “ขยะถูกเทรวมกัน” ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

หากจะทำให้คนไทยคัดแยกขยะมากขึ้น ต้องมีทั้ง 3 เรื่องเดินไปพร้อมกัน คือ

1. สร้างความรู้และปลูกฝังพฤติกรรม
2. จัดระบบเก็บขยะที่แยกประเภทอย่างชัดเจนและโปร่งใส
3. สร้างแรงจูงใจ เช่น ระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้คัดแยก

เมื่อประชาชนเชื่อว่า “แยกแล้วไม่สูญเปล่า” พฤติกรรมการคัดแยกขยะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลการศึกษาหลายฉบับในประเทศไทย

ถ้าศึกษาจากข้อมูลนี้ แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” จึงไม่น่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบเท่าที่ยังไม่แก้ทั้งระบบ

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน!!

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน
ผู้คนต้องตาย คนจำนวนมากต้องตาย เราไม่ต้องการแบบนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พูดเกี่ยวกับอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1363674019254288/?rdid=z8PK9zBfmbxBXXmJ#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดรหัส ‘เนวิน’!! ไม่ใช่ไม่รู้กาลเทศะ แต่คือการสื่อสารการเมือง อ่านรหัส ‘เนวิน’ ผ่านเสื้อบุรีรัมย์ ภาพจำ “ครูใหญ่บ้านใหญ่” ที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องแบบทางการ

รหัสลับข้ามจารีต: อ่านสัญญาณการเมืองผ่าน “เสื้อบอล-ขาสั้น” ของ เนวิน ชิดชอบ

ในทางรัฐศาสตร์และสัญศาสตร์ (Semiotics) ร่างกายและเสื้อผ้าของนักการเมืองไม่เคยเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เพียวๆ แต่คือ “พื้นที่แสดงสารทางการเมือง” (Political Communication Device) ที่ผ่านการคำนวณและเลือกสรรมาอย่างแยบคาย

ภาพของคุณเนวิน ชิดชอบ ใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบ ก้าวเข้าไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช—สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยจารีตประเพณี—จึงไม่ใช่เรื่องของความ "ไม่รู้กาลเทศะ" เพราะคนระดับอดีตรัฐมนตรีและคร่ำหวอดในวงการเมืองมาหลายทศวรรษ ย่อมทราบดีถึงกฎเกณฑ์กาลเทศะพื้นฐานของสังคมไทย

คำถามคือ การแต่งกายลักษณะนี้ในทุกวาระโอกาส ตั้งแต่งานบวช งานแต่งงาน งานลูกชาย จนถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือการแสดงอำนาจ สัญลักษณ์ทางการเมือง หรือมีนัยอื่นใดแฝงอยู่?

หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์รัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ พฤติกรรมนี้สามารถถอดรหัสได้ 3 มิติสำคัญ:

1. สัญลักษณ์เชิงอำนาจและการทำลายบรรทัดฐาน (Power Projection & De-institutionalization):
ในทางกฎหมายและจารีต การแต่งกายตามกฎระเบียบ (Dress Code) คือการสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ของสถาบัน/สถานที่นั้นๆ แต่การที่ “เนวิน” สามารถใส่ขาสั้น-เสื้อบอลเข้าไปปฏิบัตินำในพิธีศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่มีใครกล้าทักท้วง คือการประกาศ “อำนาจนำ” (Hegemony) ที่ก้าวข้ามกฎระเบียบทั่วไป เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า “กฎเกณฑ์ธรรมดาใช้บังคับกับตัวเขาไม่ได้” อำนาจของเขาเหนือกว่าบรรทัดฐานของสถานที่ และศูนย์กลางของงานไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรม แต่อยู่ที่ “ตัวเขา”

2. การสร้างแบรนด์ดิ้ง “ครูใหญ่แห่งบ้านใหญ่” และสโมสรนิยม (Political Branding)
ชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อสโมสรบุรีรัมย์ฯ กลายเป็น “ยูนิฟอร์มทางการเมือง” (Political Uniform) ประจำตัวของเนวินไปแล้ว มันคือการหลอมรวมความเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เข้ากับ “อำนาจทางการเมือง” การแต่งชุดนี้ไปทุกงานเท่ากับเป็นการขยายอาณาเขต (Territorial Expansion) และตอกย้ำแบรนด์ดิ้งความเข้าถึงง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่นแฝงไว้ด้วยความเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ติดดิน (Populist Godfather)

3. การเปรียบเทียบกับบริบทต่างประเทศ: ถอดโมเดลนักการเมืองโลก
พฤติกรรมของเนวินมีความคล้ายคลึงกับนักการเมืองในเวทีโลกหลายคน เช่น:
โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy): ที่สวมเสื้อยืดสีเขียวทหารเข้มตลอดเวลาแม้กระทั่งในการประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ หรือพบผู้นำโลก เพื่อส่งสารเชิงสัญลักษณ์ว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson): ที่จงใจทำผมยุ่งเหยิงหรือไม่ผูกไทในบางวาระ เพื่อปฏิเสธภาพลักษณ์นักการเมืองแบบฉบับเดิมๆ (Anti-establishment) สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนธรรมดา และแสดงออกถึงความไม่แยแสต่อระเบียบเดิม

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเนวิน ชิดชอบ มีมิติเฉพาะของ “วัฒนธรรมการเมืองแบบบ้านใหญ่” แฝงอยู่ การใส่ขาสั้นไปงานสำคัญ ไม่ใช่เพียงการปฏิเสธพิธีตระการตา แต่คือการสร้างภาพจำว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพาเครื่องทรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะบารมีและอำนาจที่แท้จริงสลักอยู่ในชื่อ เนวิน ชิดชอบ เรียบร้อยแล้ว”

สรุป:
การแต่งกายของเนวิน ชิดชอบ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ใช่เรื่องของความพลั้งเผลอหรือรสนิยมส่วนตัว แต่มันคือ "ภาษาทางสัญลักษณ์" (Symbolic Language) ที่สื่อถึงอำนาจอันล้นพ้น การปฏิเสธจารีตเพื่อแสดงตนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ และการตอกย้ำแบรนด์การเมืองแบบเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นต้องสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ใดในสังคมไทย

โดย อาจารย์อุ๋ย - ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02NSqhK4X7hvsN85v4HmMD1BcqK5W19A2yWZyhTS77VupvceXnjXYdKstn9RUY6sjZl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

ม.รังสิตจับมือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย!! คณะไอที ม.รังสิต เปิดเกม AI การเงิน ปั้นบัณฑิตลงทุนรุ่นใหม่ วิเคราะห์งบ–สแกนความเสี่ยงตลาดทุน เร่งตลาดทุนไทยโตยั่งยืน

ปลดล็อกศักยภาพตลาดทุนไทย! วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี (คณะไอที) ม.รังสิต จับมือ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ดึง AI ปฏิวัติหลักสูตรวางแผนการเงิน มุ่งผลิตบัณฑิตสายการลงทุนพันธุ์ใหม่ พร้อมติดอาวุธ AI ให้ผู้ลงทุนและอาสาพิทักษ์สิทธิฯ วิเคราะห์งบ สแกนความเสี่ยงบริษัทจดทะเบียนอย่างแม่นยำ      

รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน  รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี  (คณะไอที) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงในตลาดทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การวางแผนการเงินด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรสารสนเทศการลงทุนที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2556                               

รศ.ดร.เชฏฐเนติ กล่าวว่า หลักสูตรใหม่นี้เป็นการนำประสบการณ์การเรียนการสอนด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีสารสนเทศที่สั่งสมมากว่า 1 ทศวรรษ มาผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์งบการเงิน วางแผนการลงทุนส่วนบุคคล และสรุปข้อมูลซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในตลาดทุนผ่านการฝึกงานและสหกิจศึกษา บนแนวคิดสำคัญว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวางแผนการเงิน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยผู้ใช้งานยังคงต้องใช้วิจารณญาณ จริยธรรม และความรับผิดชอบในการตัดสินใจเป็นสำคัญ” รศ.ดร.เชฏฐเนติระบุ             

ด้าน นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับศักยภาพของนักลงทุนและบุคลากรในตลาดทุนให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น โดยได้เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการอบรม “การให้ความรู้นักลงทุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่จะมีการอบรมทุกวันเสาร์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์  โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ 1, 8 และ 15 สิงหาคม 2569เพื่อเตรียมความพร้อมให้อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายมงคล อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการใช้ AI ค้นหาและประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์งบการเงิน และแบบ 56-1 One Report รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ประเมินมูลค่ากิจการด้วยเทคนิค Reverse DCF ตลอดจนทำหน้าที่เป็น “Devil’s Advocate” ในการตั้งคำถามและท้าทายสมมติฐานทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเสี่ยงเชิงลึกและสรุปข้อมูลออกมาในรูปแบบ Infographic 2 หน้าที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย

“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า เมื่อผู้ลงทุนรายบุคคลมีทักษะในการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบด้าน และทำให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top