Friday, 24 July 2026
TheStatesTimes

26 กรกฎาคม 2564 ‘ยูเนสโก’ ยก ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นแท่นมรดกโลกทางธรรมชาติ นับเป็นแห่งที่ 3 ของไทย ครอบคลุม ‘ราชบุรี-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์’

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 (ประเทศจีน) ได้พิจารณาวาระการเสนอ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

โดยการลงคะแนนเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. โดยมี 12 เสียงจากตัวแทนทั้งหมด 21 ประเทศที่ลงคะแนนรับรองให้ผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ทำให้ประเทศไทยมีมรดกโลกทางธรรมชาติเป็นแห่งที่ 3 นับตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ ในปี พ.ศ. 2534 และ ‘กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ ในปี พ.ศ. 2548

โดยเหตุผลที่ทำให้ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยเขตสัตวภูมิศาสตร์ ได้แก่ Sundaic, Sino-Himalayan, Indochinese และ Indo-Burmese

ผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ (4,089 ตารางกิโลเมตร) มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และบริเวณต้นแม่น้ำเพชรบุรียังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อคลานขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างจระเข้น้ำจืด

รวมไปถึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำภาชี เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวคือ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด ซึ่งรวมไปถึงถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และ/หรือชนิดพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงอนุรักษ์ระดับโลก
กลุ่มป่าแก่งกระจาน มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การที่พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ นอกจากเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ และเป็นความภาคภูมิใจของคนในประเทศแล้ว ยังทำให้คนในประเทศเกิดการตระหนัก รู้สึกเป็นเจ้าของและหวงแหนทรัพยากรที่เรามีอยู่ด้วย

โดยประโยชน์หลัก ๆ ที่ได้รับ เช่น
1. ส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาวิจัยในระดับสากล

2. ยกระดับการอนุรักษ์พื้นที่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ให้คงคุณค่าของแหล่ง เพื่อส่งต่อไปยังอนุชนรุ่นต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น

3. ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน และ (4) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกองทุนมรดกโลกได้

ที่มา : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

“มาเลเซีย” ย้ำจุดยืนไม่รับรอง “อิสราเอล”!! แม้สหรัฐฯ เรียกทูตชี้แจง ปมเนรเทศผู้ถือสัญชาติอิสราเอล กัวลาลัมเปอร์ย้ำเป็นนโยบายเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เลือกยืนบนจุดยืนเดิม หนุนสิทธิปาเลสไตน์ แม้เจอแรงกดดันจากสหรัฐฯ

มาเลเซีย แม้รัฐบาลแสดงจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศชัดเจน จนถูกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกทูตเข้าชี้แจง แต่ไม่เห็นจะมีพวกหิวเอ็นเกจปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลเลย แม้แต่สื่อกระแสหลักก็ไม่เห็น เต็มที่ก็แค่รายงานข่าวไปตามสถานการณ์ "ต่างกับสื่อในบางประเทศ"

สหรัฐฯ เรียก มูฮัมหมัด ชาห์รุล อิกราม ยาคอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำสหรัฐฯ เข้าชี้แจงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ "จุดยืนที่ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซีย"

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า นายมูฮัมหมัด ชาฮ์รูล อิกราม ยาขอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ได้ยืนยันต่อทางการสหรัฐฯ ว่านโยบายไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซียเป็นจุดยืนที่ยึดถือมาอย่างยาวนานและไม่ใช่เรื่องใหม่

“นี่เป็นนโยบายของมาเลเซียมาโดยตลอด นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของเราไม่รับรองรัฐอิสราเอลหรือระบอบไซออนิสต์ และนี่คือจุดยืนที่เรายึดถือมาเป็นเวลานาน”

โมฮัมหมัด ฮาซัน ยังกล่าวถึงกรณีบุคคลผู้ถือสองสัญชาติสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวถือสัญชาติอิสราเอลด้วย จึงถูกขอให้ออกจากประเทศ

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ 8 คน ได้ส่งจดหมายถึง มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อคำประกาศของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ระบุว่า มาเลเซียจะติดตามตัวและเนรเทศพลเมืองอิสราเอลที่พบอยู่ในประเทศทันที

สมาชิกรัฐสภากลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับมาเลเซีย พร้อมเสนอให้ระงับเงินสนับสนุนโครงการ International Military Education and Training ซึ่งใช้ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารของมาเลเซียในสหรัฐฯ หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ไม่ยกเลิกนโยบายดังกล่าวภายใน 15 วัน

มาเลเซียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการต่อสู้และสิทธิในการจัดตั้งรัฐของชาวปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117786709117071&set=gm.1355360706752286&idorvanity=849053944049634


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top