Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

3 กรกฎาคม 2440 รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ แสดงอำนาจการทูตรักษาเอกราช พระราชไมตรีครองใจจักรพรรดิ์

วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินถึงกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก จักรวรรดิรัสเซีย ในระหว่างการเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก และการเสด็จฯ ครั้งนี้ได้รับการยึดถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ

การเสด็จประพาสยุโรปของรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2440 เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากมหาอำนาจตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งต่างขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเดินทางเยือนประเทศมหาอำนาจยุโรปจึงมิใช่เพียงการเจริญพระราชไมตรีเท่านั้น แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการรักษาเอกราช อธิปไตย และสถานะของสยามบนเวทีโลก

รัสเซียในเวลานั้นเป็นมหาอำนาจสำคัญของยุโรปและเอเชีย การเสด็จฯ เยือนรัสเซียจึงมีความหมายทางการทูตอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแสดงให้ชาติตะวันตกเห็นว่าสยามมีความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นนอกเหนือจากอังกฤษและฝรั่งเศส และสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างมีดุลยภาพ เพื่อถ่วงดุลแรงกดดันจากเจ้าอาณานิคมในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักรัสเซียมีพื้นฐานจากความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างรัชกาลที่ 5 กับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย โดยก่อนหน้านั้น เมื่อปี พ.ศ. 2434 ขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย พระองค์เคยเสด็จเยือนสยาม และได้รับการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของมิตรภาพระหว่างสองราชสำนัก
แหล่งข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก ระบุว่า ไทยและรัสเซียยึดถือการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ระหว่างวันที่ 3–11 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 หรือ ค.ศ. 1897 เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ขณะที่ข้อมูลของสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซียในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1897 ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัสเซียกับสยามได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ

ในระหว่างการเสด็จฯ เยือนรัสเซีย รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพบสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และราชสำนักรัสเซียอย่างเป็นทางการ การพบปะครั้งนี้ช่วยเสริมสถานะของสยามในสายตานานาชาติ เพราะสะท้อนให้เห็นว่าสยามมิใช่รัฐเล็กที่ไร้อำนาจต่อรอง หากเป็นประเทศเอกราชที่สามารถเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำนาจได้ในระดับราชสำนัก

การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียยังมีผลต่อเนื่องในเวลาต่อมา โดยรัสเซียแต่งตั้งผู้แทนทางการทูตประจำสยาม และมีการเปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2441 ความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงมิได้หยุดอยู่เพียงการเสด็จเยือน แต่ขยายไปสู่กลไกทางการทูตอย่างเป็นระบบ
ในเชิงยุทธศาสตร์ การเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 เป็นส่วนหนึ่งของพระราชวิเทโศบายที่มุ่งรักษาเอกราชของสยามผ่านการทูต พระองค์ทรงตระหนักดีว่าในยุคจักรวรรดินิยม ประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างรอบคอบ ไม่เอนเอียงต่อมหาอำนาจใดมากเกินไป และต้องแสดงให้โลกเห็นว่าสยามเป็นรัฐที่มีอารยธรรม มีการปฏิรูป และสามารถยืนอยู่ในระบบระหว่างประเทศได้อย่างสง่างาม

การเสด็จฯ เยือนรัสเซียยังสะท้อนพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการใช้พระราชไมตรีส่วนพระองค์เป็นเครื่องมือทางการทูต ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับจักรพรรดิรัสเซียช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการเมืองระหว่างประเทศมากขึ้น และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของสยามในสายตายุโรป

นอกจากผลทางการเมืองแล้ว ความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียยังนำไปสู่ความสัมพันธ์ด้านการศึกษาและวัฒนธรรมในเวลาต่อมา ตัวอย่างสำคัญคือการที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ เสด็จไปศึกษาวิชาทหารในรัสเซีย ซึ่งสะท้อนความใกล้ชิดระหว่างสองราชสำนักและความไว้วางใจที่มีต่อกันในยุคนั้น

แม้ภายหลังความสัมพันธ์ไทย–รัสเซียจะผ่านช่วงเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง โดยเฉพาะหลังการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคสหภาพโซเวียต แต่จุดเริ่มต้นจากการเสด็จประพาสรัสเซียของรัชกาลที่ 5 ยังคงได้รับการยึดถือเป็นหมุดหมายสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยไทยและรัสเซียได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2491 หรือ ค.ศ. 1948
วันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันสำคัญของประวัติศาสตร์การทูตไทย วันที่รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสรัสเซีย และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–รัสเซียอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบริบทโลกที่สยามต้องรักษาเอกราชด้วยความสุขุม รอบคอบ และพระปรีชาสามารถทางการทูต

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเป็นหลักฐานสำคัญว่า การทูตสามารถเป็นเครื่องมือปกป้องชาติได้ไม่น้อยไปกว่ากำลังทหาร เพราะในยุคที่สยามถูกรายล้อมด้วยแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม พระราชวิเทโศบายของรัชกาลที่ 5 ได้ช่วยให้ประเทศสามารถยืนหยัดในเวทีระหว่างประเทศ และรักษาความเป็นเอกราชไว้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

3 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 จึงไม่ใช่เพียงวันแห่งการเสด็จเยือนต่างประเทศ แต่เป็นวันที่สะท้อนพระอัจฉริยภาพด้านการทูตของรัชกาลที่ 5 และเป็นหมุดหมายแห่งมิตรภาพไทย–รัสเซีย ที่สืบเนื่องมาจากพระราชไมตรีของสองราชสำนัก สู่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ดำรงต่อมาจนถึงปัจจุบัน

จับตา “รัชพงศ์” พ้นทีม ‘พิพัฒน์’!! ไขก๊อกพ้นทีมพิพัฒน์ จุดคำถามเกิดอะไรในวงอำนาจกระทรวงคมนาคม ปลดหรือลาออก? ปมขุนพลคู่กายคมนาคมสะเทือนวงใน ทิ้งคำถามปลดจริงหรือถอยเอ

ปลด หรือลาออก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ขุนพลคู่กาย พิพัฒน์ รัชกิจประการ เหตุผลคืออะไร

ข่าวกระฉ่อนไปทั้งกระทรวงคมนาคม “ปลดขุนพลคู่กายพิพัฒน์”แต่เมื่ออ่านเอกสารทางการเขียนว่า “ลาออก” จะลาออก หรือให้ออกคงไม่สำคัญเท่าเหตุผลของการพ้นจากตำแหน่ง แม้ลึกๆพอจะรู้กันอยู่บ้าง แต่ยังไม่มีใครออกมาบอกความจริงกับสังคม ในหนังสือลาออกก็ไม่บอกเหตุผล
ผ่าขุนพลคลังสมอง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ มือแก้โจทย์หินเมกะโปรเจกต์

พิพัฒน์ ไม่ได้โตมาจากการเมือง เขาโตมาจากสายโลจีสติกส์ และธุรกิจน้ำมัน แต่ภรรยา ดร.นที รัชกิจประการ มาสายการเมือง เมื่อ ดร.นที ตกหลุมพลางการเมือง พิพัฒน์ จึงเข้ามาสานต่องานที่ไม่ถนัด แต่เมื่อเข้ามาเสพอำนาจแล้ว ก็เสพติดอำนาจ

ด้วยความเป็นคนมากบารมีในแวดวงธุรกิจน้ำมัน เมื่อเขามาเสียบแทน ดร.นที เขาจึงเป็นเบอร์ 1 ในภาคใต้ของพรรคภูมิใจไทย กินตำแหน่งรัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่อย่างคมนาคม

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีคมนาคม มีทีมงานหลัก 3 คนเป็นคลังสมองสำคัญในการขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ของกระทรวง

คนแรกคือ รัชพงศ์ ชูแก้ว เลขานุการฯ ทำหน้าที่เป็น Chief of Staff คอยประสานงานกับข้าราชการและติดตามเร่งรัดโครงการต่างๆ รัชพงศ์ เป็นอดีต สจ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

นริศ ขำนุรักษ์ ที่ปรึกษาฯ ใช้ประสบการณ์ทางการเมืองให้คำแนะนำและลดแรงเสียดทานในการผลักดันนโยบาย ประสบการณ์กับการเป็นอดีตข้าราชการ ก.ทรัพยากรฯ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ 5 สมัย อดีตรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

สุทธิพงศ์ หรือ ‘กุนซือแดง’ รับบทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย คอยตรวจสอบสัญญาร่วมลงทุน (PPP) ที่ซับซ้อนเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ก่อนหน้านั้นก็จะมีอารี ไกรนรา อดีตติดสอยห้อยตามในตำแหน่งเลขานุการ ตั้งแต่กระทรวงท่องเที่ยวมากระทรวงแรงงาน

ยัง มีสจ.ถึก-ภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ อดีต สจ.พัทลุง อดีตโฆษกกระทรวงแรงงาน เพิ่งได้รับตำแหน่งใหม่ล่าสุด ไปนั่งประจำสำนักนายก

ล่าสุดมีลูกพ่วงใหม่ มานะ ยวงทอง ผู้สมัคร สส.นครศรีฯในนามภูมิใจไทย 2 สมัย แต่สอบไม่ผ่าน ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้น “พิพัฒน์” มาต้องผลัก “รัชพงศ์ ชูแก้ว”ออกไปพ้นกาย ต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่ๆ

“สิงคโปร์” สร้างชาติด้วยการศึกษา!! ถอดบทเรียนสิงคโปร์สร้างชาติผ่านการศึกษา 60 ปี ปฏิรูป 4 ยุค จากเอาตัวรอดสู่เด็กเป็นศูนย์กลาง ส่วนไทยยังต้องถามตัวเองว่า เรากำลังปฏิรูปเด็ก หรือแค่รักษาระบบเดิมไว้

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Aun Theeraphat ได้โพสต์ว่า

“สิงคโปร์สร้างชาติได้อย่างไร”

60 ปี ที่ผ่านมามีการปฏิรูปการศึกษาไปทั้งหมด 4 ครั้ง

ยุคแรก 1965 - 1978 Survival-Driven Education

สร้างโรงเรียนเยอะ ๆ ทุกโรงเรียนหน้าตาเหมือนกัน ก่อนนี้น้อยคนมีโอกาสได้เข้ามาเรียน ก็เริ่มได้เข้ามาเรียน ประกาศรับครูเยอะแยะมากมายสมัครตอนเช้าบรรจุตอนบ่าย

ยุคสอง 1979 -1996 Efficiency- Driven Education

เน้นเด็กเก่ง เกรดดี ระบบเป๊ะ STEM เริ่มเข้ามา เรียนกดดัน  เรียนหนัก  มีการประเมินครู

แบ่งเด็กเป็นสายปกติ  สายเคร่งครัด  สายเทคโนโลยี

แบ่งเด็กเก่งเด็กอ่อน จัดอันดับโรงเรียน  ดูผลสอบโรงเรียน

“คะแนนสอบ” สำคัญที่สุด

.

ยุคสาม 1997 - 2011 Ability - Driven Education

เริ่มให้ความสำคัญ กับ Ability  ด้านอื่นมากขึ้นเช่นศิลปะ ดนตรี กีฬา

“ เราจะเสิร์ฟอาหารจานเดียวกันให้กับเด็กทุกคนในสิงคโปร์ไม่ได้” เพราะความสามารถของเด็กแต่ละคนต่างกันมีการตั้งโรงเรียนเฉพาะทางเฉพาะด้านออกมา

ยุคสี่ 2012 - ปัจจุบัน Student - Centric Values Driven Education

เน้นการสร้างตัวตนและคุณ ค่า  เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง

ห้ามโฆษณา เฉพาะเด็กเก่งที่ได้ A

เน้นเชิดชูตัวตนของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ฝ่าฟันผ่านความยากลำบากมาได้

“สุขภาพจิต” เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เด็กคนนั้นโตเป็นผู้ใหญ่และเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

เน้นการทำงานเข้ากับคน ปรับตัวเข้ากับสังคม

ยุคปัจจุบัน มี AI เข้ามาช่วยในการเรียนการสอนในห้องเยอะมากและสิงคโปร์ก็ไม่ได้ปฏิเสธ และใช้มันมากที่สุดในโลก

ช่วยลดภาระครู วางแผนการสอนช่วยตรวจงาน เป็นติวเตอร์ให้นักเรียนฟังแล้วก็น่าคิดนะครับ

1. ลองหลับตานึกดูปัจจุบันการศึกษาไทยตามหลังสิงคโปร์อยู่กี่ปี  แล้วการศึกษาบ้านเราคล้ายกับช่วงไหนของเค้า

2. Dr.Lim กำลังจะมาเป็นผู้บริหารเปิดโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรสิงคโปร์ในประเทศไทยปีหน้า ชื่อ Singapore Global International School

โรงเรียนอินเตอร์เปิดใหม่สวนทางกับโรงเรียนเอกชนไทยที่ทยอยปิดลง และสวนทางกับจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง

3. วันนึงผมก็อยากเห็นบ้างนะถ้าหลักสูตรไทยมันดีจริง เหมือนที่ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนบอก

แล้วมีนักการศึกษาแบบนี้ ไปสัมภาษณ์แถวประเทศในยุโรป เอเชียแล้วไปเปิดหลักสูตรไทยอินเตอร์เนชั่นแนลแข่งกับหลักสูตรสากลอื่น แข่งกับ ระบบ AP IB Singapore ไม่รู้ฝันของผมเป็นจริงได้ไหมแล้วเมื่อไหร่ 

.

4. ข่าวดีเรากำลังจะมีโรงเรียนดี ๆ ผู้บริหารเก่ง ๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งโรงเรียนในประเทศไทย

ข่าวร้ายอยากได้ของดีต้องจ่ายเงินในราคาที่แพง

ที่มา : https://www.facebook.com/100060348729261/posts/1381793657175579/?rdid=LChrQodD1Mu6lYrs#

“ซีพี” เดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ยุคดิจิทัล!! ‘เจ้าสัวธนินท์’ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์นักวิจัยชิงหัว ย้ำ “คน” คือทรัพยากรสำคัญที่สุดขององค์กร ความร่วมมือซีพี–ชิงหัว สะท้อนเทรนด์โลก เชื่อมมหาวิทยาลัยชั้นนำโลกสู่โจทย์จริงภาคธุรกิจ

กรุงเทพฯ — เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยชิงหัว (Tsinghua University) จำนวน 11 คน ภายใต้โครงการ Tsinghua University  CP Group Ph.D. Internship Program 2026 เปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ร่วมทำงานกับโจทย์จริงของภาคธุรกิจ ผ่านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับบริษัทในเครือเป็นเวลา 6 สัปดาห์ พร้อมเปิดเวทีให้ผู้บริหารระดับสูงขององค์กร นำโดย ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และประสบการณ์การสร้างองค์กรแก่คนรุ่นใหม่ สะท้อนแนวคิดการพัฒนาทุนมนุษย์ควบคู่กับนวัตกรรมในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

โครงการดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิถุนายน – 8 สิงหาคม 2569 โดยนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยชิงหัวจะเข้าร่วมวิจัยใน 9 โครงการสำคัญ ครอบคลุมเทคโนโลยีที่กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Large Language Models (LLMs), เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology), Food AI, การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทานค้าปลีก (Retail Smart Supply Chain Optimization), Quantum Intelligence และระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติด้วย AI โดยทำงานร่วมกับหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของเครือซีพี ได้แก่ CPF, CP AXTRA, Ascend และ True IDC

หนึ่งในไฮไลต์ของโครงการ คือการที่ ธนินท์ เจียรวนนท์ ลงมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักศึกษาด้วยตนเอง ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการสร้างธุรกิจ การบริหารองค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลก และแนวคิดการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างธุรกิจกับสังคม พร้อมย้ำว่า "คน" คือทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดขององค์กร และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากโจทย์ธุรกิจจริง คือรากฐานสำคัญของการสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในอนาคต

นอกจากเจ้าสัวธนินท์แล้ว โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงของเครือซีพีหลายคน ซึ่งร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ในมิติต่าง ๆ ของการบริหารธุรกิจและการพัฒนาองค์กร ได้แก่ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้บริหารด้านยุทธศาสตร์และความยั่งยืนของเครือซีพี ที่บรรยายภาพรวมทิศทางธุรกิจโลก ยุทธศาสตร์ด้านข้อมูล การพัฒนาอย่างยั่งยืน และค่านิยมหลักขององค์กร ขณะที่ พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคลของเครือซีพี ถ่ายทอดแนวคิดด้านการพัฒนาบุคลากรและการสร้างประสบการณ์การทำงานในองค์กรระดับโลก

ด้าน ประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ ธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจค้าส่ง บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักศึกษาในฐานะผู้นำองค์กรธุรกิจ ที่พร้อมนำผลงานวิจัยไปต่อยอดสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม

ก่อนเริ่มโครงการ นักศึกษาทั้ง 11 คนได้เข้าร่วมการปฐมนิเทศ ณ สำนักงานใหญ่ของเครือซีพี เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างธุรกิจ วัฒนธรรมองค์กร และเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน ก่อนลงพื้นที่ทำงานร่วมกับนักวิจัยและทีมงานของบริษัทตลอดระยะเวลาโครงการ

มหาวิทยาลัยชิงหัวได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นแหล่งผลิตบุคลากรให้กับองค์กรเทคโนโลยีระดับแนวหน้าของจีนและของโลก ขณะที่เครือซีพียังคงเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ผ่านการลงทุนด้าน AI ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการพัฒนาทุนมนุษย์

เครือซีพระบุว่า ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชิงหัวครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจกับมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้ทำงานกับโจทย์จริงของภาคอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรม และมูลค่าทางเศรษฐกิจในอนาคต ความร่วมมือดังกล่าวยังสะท้อนแนวโน้มที่ภาคธุรกิจชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจ โดยเฉพาะในสาขาที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ซึ่งล้วนเป็นสาขาหลักที่อยู่ในขอบเขตการวิจัยของโครงการนี้

ที่มา : https://www.thailandindepth.com/content/detail/13879

“มาคาเลียส” เตือน“แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์”!! แก๊งวอเชอร์ปลอมระบาดหนัก ใช้ AI สร้างเพจปลอมหลอกลวง เน้นช่วงวันหยุดยาวและเทศกาล ผู้บริโภคต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ

มาคาเลียส เตือน “แก๊งมิจจี้วอเชอร์ทิพย์” เริ่มระบาด
แนบเนียนขึ้น ใช้ AI-เพจปลอม สร้างความน่าเชื่อถือหลอกเหยื่อ

มาคาเลียส (Makalius) แหล่งรวม อี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว ของประเทศไทย ชี้ ปี 2026 ธุรกิจซื้อขายวอเชอร์สำหรับการซื้อขายวอเชอร์ท่องเที่ยว ทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ อีเวอเชอร์ (E-Voucher) เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะพฤติกรรมคนไทยในปัจจุบันเน้นเที่ยวระยะสั้น แต่ถี่ขึ้น ส่งผลให้กลุ่มมิจฉาชีพกลับมาระบาดหนักอีกครั้ง อาศัยจังหวะที่นักท่องเที่ยวเข้าสู่ “โหมดประหยัด” ต้องการมองหาดีลราคาคุ้มค่า โปรโมชันพิเศษ หรือส่วนลดท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย จนกลายเป็นช่องว่างสำคัญที่ถูกใช้ในการหลอกลวงผู้บริโภค

นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรวมอี-วอเชอร์ที่พัก ร้านอาหาร และสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบการกลับมาของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ “หลอกขายวอเชอร์ท่องเที่ยว” เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เทศกาล และฤดูกาลท่องเที่ยว เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคคุ้นเคยกับการซื้อดีลท่องเที่ยวผ่านออนไลน์มากขึ้น ทั้งจาก Facebook, TikTok, LINE หรือช่องทางโซเชียลต่าง ๆ บวกกับ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยเปลี่ยนไปจากภาวะทางเศรษฐกิจ หลายคนมองหาทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว ทำให้คำว่า Flash Sale, ราคาพิเศษ, ดีลหลุดจอง หรือ ลดเฉพาะวันนี้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่มิจฉาชีพใช้ดึงดูดความสนใจ และเร่งให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

ทั้งนี้ รูปแบบการหลอกลวงมีความซับซ้อนและแนบเนียนมากขึ้น โดยกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้รูปภาพ การรีวิว และข้อมูลจากโรงแรมหรือร้านอาหารจริงมาสร้างความน่าเชื่อถือ รวมถึงเริ่มใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยสร้างเพจปลอม รีวิวปลอม ระบบตอบแชตอัตโนมัติ หรือแม้แต่คลิปวิดีโอปลอม เพื่อทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นผู้ขายจริง ตัวอย่างการหลอกลวงที่พบมาก ได้แก่ หลอกขายวอเชอร์โรงแรมหรูในราคาถูกผิดปกติ โปรโมชัน Flash Sale จำกัดเวลา เพื่อเร่งให้รีบโอนเงิน หลอกขายแพ็กเกจท่องเที่ยว ตั๋วเครื่องบิน หรือบุฟเฟต์ชื่อดัง ส่ง QR Code หรือเอกสารยืนยันการจองปลอม หลอกให้ชำระเงินเพิ่มเติมภายหลัง เช่น ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ

นางสาวณีรนุช กล่าวว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้มิจฉาชีพกลุ่มนี้กลับมาระบาดอีกครั้ง คือ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยคนส่วนใหญ่เริ่มซื้อดีลผ่านโซเชียลมีเดียมากขึ้น และตัดสินใจรวดเร็วขึ้นจากแรงจูงใจด้านราคา ส่งผลให้หลายครั้งขาดการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกก่อนโอนเงิน เราต้องเข้าใจว่าวันนี้ภัยออนไลน์ไม่ได้มาในรูปแบบที่ดูน่าสงสัยเหมือนในอดีต แต่ถูกออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือเหมือนแบรนด์จริงทุกอย่าง ทั้งการใช้รูปภาพ รีวิว ผู้ติดตาม หรือแม้แต่การพูดคุยในแชต ทำให้ผู้บริโภครู้ตัวอีกทีก็ตอนสูญเสียเงินไปแล้ว

มาคาเลียส ในฐานะแพลตฟอร์มอี-วอเชอร์ด้านท่องเที่ยว จึงขอแนะนำผู้บริโภคให้เพิ่มความระมัดระวังในการเลือกซื้อวอเชอร์ออนไลน์ โดยมีข้อสังเกตสำคัญ ดังนี้

1. ตรวจสอบตัวตนของผู้ขายให้ละเอียด
ควรตรวจสอบว่าเพจหรือเว็บไซต์มีตัวตนจริงหรือไม่ มีข้อมูลบริษัท ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และช่องทางติดต่อชัดเจน รวมถึงควรตรวจสอบว่าเปิดให้บริการมานานเพียงใด หากเป็นเพจใหม่ ยอดผู้ติดตามน้อย หรือเปลี่ยนชื่อเพจบ่อย ควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

2. อย่าหลงเชื่อ “ราคาถูกผิดปกติ”
หากพบวอเชอร์ที่ลดราคาสูงเกินจริง เช่น ลดมากกว่า 50-70% จากราคาปกติ หรือเป็นดีลที่ “ถูกเกินไปจนไม่น่าเป็นไปได้” ควรตั้งข้อสังเกตทันที เพราะมิจฉาชีพมักใช้ราคาเป็นจุดดึงดูดสำคัญในการหลอกเหยื่อ

3. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล
แพลตฟอร์มหรือผู้ขายที่น่าเชื่อถือ ควรมีระบบชำระเงินที่ตรวจสอบได้ หรือใช้บัญชีในนามบริษัท หากผู้ขายเร่งรัดให้โอนเข้าบัญชีบุคคล หรือแจ้งว่า ระบบมีปัญหา ขอให้โอนตรง ควรหลีกเลี่ยงทันที

4. ตรวจสอบรีวิวจากหลายช่องทาง
ไม่ควรเชื่อรีวิวในหน้าเพจเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันสามารถสร้างรีวิวปลอมได้ง่าย ควรค้นหาชื่อแบรนด์หรือชื่อเพจเพิ่มเติมจากช่องทางโซเชียลอื่น ๆ เพื่อดูประสบการณ์จริงจากผู้ใช้งาน

5. ติดต่อสถานประกอบการโดยตรงก่อนชำระเงิน
หากเป็นดีลโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยว ควรโทรสอบถามกับสถานประกอบการโดยตรงว่า มีโปรโมชันดังกล่าวจริงหรือไม่ และผู้ขายเป็นพาร์ตเนอร์ที่ได้รับอนุญาตหรือเปล่า

6. ระวังการเร่งให้รีบตัดสินใจ
ข้อความประเภท “เหลือสิทธิ์สุดท้าย”, “หมดภายใน 10 นาที” หรือ “ราคาพิเศษเฉพาะวันนี้” เป็นเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้สร้างความกดดันทางจิตวิทยา เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจเร็วโดยไม่ทันตรวจสอบข้อมูล

7. เลือกซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ
ควรเลือกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มที่มีระบบยืนยันการซื้อขาย มี Customer Support สามารถตรวจสอบประวัติการสั่งซื้อได้ และมีช่องทางช่วยเหลือกรณีเกิดปัญหา

“ปัจจุบันภัยออนไลน์มีความแนบเนียนมากขึ้น ผู้บริโภคจึงต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเช่นกัน เพราะแม้เพจหรือเว็บไซต์จะดูน่าเชื่อถือ ก็อาจเป็นของปลอมได้ ดังนั้นการซื้อผ่านแพลตฟอร์มที่มีความน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวง ช่วยสร้างความมั่นใจในการท่องเที่ยว และลดความเสี่ยงจากภัยออนไลน์ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน” นางสาวณีรนุช กล่าวทิ้งท้าย

พรีเมียร์ลีกจับตา ‘เคโตะ นากามูระ’!! ฟอร์มสะดุดตา จนพรีเมียร์ลีกต้องหันมามอง เอฟเวอร์ตัน–บอร์นมัธ–ฟูแลม สนคว้า ‘นากามูระ’ เสริมทัพ หลังโชว์ฟอร์มเด่นกับญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2026

เคโตะ นากามูระ ตกเป็นข่าวกำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจกับทีมชาติญี่ปุ่นในฟุตบอลโลก 2026

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เคโตะ นากามูระ กองกลางทีมชาติญี่ปุ่น กำลังได้รับความสนใจจากหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจากที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจในฟุตบอลโลก 2026

แม้ญี่ปุ่นจะสิ้นสุดเส้นทางฟุตบอลโลกหนนี้เพียงรอบ 32 ทีมสุดท้าย แต่นากามูระก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้ญี่ปุ่นตลอดการแข่งขันทั้ง 4 แมตช์ โดยยิงไป 1 ประตู และทำแอสซิสต์ 1 ครั้ง

รายงานระบุว่ามีอย่างน้อย 3 ทีมจากพรีเมียร์ลีก ได้แก่ เอฟเวอร์ตัน, บอร์นมัธ และฟูแลม ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าสนใจนากามูระ แถมยังเคยมีข่าวว่าบียาร์เรอัล จากสเปน และเบซิกตัส จากตุรกี ที่อยากได้แข้งรายนี้ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบันนากามูระเล่นกับแร็งส์ ในลีก เดอซ์ ฝรั่งเศส ซึ่งฝั่งแร็งส์ก็มีท่าทีพร้อมเปิดทางให้ดาวเตะแดนซามูไรย้ายทีมหากได้รับข้อเสนอที่เหมาะสม โดยรายงานระบุว่าสโมสรน่าจะอยากได้ค่าตัวประมาณ 21.5 ล้านปอนด์

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10308172

“บีโอไอ” เผยลงทุน EV ไทยทะลุ 1.37 แสนล้าน!! ปักหมุดฐานผลิต EV ภูมิภาค ไทยไม่หยุดแค่ผลิตรถยนต์ แต่เร่งสร้างระบบนิเวศ EV ตั้งแต่แบตเตอรี่ถึงหัวชาร์จทั่วประเทศ ดันประเทศสู่ฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร

บีโอไอเผยยอดลงทุน EV ทะลุ 1.3 แสนล้าน หนุนเป้าฐานผลิตยานยนต์ไฟฟ้าทุกเทคโนโลยี

บีโอไอเดินหน้าส่งเสริมไทยสู่ฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าครบทุกเทคโนโลยี ตั้งแต่ MHEV, HEV, PHEV ไปจนถึง BEV ล่าสุดยอดส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าพุ่งทะลุ 137,000 ล้านบาท จากเกือบ 200 โครงการ ครอบคลุมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้า ช่วยสร้างงาน เสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนไทย และวางรากฐานให้ไทยขึ้นเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักของภูมิภาค

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้เป็นประธานเปิดงาน International Electric Vehicle Technology Conference and Exhibition (iEVTech) 2026 ซึ่งจัดโดยสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ภายใต้แนวคิด “Driving Thailand’s EV Future: Powering a Competitive & Connected Supply Chain” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยงาน iEVTech เป็นเวทีประชุมอุตสาหกรรม EV ระดับนานาชาติ มีองค์กรระหว่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก เช่น สมาพันธ์ยานยนต์ไฟฟ้าแห่งเอเชีย, China EV100, สมาคม EV จากมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ลาว จีน และฮ่องกง ตลอดจนบริษัทชั้นนำในห่วงโซ่ยานยนต์ไฟฟ้าจากประเทศต่าง ๆ สะท้อนบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางความร่วมมือด้านยานยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน ที่เชื่อมโยงนโยบาย มาตรฐาน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกัน

นายนฤตม์ ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ และความสำเร็จของประเทศไทยในการสร้างฐานการผลิตโปรดักส์แชมเปี้ยนในแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่รถกระบะขนาดหนึ่งตัน รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) รถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) มาจนถึงยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “ยานยนต์พลังงานสะอาดและยานยนต์อัจฉริยะ” โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ (xEV) ไม่ว่าจะเป็นไมลด์ไฮบริด (MHEV), ไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) และเทคโนโลยีอื่น ๆ ในอนาคต โดยที่ผ่านมาบีโอไอได้ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้ครอบคลุมรถยนต์ทุกเทคโนโลยี เพื่อให้ผู้ผลิตทุกค่ายลงทุนและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย พร้อมมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยานยนต์แห่งอนาคตที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วน แบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ ไปจนถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา และศูนย์ทดสอบ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการไทยให้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานโลก และสร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

จากแนวทางดังกล่าว ได้ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งที่สุดของภูมิภาค และติดอันดับต้น ๆ ของโลกในปัจจุบัน โดยในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า ผู้บริโภคชาวไทยให้การตอบรับอย่างดี ในปี 2568 ยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทมีสัดส่วนรวมกันกว่าร้อยละ 44 ของยอดจดทะเบียนรถใหม่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนเพียงร้อยละ 3 เมื่อ 5 ปีที่แล้ว โดยรถยนต์ HEV มีสัดส่วนสูงที่สุดร้อยละ 21.8 ตามมาด้วยรถยนต์ BEV ร้อยละ 19.6 และ PHEV ร้อยละ 2.9 แสดงให้เห็นว่าทุกเทคโนโลยีสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยไฮบริด (HEV) จะเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้า

สำหรับยอดการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV ล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 198 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 137,000 ล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ ไปจนถึงสถานีชาร์จไฟฟ้าและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ โดยแยกเป็นการลงทุนในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ BEV รวม 39,500 ล้านบาท (18 โครงการ) กลุ่มรถยนต์ HEV 29,900 ล้านบาท (7 โครงการ) กลุ่ม PHEV 9,429 ล้านบาท (7 โครงการ) และกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่น เช่น รถบัสไฟฟ้า รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า 3,100 ล้านบาท (18 โครงการ)

นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนในกลุ่มแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery & ESS) มูลค่ารวม 33,500 ล้านบาท (57 โครงการ) กลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญสำหรับ EV อาทิ มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานสำหรับ EV มูลค่ารวม 12,500 ล้านบาท (49 โครงการ) กลุ่มสถานีชาร์จและสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ 9,788 ล้านบาท (42 โครงการ) ซึ่งจะมีการติดตั้งกว่า 22,900 หัวชาร์จทั่วประเทศ รวมถึงหัวชาร์จเร็วกว่า 10,000 หัวชาร์จ ซึ่งช่วยเสริมความพร้อมของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างครบวงจร

ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BEV ที่ได้รับการส่งเสริมในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ได้เริ่ม

เดินสายการผลิตรถ BEV ในประเทศไทยแล้ว โดยเริ่มจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตามมาด้วย เกรท วอลล์ มอเตอร์, เอสเอไอซี มอเตอร์–ซีพี, บีวายดี, ไอออน ออโตโมบิล, ฉางอาน, อีวี ไพรมัส และรายล่าสุดที่เริ่มผลิต BEV ในปี 2569 ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู, ฮุนได โมบิลิตี้ และโอโมดา แอนด์ เจคู แสดงให้เห็นว่ามาตรการต่าง ๆ ของบีโอไอและบอร์ดอีวี ได้นำไปสู่การลงทุน การผลิต และการจ้างงานจริงในประเทศ โดยบริษัทเหล่านี้มีการจ้างงานบุคลากรไทยรวมกันกว่า 16,000 คน และยังช่วยตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค

นอกจากนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงสามารถเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก บีโอไอได้มีมาตรการส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับบริษัทต่างชาติ พร้อมรุกจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ทั้งงาน Subcon Thailand และงาน Sourcing Day จับคู่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จัดไปแล้ว 18 ครั้ง เกิดการจับคู่ธุรกิจกว่า 1,200 คู่ ครอบคลุมผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่มีศักยภาพกว่า 800 ราย คาดสร้างมูลค่าการจัดซื้อชิ้นส่วนในประเทศกว่า 60,000 ล้านบาท เปิดทางให้ซัพพลายเออร์ไทยก้าวเข้าสู่สายการผลิตยุคใหม่ และเติบโตไปพร้อมกับการลงทุนระลอกใหม่

“การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางของซัพพลายเชนและระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาค รวมทั้งเป็นจุดเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสร้างแพลตฟอร์มที่จะเปิดทางให้ผู้ผลิตทุกค่ายจากประเทศต่าง ๆ ทั้งรายเดิมและรายใหม่ สามารถสร้างฐานธุรกิจที่มั่นคงและเติบโตไปด้วยกันในประเทศไทย และที่สำคัญคือ การสร้างโอกาสให้กับคนไทย ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ก้าวเข้าสู่ซัพพลายเชนใหม่” นายนฤตม์ กล่าว

ปตท.คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย!! ตอกย้ำบริหารแกร่ง–ยั่งยืนระดับสากล คว้ารางวัล CEO–CFO–CSR–Investor Relations ยอดเยี่ยม 8 รางวัลระดับเอเชียการันตี ปตท.บริหารโปร่งใส สื่อสารชัด เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน

ปตท. คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการบริหารและความยั่งยืนระดับสากล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน พร้อมด้วย นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม และ นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทน ปตท. รับ 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2569 (16th Asian Excellence Award) สะท้อนความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กรในระดับสากลภายใต้หลักธรรมาภิบาล การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ปตท. ได้รับรางวัลสูงสุดถึง 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO) รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO) รางวัลซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CSR) รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional) รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) รางวัลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Environmental Responsibility) และรางวัลสื่อสารองค์กรยอดเยี่ยม (Best Corporate Communications)

ทั้งนี้ Asian Excellence Awards จัดโดย Corporate Governance Asia ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของฮ่องกงและเอเชีย มอบให้แก่ผู้นำและองค์กรในภูมิภาคเอเชียที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กร การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการทางการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากข้อมูลองค์กรร่วมกับผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั่วภูมิภาคเอเชี

KTIS ผนึกพันธมิตรลดก๊าซ!! โชว์ความสำเร็จปี 2 ลดก๊าซเรือนกระจก 30-35% พร้อมรักษาศักยภาพการผลิตอ้อย ปี 3 มุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์ สู่โมเดลยั่งยืน สร้างมาตรฐานใหม่อุตสาหกรรมเกษตรไทย

“KTIS – Suntory - VIVE” โชว์ความสำเร็จเกษตรฟื้นฟูปี 2 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 30-35%
เผยปี 3 มุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์สู่โมเดลรักษ์โลกที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

เปิดผลสำเร็จปีที่ 2 ของโครงการ “เกษตรเชิงฟื้นฟู” ภายใต้ความร่วมมือของ 3 กลุ่มใหญ่ - กลุ่ม KTIS, Suntory และ VIVE สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30-35% ในขณะที่ยังคงรักษาศักยภาพการผลิตอ้อยในเชิงพาณิชย์ได้อย่างมั่นคง เผยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการลดใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์และลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการเพาะปลูก ประกาศเดินหน้าต่อเนื่องในปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะนำร่อง โดยมุ่งเน้นศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลเชิงพาณิชย์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า กลุ่ม KTIS มีความมุ่งมั่นในการยกระดับการผลิตสู่ความยั่งยืน จึงได้มีความร่วมมือกับ Suntory ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับโลก และ VIVE ผู้นำระดับโลกด้านความยั่งยืนทางการเกษตร เพื่อพัฒนาแนวทางเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture: RA) ที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปีที่ 2 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลการทดสอบในแปลงทดลองใน 2 พื้นที่ชี้ชัดว่า แนวทางการทำเกษตรเชิงฟื้นฟูสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 30-35% ซึ่งหลักๆ มาจากการลดการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ และการลดการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการเพาะปลูก นอกจากนี้ ยังสามารถลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซ (Emissions Intensity) ลงถึง 20-25%

อย่างไรก็ตาม แม้จะพบว่า ปริมาณผลผลิตในแปลงเกษตรฟื้นฟูจะต่ำกว่าแปลงควบคุมเล็กน้อย แต่ภาพรวมยังคงมีความมั่นคง และสามารถดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่า ที่สำคัญคือ คุณภาพความหวานของอ้อย (Sucrose Quality) ยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกับวิธีเดิม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าระบบการผลิตที่ใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลงสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำตาลได้จริง

ด้านนายไบรอัน โกลเดน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Global Supply Solutions บริษัท Suntory Business Expert APAC Pte. Ltd. กล่าวว่า ความสำเร็จในปีที่ 2 นี้เป็นสัญญาณว่าโครงการกำลังเดินมาถูกทาง และสะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่าง ซันโทรี่, KTIS และ VIVE ในการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการมีดินที่มีสุขภาพดีขึ้น

“เกษตรเชิงฟื้นฟูนี้สามารถฟื้นฟูคุณภาพดิน ทำให้มีปริมาณอินทรียวัตถุและระดับฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และความยืดหยุ่นของดินให้พร้อมรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สร้างเกราะคุ้มกันภาวะโลกร้อน และเป็นผลดีต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว” นายไบรอันกล่าว

สำหรับก้าวต่อไปในปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของระยะนำร่อง จะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความเป็นไปได้ในการขยายผลเชิงพาณิชย์ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน เพื่อตอกย้ำว่าแนวทางเกษตรฟื้นฟูเป็นแนวปฏิบัติที่ทำได้จริงและคุ้มค่า สำหรับการลดคาร์บอนในห่วงโซ่อุปทานน้ำตาลของประเทศไทย อันจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศไทยอย่างยั่งยืน

มาสด้าเปิดตัว “Mazda6e”!! ส่งมอบรถไฟฟ้ารุ่นแรกในไทย ล็อตแรก 500 คันถึงแหลมฉบัง วิ่งได้สูงสุด 654 กม.ต่อชาร์จ พร้อมบริการลูกค้าทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 23 มิถุนายน 2569 – บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศความพร้อมในการส่งมอบ The All-Electric Mazda6e รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกจากมาสด้าในประเทศไทยให้แก่ ลูกค้าทั่วประเทศ หลังจากรถล็อตแรกจำนวน 500 คัน ได้เดินทางถึงประเทศไทย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งภายหลังจากการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เสร็จสิ้น มาสด้าจะส่งมอบให้กับลูกค้าอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้ลูกค้าได้นำรถยนต์ไปขับเพื่อสัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกตามแบบฉบับรถยนต์มาสด้า และสร้างประสบการณ์ความสุขในชีวิตประจำวันให้กับลูกค้าและทุกคนในครอบครัวไปตลอดอายุการใช้งาน

The All-Electric Mazda6e ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิดการออกแบบที่ผสานความสง่างามและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ตามแนวคิด โคโดะ ดีไซน์ ที่เรียบง่าย แต่งดงาม พร้อมห้องโดยสารที่เน้นความเรียบหรู เทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ทันสมัย และระบบความปลอดภัยครบครัน ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางระยะไกล ที่ขับขี่สูงสุดได้ถึง 654 กม.* ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของมาสด้าในการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ผสานดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ และนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางแห่งอนาคตให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างลงตัว

การเดินทางมาถึงของ The All-Electric Mazda6e ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของมาสด้าในการขยายทางเลือกด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าชาวไทย โดยบริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านเครือข่ายผู้จำหน่าย การบริการหลังการขาย การสต็อกอะไหล่ การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนลูกค้าตลอดการเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากความมุ่งมั่นในการยกระดับประสบการณ์ความสุขให้กับลูกค้ามาสด้า และตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งที่ส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในทุกระดับ เพื่อเสริมศักยภาพด้านการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว


สำหรับลูกค้าที่ได้ทำการจอง The All-Electric Mazda6e ไว้ก่อนหน้านี้ มาสด้าจะเริ่มทยอยทำการขนส่งไปยังผู้จำหน่ายมาสด้าทั่วประเทศ เพื่อส่งมอบให้ถึงมือลูกค้าทุกท่านอย่างเร็วที่สุด หรือผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของยนตรกรรมไฟฟ้า The All-Electric Mazda6e ก็สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ หรือผ่านช่องทาง https://www.mazda.co.th/th/mazda6e มาสด้าพร้อมแล้วที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ของการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า และส่งมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้าชาวไทยทั่วประเทศแล้ววันนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top