Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

ฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของ CR7!! ‘โรนัลโด’ ปิดฉากฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย ย้ำไม่เสียใจ ชี้แชมป์ยูโร 2016 มีค่าเทียบเท่าแชมป์โลก หลังโปรตุเกสพ่ายสเปนรอบ 16 ทีม แต่ไร้คำว่าเสียใจ เจ้าตัวย้ำบางครั้งชนะ บางครั้งแพ้ แต่ยังเชิดหน้าได้

คริสเตียโน โรนัลโด กัปตันทีมชาติโปรตุเกสระบุไม่เสียใจที่ต้องชวดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกหลังลงเล่นเวิลด์คัพหนสุดท้ายโดยชี้ได้โทรฟี่ยูโรซึ่งตัวเองมองว่ามีความหมายเทียบเท่าแล้ว

โดย โรนัลโด ซึ่งยืนยันว่าจะลงเล่นฟุตบอลโลก 2026 เป็นเวิลด์คัพหนสุดท้ายในอาชีพต้องจบเส้นทางไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายหลังพ่ายต่อ สเปน 0-1 เมื่อวันที่ 6 ก.ค

หลังเกม โรนัลโด กล่าวถึงความรู้สึกว่า “ผมคว้าแชมป์ 3 รายการกับโปรตุเกสแล้ว ก่อนหน้า คริสเตียโน จะเล่นให้โปรตุเกส เราไม่เคยคว้าแชมป์อะไรเลย แชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมกับทีมชาติโปรตุเกสคือ ยูโร 2016 และถ้วยรางวัลนั้นมีความหมายกับผมเท่ากับแชมป์โลก”

“การตกรอบจากทัวร์นาเมนต์ใหญ่เป็นเรื่องน่าเศร้าเสมอ นี่คือฟุตบอลโลก ผมเสียใจที่ตกรอบแบบนี้ แต่ผมทุ่มเทเต็มที่แล้ว ผมจากไปด้วยความสบายใจ บางครั้งคุณก็ชนะ บางครั้งคุณก็แพ้ แต่เราก็ยังเชิดหน้าได้”

นอกจากนั้นดาวเตะวัย 41 ปียังระบุถึงเรื่องอนาคตการเล่นทีมชาติว่า “ผมยังไม่รู้ว่าจะประกาศเลิกเล่นทีมชาติโปรตุเกสตอนนี้เลยหรือเปล่า คงต้องดูกันต่อไป ผมยังไม่อยากตัดสินใจตอนนี้ ผมต้องปรึกษากับครอบครัวก่อน ผมไม่อยากเบี่ยงเบนความสนใจด้วยเรื่องส่วนตัว”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10313366

รัสเซียยันไม่ทิ้งข้อเสนอสหรัฐฯ!! รัสเซียจับตาท่าทีสหรัฐฯ หลังประชุมนาโต ย้ำไม่ตัดสัมพันธ์วอชิงตันในประเด็นยูเครน มอสโกชี้ความขัดแย้งยูเครนจบเร็วได้ หากสหรัฐฯ เดินตามกรอบที่ตกลงไว้ในอะแลสกา

ซเวนีโกรอด, รัสเซีย — รัสเซียไม่ได้ละทิ้งข้อเสนอของสหรัฐฯ เกี่ยวกับยูเครนที่มีขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เซอร์เกย์ เรียบคอฟ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวเมื่อวันจันทร์

“เราไม่ได้ละทิ้งข้อเสนอของฝ่ายอเมริกันที่มีขึ้นก่อนการประชุมที่แองเคอเรจ ซึ่งเราได้ตกลงไว้แล้ว” เรียบคอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าว

เรียบคอฟระบุว่า รัสเซียจะติดตามท่าทีที่สหรัฐฯ จะกำหนดต่อประเด็นยูเครน ภายหลังการประชุมสุดยอดนาโตที่กรุงอังการา พร้อมเสริมว่า ขณะนี้สหรัฐฯ มีท่าทีค่อนข้างถอยห่างจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครนอย่างเห็นได้ชัด และฝ่ายที่ไม่ต้องการสันติภาพในยูเครนกำลังพยายามใช้ประโยชน์จากท่าทีของสหรัฐฯ ในประเด็นนี้
.
เรียบคอฟกล่าวเพิ่มเติมว่า รัสเซียได้แจ้งต่อสหรัฐฯ ถึงความไม่เห็นด้วยต่อการที่วอชิงตันเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งในยูเครน

เขายังระบุว่า การเจรจาระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปทุกวัน และในหลายระดับ
“รัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยังคงติดต่อกัน ทั้งในรูปแบบลายลักษณ์อักษรและการสนทนาโดยตรง ขณะที่การเจรจาในระดับคณะทำงานก็ยังดำเนินต่อไป และผมไม่ลังเลที่จะบอกว่า เป็นการติดต่อกันในทุกวัน” เรียบคอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าว

นักการทูตรัสเซียรายนี้กล่าวว่า ความขัดแย้งในยูเครนสามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว หากรัฐบาลสหรัฐฯ พร้อมดำเนินการบนพื้นฐานของความยินยอมที่รัสเซียให้ไว้ที่อะแลสกา พร้อมย้ำว่า รัสเซียไม่มีแผนตัดความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ในประเด็นยูเครน

ในประเด็นความขัดแย้งอิหร่าน เรียบคอฟกล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ตอบสนองด้วยท่าทีให้ความเคารพและให้ความสนใจ ระหว่างการสนทนากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ต่อความพร้อมของรัสเซียในการช่วยคลี่คลายความขัดแย้งอิหร่าน

“แน่นอน เป็นการตอบสนองด้วยความเคารพและความสนใจ ผมขอพูดเช่นนั้น ส่วนพวกเขาจะตอบสนองในทางปฏิบัติอย่างไรนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” เรียบคอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าว เมื่อถูกถามถึงท่าทีของสหรัฐฯ ต่อข้อเสนอของรัสเซียในการช่วยคลี่คลายความขัดแย้งอิหร่าน
เรียบคอฟกล่าวว่า เคยมีหลายสถานการณ์ก่อนหน้านี้ที่สหรัฐฯ ประกาศอย่างหนึ่ง แต่กลับดำเนินการอีกอย่างหนึ่ง

“โดยภาพรวมแล้ว คำถามที่ว่าจะทำอย่างไรให้เจตนารมณ์สอดคล้องกับการลงมือปฏิบัติจริง ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับสหรัฐฯ ในวันนี้” นักการทูตรัสเซียกล่าว

ที่มา : Sputnik

‘ต้าเหลียน’ ลุยประชุมเศรษฐกิจ!! กว่า 1,700 คนจาก 90 ประเทศ ถกแนวทางเศรษฐกิจโลก ใช้พลังงานหมุนเวียนเต็มที่ เชิดชูนวัตกรรมจีนพัฒนาแรงขับเคลื่อน

ต้าเหลียนจัดการประชุม Summer Davos 2026 ผู้แทนจากกว่า 90 ประเทศร่วมขับเคลื่อนอนาคตเศรษฐกิจโลก

คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

ในระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายนที่ผ่านมา การประชุม Annual Meeting of the New Champions ครั้งที่ 17 หรือ Summer Davos 2026 ได้จัดขึ้น ณ เมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ประเทศจีน โดยผู้เข้าร่วมกว่า 1,700 คน จากกว่า 90 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เดินทางมารวมตัวกันในเมืองชายฝั่งแห่งนี้ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางใหม่ในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจโลก ภายใต้หัวข้อ "Innovating at Scale"

การประชุมในปีนี้นำเสนอการจัดงานรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรก โดยจัดให้ห้องประชุมทั้งหมดอยู่บนชั้นเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงาน พร้อมจัดการเสวนาแบบ Interactive Space และจัดรายการพอดแคสต์สดหลายรายการ นอกจากนั้นยังให้ความสำคัญกับการจัดงานอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งงาน โดยสถานที่จัดงานหลักใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และวัสดุก่อสร้างรวมถึงวัสดุตกแต่งมากกว่า 85% เป็นวัสดุรีไซเคิล

ผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกต่างให้ความสนใจและชื่นชมความสำเร็จของจีนในการพัฒนา "กำลังการผลิตคุณภาพใหม่" (New Quality Productive Forces) โดยมองว่านวัตกรรมและการเปิดกว้างของจีนได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน โอกาสมหาศาลที่เกิดจากการขับเคลื่อนความทันสมัยของจีน จะมีส่วนช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก พร้อมทั้งส่งเสริมการเติบโตที่ครอบคลุมและทั่วถึงในระดับโลก

ด้วยทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นซึ่งโอบล้อมด้วยทะเลถึงสามด้าน เมืองต้าเหลียนจึงสามารถเดินหน้าพัฒนาและเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิตพลังงานสะอาด รวมถึงการผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงานสะอาด เข้ามาตั้งฐานและรวมตัวในเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนสำคัญให้อุตสาหกรรมสีเขียวของเมืองเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ผู้แทนจาก World Economic Forum กล่าวชื่นชมเมืองต้าเหลียนที่สนับสนุนการประชุม Annual Meeting of the New Champions มาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกย่องเมืองต้าเหลียนในด้านความเปิดกว้าง ความมีชีวิตชีวา และการดำเนินงานที่สะท้อนถึงความรับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรม ด้านเทศบาลเมืองต้าเหลียนระบุว่า กำลังเร่งยกระดับเมืองสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางเรือ โลจิสติกส์ และการเงินระดับนานาชาติของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบัน ต้าเหลียนได้สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับกว่า 200 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาค พร้อมมุ่งสร้างเมืองชายฝั่งสมัยใหม่ที่น่าอยู่ เป็นมิตรต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ รวมถึงเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่ดึงดูดใจ โดยชูสโลแกน "Come to Dalian to See the Sea" เพื่อสะท้อนเสน่ห์และอัตลักษณ์ของเมืองชายฝั่งแห่งนี้

ที่มา: คณะกรรมการเตรียมงานและประสานงานการประชุม Annual Meeting of the New Champions ประจำเทศบาลเมืองต้าเหลียน

จีนยิงขีปนาวุธ!! ทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำ เข้าถึงเป้าหมายในมหาสมุทรแปซิฟิก ตามกำหนดการและกฎหมายระหว่างประเทศ แจ้งล่วงหน้าประเทศที่เกี่ยวข้อง

ปักกิ่ง, 6 ก.ค. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (6 ก.ค.) กองทัพเรือแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA)
ประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธเชิงยุทธศาสตร์ที่บรรทุกหัวรบจำลองจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ลำหนึ่งไปยังน่านน้ำทะเลหลวงในมหาสมุทรแปซิฟิกตอน 12.01 น. ตามเวลาปักกิ่ง โดยขีปนาวุธดังกล่าวตกลงในน่านน้ำที่กำหนดไว้อย่างแม่นยำ

กองทัพเรือระบุว่าการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งนี้เป็นไปตามกำหนดการฝึกซ้อมประจำปีของกองทัพเรือ และฝ่ายจีนได้แจ้งให้บรรดาประเทศที่เกี่ยวข้องรับทราบล่วงหน้าแล้ว นอกจากนั้นการทดสอบยิงขีปนาวุธครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศและแนวปฏิบัติสากล ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายใดโดยเฉพาะ

ที่มา : Xinhua

อิทธิพลแบรนด์จีนในบราซิล มาแรง!! แบรนด์ EV–มือถือ–ทีวี–เดลิเวอรี ครองชีวิตผู้บริโภคยุคใหม่ ลงทุนอย่างน้อย 6 พันล้านดอลลาร์ ดันแบรนด์แทรกทุกมิติชีวิตผู้บริโภค

เฟอร์นันดา ลิมา และโรดริโก ฮิลเบิร์ต เป็นที่รู้จักกันในฐานะ “คู่รักขวัญใจชาวบราซิล” เธอเป็นพิธีกรโทรทัศน์หน้าตาดี ส่วนเขาเป็นหนุ่มหล่อสายช่างที่เป็นพิธีกรรายการปรับปรุงบ้านและทำอาหาร ลูกชายฝาแฝดของทั้งคู่ก็เป็นนายแบบ และตอนนี้ทั้งครอบครัวได้กลายเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับ Geely ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

“ครอบครัวที่ดูดีแบบนั้นมีอิทธิพลจริง ๆ ที่นี่ในบราซิล” เจี้ยนจวิน เฉิน จาก Renault Geely ซึ่งเป็นฝ่ายธุรกิจของบริษัทในบราซิล กล่าวพร้อมรอยยิ้ม “เราเพิ่งเข้ามาในบราซิลเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นเราจึงต้องเร่งทำการตลาดให้เร็ว”

แบรนด์จีนกลายเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในบราซิล ชาวบราซิลที่มีกำลังซื้อขับรถที่ผลิตโดย BYD ใช้โทรศัพท์ของ Huawei ดูโทรทัศน์ที่ผลิตโดย Hisense และสั่งอาหารผ่าน 99Food แอปเดลิเวอรีอาหาร
ในปี 2025 บริษัทจีนลงทุนในบราซิลอย่างน้อย 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามข้อมูลที่รวบรวมจากการเปิดเผยของภาคธุรกิจโดย American Enterprise Institute ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในกรุงวอชิงตัน และสภาธุรกิจจีน–บราซิล ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นมากกว่า 10% ของการลงทุนขนาดใหญ่ในต่างประเทศทั้งหมดของบริษัทจีน และยังมากกว่าที่บริษัทจีนลงทุนในประเทศต่างชาติอื่นใดทั้งหมด

ที่มา : https://www.economist.com/the-americas/2026/07/02/brazilians-are-going-gaga-for-chinese-brands?fbclid=IwdGRjcAS3-X9jbGNrBLf5fWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuxZSKEx7YBioefHYMkiSsdq4VVmDeH6Bz0x8VyZwB-d1mABGZRQDWAzBUB5_aem_j6iU25uuh2UY36yww76alA

หนุนแนวคิด "อรรถวิชช์- สมาคมวิศวกรโครงสร้าง"!! สมาคมผู้ผลิตเหล็กฯ หนุนยกระดับมาตรฐานเหล็กไทย ยกระดับเหล็กก่อสร้างบนหลักกฎหมาย วิทยาศาสตร์ และความปลอดภัย ย้ำไม่ผูกขาด–ไม่กีดกัน หนุนรัฐคุมความปลอดภัยผู้บริโภค

สมาคมผู้ผลิตเหล็กฯ หนุนแนวคิด "อรรถวิชช์- สมาคมวิศวกรโครงสร้าง"

ยกระดับมาตรฐานเหล็กบนหลักกฎหมายและวิทยาศาสตร์

ยันไร้ผูกขาด-เผยมีกำลังผลิตส่วนเกินกว่าความต้องการ 3 เท่า

สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า ออกแถลงการณ์เห็นด้วยกับมติ กมอ. รวมถึง สส.อรรถวิชช์ และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างฯ ยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็ก แจง 3 ข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มเทคโนโลยี EAF หรือเป็นการกีดกันทางการค้า เพื่อ ผูกขาดราคา เผยปัจจุบันกลุ่มโรงงาน EAF และโรงรีด BO billet  ในไทยมีกำลังผลิตส่วนเกิน กว่าความต้องการ 3 เท่า จึงไม่มีทางที่เหล็กจะขาดตลาดจนส่งผลต่อราคา พร้อมให้กำลังใจ หน่วยงานภาครัฐทำตามหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ 'กีดกันความเสี่ยงออกไปจากชีวิตผู้บริโภค'

นายธีรยุทธ เลิศศิรรังสรรค์ กรรมการ สมาคมผู้ผลิตเหล็กทรงยาวด้วยเตาอาร์คไฟฟ้า เปิดเผยว่า จากมติของคณะกรรมการมาตรฐานผลิตเหล็กอุตสาหกรรม หรือ กมอ.ที่มีมติจำกัดกรรมวิธีการทำเหล็กแท่ง ที่ใช้ทำเหล็กข้ออ้อยให้ทำได้เฉพาะวิธีเตาเบสิกออกซิเจน (BO) หรือ วิธีเตาอาร์กไฟฟ้า (EF) ซึ่งไม่สามารถ หลอมจากเตาหลอมประเภท IF (Induction Furnace)  หรือเตาหลอมโลหะด้วยการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้า เพื่อมาใช้เป็น ส่วนประกอบสร้างเสา หรือคานของตึกสูง  ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็น ของจากสาธารณะ ทางสมาคมฯอยากจะชี้แจงข้อเท็จใน 3 ประเด็นที่สังคมอาจจะมีคำถามประกอบด้วย

ประเด็นที่ 1 เป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่ทางสมาคมฯ เห็นว่ามติของ กมอ.คือความถูกต้อง ทาง กฎหมายและสังคม ซึ่งไม่ได้เป็นการกีดกันทางการค้า แต่เป็นการสร้างแนวปฎิบัติตามมาตรฐานสากล ในเชิง คุณภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นหน้าที่และอำนาจโดยตรงของสำนักงาน มาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม (สมอ.) และ กระทรวงอุตสาหกรรม

โดยเหตุผลหลักก็คือ สมอ. มีหน้าที่ คัดกรองสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานไม่ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป เพราะ ประชาชนไม่มีเวลาหรือเครื่องมือในการตรวจสอบโครงสร้างทางเคมีของเหล็กเส้นทุกเส้นในบ้านตัวเอง สมอ. ต้อง "คัดกรองสินค้าที่อาจก่อให้เกิดอันตราย"ต่อชีวิตและทรัพย์สินของสาธารณชน (เหล็กโครงสร้าง ที่คุมคุณภาพ จะมีสารเจือปนไม่ได้ เพราะนั่นคือความเสี่ยงต่อนิรภัยอาคาร) นอกจากนี้ สมอ. กำลัง คุ้มครอง ผู้บริโภค จากสินค้าที่อาจมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อปกป้องมาตรฐาน อุตสาหกรรม ภาพรวม ของประเทศ

ประเด็นที่ 2   กระบวนการร่างแก้ไขมาตรฐานเหล็กที่เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ อาจ จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สมอ.และกระทรวงอุตสาหกรรม มีความกังวลว่าจะถูกฟ้องร้อง ซึ่งข้อเท็จจริง

ทางสมาคมฯมองว่ารัฐมีหน้าที่บนหลักนิติธรรมเป็นการดำเนินงานที่ชอบด้วยกฎหมายมีความโปร่งใส และ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในการคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ โดยเหตุผล หลักสนับสนุน คือ

-มาตรฐานนี้ประกาศใช้เป็นการทั่วไป (General Application) กับผู้ประกอบการทุกรายบนเกณฑ์ เดียวกันไม่ได้เลือกปฏิบัติ (Non-discriminatory)

-การที่ มอก. 20 กำหนดให้ต้องมีระบบปรุงน้ำเหล็ก (Ladle Furnace - LF) และ มอก. 24 กำหนดให้ ใช้เฉพาะ EF และ BOF นั้น ยึดโยงอยู่บน "หลักวิทยาศาสตร์และความปลอดภัย" ซึ่งเป็นหลักการสากล ที่เหนือ กฎหมายการค้า

-เอกสารระดับภูมิภาคอย่าง "SEAISI AISC ออก Joint Statement Phase out IF" เป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ว่า "ทั้งอาเซียนกำลังทำสิ่งเดียวกัน" มาตรการของไทยจึงเป็นการทำหน้าที่ ตามมาตรฐาน ภูมิภาค ไม่ใช่การกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือกฎหมาย ที่จะนำไปสู่การฟ้องร้อง แล้วรัฐจะแพ้ได้เลย

ส่วนประเด็นที่ 3 ที่กังวลว่าการแก้ไขร่างมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่จะเอื้อประโยชน์ กับกลุ่ม ผู้ประกอบการเหล็กที่ใช้เตาหลอมประเภท EAF(Electric Arc Furnace)  จะผูกขาดและฉวยโอกาส ขึ้นราคา เหล็กเส้นนั้นทางสมาคมฯขอชี้แจงว่า ข้อเท็จจริงเป็นไปไม่ได้ในทางเศรษฐศาสตร์ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผล 2 ข้อหลัก

1.กำลังการผลิตล้นเหลือ (Overcapacity มากกว่า 3 เท่า): ปัจจุบันความต้องการใช้เหล็ก (Consumption) ในประเทศ น้อยกว่ากำลังการผลิตรวมของกลุ่มโรงงาน EAF และโรงรีด ด้วย Import Billet มากกว่า 3 เท่า ทุกวันนี้โรงงาน EAF ส่วนใหญ่ทำตารางการผลิตแค่ช่วงกลางคืน (Off-Peak) เท่านั้น หากตลาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นกลุ่ม EAF ยังมีกำลังการผลิตเหลือเฟือ ที่จะเดินเครื่องช่วงกลางวัน มารองรับ ได้ทันที จึงไม่มีทางเกิดภาวะ "เหล็กขาดตลาดจนราคาพุ่ง" นอกจากนั้นยังมีการนำ billet จากการผลิต BO เข้ามารีดขายปกติ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีจำนวนมาก

2. การขาดแคลนเป็นเรื่องเฉพาะหน้า ป้องกันได้ หากเกิดการตื่นตระหนกในระยะสั้น เป็นเรื่องที่บริหาร จัดการและป้องกันได้ล่วงหน้าผ่านกลไกการติดตามของรัฐ

ทางสมาคมฯเห็นด้วยกับ ดร.อรรถวิชช์  สุวรรณภักดี ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ และ สมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยที่เสนอแนะว่าถึงเวลาที่ต้องยกระดับมาตรฐานการผลิตเหล็กของไทย

"หลักการเรื่องความปลอดภัยของชีวิตประชาชน เป็นเรื่องระดับโครงสร้างขั้นพื้นฐาน ที่ไม่สามารถ สั่นคลอนได้ และเราไม่สามารถเอาปัญหาเฉพาะหน้าหรือความตื่นตระหนกเรื่องราคาระยะสั้น มาเป็นข้ออ้าง ในการปล่อยให้สินค้าเสี่ยงอันตรายอยู่ในตลาดต่อไปได้"นายธีรยุทธ กล่าว

ส.อ.ท. ชี้งบ 2570 ต้องเน้นลงทุน!! งบปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้าน เพิ่ม 0.2% รายจ่ายประจำสูง 73.6% งบลงทุนลดลง เสนอ 5 มาตรการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ย้ำงบต้องเพิ่มศักยภาพระยะยาวประเทศ

ส.อ.ท. แนะงบประมาณปี 2570 ต้องเน้นงบ “ลงทุนอนาคต” เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เห็นว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 ต้องมองด้วยความเข้าใจต่อข้อจำกัดของภาครัฐ เพราะประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ต้องดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลัง และรับมือกับภาระรายจ่ายประจำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้น ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียง “ใช้งบมากหรือน้อย” แต่คือ “ใช้งบให้เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้จริงเพียงใด”

ข้อมูลภาพรวมงบประมาณปี 2570 สะท้อนข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน วงเงินงบประมาณอยู่ที่ประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% ขณะที่ประมาณการรายได้สุทธิอยู่ที่ 3.0 ล้านล้านบาท ทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลประมาณ 788,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.8% ของ GDP ในขณะเดียวกัน รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น 5.0% และมีสัดส่วนสูงถึง 73.6% ของวงเงินงบประมาณ ขณะที่รายจ่ายลงทุนลดลง 8.4% เหลือสัดส่วน 20.8% ของงบประมาณทั้งหมด

ตัวเลขนี้สะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังของประเทศแคบลง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้ชัดเจนกว่าเดิม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยปี 2570 ยังถูกประเมินว่าจะขยายตัวเพียง 1.7-2.7% ซึ่งยังไม่สูงพอจะทำให้ประเทศหลุดจากปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งด้านผลิตภาพ ต้นทุนพลังงาน ทักษะแรงงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการยกระดับอุตสาหกรรมสู่เทคโนโลยีใหม่

ในมุมของ ส.อ.ท. งบประมาณปี 2570 ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว มากกว่าการกระจายงบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นรายเรื่อง โดยควรให้น้ำหนักกับโครงการที่เพิ่มผลิตภาพของประเทศ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และดิจิทัล การพัฒนาทักษะแรงงานสมัยใหม่ การยกระดับ SMEs ให้ใช้เทคโนโลยีและ AI การลงทุนด้านพลังงานสะอาด การสนับสนุนนวัตกรรมและมาตรฐานสินค้าไทย รวมถึงมาตรการที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อกับห่วงโซ่อุปทานโลกได้มากขึ้น

ข้อเสนอด้านการคลังที่สำคัญมี 5 เรื่อง ที่อยากให้ภาครัฐเร่งดำเนินการไปพร้อมกัน
1. จัดสรรงบประมาณโดยยึดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก งบลงทุนควรมุ่งไปที่โครงการที่วัดผลได้ว่าเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มรายได้ภาคธุรกิจ หรือสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ไม่ควรกระจายงบจนขาดจุดเน้น

2. เพิ่มรายได้รัฐโดยขยายฐานเศรษฐกิจ รัฐควรทำให้เศรษฐกิจโตขึ้น ดึงธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีอย่างเป็นธรรม ใช้ดิจิทัลลดการรั่วไหล และส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง มากกว่าการขึ้นภาษีแบบเร่งด่วนที่อาจซ้ำเติมต้นทุนของภาคการผลิต

3. มีระบบติดตามและประเมินผลการใช้งบประมาณแบบเปิดเผยทุกโครงการสำคัญ ควรมีตัวชี้วัดชัดเจน ตั้งแต่ผลผลิต ผลลัพธ์ ไปจนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ พร้อมเปิดข้อมูลความคืบหน้าให้ประชาชนและภาคเอกชนตรวจสอบได้ เพื่อให้งบประมาณไม่จบแค่การเบิกจ่าย แต่ต้องตอบได้ว่าเกิดประโยชน์จริงหรือไม่

4. เปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคเอกชนมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยงบประมาณที่ดีต้องสะท้อนความต้องการจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน แรงงาน พลังงาน และการพัฒนา SMEs ควรมีช่องทางรับฟังความเห็นจากผู้ใช้ประโยชน์โดยตรง เพื่อให้เม็ดเงินรัฐลงสู่โครงการที่ตรงจุดและสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด

5. ลดรายจ่ายประจำผ่านการปฏิรูประบบราชการสู่รัฐบาลดิจิทัล การลดรายจ่ายประจำไม่ควรมองเพียงการตัดงบ แต่ต้องลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการ ลดงานเอกสาร ลดการอนุมัติหลายชั้น เชื่อมฐานข้อมูลภาครัฐ และยกระดับบริการประชาชนและภาคธุรกิจให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น เมื่อระบบราชการมีประสิทธิภาพขึ้น ต้นทุนของรัฐลดลง และต้นทุนแฝงของผู้ประกอบการก็ลดลงด้วย

ส.อ.ท. เห็นว่าในภาวะที่งบประมาณมีข้อจำกัด ทุกบาทของภาครัฐต้องทำหน้าที่มากกว่าการใช้จ่าย แต่ต้องเป็นการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศ หากงบปี 2570 สามารถลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความโปร่งใส และมุ่งไปที่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง ก็จะช่วยให้ไทยมีฐานการเติบโตที่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

กรมโรงงานฯ สั่งหยุด 2 โรงงาน!! โรงงานของเสียสระบุรีฝ่าฝืน 2 รายถูกสั่งหยุดดำเนินการ ตรวจพบขยายโรงงานผิดกฎหมาย เน้นเฝ้าระวังผลกระทบสิ่งแวดล้อม

กรมโรงงานฯ สั่งหยุด 2 โรงงานจัดการของเสียสระบุรี หลังตรวจสอบพบปัญหาจากการประกอบกิจการ และขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ออกคำสั่งให้ 2 โรงงานจัดการของเสียในจังหวัดสระบุรี หยุดประกอบกิจการ จากกรณีความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี โดยเมื่อวันที่ 4-5 มิถุนายน 2569 กรอ. บูรณาการร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 7 (สระบุรี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงรุก พร้อมเก็บตัวอย่างน้ำเสียและน้ำใต้ดินจากสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกากอุตสาหกรรมและระบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 3 แห่ง ที่ตั้งอยู่บริเวณเหนือน้ำตามเส้นทางการไหลของคลองสาขา ซึ่งใช้เวลาในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ 2 สัปดาห์

ผลการวิเคราะห์ปรากฎว่า บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) พบปัญหาการจัดการน้ำชะจากหลุมฝังกลบของเสียอันตรายและไม่อันตราย รวมถึงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่ กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้ บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการเฉพาะในส่วนหลุมฝังกลบของเสียอันตรายทันที นับแต่วันที่รับทราบคำสั่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบในส่วนอื่นต่อไป

ขณะที่ บริษัท ที.เอ็น.ซี รีไซเคิล จำกัด ซึ่งได้รับอนุญาตคัดแยกวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่ไม่เป็นของเสียอันตราย มีพฤติกรรมเข้าข่ายขยายโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ลักลอบติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมรวม 210 แรงม้า เกินกว่าที่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังพบการขยายพื้นที่ประกอบกิจการ ลักลอบฝังกลบวัสดุที่ไม่ใช้แล้วหลังการคัดแยก การกองเก็บวัสดุภายนอกอาคาร และมีการระบายน้ำชะออกนอกบริเวณโรงงาน กรอ. จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมด เพื่อเร่งแก้ไขปรับปรุงการประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต พร้อมกำชับให้มีการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โดยรอบอย่างเข้มงวด

ส่วน บริษัท สยามไฟเบอร์ซีเมนต์กรุ๊ป จำกัด ไม่พบการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมกำชับให้โรงงานประกอบกิจการให้เป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต

ที่ผ่านมา กรอ. ได้ประชุมร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) และกรมควบคุมมลพิษ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างรัดกุม รวมถึงได้ให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรอ. ยืนยันพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ทั้งกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตรายและประมวมกฎหมายอาญา หากพบว่ามีการกระทำความผิดเพิ่มเติม จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุดโดยไม่มีข้อยกเว้น

“กรอ. วางแผนปูพรมตรวจกำกับโรงงานจัดการของเสียอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการประกอบกิจการผิดกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน” อธิบดีกรมโรงงานฯ กล่าวทิ้งท้าย

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัล!! เด่น 5 รางวัลยอดเยี่ยมในเอเชีย ย้ำความเป็นเลิศด้านบรรษัทภิบาล ครองใจนักลงทุนด้วยความยั่งยืน สู่การเติบโตมั่นคงในภูมิภาค

ไทยออยล์คว้า 5 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย
จากงานประกาศรางวัล “Asian Excellence Award 2026”

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี คุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน และคุณนันทกา บำรุงสุขสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนกนักลงทุนสัมพันธ์ เป็นผู้แทนบริษัทฯ รับมอบ 5 รางวัล จากงาน “Asian Excellence Award 2026” ครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Corporate Governance Asia สื่อชั้นนำของฮ่องกงและเอเชียที่มุ่งเสนอประเด็นด้านเศรษฐกิจและการกำกับดูแลกิจการที่ดี ณ โรงแรม JW Marriot เขตปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยรางวัลที่ได้รับ ได้แก่

1. รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO)
2. รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO)
3. รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
4. รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) ปีที่ 4
5. รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional)

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความสามารถของผู้นำในการนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นเลิศในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการดูแลชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับบรรณาธิการ
ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve

นายกฯ สั่งเร่งลดน้ำมัน!! ‘เอกนัฏ’ รับข้อสั่งการทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกอ่อนตัว เรียกประชุม กบง.–กบน. เย็นนี้ หาทางลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มให้ประชาชนทันที

“เอกนัฏ” รับข้อสั่งการนายกฯ เรียกถก กบง.-กบน.ด่วนเย็นนี้ เร่งลดราคาน้ำมันทันที หลังต้นทุนน้ำมันดิบโลกปรับลด ไม่รอราคาสิงคโปร์

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับข้อสั่งการจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้เร่งดำเนินมาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ โดยได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เป็นการด่วนในช่วงเย็นวันนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางลดราคาน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนที่ปรับลดลง

ทั้งนี้ การประชุม กบง. และ กบน. ในช่วงเย็นวันนี้ จะเร่งพิจารณามาตรการปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันโดยเร็ว เพื่อให้ราคาภายในประเทศสะท้อนต้นทุนที่ลดลง และให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องรอการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ หากต้นทุนน้ำมันดิบได้ปรับลดลงแล้ว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top