Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

นรข.ตัดเส้นทางยานรกริมโขง!! ยึดยาบ้า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬวันที่ 2 ก.ค. ตรวจพบเรือข้ามแม่น้ำโขงลำเลียงของกลาง ก่อนทะลักเข้าสู่ไทย

นรข. ยึดยาบ้ากว่า 5.55 ล้านเม็ด ริมโขงบึงกาฬ สกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) ยังคงเดินหน้าปฏิบัติภารกิจสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติดตามแนวชายแดนทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อช่วงเช้ามืดของวันนี้ (2 กรกฎาคม 2569) เวลา 03.00 น. สถานีเรือบึงกาฬ สังกัด นรข.เขตหนองคาย สามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ได้จำนวนประมาณ 5,550,000 เม็ด บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง บ้านท่าไคร้ ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ พร้อมตรวจยึดรถยนต์ต้องสงสัย 2 คัน และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยผู้กระทำผิดอาศัยความมืดหลบหนีไปได้ อยู่ระหว่างการเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

การปฏิบัติครั้งนี้สืบเนื่องจากการได้รับข่าวกรองว่าขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติจะลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่ประเทศไทยทางแม่น้ำโขง หน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำแม่น้ำโขง (นรข.) จึงสั่งการให้ นรข.เขตหนองคาย จัดกำลังเข้าซุ่มเฝ้าตรวจและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ กระทั่งช่วงกลางดึก เจ้าหน้าที่ตรวจพบเรือกีบติดเครื่องยนต์แล่นข้ามมาจากฝั่ง สปป.ลาว ก่อนมีกลุ่มบุคคลลำเลียงกระสอบสีดำขึ้นจากเรือมายังรถยนต์ต้องสงสัย เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดได้ทิ้งของกลางและหลบหนี ขณะที่เรือได้เร่งเครื่องกลับไปยังฝั่ง สปป.ลาว

จากการตรวจสอบพบยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 14 กระสอบ รวมประมาณ 5,550,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดรถยนต์ 2 คัน โทรศัพท์มือถือ เครื่องชั่งดิจิทัล และสัมภาระที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองบึงกาฬ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการต่อไป

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ผลการปฏิบัติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ นรข. ในการเฝ้าระวังและปกป้องชายแดนทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสกัดกั้นยาเสพติดจำนวนมหาศาลไม่ให้เข้าสู่ประเทศไทย และเป็นการสกัดเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ใช้แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางลำเลียง และย้ำว่ากองทัพเรือจะยังคงบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยให้กับประชาชนและประเทศชาติต่อไป

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ทันทีที่ฉันถูกรัฐมนตรีรุม ซ้ายทีขวาที
หัวหน้าประชุมอยู่ห้องกรรมาธิการ หูข้างนึงแกฟังกรรมาธิการอยู่ หูอีกข้างแกฟังห้องประชุมสภาอยู่

ภาพที่ฉันเห็นคือ”หัวหน้า รีบเดินพุ่งเข้ามาในห้องประชุมสภาอย่างรวดเร็ว
กดไมค์ ลุกขึ้นพูด ปกป้องฉันและตอกย้ำเรียกร้องงบป้องกันน้ำท่วมให้คนหาดใหญ่ทัน

ไม่ใช่อิอวย แต่ฉันยอมรับเลยว่า หัวหน้าฉัน แกมีภาวะความเป็นผู้นำในตัวแกสูงมาก

จูรี นุ่มแก้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

‘สุพิศ’ ยืนยันรถไฟฟ้าสงขลาคุ้มค่า!! โวยเทศบาลหาดใหญ่ไม่เปิดทางจุดจอดสวนสาธารณะ กระทบเส้นทางรถไฟฟ้า EV ทำประชาชนเสียโอกาส ย้ำผลศึกษาชี้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและสังคม

สุพิศ พิทักษ์ธรรม” ยืนยันผลการศึกษามหาลัยดัง รถไฟฟ้าคุ้มค่าการลงทุน โวยถูกกีดกันที่จอดรถสวนสาธารณะเมืองหาดใหญ่

มีคนสอบถามมามากว่า รถโดยสารไฟฟ้า (EV)ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจะคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ กับภาวะที่เกือบทุกบ้านมีรถยนต์ใช้

สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เจ้าของโครงการยืนยันว่า คุ้มค่าการลงทุน ผ่านการศึกษาความเป็นไปได้จากสถาบันการศึกษาชื่อดังมาแล้ว

ข้อกังวลนี้เกิดจากหลักการบริหารที่ให้เอกชนเข้ามาบริหารมีหลักประกันรายได้ กลัวว่า เมื่อรายได้ไม่เข้าเป้า บริษัทรับบริหารจะทิ้งงาน โครงการรถโดยสารไฟฟ้า จึงยังเดินหน้าต่อไปตามนโยบาย

รถไฟฟ้าสงขลาเดินหน้า ปรับเส้นทางรับความเป็นจริง จับตาโมเดลบริหารและความคุ้มค่า เส้นที่ต้องปรับเส้นทางคือ เส้นวิ่งผ่านเมืองหาดใหญ่ เนื่องจากทางสำนักงานขนส่งกำหนดเส้นทางใหม่ แต่ที่เป็นปัญหาคือ เทศบาลนครหาดใหญ่ไม่อนุญาตให้ทำที่จอดรถบริเวณสวนสาธารณะหาดใหญ่ เพราะหลังปรับเส้นทางรถไฟฟ้าต้องวิ่งผ่านสวนสาธารณะหาดใหญ่

ทาง อบจ.สงขลาจึงต้องปรับเส้นทางไปรอนอก จากสถานีต้นทาง ผ่านขนส่ง ผ่าน มอ.ผ่านแยกคอหงส์ ไปสวนสาธารณะ เข้าถนนลพบุรี-ราเมศร์ ไปแยกบิ๊กซี เลี้ยวซ้ายเข้าเมืองหาด

สุพิศ โวยว่า การถูกขัดขวานไม่ให้รถผ่านบางเส้นทางทำให้คนหาดใหญ่เสียโอกาสในการใช้บริการรถไฟฟ้า

ปัจจุบันเทศบาลหาดใหญ่บริหารโดยนายกฯแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง และน่าจะมีปัญหาขัดแย้งกับสุพิศอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่เป็นต้นมา ทางนายกฯแป้นต้องการงบประมาณไปใช้ ซึ่งต้องของบจาก อบจ.สงขลา เพราะงบที่รัฐบาลให้ไป 530 ล้านบาท ผ่าน อบจ.สงขลา ท้องถิ่นไหนต้องการใช้ในภารกิจน้ำท่วม ก็ต้องเสนอแผน เสนอโครงการไปขอจาก อบจ.สงขลา ซึ่งบางโครงการอาจจะไม่ได้ดั่งใจนายกฯแป้น ในขณะที่สุพิศก็ต้องรักษากฏ ระเบียบ และกฎหมาย อันนำมาซึ่งความขัดแย้ง และขัดขวางบางภารกิจซึ่งกันและกัน แต่ทั้งหมดคนสงขลาเสียโอกาส

กล่าวสำหรับโครงการรถไฟฟ้าขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.สงขลา) ถือเป็นหนึ่งในโครงการระบบขนส่งมวลชนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดของภาคใต้ ล่าสุด การดำเนินโครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการออกแบบระบบ การเตรียมรายละเอียดการก่อสร้าง และเดินหน้าตามแผนการทดสอบเดินรถ

ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งเส้นทางที่ถูกจับตามอง คือ เส้นทางสทิงพระ-เมืองสงขลา ซึ่งมีคำถามจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรไม่หนาแน่นนักปริมาณผู้โดยสารอาจไม่หนาแน่นเท่าเส้นทางหลัก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้ผลักดันโครงการ “สุพิศ”ยืนยันว่า รถไฟฟ้าของ อบจ.สงขลา ได้ผ่านการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจากสถาบันการศึกษาแล้ว ผลการศึกษาระบุว่าโครงการมีความคุ้มค่าและสามารถดำเนินการได้ โดยการวิเคราะห์ได้คำนึงถึงจำนวนผู้โดยสาร แนวโน้มการขยายตัวของเมือง ต้นทุนการดำเนินงาน รวมถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

“คนย่านสทิงพระ สิงหนคร กำลังรอรถไฟฟ้าอยู่ด้วยใจระทึก”

ด้านอัตราค่าโดยสาร มีข้อมูลเบื้องต้นว่า รถไฟฟ้าจะจัดเก็บค่าโดยสารประมาณ 22 บาทตลอดสาย ซึ่งต่ำกว่าค่ารถตู้โดยสารในเส้นทางเดียวกันที่ปัจจุบันอยู่ในช่วงประมาณ 60 ถึง 80 บาท นอกจากนี้ ยังมีแนวนโยบายให้นักเรียนและนักศึกษาสามารถใช้บริการได้โดยไม่เสียค่าโดยสาร เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ

แม้จะมีผลการศึกษายืนยันความคุ้มค่า แต่ก็ยังมีประเด็นที่สังคมต้องการความชัดเจนเพิ่มเติม โดยเฉพาะรูปแบบการบริหารเดินรถในอนาคต หากเปิดให้เอกชนเข้ามารับสัมปทานหรือเป็นผู้บริหารเดินรถ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งความเสี่ยงอย่างไร

อีกคำถามสำคัญ คือ จะมีการรับประกันรายได้ขั้นต่ำ (Minimum Revenue Guarantee) ให้กับเอกชนหรือไม่ หากจำนวนผู้โดยสารต่ำกว่าที่ประมาณการไว้ ใครจะเป็นผู้รับภาระความเสี่ยง และหากผู้รับสัมปทานประสบภาวะขาดทุนจนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้ จะมีมาตรการรองรับอย่างไร เพื่อไม่ให้บริการขนส่งหยุดชะงักและกระทบต่อประชาชน

ท้ายที่สุด โครงการรถไฟฟ้าไม่ได้ถูกประเมินจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องพิจารณาผลตอบแทนทางสังคม การลดต้นทุนการเดินทาง การลดอุบัติเหตุ การลดการใช้พลังงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่หลายประเทศยังคงลงทุนในระบบขนส่งมวลชน แม้ผลตอบแทนทางการเงินจะไม่ได้เกิดขึ้นในระยะสั้น

กกท.ถกสมาคมตะกร้อ!! หารือสมาคมกีฬาตะกร้อไทยพร้อมรับมือ 5 นักกีฬาถูกแบนชั่วคราวไม่กระทบทีม เป้าหมาย 4 เหรียญทองยังมั่นคง เชื่อสมาคมบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กกท. หารือ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เตรียมแผนสำรองสู้ศึกเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 หาก 5 นักกีฬาได้รับบทลงโทษจากสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท. เชื่อมั่นในการบริหารจัดการของสมาคมฯ แม้ว่าสุดท้ายจะโดนโทษแบน แต่ยังมีนักกีฬาที่สามารถทดแทนกันได้ ยืนยันไม่ส่งผลกระทบต่อเป้าหมาย 4 เหรียญทอง

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยถึงการเตรียมนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย กีฬาความหวังเหรียญทอง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่นว่า กรณีที่นักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทย 5 คน และสตาฟโค้ชอีก 3 คน ถูกสหพันธ์ตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ลงโทษแบนชั่วคราว จากเหตุการณ์ที่ทีมชาติไทย ตัดสินใจไม่แข่งขันต่อ ในการแข่งขันเซปักตะกร้อ รอบชิงชนะเลิศ ประเภททีมชุดชาย ศึกเวิลด์คัพ 2026 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดย กกท. ได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดแนวทางและแผนสำรอง รองรับสำหรับการเตรียมทีม เอาไว้ ซึ่งเชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ มีศักยภาพในการบริหารจัดการสถานการณ์และสามารถหานักกีฬามาทดแทนได้

“สมาคมกีฬาตะกร้อฯ ชัดเจนตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะทำตามสิทธิ์คือ ยื่นอุทธรณ์ แต่เบื้องต้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร คงต้องยอมรับในกติกา และผลการตัดสินของสหพันธ์ฯ ส่วนการอุทธรณ์จะทันการแข่งขันเอเชียนเกมส์หรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้กระทบกับการเตรียมทีมเอเชียนเกมส์ สมาคมฯ สามารถบริหารจัดการได้ และมีนักกีฬาที่พร้อมทดแทนได้” ดร.ก้องศักด กล่าว

สำหรับเป้าหมายของทีมตะกร้อทีมชาติไทยในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ดร.ก้องศักด ยืนยันว่า สำหรับตะกร้อไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจากเหรียญทองเท่านั้น และจากการประเมินความหวังที่ตั้งไว้ถึง 4 เหรียญทอง แม้ว่านักกีฬาอาจจะถูกแบนก็ตาม แต่เชื่อว่าสมาคมกีฬาตะกร้อฯ ยังมีนักกีฬาฝีมือดีอีกหลายคนที่สามารถก้าวขึ้นมาทดแทนได้ และยังมั่นใจว่าทีมตะกร้อไทยจะรักษามาตรฐานในการลุ้นเหรียญทองเอเชียนเกมส์ได้เช่นเดิม

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10306938

MOSHI ตอกย้ำ ESG ครบทุกมิติ!! เดินหน้าธุรกิจยั่งยืน ชู ESG DNA พนักงานผ่านอบรมครบ 100% ปั้นความยั่งยืนสู่พนักงาน ชุมชน และสังคม ขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคม

“MOSHI” ตอกย้ำความมุ่งมั่นด้าน ESG ชู "ความยั่งยืน" สู่ทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ

บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไลฟ์สไตล์รายใหญ่ของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) พร้อมประกาศความสำเร็จเป็นรูปธรรมในหลายด้านพร้อมกัน

นางสาวพลอยนภัส บุญสงเคราะห์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ บริษัท โมชิ โมชิ รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MOSHI เผยว่า ต้นปีที่ผ่านมา MOSHI คว้าเกียรติบัตร "โครงการ ESG DNA สำหรับพนักงานองค์กร" จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังพนักงานทุกระดับทั้งสายบริการลูกค้าและสายงานสนับสนุน เข้ารับการอบรมและผ่านการทดสอบครบ100% ภายในช่วงเดือนมกราคม–ธันวาคม 2568 ความสำเร็จนี้ไม่เพียงเสริมศักยภาพบุคลากร แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจภายใต้บริบทโลกที่มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ในด้านการสร้างคุณค่าให้ชุมชน MOSHI สานต่อกลยุทธ์ "GIVE" ผ่านโครงการ "Give a Better Life สร้างอาชีพ สู่ความยั่งยืน" ซึ่งมุ่งลดความเหลื่อมล้ำและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ด้วยการสร้างโอกาสการจ้างงานที่สอดคล้องกับทักษะของคนในพื้นที่และสามารถประกอบอาชีพได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐาน โดยเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 บริษัทฯ ได้จัดงานประชุมสัมมนาประจำปี ครั้งที่ 1 ของโครงการ ณ คลังสินค้าอ้อมใหญ่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยเน้นการให้ความรู้ ฝึกอบรม และพัฒนาศักยภาพแรงงานในชุมชน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำทักษะที่ได้รับไปต่อยอดสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาชีพในระยะยาว โดยในปี 2568 MOSHI สามารถสร้างการจ้างงานให้ชุมชนได้กว่า 83 ครัวเรือน ก่อให้เกิดรายได้รวม 7.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 46.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนและสร้างโอกาสทางอาชีพ คือรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนที่แท้จริง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบเงินบริจาคสมทบทุนจำนวน 200,000 บาท ให้แก่ ศิริราชมูลนิธิ ภายใต้โครงการ "Give For Life หนึ่งคนให้ หลายคนรับ" เพื่อสนับสนุนการพัฒนาด้านการแพทย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอย่างยั่งยืน ความมุ่งมั่นเหล่านี้คือก้าวสำคัญที่ MOSHI เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้แนวคิด "Make Sustainability part of Your Everyday Life" เพื่อสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ "Let us be part of your everyday life" ที่บริษัทฯ ยึดถือมาโดยตลอด

นักวิชาการ มธ. หนุน "Lemon Law" ชงร่างกฎหมายสินค้าชำรุดบกพร่อง เน้นสิทธิผู้บริโภค ช่วยลดข้อพิพาท ชี้ควรรวมร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ พร้อมรับมือเทคโนโลยีและสินค้าใหม่

นักวิชาการ มธ. ชงข้อเสนอเพิ่มเติม หนุน ‘Lemon Law’ เดินหน้า อุดช่องว่าง-ตอบโจทย์ผู้บริโภค

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน “ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง” มองเป็นเรื่องดี ช่วยเพิ่มความคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค – ลดข้อพิพาทผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่ในรายละเอียดร่างกฎหมายฉบับนี้ยังมีช่องว่าง เสนอพิจารณาข้อเสนอจากทุกภาคส่วน เพื่อให้กฎหมายครอบคลุมและรองรับเทคโนโลยีอนาคต

ผศ. ดร.เอมผกา เตชะอภัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นเรื่องดีที่ทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่อง พ.ศ. …. หรือ กฎหมาย Lemon Law ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้า ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 หรือกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากไม่มีความชัดเจนพอ เช่น ไม่กำหนดแนวทางเยียวยา ระยะเวลาในการเยียวยา ฯลฯ รวมถึงไม่เอื้อให้เกิดการพิสูจน์ความชำรุดของสินค้า จนทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขายที่ไม่ลงตัว จนกลายเป็นเรื่องร้องเรียนจำนวนมาก ซึ่งหน่วยงานรัฐก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้เต็มที่ เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่าจะแก้ได้ด้วยวิธีการไหนได้บ้าง

ผศ. ดร.เอมผกา กล่าวต่อไปว่า ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ มีการกำหนดสาระสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบจากความชำรุดบกพร่องของสินค้าที่ชัดเจนมากขึ้น โดยอย่างน้อยใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1. การกำหนดสิทธิของผู้บริโภคในกรณีที่ได้รับสินค้าที่ชำรุดบกพร่องที่เป็นระบบและชัดเจนขึ้น เช่น มีสิทธิส่งสินค้าซ่อม เปลี่ยนสินค้า ยกเลิกสัญญา เรียกค่าสินไหมทดแทน ฯลฯ 2. การกำหนดข้อสันนิษฐานในการชำรุดบกพร่องของสินค้าเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้ในการกล่าวอ้างได้เมื่อได้รับสินค้าชำรุดบกพร่อง
3. การแบ่งประเภทสินค้าและเกณฑ์ในการจัดการสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบที่เหมาะสมตามประเภทสินค้า โดยมีการแบ่งเป็นสินค้าทั่วไป รถยนต์ จักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ 4. การกำหนดสิทธิหน้าที่ของผู้ให้เช่าซื้อหรือก็คือสถาบันการเงินในการรับผิดชอบสินค้ามูลค่าสูงที่ต้องใช้สินเชื่อในการเช่าซื้อสินค้า (ชำระราคาเช่าซื้อเป็นงวด) เช่น รถยนต์ และโดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ปัจจุบันพบเจอปัญหาบ่อย ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคสามารถขอขยายระยะเวลาในการผ่อนได้หากพบว่ารถยนต์ชำรุดบกพร่อง และไม่ได้ใช้งานสินค้านั้น เพราะต้องไปซ่อม

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าว เริ่มเขียนและผลักดันมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งแม้จะมีการปรับแก้รายละเอียดของร่างกฎหมายอยู่หลายครั้ง แต่ในรายละเอียดก็ยังคงมีจุดที่เป็นข้อน่ากังวลทั้งในแง่การตีความ และการบังคับใช้ ไปจนถึงความเท่าทันต่อเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น การตีความข้อสันนิษฐาน ลำดับสิทธิในการเยียวยาที่แม้จะกำหนดมาเป็นระบบ แต่ภาษากฎหมายมีรายละเอียดที่เข้าใจยาก ภาษาเทคนิคค่อนข้างเยอะ และสุดท้ายอาจนำมาซึ่งการถกเถียงระหว่างผู้บริโภคกับผู้ขายในเรื่องสิทธิการเยียวยาเช่นเดิม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องระยะเวลาในการเยียวยาบางกรณีที่ยังไม่ชัดเจน รวมถึงประเด็นเชิงรายละเอียดอย่างกรณีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีที่มีการใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งร่างกฎหมายนี้ไม่ได้กล่าวถึงกรณีสินค้าเหล่านี้ไม่ได้ชำรุดเชิงกายภาพ แต่ไม่สามารถใช้งานได้เพราะระบบซอฟต์แวร์ไม่ทันสมัยจนใช้งานไม่ได้

ดังนั้น หลังจากนี้ที่ ร่าง พ.ร.บ.สินค้าชำรุดบกพร่องฯ จะเข้าสู่กระบวนการของสภาผู้แทนราษฎร ทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้มีการนำร่างกฎหมายในเรื่องเดียวกันอีก 2 ฉบับ ที่ร่างโดยสภาองค์กรของผู้บริโภค และอีกร่างของอนุกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว มาพิจารณาในรายละเอียดควบคู่ไปด้วย เพราะร่าง 2 ฉบับดังกล่าวพัฒนามาจากแนวคิดของการปรับปรุงร่างเดิม มีการระบุถึงเรื่องต่างๆ ค่อนข้างครอบคลุม ปรับภาษาให้เข้าใจง่ายขึ้น เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดจากการตีความในอนาคต และเพิ่มเนื้อบางส่วนเพื่อให้กฎหมายก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยปิดช่องว่างให้กับร่างกฎหมายที่ ครม. เห็นชอบ และสร้างความพร้อมในการครอบคลุมสินค้าประเภทใหม่ๆ ที่มีความเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างครบถ้วน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ปัจจุบันกฎหมายของต่างประเทศก้าวหน้าไปค่อนข้างมากแล้ว เช่น ปัจจุบันสหภาพยุโรป (EU) มีการปรับรายละเอียดของกฎหมายในหลายส่วน อาทิ การกำหนดให้สินค้าต้องซ่อมง่ายและชำรุดยาก เพื่อให้ผู้ประกอบการต้องทำให้สินค้ามีความคงทนสูง ใช้ได้นาน ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะ และหนุนเสริมการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย โดยประเด็นนี้ทาง สคบ. ก็มีความสนใจและมอบหมายให้ทาง มธ. ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ทำการศึกษาวิจัย และทำข้อเสนอในประเด็นเหล่านี้เช่นกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอในงานวิจัยชิ้นนี้จะถูกมาพิจารณาด้วย

“คาดหวังว่าทางรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาเดินหน้าสร้างความเข้าใจแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำให้กฎหมายมีความครอบคลุมชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อลดความกังวลของผู้ประกอบการที่กำลังคิดว่ากฎหมายนี้คือต้นทุนภาระ อยากให้มองว่าการที่มีกฎหมายนี้เกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์ในการทำการตลาดจำหน่ายสินค้า ทำให้สินค้าในไทยมีความน่าเชื่อถือ และสิทธิเรานี้เป็นเรื่องที่ต่างประเทศทั่วโลก ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนได้รับรองมานานแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่ ส่วนผู้บริโภคเองต้องกระตุ้นให้ตัวตื่นตัวกับเรื่องนี้ หันมาเลือกซื้อสินค้าที่มาตรฐาน คุณภาพในการผลิต มีความรับผิดชอบ และสามารถเรียกร้องปกป้องสิทธิของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดสัดส่วนของซื้อสินค้าไม่มีที่มาที่ไป หรือคุณภาพต่ำและพร้อมเป็นขยะในตลาดในยุคปัจจุบัน เพราะเราต้องสร้างการบริโภคที่ลดการสร้างภาระผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเกินจำเป็นด้วย” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

“ปูนแดง” ปั้นธุรกิจโต!! ธุรกิจร้านอาหารไทยรายได้เกิน 400 ล้าน ขยายสาขาต่อเนื่องทั้งเชียงใหม่กรุงเทพฯ ใช้ระบบบริหารเข้มแข็ง รับมือวัฏจักรเศรษฐกิจ กลยุทธ์สำคัญเน้นคน ระบบ และความเสี่ยง

“ปูนแดง แกงร้อน” บทเรียนต่อยอดธุรกิจ 400 ล้าน
เมื่อความสำเร็จไม่ได้เริ่มที่รสชาติ แต่ขับเคลื่อนด้วย “คน ระบบ และการคิดเผื่อความเสี่ยง”

ในวันที่ธุรกิจร้านอาหารต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กำลังซื้อที่ชะลอตัว และผู้บริโภคที่มีตัวเลือกมากขึ้น หลายคนอาจรู้จัก “ปูนแดง แกงร้อน” ในฐานะร้านอาหารไทยรสจัดจ้านที่ได้รับมิชลินปี 2569 แต่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจที่เติบโตจากร้านอาหารสู่เครือร้านอาหารและธุรกิจขนมที่มีรายได้รวมกว่า 400 ล้านบาทต่อปีนั้น ไม่ได้เกิดจากรสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการบริหารคน การวางระบบ และการมองความเสี่ยงทางธุรกิจล่วงหน้าอย่างมีวินัย

จุดเริ่มต้นของปูนแดง แกงร้อน เกิดจากความตั้งใจของครอบครัว ที่อยากถ่ายทอดอาหารไทย 3 ภาคในแบบรสชาติของคนเมือง ใช้วัตถุดิบสดคุณภาพ จนเกิดการบอกต่อแบบปากต่อปากในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนต่อยอดความสำเร็จสู่กรุงเทพฯ และได้รับการยอมรับในระดับสากลผ่านเวที Michelin Guide

จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารกลุ่มธุรกิจปูนแดง แกงร้อน กล่าวว่า “ธุรกิจต้องเริ่มจากความหลงใหล แต่ต้องเติบโตด้วยระบบ ผมเป็นคนที่ใช้ใจนำทาง แต่การทำธุรกิจด้วยใจอย่างเดียวไม่พอ สุดท้ายต้องมีระบบรองรับ ทั้งเรื่องคน ต้นทุนและการบริหารความเสี่ยง” ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจมีร้านอาหารภายใต้การบริหารรวม 14 สาขา มีพนักงานเกือบ 400 คน และใช้ระบบรับชำระเงินผ่านเครื่อง EDC ของเคทีซีในทุกสาขา เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความซับซ้อนในการบริหาร และเชื่อมการทำงานหน้าร้านสู่ระบบหลังบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ

จุดพลิกในวันที่หลายธุรกิจ “หยุด” เขาเลือก “เดิน”
ความแตกต่างสำคัญของ “ปูนแดง แกงร้อน” เกิดขึ้นในช่วงวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นโควิด ความผันผวนทางเศรษฐกิจ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่กระทบกำลังซื้อ ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “ชะลอ” หรือ “ลดความเสี่ยง” ด้วยการชะลอการลงทุน แต่จีรภัทรกลับมองต่าง “ในวันที่คนหยุด เรากลับมองเห็น ‘ช่องว่าง’ มากกว่า ‘ความเสี่ยง’ เพราะต้นทุนบางอย่างถูกลง ทำเลดีมีโอกาสมากขึ้นและคู่แข่งน้อยลง ถ้าเรามีระบบรองรับเราควรกล้าเดิน การตัดสินใจขยายธุรกิจในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน ไม่ได้อาศัยความกล้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “ความพร้อม” ของระบบภายใน ทั้งการบริหารเงินสด การควบคุมต้นทุน และการบริหารทีมงาน ผลลัพธ์คือ แบรนด์สามารถขยายสาขา สร้างการรับรู้ และวางฐานลูกค้าประจำได้เร็วขึ้น ในขณะที่หลายธุรกิจยังอยู่ในโหมดตั้งรับ

“ลูกค้ากลับมา ไม่ได้เพราะอาหารอย่างเดียว”
แม้หน้าร้านจะเป็นพื้นที่ของประสบการณ์ แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้จริงคือ “ระบบหลังบ้าน” ตั้งแต่การบริหารวัตถุดิบ สต๊อก ไปจนถึงการวางแผนล่วงหน้าในทุกสถานการณ์ “ธุรกิจอาหารต้องคิดเผื่อเสมอ น้ำมันหมดทำอย่างไร วัตถุดิบขาดจะทำอย่างไร เพราะความเสียหายจากการไม่มีของขาย แพงกว่าต้นทุนการเตรียมของ” หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือการควบคุม Food Cost ไม่เกิน 30% พร้อมรักษามาตรฐานคุณภาพให้เท่ากันในทุกสาขา

อย่างไรก็ตาม จีรภัทรย้ำว่า หัวใจของธุรกิจคือ “คน” มากกว่า “เมนู” องค์กรมีอัตราการลาออกต่ำกว่า 1.5% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำมากในอุตสาหกรรมร้านอาหาร “ผมอาจไม่ได้คาดหวังให้พนักงานทุกคนรู้จักผม แต่ผมต้องรู้จักเขา ผมจำชื่อทีมงานได้เกือบทั้งหมด และรู้ว่าแต่ละคนต้องการอะไร”

Michelin ไม่ใช่เป้าหมาย แต่คือ “ผลลัพธ์ของความสม่ำเสมอ”
การก้าวสู่ Michelin Guide ภายในเวลาเพียง 1 ปี ไม่ได้เกิดจากแคมเปญระยะสั้น แต่เกิดจากแนวคิดที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น “เราไม่ได้เริ่มจากการอยากได้รางวัล แต่เริ่มจากคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ทุกคำที่ลูกค้ากิน รู้สึกภูมิใจ เพื่อสะท้อนแนวคิดว่า อาหารไม่ใช่แค่รสชาติ แต่คือความรู้สึกที่ทำให้ลูกค้าอยากกลับมา

“หมูผัดสมหวัง” ส่งต่อความหมายของความสมหวัง วัตถุดิบจากแห้ว หรือที่เรียกกันว่า "สมหวัง" เป็นคำง่ายๆ ที่ทุกคนอยากได้ยิน และกลายเป็นแรงบันดาลใจของชื่อเมนูจานนี้ และเป็นตัวแทนของความตั้งใจที่อยากส่งต่อความสุขเล็กๆ ผ่านมื้ออาหาร ให้ลูกค้าได้อิ่มท้อง อิ่มใจและกลับบ้านพร้อมรอยยิ้ม “แกงรัญจวน” ออกแบบให้ “ติดความทรงจำ” เป็นแกงใต้รสชาติถูกปากคนไทย หาทานไม่ได้ง่าย กลิ่นกะปิเบาๆ ในแกงร้อนเติมความครบเครื่องด้วยปลาสลิดกรอบ คำว่า "รัญจวน" เป็นคำที่มีความหมายมาก การปรุงรสชาติที่จะทำอยู่ในความทรงจำ ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมาอีกครั้ง แกงรัญจวนจึงไม่ใช่แค่ชื่อเมนู แต่เป็นแนวคิดในการทำธุรกิจ เราไม่ได้อยากให้ลูกค้าจำได้แค่ว่าอาหารอร่อย แต่อยากให้เขาคิดถึงประสบการณ์ ความรู้สึก และความประทับใจที่ได้ลิ้มลองเมนู

จาก “ร้านอาหาร” สู่ “Portfolio of Brands”
การเติบโตของธุรกิจไม่ได้หยุดที่แบรนด์เดียว แต่ขยายไปสู่ Portfolio เช่น Pasta Ama, Karamizu และธุรกิจขนมทิรามิสุ “เราไม่อยากฝากอนาคตไว้กับธุรกิจเดียว เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนเร็ว ต้องมีหลายรายได้” แนวคิดนี้ช่วยกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสใหม่ในระยะยาว อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของธุรกิจวันนี้ คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “ลูกค้ายังอยากใช้จ่าย แต่เขาใช้เวลาตัดสินใจมากขึ้น เราจึงต้องทำให้ความคุ้มค่าชัดขึ้น ตั้งแต่การจัดชุดเมนู โปรโมชั่น ไปจนถึงประสบการณ์ในร้าน กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการทำให้ลูกค้าตัดสินใจและ “กลับมา”

ระบบที่ดี ทำให้ “กล้าโต”
หนึ่งในเบื้องหลังสำคัญของการตัดสินใจขยายธุรกิจในช่วงท้าทาย คือ “ระบบที่เชื่อถือได้” ตั้งแต่ระบบสต๊อก ระบบบริหารต้นทุน ไปจนถึงระบบการรับชำระเงิน ซึ่งส่งผลต่อทั้งประสบการณ์ลูกค้าและความแม่นยำในองค์กร กลุ่มธุรกิจเลือกใช้เครื่อง EDC ของเคทีซีในทุกสาขา เพื่อเชื่อมการจ่ายเงินเข้ากับระบบหลังบ้าน ลดการใช้เงินสด และลดความเสี่ยงจากความผิดพลาด “เราไม่ได้เลือกแค่เครื่อง แต่เลือกพันธมิตรที่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง ในวันที่เราขยายหรือเจอปัญหา ถ้าระบบไม่พร้อม เราจะไม่กล้าขยาย แต่ถ้าระบบดี มันทำให้เราตัดสินใจเร็วและมั่นใจขึ้น”

จาก “ขาจร” สู่ “ขาประจำ” ตัวชี้วัดธุรกิจที่แท้จริง
จีรภัทรมองว่า ธุรกิจที่ยั่งยืนไม่ได้วัดจากจำนวนลูกค้าใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากลูกค้าที่กลับมา “การกลับมาของลูกค้า คือผลลัพธ์ของทุกองค์ประกอบ ทั้งอาหาร บริการ และประสบการณ์” ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ “ปูนแดง แกงร้อน” สะท้อนให้เห็นว่า ธุรกิจที่เติบโตได้จริง ไม่ได้อาศัยเพียงจุดขายเดียว แต่ต้องมีทีมที่แข็งแรง ระบบที่ดีรองรับ และความกล้าในการตัดสินใจในจังหวะที่คนอื่นลังเล “อาหารที่อร่อยอาจทำให้ลูกค้ามาครั้งเดียว แต่คนที่แข็งแรง ระบบที่ดี และความสม่ำเสมอ จะทำให้เขากลับมาอีกครั้ง แล้วอีกครั้ง” จีรภัทรกล่าวสรุป

ยุคนี้ 60 ยังไม่ใช่ชรา!! โลกกำลังนิยามใหม่ว่า “แก่จริง” อาจเริ่มที่ 80 เมื่อชีวิตยังเดินต่อได้อย่างมีพลัง อายุจริงอาจไม่สำคัญเท่าอายุสมรรถภาพ ผู้เชี่ยวชาญชี้บางคนวัย 80 ยังแข็งแรงกว่าวัย 60

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ
หลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:

- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

ในสมัยก่อน วัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า “ชรา” แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก

การใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข ทัศนคติเชิงบวก:การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมคือกุญแจสำคัญ:การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในวัยชราที่เปี่ยมไปด้วยพลังผู้สูงอายุสมัยใหม่กำลังทำหลายอย่างเพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานอดิเรกมากขึ้น ตั้งแต่การเล่นเดนตรีไปจนถึงการออกเที่ยวนอกบ้าน

ผู้สูงอายุที่ตื่นตัว ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้รายงานเกี่ยวกับโครงการให้ผู้สูงอายุในกรุงลอนดอนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม Parkour ซึ่งเป็นกีฬากายกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวที่ปีนกำแพง และกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้สูงอายุโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ฝึกกิจกรรมแบบสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งให้พวกเขาทำการแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การทรงตัวบนหิ้ง และการหมุนบนม้านั่ง แบบฝึกหัดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีชีวิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“บางจาก” ลุยฮ่องกง!! เปิดตัว Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ เชื่อมธุรกิจผสานพลังสร้างการเติบโต พลังงานสีเขียวนำตลาดเอเชียเหนือ ตั้งเป้าสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนทุกภาคส่วน

CEO กลุ่มบริษัทบางจากพร้อมคณะผู้บริหารเยือนฮ่องกง
เปิดศักราช “Bangchak Hong Kong” ต่อยอดแนวคิด “Together, to Greater”

ภายหลังการจัดตั้ง Bangchak Hong Kong (BHK) อย่างเป็นทางการ นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก เดินทางเยือนฮ่องกงเพื่อเริ่มต้นการดำเนินงานภายใต้ชื่อใหม่ พร้อมเปิดอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong ณ สำนักงานใหญ่ คลังน้ำมัน และสถานีบริการน้ำมัน สะท้อนการเริ่มต้นบทใหม่ขององค์กรภายใต้แนวคิด "Together, to Greater" ต่อยอดจากการผสานธุรกิจภายหลังการเข้าซื้อหุ้นเอสโซ่ ประเทศไทยเมื่อปี 2566 เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากร ธุรกิจ และพันธมิตรในระดับภูมิภาค

คณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมสถานีบริการน้ำมัน BHK Tsing Yi ซึ่งได้เปลี่ยนป้ายเป็น "Caltex Licensed by Bangchak" โดยในช่วง 2 ปีแรกจะยังคงดำเนินธุรกิจภายใต้แบรนด์คาลเท็กซ์ตามข้อตกลงการให้สิทธิใช้เครื่องหมายการค้า เพื่อสร้างความต่อเนื่องของธุรกิจและความเชื่อมั่นของลูกค้า จากนั้นได้เดินทางไปยังคลังน้ำมัน Tsing Yi และสำนักงานใหญ่ BHK ที่เกาลูน เพื่อเปิดป้ายอัตลักษณ์ Bangchak Hong Kong อย่างเป็นทางการ และพบปะผู้บริหารและพนักงาน โดยนายชัยวัฒน์ได้ขอบคุณทุกคนที่ร่วมกันทำให้การส่งมอบธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของทีมงาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BHK ภายใต้กลุ่มบริษัทบางจากและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้พบผู้บริหารสถาบันการเงิน หน่วยงานภาครัฐ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินงานของ BHK

นายชัยวัฒน์กล่าวว่า "การเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัตลักษณ์องค์กร แต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการเติบโตร่วมกัน ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบางจากได้ขยายธุรกิจจากโรงกลั่นน้ำมันและสถานีบริการ สู่การเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานที่มีความหลากหลายและดำเนินธุรกิจในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก การเริ่มต้น Bangchak Hong Kong จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของเส้นทางการเติบโตของบางจากฯ ที่จะนำพลังงานสีเขียวอย่างพลังงานชีวภาพสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียเหนือ ตามวิสัยทัศน์ 'รังสรรค์โลกยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว' ของบางจากฯ ที่เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งเกิดจากการสร้างคุณค่าร่วมกันกับพนักงาน ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตร สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทางธุรกิจทุกภาคส่วน"

ไทยเจ็บหนักวิกฤตพลังงาน!! รศ.ดร.ภูรี คณะเศรษฐศาสตร์ ชี้ค่าไฟ–น้ำมันยังแพงอีกหลายปี เหตุภาระอุดหนุนต้องทยอยคืน แม้ราคาตลาดโลกลง ชงรัฐเร่งตุนพลังงานช่วงเจรจาสงคราม

ไม่ต้องลุ้นราคาตลาดโลก ไทย ‘ค่าไฟ-น้ำมัน’ แพงยาวอีกหลายปี
ช่วง ‘เจรจายุติสงคราม’ โอกาสทองตุนพลังงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชงรัฐบาล ประสานผู้ค้าพลังงาน เร่งขนส่งน้ำมัน-LNG ที่ทำสัญญาไว้ เพื่อมาเตรียมไว้ให้พร้อม เหตุ “สหรัฐ-อิหร่าน” เจรจายุติสงครามถาวร 60 วัน ยังมีความไม่แน่นอน ชี้ วิกฤตครั้งนี้ไทยเจ็บหนัก ราคาน้ำมัน-ไฟฟ้าแพงยาว แนะ เร่งใช้เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะไทยเปราะบางด้านพลังงานจริง

รศ. ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่สหรัฐอเมริกากับอิหร่านกำลังเจรจาข้อตกลงยุติสงครามถาวร 60 วัน รัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เร่งประสานกับผู้ค้าพลังงานประเทศต่างๆ ที่เคยทำสัญญาซื้อขายเอาไว้ก่อนสงคราม เพื่อให้การเกิดจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ LNG มายังประเทศไทยเอาไว้ก่อน รวมถึงควรเดินหน้าโครงการที่มีการไปลงทุนไว้ หรือมีสัมปทานในต่างประเทศ เช่น แหล่งผลิตน้ำมัน ฯลฯ ต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่มีความแน่นอนว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะล่มหรือไม่ หรือจะมีการสู้รบต่อจนต้องปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกหรือไม่ ฉะนั้นจึงควรใช้จังหวะนี้ในการเตรียมความพร้อมให้ดีและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

รศ. ดร.ภูรี กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ราคาน้ำมันและก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะมีการปรับฐานใหม่มาอยู่สูงกว่าช่วงก่อนมีสงคราม โดยเฉพาะการสู้รบที่ได้สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างฐานการผลิตและส่งออกพลังงาน ฉะนั้นต้นทุนค่าซ่อมแซมก็จะถูกเพิ่มเข้ามาอยู่ในราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG หลังจากนี้ด้วย ประกอบกับการสู้รบยาวนานได้สร้างความเสียหายต่อพลังงานไทยรุนแรง และมาตรการกลไกต่างๆ ที่รัฐบาลใช้ช่วยเหลือก็จะส่งผลกระทบในระยะยาว เช่น การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันจนสถานะติดลบ 5.8 หมื่นล้านบาท หลังจากนี้จะต้องมีการเก็บเงินชดเชยผ่านราคาน้ำมันหน้าปั๊ม รวมถึงค่าไฟฟ้าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้ามาช่วยเรื่องต้นทุนก๊าซ LNG ทำให้จากนี้ต้องมีการปรับค่า Ft สูงขึ้น เพื่อชดเชยคืนเช่นกัน ซึ่งเริ่มไปแล้วในรอบ มิ.ย. - ส.ค. 2569

“แม้สถานการณ์ราคาน้ำมัน และก๊าซ LNG ในตลาดโลกจะปรับตัวลงต่อเนื่อง แต่ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ไม่ปรับตัวลงตามอย่างรวดเร็วเท่าใดนัก ราคาพลังงานในประเทศไทยจะสูงกว่าช่วงก่อนเกิดสงครามต่อไปอีกหลายปี โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่เป็นไปได้ยากมากที่จะลงไปต่ำกว่า หรือเท่ากับ 3.9 บาทต่อหน่วย เหมือนช่วงก่อนสงคราม” รศ. ดร.ภูรี กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า นอกจากการเร่งประสานเพื่อให้เกิดการจัดส่งพลังงานเข้ามาในประเทศแล้ว อยากเสนอให้รัฐบาลเดินหน้ามาตรการการเปลี่ยนพลังงาน ภายใต้เงินกู้ 2 แสนล้านบาท อย่างจริงจัง เพราะยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน หรือมาตรการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ และบางโครงการมีการระงับไปแล้ว เช่น โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ฯลฯ โดยอย่างน้อยที่สุด รัฐบาลควรจะนำเงินกู้ส่วนนี้ไปทำการเก็บข้อมูลประชาชนกลุ่มเปราะบางอย่างละเอียด ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย พฤติกรรมการใช้พลังงานในครัวเรือน เพื่อนำมาสู่การออกมาตรการช่วยเหลือที่ตรงจุด และไม่หว่านแห

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า สงครามครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความเปราะบางด้านพลังงานของไทยใน 3 ส่วน ได้แก่ 1. การบริหารจัดการราคาน้ำมันที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนกมากขึ้น 2. การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ และก๊าซ LNG จากกลุ่มประเทศตะวันออกกลางมากเกินไป 3. การบริหารจัดการปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐ รวมถึงการสื่อสารยังขาดประสิทธิภาพและทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์เดียวกันก็พบว่าไทยมีจุดแข็ง คือสามารถบริหารจัดการพลังงานให้ทุกคนสามารถใช้ได้อย่างเพียงพอ แม้จะมีประเด็นเรื่องราคา เพราะข้อเท็จจริงคือน้ำมันในประเทศไม่ขาดแคลนและไฟฟ้าก็ไม่ดับ ขณะที่ในบางประเทศรุนแรงถึงขั้นไม่มีน้ำมันใช้ และไฟฟ้าดับ

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต รัฐบาลควรวางแผนระยะยาวใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1. หากรัฐบาลยังเลือกที่จะใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล เช่น น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติในการผลิตพลังงาน ควรกระจายการนำเข้าจากแหล่งอื่นๆ ให้มากขึ้น ไม่พึ่งพาจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกิน โดยเฉพาะแหล่งที่อยู่ในพื้นที่อ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งขณะนี้ไทยมีการนำเข้าก๊าซ LNG จากแหล่งอื่นๆ แล้ว เช่น มาเลเซีย แองโกลา ไนจีเรีย ฯลฯ แต่ก็เป็นลักษณะระยะสั้น จึงควรทำอย่างต่อเนื่อง

2. ควรเพิ่มสัดส่วนในการใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เช่น พลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ หรือการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากวัสดุทางการเกษตร ซึ่งจากการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ ไทยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนเพียง 15-20% เท่านั้น ขณะที่ศักยภาพที่มีอยู่ผสานกับเทคโนโลยีสามารถเพิ่มการพึ่งพาได้ไปถึง 70-80%


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top