Saturday, 18 July 2026
TheStatesTimes

1 กรกฎาคม 2454 รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” วางรากฐานเยาวชนให้มีวินัย เสียสละ และรับใช้ชาติ เพื่อปลูกฝังวินัยและความรับผิดชอบ จุดเริ่มต้นขบวนการเยาวชนเพื่อชาติ

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 เป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาและการพัฒนาเยาวชนไทย เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนา “กิจการลูกเสือไทย” ขึ้นอย่างเป็นทางการ นับเป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการลูกเสือในประเทศไทย และทำให้วันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ถูกยึดถือเป็น “วันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ” หรือ “วันลูกเสือไทย”

กิจการลูกเสือไทยถือกำเนิดขึ้นจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกฝังเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น และพร้อมทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเล็งเห็นว่า การพัฒนาประเทศมิได้ขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่หรือข้าราชการเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเรียน

ก่อนการสถาปนากิจการลูกเสือไทย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มกิจการ “เสือป่า” เพื่อฝึกอบรมประชาชนผู้ใหญ่ให้มีความรักชาติ มีวินัย และพร้อมป้องกันประเทศ ต่อมาพระองค์ทรงเห็นว่าเด็กชายและเยาวชนก็ควรได้รับการฝึกฝนในแนวทางเดียวกัน เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความกล้าหาญ ความเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จึงทรงพระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือไทยขึ้นในวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

ลูกเสือไทยจึงมิใช่เพียงกิจกรรมเสริมในโรงเรียน แต่เป็นระบบการฝึกอบรมเยาวชนที่มุ่งสร้างคุณลักษณะสำคัญของพลเมือง ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หลักของลูกเสือเน้นให้เยาวชนรู้จักพึ่งตนเอง มีระเบียบ เคารพกฎกติกา กล้าหาญ ซื่อสัตย์ อดทน และทำความดีเพื่อประโยชน์ของสังคม

กิจกรรมลูกเสือยังช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการฝึกทักษะชีวิต การเดินทางไกล การอยู่ค่ายพักแรม การทำงานเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือผู้อื่น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และการฝึกความเป็นผู้นำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลูกเสือเป็นมากกว่าการแต่งเครื่องแบบ แต่เป็นกระบวนการสร้างคนให้มีความพร้อมทั้งด้านวินัยและจิตสาธารณะ

ในสมัยเริ่มต้น กิจการลูกเสือไทยได้รับการวางรากฐานให้สอดคล้องกับแนวคิดลูกเสือสากล แต่ก็ปรับให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย โดยเน้นความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความสามัคคี และความเสียสละเพื่อส่วนรวม ลูกเสือจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาไทย และมีบทบาทในการปลูกฝังอุดมการณ์พลเมืองให้แก่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดเวลากว่าศตวรรษ กิจการลูกเสือไทยได้ขยายตัวไปทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียน สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เด็กและเยาวชนจำนวนมากได้ผ่านการฝึกลูกเสือ เนตรนารี และยุวกาชาด ซึ่งล้วนมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีวินัย รู้จักหน้าที่ และพร้อมช่วยเหลือสังคม

ความสำคัญของลูกเสือยังคงปรากฏในโลกปัจจุบัน แม้สังคมจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล แต่คุณค่าพื้นฐานของลูกเสือ เช่น ความซื่อสัตย์ ความมีวินัย ความรับผิดชอบ ความสามัคคี และการช่วยเหลือผู้อื่น ยังเป็นคุณสมบัติจำเป็นของเยาวชนในทุกยุคสมัย ยิ่งโลกเปลี่ยนเร็วเท่าใด การปลูกฝังหลักคิดเรื่องการพึ่งตนเองและการรับผิดชอบต่อสังคมก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ จึงไม่ใช่เพียงวันรำลึกถึงการเริ่มต้นกิจการลูกเสือไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นวันที่เตือนให้เห็นถึงบทบาทของการศึกษาในการสร้างพลเมืองที่ดี เพราะอนาคตของชาติไม่ได้เกิดจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว หากต้องอาศัยคุณธรรม วินัย ความเสียสละ และจิตใจที่พร้อมทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 จึงควรถูกจดจำในฐานะวันที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนากิจการลูกเสือไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาเยาวชนไทยให้เป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม มีระเบียบวินัย และพร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญของชาติ

กิจการลูกเสือไทยจึงเป็นมรดกทางการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนที่ทรงคุณค่า สืบทอดจากพระราชวิสัยทัศน์ของรัชกาลที่ 6 มาจนถึงปัจจุบัน และยังคงย้ำเตือนว่า การสร้างชาติที่มั่นคงต้องเริ่มจากการสร้างคนที่มีวินัย มีน้ำใจ และพร้อมรับผิดชอบต่อสังคม

บางจากฯ เปิดประตูสู่ฮ่องกง!! ปิดดีลซื้อ Chevron Hong Kong จาก Chevron Hong Kong สู่ Bangchak Hong Kong ก้าวใหม่บางจากฯ บนเวทีพลังงานภูมิภาค เสริมแกร่งการค้า–เชื้อเพลิงเรือ

บางจากฯ ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong
เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" เปิดประตูสู่การเติบโตในเอเชียเหนือ

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ
Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) โดยการทำธุรกรรมตามสัญญาซื้อขายเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก และเสริมความแข็งแกร่งด้านการค้าและการพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียเหนือ

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการเงิน การค้า การเดินเรือ และการบินที่สำคัญของเอเชีย ขณะที่ BHK มีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้า และธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากในตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพและพลังงานคาร์บอนต่ำ ตามความต้องการของตลาดและความเหมาะสมในเชิงพาณิชย์

"การเข้าซื้อ Bangchak Hong Kong ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตในระดับภูมิภาค และจะเสริมศักยภาพของกลุ่มบริษัทบางจากในฐานะผู้ค้าพลังงานที่มีเครือข่ายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น BHK จะเป็นฐานธุรกิจด้านการค้าและการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัทบางจากในภูมิภาคเอเชียเหนือ เชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้าและธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร เข้ากับเครือข่ายของกลุ่มบริษัทบางจาก พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในตลาดโลก"

จีนลุย AI ในการศึกษา!! แผน 5 ปีเร่งสอน AI ทั่วโรงเรียนทุกระดับขั้น ทักษะเทคโนโลยีเพิ่มพร้อมงาน บาลานซ์เศรษฐกิจและแรงงาน

คณะรัฐมนตรีจีน (State Council) แถลงการณ์ประกาศแผนพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์ระยะ 5 ปี เพื่อบังคับใช้การเรียนการสอนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นทั่วประเทศ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายระดับชาติที่ผลักดันโดยประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เพื่อเร่งพัฒนาบุคลากรทักษะสูงในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างปัจจัยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ

ข้อมูลแผนยุทธศาสตร์ AI ในเด็กจีน
แผนยุทธศาสตร์ระบุให้หน่วยงานส่วนภูมิภาคดำเนินการบรรจุเทคโนโลยี AI ให้เป็นขีดความสามารถพื้นฐานหลักของนักเรียนทุกคน เพื่อยกระดับความรู้เท่าทันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Literacy) ควบคู่ไปกับการเพิ่มทักษะการคิดวิเคราะห์และการแก้ไขปัญหาเชิงเทคนิค

นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการของจีนยังได้เร่งรัดให้สถาบันอุดมศึกษาจัดเตรียมหลักสูตรฝึกอบรมด้านปัญญาประดิษฐ์แก่นักศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ท่ามกลางภาวะตลาดแรงงานและอัตราการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่ยังคงอยู่ในระดับสูงภายในประเทศ

แผน AI จีน ต้องแก้ปัญหาการศึกษา แต่ว่าไม่ตกงาน
สำหรับการนำนโยบายไปปฏิบัติในภาคการศึกษา โรงเรียนหลายแห่งในจีนได้เริ่มทดลองใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ในระบบดิจิทัล เช่น โรงเรียนประถมศึกษาหมายเลข 9 ในเขตหุ่นหนาน เมืองเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ที่เริ่มให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใช้งานแชตบอตปัญญาประดิษฐ์ของจีนในชื่อ "โต้วเปา" (Doubao) เพื่อช่วยตรวจสอบความถูกต้องและแก้ไขโจทย์คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการศึกษาดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจีนกำหนดให้การนำระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้งานต้องรักษาสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการรักษาเสถียรภาพการจ้างงานของประชากร โดยหน่วยงานกำหนดนโยบายจัดทำมาตรการคุ้มครองแรงงานมนุษย์ควบคู่กัน

ในช่วงที่ผ่านมา ศาลประชาชนของจีนมีคำพิพากษาสั่งห้ามไม่ให้ภาคเอกชนเลิกจ้างพนักงานเพียงเพื่อวัตถุประสงค์ในการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาทำงานทดแทน ซึ่งกลายเป็นบรรทัดฐานที่สะท้อนถึงแนวทางของรัฐบาลปักกิ่งในการปกป้องตำแหน่งงานในประเทศ ในระหว่างกระบวนการแข่งขันทางเทคโนโลยีขั้นสูงกับนานาประเทศฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา

ที่มาข้อมูล : Xinhua, The Edge Singapore
ที่มารูปภาพ : China News Service/Reuters

ที่มา: https://www.tnnthailand.com/tech/239469/?fbclid=IwdGRzaASweAdjbGNrBLB4AGV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHjSp4YRtfOMDbH76-rd2APsJqoeMV1-CbLZ-uSXSCR3W31k4eBqdXX-M7xQO_aem_XdVbAPkEcGcqz7u7Dvcfcw

‘อ.อุ๋ย’ เตือนสังคมไทย!! คดีแอร์สาวไทยถูกจับที่เมลเบิร์น ชี้ข้อต่อสู้ “เพื่อนฝากมา” พิสูจน์ยากในคดียาเสพติดข้ามชาติ คดีนี้ตัดสินด้วยหลักฐาน ไม่ใช่กระแสสังคม

อาจารย์อุ๋ย วิเคราะห์คดีแอร์สาวไทยในออสเตรเลีย: เมื่อคำว่า “ไม่รู้” ต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงคำพูด !

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

คดีอดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทยที่ถูกจับกุม ณ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบเฮโรอีนซุกซ่อนอยู่ภายในซับในกระเป๋าถือจำนวน 12 ใบ ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมไทยติดตามอย่างใกล้ชิด โดยผู้ต้องหาให้การว่า “ไม่ทราบว่าเป็นยาเสพติด เพราะเป็นของที่เพื่อนฝากมา”

คำถามที่หลายคนอยากรู้จึงไม่ใช่เพียงว่า “เธอพูดความจริงหรือไม่” แต่คือ “กฎหมายออสเตรเลียเปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีด้วยเหตุผลเช่นนี้หรือไม่”

คำตอบคือ มี แต่เป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่พิสูจน์ได้ยากที่สุดในคดียาเสพติดข้ามชาติ

ในวงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ มีคำเรียกผู้ที่อ้างว่าถูกใช้เป็นผู้ขนยาเสพติดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริงว่า Blind Mule หรือ “ผู้นำพาที่ถูกหลอก” คำนี้เป็นศัพท์ในทางอาชญาวิทยา มิใช่ฐานความผิดตามกฎหมายอาญา และไม่ได้หมายความว่าผู้ที่อ้างตนเป็น Blind Mule จะพ้นความผิดโดยอัตโนมัติ

ในระบบกฎหมายออสเตรเลียซึ่งอยู่ในตระกูล Common Law ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่มีโทษร้ายแรง โดยหลักแล้วอัยการต้องพิสูจน์องค์ประกอบทางจิตใจ (Mens Rea) ของจำเลย มิใช่เพียงพิสูจน์ว่าพบยาเสพติดอยู่ในความครอบครองของบุคคลนั้น หลักการสำคัญดังกล่าวได้รับการรับรองโดยศาลสูงออสเตรเลียในคดี He Kaw Teh v. The Queen (1985)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การพบของกลางเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคดี ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการพิสูจน์ความผิด

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายออสเตรเลียจึงเปิดโอกาสให้จำเลยยกข้อต่อสู้เรื่อง Honest and Reasonable Mistake of Fact หรือ “การเข้าใจผิดในข้อเท็จจริงโดยสุจริตและมีเหตุผลอันสมควร” ซึ่งมีรากฐานจากคดี Proudman v. Dayman (1941) และได้รับการพัฒนาต่อมาในกฎหมายอาญาของออสเตรเลีย

หากจะใช้แนวทางนี้ จำเลยต้องแสดงให้ศาลเชื่อว่า ตนเชื่อโดยสุจริตว่าสิ่งของดังกล่าวไม่ใช่ยาเสพติด ความเชื่อนั้นเป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปในสถานการณ์เดียวกันก็อาจเชื่อได้ และลักษณะการซุกซ่อนมีความแนบเนียนจนไม่อาจตรวจพบได้จากการตรวจสอบตามสมควร
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อสาธารณะ คดีนี้ยังต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ

ประการแรก คือ ลักษณะและจำนวนของกลาง หากในชั้นพิจารณาคดีปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุผิดสังเกตจนบุคคลทั่วไปควรตั้งข้อสงสัย แต่ผู้รับฝากกลับเลือกที่จะไม่ตรวจสอบ ศาลอาจพิจารณาหลัก Willful Blindness หรือ “การจงใจหลีกเลี่ยงการรับรู้ข้อเท็จจริง”

หลักการนี้ใช้กับกรณีที่บุคคลมีเหตุอันสมควรสงสัยอย่างมากว่าสิ่งของหรือพฤติการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด แต่กลับเลือกที่จะไม่ค้นหาความจริงหรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เพื่อให้สามารถกล่าวอ้างภายหลังได้ว่า “ไม่รู้”

ในระบบกฎหมาย Common Law หลัก Willful Blindness ไม่ใช่เพียงเรื่องของความประมาทเลินเล่อธรรมดา หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ศาลอาจใช้ประกอบการวินิจฉัยว่าจำเลยมีองค์ประกอบทางจิตใจเพียงพอสำหรับความผิดบางฐานหรือไม่ ดังนั้น กฎหมายจึงไม่ได้ตั้งคำถามเฉพาะกับคนที่ “รู้แล้วทำ” แต่ยังตั้งคำถามกับคนที่ “มีเหตุให้สงสัยอย่างมาก แต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง” เพราะการหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เหตุให้พ้นจากความรับผิดเสมอไป

ประการที่สอง คือ สถานะของผู้ต้องหาในฐานะอดีตลูกเรือสายการบิน เนื่องจากผู้ประกอบวิชาชีพลูกเรือเป็นบุคคลที่ผ่านการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยและความมั่นคงการบินอย่างเข้มงวด และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดการปฏิบัติงานที่ ห้ามนำสัมภาระ พัสดุ หรือสิ่งของของบุคคลอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินของตนเองขึ้นไปบนอากาศยาน เพื่อป้องกันการลักลอบขนอาวุธ วัตถุอันตราย หรือสิ่งผิดกฎหมาย

ในทางปฏิบัติ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมหมายความรวมถึงการห้ามรับฝากสิ่งของจากบุคคลอื่นเพื่อนำขึ้นเครื่องบินด้วย ศาลจึงอาจนำมาตรฐานวิชาชีพนี้มาประกอบการประเมินว่า บุคคลซึ่งผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางควรมีระดับความระมัดระวังและความตระหนักรู้ต่อความเสี่ยงมากกว่าบุคคลทั่วไปเพียงใด

หากเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นในประเทศไทย หลักกฎหมายก็สอดคล้องกันในสาระสำคัญ เพราะประมวลวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 กำหนดให้บุคคลต้องรับผิดทางอาญาเมื่อกระทำโดยเจตนา เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น และหากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้จนปราศจากข้อสงสัย ศาลย่อมยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

ท้ายที่สุด คดีนี้จะไม่ได้ตัดสินกันที่คำว่า “เพื่อนฝากมา” หรือ “ไม่รู้” แต่จะตัดสินกันที่พยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลดิจิทัล การติดต่อสื่อสาร พฤติการณ์ก่อนและหลังการเดินทาง ตลอดจนข้อเท็จจริงแวดล้อมที่สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า ผู้ต้องหาตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงจริง หรือมีเหตุอันควรสงสัยแต่เลือกที่จะไม่ค้นหาความจริง

ศาลไม่ได้ตัดสินจากกระแสสังคม หากแต่ตัดสินจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และนั่นคือหลักนิติรัฐที่ทุกฝ่ายพึงเคารพ

ไม่ว่าผลคดีจะออกมาเช่นไร คดีนี้ได้ทิ้งบทเรียนสำคัญไว้แก่สังคมว่า การรับฝากสัมภาระหรือสิ่งของจากผู้อื่น แม้จะเป็นเพื่อน คนใกล้ชิด หรือบุคคลที่ไว้วางใจ ก็อาจกลายเป็นความไว้ใจเพียงครั้งเดียวที่ต้องแลกด้วยอิสรภาพทั้งชีวิต

ด้วยความปราถนาดี

อ้างอิง:
-He Kaw Teh v. The Queen (1985), -Proudman v. Dayman (1941),
-ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59
-ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

https://www.facebook.com/share/p/1Pr3SQDrL9/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1002581112756104&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr&rdid=Io8i9GB1mwYX07yb#

ครม. เปิดทางปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue!! ไทยขยับบทบาทเวทีแรงงานระหว่างประเทศ ดันเทคโนโลยีดิจิทัลดูแลแรงงานข้ามชาติ ปักหมุดแรงงานไทยต่างแดนต้องปลอดภัย มีสิทธิ และได้งานที่เป็นธรรม เพิ่มโอกาสแรงงานไทยเข้าถึงงานคุณภาพในต่างประเทศ

ครม. ไฟเขียวปฏิญญา Abu Dhabi Dialogue ยกระดับคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน

ครม. (30 มิ.ย.69) เห็นชอบร่างปฏิญญาร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี Abu Dhabi Dialogue ครั้งที่ 8 เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการยกระดับการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทของตลาดแรงงานโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

ร่างปฏิญญาดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศอย่างปลอดภัยและถูกกฎหมาย ควบคู่กับการยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงานข้ามชาติในทุกช่วงของการจ้างงาน ตลอดจนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการแรงงาน ลดต้นทุนการจัดหางาน และการส่งเสริมการจ้างงานที่เป็นธรรม

การเข้าร่วมร่างปฏิญญาครั้งนี้ จะช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านแรงงานในระดับภูมิภาค พร้อมส่งเสริมให้แรงงานไทยได้รับการคุ้มครองตามมาตรฐานสากล เพิ่มโอกาสในการพัฒนาทักษะ และเข้าถึงการจ้างงานที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/100064582216937/posts/1460052146157512/?rdid=hr91dqg5lnjivaKp# 

“มาห์เล” จับมือ “โรเด้อร์”!! ลุยพัฒนาแอปทดสอบเซนเซอร์ เพิ่มความแม่นยำสูงสำหรับ ADAS รองรับอู่ซ่อม สายผลิตรถยนต์ ใช้วัดค่าหลังซ่อมได้ทันที

มาห์เล จับมือ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส พัฒนาแอปพลิเคชันทดสอบเซนเซอร์สำหรับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะในรถยนต์ยุคใหม่

แพลตฟอร์มใหม่ประกอบด้วยอุปกรณ์วิเคราะห์จากมาห์เล และอุปกรณ์ทดสอบเรดาร์ขนาดกะทัดรัดจากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส

-รองรับการทดสอบเซนเซอร์เรดาร์และกล้อง รวมถึงการวัดการจัดตำแหน่งชิ้นส่วนแบบอัตโนมัติ
-มุ่งตอบโจทย์การใช้งานของอู่ซ่อมรถ ผู้ผลิตรถยนต์ และองค์กรตรวจสภาพรถ
-ทั้งยังเหมาะสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS ในขณะรถจอดนิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพรถตามระยะ

เปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งาน TÜV MobiCon ในกรุงเบอร์ลิน เดือนมิถุนายน 2569
สองกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง มาห์เล (MAHLE) และ โรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส (Rohde & Schwarz) ได้ร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชันทางเทคนิคสำหรับทดสอบเซนเซอร์ของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) หลังการซ่อมแซม พร้อมให้ผลการทดสอบที่แม่นยำและเชื่อถือได้ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม หัวใจสำคัญของแพลตฟอร์มใหม่นี้คือ ระบบวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra จากมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ (MAHLE Lifecycle and Mobility) ซึ่งได้รับการยกระดับประสิทธิภาพด้วยการผสานเครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการวัดและการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความแม่นยำสูง ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังขาดกระบวนการวัดที่เป็นมาตรฐานสำหรับการทดสอบเซนเซอร์ ADAS หลังเกิดอุบัติเหตุหรือหลังการซ่อมแซม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการซ่อมแซมชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์ ด้วยเหตุนี้ นวัตกรรมใหม่จากมาห์เล และโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จึงเข้ามาช่วยอุดช่องว่างดังกล่าว โดยระบบนี้ได้รับการออกแบบมาให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ ศูนย์บริการ ผู้ผลิตรถยนต์ ตลอดจนบริษัทประกันภัย หน่วยงานราชการ และองค์กรตรวจสภาพรถยนต์ นอกจากนี้ ในอนาคต แอปพลิเคชันนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการตรวจสอบเซนเซอร์ ADAS ขณะรถจอดนิ่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวนวัตกรรมจากความร่วมมือดังกล่าวที่งาน TÜV MobiCon 2026 ณ กรุงเบอร์ลิน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา
.
เฟลิกซ์-แมทเทียส วอลเทอร์ (Felix-Matthias Walter) ผู้อำนวยการฝ่ายโซลูชันการบริการของมาห์เล ไลฟ์ไซเคิล แอนด์ โมบิลิตี้ กล่าวว่า “นวัตกรรมนี้จะยกระดับระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะไปอีกขั้น เพราะเป็นครั้งแรกที่เราสามารถตรวจวัด ติดตาม และกำหนดมาตรฐานการทำงานของระบบเหล่านี้ภายหลังการซ่อมแซมได้ นี่ไม่ใช่แค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัย ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้กับระบบนิเวศการเดินทางทั้งหมด”

แมทเทียส เบียร์ (Matthias Beer) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เซนเซอร์รับภาพ ของโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส อธิบายว่า “นี่คือหมุดหมายสำคัญสำหรับความปลอดภัยในยานยนต์ เทคโนโลยีการวัดเรดาร์ของเราถูกนำไปใช้งานในกระบวนการพัฒนาและผลิตรถยนต์ทั่วโลกแล้ว และในวันนี้ เรากำลังร่วมมือกับมาห์เลเพื่อนำเทคโนโลยีการวัดที่มีความแม่นยำสูงระดับนี้มาสู่อู่ซ่อมรถโดยตรง"

เครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® Digital ADAS 2.0 Extra ของมาห์เล มาพร้อมเซนเซอร์อัลตราโซนิกในตัว เพื่อให้สามารถกะตำแหน่งการจัดวางชิ้นส่วนได้อย่างแม่นยำโดยตรงจากภายในห้องโดยสาร

นอกจากนี้การระบุหมายเลขตัวถังได้โดยอัตโนมัติ การวัดระยะทางด้วยเลเซอร์ และระบบปรับเป้าหมายด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยให้กระบวนการวิเคราะห์เครื่องมือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยกรถยนต์ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ยังช่วยรับประกันความแม่นยำในการจัดวางตำแหน่ง แม้รถจะมีความสูงมากก็ตาม

ขณะที่เครื่องทดสอบเรดาร์ R&S® RadEsT จากโรเด้อร์ แอนด์ ชวาร์ส จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถที่เหนือกว่าอุปกรณ์วิเคราะห์ทั่วไป เช่น การตรวจจับความถี่และโพลาไรเซชัน การวัดกำลัง รวมถึงการจำลองเป้าหมายและมุมสำหรับเซนเซอร์เรดาร์ โดยฟังก์ชันเหล่านี้ช่วยให้ช่างเทคนิคสามารถตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของการจัดวางตำแหน่ง รวมถึงการทำงานของเซนเซอร์เรดาร์ หลังการซ่อมแซมหรือเมื่อเกิดความเสียหาย โดยใช้งานร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ TechPRO® 2 ของมาห์เล

นวัตกรรมที่พัฒนาร่วมกันนี้ครอบคลุมการใช้งานที่สำคัญหลายประการ สำหรับอู่ซ่อมรถยนต์ ระบบนี้จะช่วยออกเอกสารยืนยันตามมาตรฐานว่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่กลับมาทำงานได้ตามปกติและตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดหลังการซ่อมแซม อีกทั้งยังเหมาะสำหรับการทดสอบคุณภาพและสมรรถนะ เนื่องจากสามารถจำลองสถานะการทำงานของระบบได้ทั้งในสภาวะปกติและสภาวะที่เกิดข้อผิดพลาด ประการสุดท้าย ระบบนี้จะสร้างข้อมูลการวัดที่สามารถทำซ้ำได้และตรวจสอบย้อนหลังได้ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการตรวจสภาพรถยนต์ตามระยะ ข้อกำหนดทางกฎหมาย หรือการประเมินของบริษัทประกันภัยในอนาคต

‘ทรัมป์’ เบรกศึกรอบสองอิหร่าน!! จากขู่ล้างอิหร่านสู่การเจรจา วอลล์สตรีทเจอร์นัลเผยแผนสงครามถูกล้ม ‘ทรัมป์’ กังวลทำลายการทูตในวิกฤตนิวเคลียร์ พร้อมยืดเส้นตายเจรจาต่อไปถึงส.ค.

ทรัมป์ "ใจฝ่อ!?!" ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน

หลังจากขู่มาตลอดหลายสัปดาห์ว่า “อิหร่านจะไม่มีวันดำรงอยู่อีกต่อไป” ล่าสุด The Wall Street Journal รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการบรรยายสรุปเกี่ยวกับทางเลือกในการเปิดสงครามเต็มรูปแบบกับอิหร่าน โดยมีการหารือกับรัฐมนตรีกระทรวงสงคราม พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) และ พล.อ. แดน เคน (Gen. Dan Caine) ประธานคณะเสนาธิการร่วมของกองทัพสหรัฐ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะยุติการเจรจาและกลับไปใช้ปฏิบัติการโจมตีขนาดใหญ่อีกครั้ง

แต่สุดท้าย แผนการเปิดสงครามรอบสองกลับถูกทรัมป์โยนเข้าลิ้นชัก และเลือกเดินหน้าการเจรจาต่อ โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า ทรัมป์กังวลว่าการโจมตีรอบใหม่จะทำลายความพยายามทางการทูต และทำให้เป้าหมายของสหรัฐฯ ในการบีบให้อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์พังลงไปพร้อมกัน

รายงานยังระบุว่า ทรัมป์พร้อมปล่อยให้การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ยืดออกไปเกินเส้นตายครบ 60 วัน ซึ่งจะครบในวันที่ 18 สิงหาคม เดิมทีทรัมป์เคยประกาศอย่างแข็งกร้าวว่าจะทำลายอิหร่านให้สิ้นซาก
แม้ทรัมป์จะถูกวิจารณ์ว่า “ใจไม่ถึง” ไม่กล้าเปิดศึกรอบสองกับอิหร่าน แต่สำหรับคนอย่างทรัมป์ เสียงวิจารณ์เหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่น่าจะมีน้ำหนักมากพอให้เขาต้องเสียเวลาใส่ใจ หลังจากต้องอยู่กับเสียงโจมตีมาค่อนชีวิต เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่เป็นรูปธรรมกว่าลมปากทางการเมือง คือผลประโยชน์ที่เกิดจากความผันผวนของราคาพลังงาน ราคาน้ำมัน และตลาดหุ้นต่างหาก เรื่องพวกนี้ไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันแปรเป็นตัวเลข เป็นส่วนต่างราคา และเป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1336106785344345/?rdid=VC7SyTewKlcUctYa#

Fashion Diplomacy ไทยผงาดยุโรป!! ‘ปฐม อินทโรดม’ ย้ำชุดไทยไม่ใช่แค่ความงาม สมเด็จพระราชินี ในฉลองพระองค์ชุดไทย กลายเป็นภาพจำแห่ง Soft Power ไทยบนเวทียุโรป สะท้อนความสำเร็จการทูตผ่านแฟชั่นและมรดกวัฒนธรรม

หลายคนอาจมองว่าการเสด็จเยือนยุโรปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีในปีนี้ เป็นเพียงภารกิจทางการทูตตามปกติ แต่หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่านี่คือ Fashion Diplomacy ที่ใช้แฟชั่นและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือทางการทูตที่เหมาะเจาะและทรงพลังที่สุดในปีนี้

ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทย ท่ามกลางบรรยากาศของราชสำนักฝรั่งเศส ไม่ได้เป็นเพียงภาพแห่งความสง่างาม แต่เป็นการประกาศต่อสายตาชาวโลกว่า ประเทศไทยมีมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า มีเอกลักษณ์ และสามารถยืนเคียงข้างวัฒนธรรมชั้นสูงของยุโรปได้อย่างภาคภูมิ โดยไม่จำเป็นต้องเลียนแบบใคร

ผมเชื่อว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนอย่างละเอียดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดนิทรรศการ La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ที่กรุงปารีส ซึ่งนำเสนอวิวัฒนาการของเครื่องแต่งกายราชสำนักไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อมโยงเรื่องราวของผ้าไหม งานปัก งานหัตถศิลป์ และอิทธิพลของแฟชั่นชั้นสูงฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างงดงาม

ภาพของผู้คนที่ต่อแถวเข้าชมนิทรรศการอย่างล้นหลาม กลายเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า Soft Power ของไทยยังมีพลังอย่างยิ่ง ผู้เข้าชมจำนวนมากอาจไม่เคยรู้จักชุดไทยมาก่อน แต่กลับประทับใจกับความละเอียดอ่อนของงานฝีมือและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเครื่องแต่งกายแต่ละชุด นี่คือหัวใจของ Soft Power เพราะไม่มีใครถูกบังคับให้รักประเทศไทย แต่ผู้คนกลับอยากรู้จักประเทศไทยมากขึ้นด้วยตัวของพวกเขาเอง

ที่น่าสนใจคือ กระแสตอบรับจากสื่อต่างประเทศก็สะท้อนความสำเร็จครั้งนี้อย่างชัดเจน

- Vogue นิตยสารแฟชั่นระดับโลก ถึงกับนำเสนอเรื่องราวของชุดไทยและนิทรรศการในฐานะตัวอย่างของการเชื่อมโยงระหว่างราชสำนักไทยกับแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส พร้อมชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยใช้แฟชั่นเป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมและการทูตได้อย่างแยบยล

- เว็บไซต์ติดตามราชวงศ์ยุโรปอย่าง New My Royals ให้ความสำคัญกับฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีเป็นพิเศษ โดยจัดอยู่ในหมวด Royal Fashion และชื่นชมความสง่างามของชุดไทยที่สามารถยืนเคียงข้างราชสำนักยุโรปได้อย่างโดดเด่น

ส่วนสำนักข่าวภาพระดับโลกอย่าง Reuters และ Anadolu Agency แม้จะเน้นรายงานการเสด็จเยือนในมิติทางการเมืองและการทูต แต่ภาพของสมเด็จพระราชินีในฉลองพระองค์ชุดไทยกลับถูกส่งต่อไปยังห้องข่าวทั่วโลก กลายเป็นภาพจำของการเยือนครั้งนี้โดยปริยาย

ในโลกยุคใหม่ อำนาจของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารอีกต่อไป แต่ยังวัดกันด้วยความสามารถในการทำให้คนทั้งโลกหลงใหลในวัฒนธรรมของตนเอง เกาหลีมี K-Pop ญี่ปุ่นมีอนิเมะ ฝรั่งเศสมีแฟชั่นชั้นสูง ส่วนประเทศไทยเองก็มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าไม่แพ้ใคร เพียงแต่ที่ผ่านมาเราอาจยังเล่าเรื่องเหล่านี้ได้ไม่ดีพอ

และหากพูดถึงผู้ที่วางรากฐานของ Fashion Diplomacy ไทย คงไม่อาจละเลยพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงนำผ้าไหมไทยและชุดไทยออกสู่สายตาชาวโลกเมื่อกว่าหกทศวรรษก่อน จนทำให้ผ้าไหมไทยกลายเป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นสากล และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบจำนวนมาก

การเสด็จเยือนยุโรปในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมและส่งต่อเรื่องราวของประเทศไทยผ่านภาษาสากลที่เรียกว่า “แฟชั่น” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เพราะบางครั้ง Soft Power ไม่ได้เกิดจากแคมเปญโฆษณาราคาแพง ไม่ได้เกิดจากการซื้อสื่อหรือการประชาสัมพันธ์อย่างเอิกเกริก แต่เกิดจากช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกหยุดมองภาพหนึ่งภาพ แล้วพูดพร้อมกันว่า ชุดไทยช่างสวยเหลือเกิน!

ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/27257669797192798/?rdid=zvSGqHLpXKoDVzyS#

GGC ขับเคลื่อนธุรกิจยั่งยืน!! ยกระดับ B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยาน ขยายผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง รองรับเทรนด์โลก ร่วมมือภาครัฐ-เอกชน สร้างระบบนิเวศ SAF ตั้งเป้าลดคาร์บอน มุ่งสู่ Net Zero ในปี 2593

GGC ยกระดับธุรกิจสู่ความยั่งยืน ผลักดัน B100 สู่เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF)

พร้อมขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง (HVP)

กรุงเทพฯ – บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เดินหน้ายกระดับธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการต่อยอดน้ำมันไบโอดีเซล (B100)  สู่การพัฒนา เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ควบคู่กับการเร่งขยาย พอร์ตผลิต ภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products: HVP) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานรวมถึงความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำของตลาดโลก

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และกฎระเบียบด้าน สิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น GGC มุ่งยกระดับธุรกิจ ด้วยการสร้าง สมดุลระหว่างการเติบโตและความยั่งยืนผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ (Strengthen Core Business) การขยายการเติบโต สู่ผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (Growth Expansion through Bio-based and High Value Products) และการบูรณาการความยั่งยืน เข้ากับการ ดำเนินธุรกิจในทุกมิติ (Integrating Sustainability into Business) เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว

หนึ่งในทิศทางสำคัญของ GGC คือการต่อยอดศักยภาพ ของน้ำมันไบโอดีเซล (B100) สู่การพัฒนาเชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชีวภาพไปสู่ผลิตภัณฑ์ มูลค่าสูง (High Value Products: HVP) ที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมาย  การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบิน ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญและ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

“การดำเนินการดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ต้องอาศัยรากฐานที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยี นโยบาย และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนา ระบบนิเวศ ของอุตสาหกรรม SAF ให้สามารถเติบโต ได้อย่างยั่งยืน บริษัทฯ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันการพัฒนา นวัตกรรม และกลไกด้านนโยบาย ที่เอื้อต่อการใช้ เชื้อเพลิง อากาศยานแบบยั่งยืน ตลอดจนสร้างห่วงโซ่อุปทาน ที่เชื่อมโยง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อรองรับ ความต้องการ ของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต โดยประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนมีศักยภาพด้านวัตถุดิบชีวภาพ โดยเฉพาะ “น้ำมันปาล์ม” ซึ่งสามารถต่อยอด สู่การผลิต SAF เพื่อรองรับการใช้ของสายการบินในภูมิภาค ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบิน สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับ ทรัพยากร ชีวภาพของประเทศในระยะยาว”

"สำหรับ GGC การพัฒนา B100 สู่ SAF ไม่ใช่เพียงการต่อ ยอดผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการยกระดับห่วงโซ่คุณค่าของ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย สู่พลังงานสะอาดที่มีมูลค่า เพิ่มสูง และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล" ดร.กฤษฎา กล่าว

ขณะเดียวกันบริษัทฯ เดินหน้า ขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ ชีวภาพมูลค่าสูง (High Value Products หรือ HVP) จากฐานธุรกิจเดิม ได้แก่ ไบโอดีเซล แฟตตี้แอลกอฮอล์ และกลีเซอรีน สู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ อุตสาหกรรม แห่งอนาคต ครอบคลุม 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ (Food & Feed) กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง (Cosmetic & Personal Care) กลุ่มผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม (Pharmaceutical) และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งาน ในอุตสาหกรรม (Industrial Application) อาทิ น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Bio-lubricant) และตัวทำละลายชีวภาพ (Bio-solvent) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและสอดคล้องกับเมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนของโลก

จากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว GGC เชื่อว่าจะส่งผลให้ เกิดการดำเนินงานของบริษัทฯ บรรลุเป้าหมายด้านการเงิน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Emission) ในปี 2573 และมุ่งสู่การ บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 สะท้อน ความมุ่งมั่น ในการสร้างการเติบโตควบคู่กับการดูแล สิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เพื่อรองรับการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง GGC ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับห่วงโซ่อุปทานปาล์มน้ำมันของประเทศ ผ่านแนวคิด “สูตร 4-20-25” ที่มุ่งเพิ่ม ผลผลิตปาล์มเป็น 4 ตันต่อไร่ ยกระดับอัตรา การสกัด น้ำมันเป็น 20% เพื่อเป้าหมายลดต้นทุนไบโอดีเซลสู่ระดับ 25 บาทต่อลิตร  โดย GGC จะร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษาวิจัย และกลุ่มเกษตรกร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม ตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ยกระดับขีด ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทย และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ของประเทศ อย่างยั่งยืน

"การต่อยอด B100 สู่ SAF และการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูง เป็นอีกก้าวสำคัญ ของประเทศไทย ในการสร้างคุณค่าเพิ่มจากทรัพยากรชีวภาพ ผ่านนวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือในทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสิ่งที่ไม่ใช่เส้นทางเดิมๆ เพื่อก้าวข้ามการทำสิ่งที่คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นจริง พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตที่สมดุลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นของ GGC ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืน และสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว" ดร.กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย

“ไทยออยล์” เดินหน้าสร้างคุณค่ายั่งยืน!! คว้า 4 รางวัล Alpha Southeast Asia ตอกย้ำองค์กรโปร่งใส บริหารแกร่ง นักลงทุนเชื่อมั่น พิสูจน์คุณภาพรายงานปีที่ 6 เสริมสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

ไทยออยล์คว้า 4 รางวัลระดับสากลจากนิตยสาร Alpha Southeast Asia
ตอกย้ำความเป็นเลิศในการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดย คุณวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี และคุณธาริกา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้จัดการฝ่ายวางแผนการเงิน เป็นผู้แทนบริษัทฯ เข้ารับ 4 รางวัล จากงาน Alpha Southeast Asia's 16th Annual Institutional Investor Poll 2026 ณ ประเทศสิงคโปร์ ได้แก่

1.รางวัลการจัดการด้านนักลงทุนสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยม (Most Organized Investor Relations) เป็นปีที่ 5
2.รางวัลผู้บริหารระดับสูงที่สนับสนุนงานนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Senior Management Investor Relations Support)
3.รางวัลนโยบายการจ่ายเงินปันผลที่มีความสม่ำเสมอ (Most Consistent Dividend Policy) เป็นปีที่ 6
4.รางวัลรายงานประจำปียอดเยี่ยมของประเทศไทย (Best Annual Report in Thailand)
รางวัลดังกล่าวจัดโดยนิตยสาร Alpha Southeast Asia ซึ่งเป็นสื่อด้านการเงินและการลงทุนชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพิจารณาจากผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุนสถาบันและผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนทั่วภูมิภาค เพื่อยกย่ององค์กรที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ ความสัมพันธ์กับนักลงทุน และการกำกับดูแลกิจการ

ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของไทยออยล์ในการดำเนินธุรกิจตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับการบริหารจัดการทางการเงิน การสื่อสารกับนักลงทุน และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน อันเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับบรรณาธิการ

ไทยออยล์เป็นผู้ประกอบธุรกิจการโรงกลั่นนํ้ามันแบบคอมเพล็กซ์ (Complex Refinery) และเป็นโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2504 โดยมีธุรกิจหลักคือ การกลั่นนํ้ามันปิโตรเลียม ปัจจุบันมีกำลังการผลิต 275,000 บาร์เรลต่อวัน

นอกจากนี้ ไทยออยล์มีระบบการบริหารจัดการที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ (Operational Excellence) โดยบริหารงานเป็นกลุ่มที่มีการเชื่อมโยงธุรกิจ ทั้งธุรกิจการกลั่นน้ำมัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน โดยร่วมวางแผนการผลิตก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันมีคุณภาพสูงในระดับโรงกลั่นชั้นนำ (Top quartile) ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทำให้ได้เปรียบเชิงต้นทุนการผลิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนั้น ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องหลากหลาย เช่น ธุรกิจปิโตรเคมี ธุรกิจไฟฟ้า ธุรกิจสารทำละลาย ธุรกิจบริหารการขนส่ทางท่อ ธุรกิจพลังงานทดแทน ธุรกิจผลิตสารตั้งต้นสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์สารทำความสะอาด และธุรกิจ New S-Curve


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top