Wednesday, 5 August 2026
TheStatesTimes

เก้าอี้ประธานฟีฟ่าสั่นคลอน!! จากแผนขายหุ้นฟุตบอลโลกสู่ศึกชิงอำนาจ ‘อินฟานติโน’ ถูกมองต้องหาที่พึ่งทางการเมือง หลังดีลขายหุ้นฟุตบอลโลกจุดกระแสต่อต้านทั่วโลก รายงานอ้างหวังให้ทีม ‘ทรัมป์’ ช่วยประคองตำแหน่ง

จานนี อินฟานติโน ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ช่วยเรื่องการรักษาตำแหน่งประธานฟีฟ่าของตนเองไว้ หลังกำลังเผชิญกระแสโจมตีอย่างหนัก

สำนักข่าวนิวยอร์กโพสต์รายงานว่า จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ต้องการให้ทีมงานรัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ช่วยเหลือในเรื่องการรักษาตำแหน่งของตนเองไว้

อินฟานติโนตกเป็นประเด็นโจมตีจากการนำเสนอแผนขายหุ้นการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจนต้องพับแผนลง แต่หลายฝ่ายมองว่าประธานฟีฟ่ารายนี้สมควรอำลาตำแหน่งด้วย

รายงานระบุว่าอินฟานติโนได้มีกำหนดหารือกับ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา รวมถึงยังมีคำกล่าวอ้างจากแหล่งข่าวที่บอกว่าประธานฟีฟ่ารายนี้จะติดต่อหานักการทูตระดับสูงของสหรัฐด้วย

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกว่า “เขาต้องการพูดคุยกับรัฐมนตรีผ่านทางออนไลน์เกี่ยวกับวิธีที่ทำให้ฟุตบอลเป็นรูปแบบหนึ่งของอำนาจทางการทูตสำหรับอเมริกา แต่เรารู้กันดีว่าการคุยกันหนนี้มันเกี่ยวกับการรักษาตำแหน่ง”

รายงานยังอ้างคำกล่าวของแหล่งข่าวอีกว่าอินฟานติโนพยายามติดต่อหาทรัมป์แต่ไม่สำเร็จ และประธานฟีฟ่ากำลังรู้สึกโดดเดี่ยวหลังเผชิญกระแสข่าวเชิงลบมากมาย ซึ่งทางสำนักข่าวบอกว่าได้ติดต่อหาฟีฟ่าและกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกาเพื่อขอคุยเรื่องนี้แล้ว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10346808

‘เซเลนสกี’ ส่งสัญญาณสงบศึก!! ยุติยิงโดรน-ขีปนาวุธทันที ห้ามทำลายโรงไฟฟ้า-เขื่อน ตรึงแนวรบตามปัจจุบัน ยูเครนเลิกหวังนาโต-หาพันธมิตรใหม่

มีไคโล โปโดลยัค (Mykhailo Podolyak) ที่ปรึกษาประจำสำนักงานประธานาธิบดีแห่งยูเครน เปิดเผยถึงข้อเสนอสำคัญจาก ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ที่ยื่นส่งตรงไปยัง วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เพื่อหาทางออกในสงคราม:

สรุป 3 ข้อเสนอหลักจากฝั่งยูเครน:

ยุติการใช้โดรน ขีปนาวุธ และเครื่องบินรบยิงถล่มใส่กัน
ห้ามยิงถล่มโรงไฟฟ้า เขื่อน และระบบส่งกำลังบำรุงทางพลังงานของทั้งสองฝ่าย

ตรึงแนวรบไว้ตามสถานการณ์จริงในปัจจุบัน (Current front line) โดยไม่มีการรุกคืบภาคพื้นดินเพิ่มเติม

ข้อเสนอของเซเลนสกีสะท้อนถึงแรงกดดันมหาศาลต่อระบบพลังงานและเครือข่ายป้องกันภัยทางอากาศของยูเครน หลังจากรัสเซียประเคนขีปนาวุธ Kalibr, Iskander และ Kinzhal อย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ พลเอก วาเลรี ซาลุชนี (Valerii Zaluzhnyi) อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดของยูเครน กล่าวว่า ยูเครนควรเลิกคาดหวังการเป็นสมาชิกนาโต และหันไปมุ่งเน้นที่พันธมิตรด้านความมั่นคงใหม่ๆ แทน

“ทุกปีผมได้ฟังนิทานว่าเรากำลังจะเข้าร่วมนาโต น่าเสียดายที่เราจะไม่มีวันได้เข้าร่วม!”

ที่มา : https://www.facebook.com/100083240865663/posts/1029526156498737/?rdid=tRDDuhgFzvoBxAP2#

บทเรียนเวเนซุเอลา!! “โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา” น้ำมัน 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน เมื่อรายได้น้ำมันถูกคุมจากภายนอก สู่คำถามอธิปไตยเศรษฐกิจยุคใหม่

"โศกนาฏกรรมเวเนซุเอลา": เมื่อน้ำมัน 1.3 หมื่นล้านเหรียญ ถูกสหรัฐฯ ริบไว้ 1.27 หมื่นล้าน สู่โมเดลล่าอาณานิคมยุคใหม่

ความพลิกผันอันน่าพรั่นพรึงของเวเนซุเอลาในปี 2026 ไม่ใช่เพียงแค่วิกฤตการเมืองระดับตัวบุคคลอย่างการเปลี่ยนผ่านผู้นำ แต่คือ "#การสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างสมบูรณ์" ผ่านข้อตกลงพิทักษ์ทรัพย์สินน้ำมัน (Oil Custody Agreement) กับสหรัฐอเมริกา

1. กลไก "พิทักษ์ทรัพย์สิน": การยึดสายป่านทางเศรษฐกิจ
ภายหลังเหตุการณ์ต้นปี 2026 ที่สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงและสนับสนุนผู้นำรักษาการคนใหม่ เวเนซุเอลาซึ่งเป็นประเทศที่มีสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลก ได้ถูกบีบให้เซ็นสัญญาพิทักษ์รายได้จากการขายน้ำมัน โดยกำหนดให้ รายได้ทั้งหมดจากการส่งออกน้ำมันต้องวิ่งตรงเข้าบัญชีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ

-ตัวเลขจริงที่น่าตกใจ: ในช่วงครึ่งปีแรก เวเนซุเอลาทำรายได้จากการส่งออกน้ำมันได้สูงถึง 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่สหรัฐฯ กลับอนุมัติโอนคืนให้รัฐบาลเวเนซุเอลาใช้ในประเทศเพียง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเพียง ~2.3%) โดยอ้างเหตุผลเรื่อง "มนุษยธรรม"

-ส่วนต่าง 12,700 ล้านดอลลาร์ไปไหน?: รายได้ส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนน้ำมันอเมริกันอย่าง Chevron ที่เข้ามาควบคุมสัดส่วนการส่งออก รวมถึงการทำธุรกรรมที่ไม่โปร่งใสผ่าน "ผู้ซื้อปริศนา" ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมากล่าวอย่างเปิดเผยว่า การควบคุมรายได้น้ำมันครั้งนี้ สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าต่อปฏิบัติการทางหารของสหรัฐฯ สูงถึง 28 เท่า ซึ่งเป็นการยอมรับกลายๆ ถึงการเข้ายึดครองทรัพยากรเชิงพาณิชย์

2. สวัสดิการพังทลาย: ความทุกข์ยากที่ตกอยู่กับประชาชน
ในอดีต ยุคชาเวซและมาดูโร รัฐบาลใช้รายได้จาก "น้ำมัน" เป็นสายเลือดหลักในการค้ำจุนระบบสวัสดิการสังคม (การศึกษา พยาบาล อาหารแจกฟรี และไฟฟ้าราคาถูก) แต่เมื่อสายป่านการเงินถูกตัดขาด ระบบสวัสดิการทั้งหมดจึงดิ่งลงเหวทันที:

-วิกฤตสาธารณสุขและศึกษา: โรงพยาบาลขาดงบประมาณจนต้องหยุดทำการ ขาดยาพื้นฐาน โรงเรียนขาดแคลนอุปกรณ์และชุดนักเรียนจนอัตราการเข้าเรียนลดลงอย่างน่าใจหาย
-เงินเฟ้อพุ่งสูง-ค่าเงินไร้ความหมาย: รายงานเศรษฐกิจไตรมาสแรกปี 2026 ระบุว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบ 5 ปี (เหลือเพียง 2.5%) ในตลาดมืด ค่าแรงขั้นต่ำของประชาชนมีมูลค่าเหลือเพียง 0.28 ดอลลาร์สหรัฐ (ไม่ถึง 10 บาทไทย) ซึ่งไม่เพียงพอแม้แต่จะซื้ออาหารประทังชีวิตเพียงวันเดียว

3. "ข้าหลวงใหญ่การทหาร": รัฐหุ่นเชิดและการสูญเสียอธิปไตย
นี่คือโมเดล "#ล่าอาณานิคมรูปแบบใหม่" (Neo-Colonialism) ที่น่ากลัวยิ่งกว่าศึกอิรักปี 2003 เพราะสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องตั้งฐานทัพหรือส่งทหารเข้าไปยึดครองพื้นที่ถาวร แต่ใช้วิธี ควบคุมสายการเงินและควบคุมการเมืองผ่านระยะไกล (Remote Control):

-ไร้ซึ่งอำนาจการตัดสินใจ: รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ (มาร์โก รูบิโอ) กลายเป็นผู้มีอำนาจแท้จริงในการอนุมัติตำแหน่งรัฐมนตรี โครงสร้างกลาโหม ไปจนถึงการตรวจร่างแถลงการณ์ทางการทูตและการสื่อสารออกสื่อของรัฐบาลรักษาการเวเนซุเอลา จนถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "ข้าหลวงใหญ่แห่งเวเนซุเอลา"

-เส้นทางขนส่งน้ำมันถูกผูกขาด: เรือน้ำมันทั้งหมดของเวเนซุเอลาถูกบังคับให้มุ่งหน้าสู่คลังเก็บน้ำมันของสหรัฐฯ เท่านั้น ห้ามค้าขายกับประเทศอื่นอย่างอิสระ

กรณีของเวเนซุเอลาคือ บทเรียนและอุทาหรณ์ระดับโลก ที่ตอกย้ำว่า เมื่อใดก็ตามที่ประเทศหนึ่งยอมยก "สายป่านทางเศรษฐกิจและทรัพยากรหลัก" ไปให้อำนาจภายนอกถือครอง แม้จะมีธงชาติ มีประธานาธิบดี หรือมีทำเนียบรัฐบาลตั้งอยู่ แต่ในทางปฏิบัติ อธิปไตย อิสรภาพ และชะตากรรมของประชาชนในประเทศนั้น จะถูกยึดครองและตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1057907296746809&id=100075826461941&rdid=A4HlsqQGUt1VUoLX#

‘นิพนธ์’ ได้ความเป็นธรรม!! ศาลปกครองสูงสุดคงคำพิพากษา เพิกถอนคำสั่ง มท.1 สั่งพ้นจากตำแหน่ง ยืนยันความไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำกระบวนการผิดขั้นตอนสำคัญ

ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนคำสั่งของ มท.1 ที่ให้นิพนธ์พ้นจากตำแหน่งนายกอบจ.สงขลา

วันนี้(3สค.69) ศาลปกครองกลางได้อ่านคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.2001/2566 คดีหมายเลขแดงที่ อ.702/2569 ระหว่างนายนิพนธ์ บุญญามณี ผู้ฟ้องคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งขาติที่1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่2 ผู้ถูกฟ้องคดีโดยศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 1528/2564 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ที่ให้ผู้ฟ้องคดี (นายนิพนธ์ บุญญามณี) พ้นจากตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในวาระการดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2556 ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2562 อันเป็นการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการกระทำโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น

ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดร้อน!! “อิหร่าน” ปัดคำกล่าวอ้าง ‘ทรัมป์’ หลังทรัมป์ประกาศเตรียมเปิดโต๊ะคุยวันจันทร์ โฆษกย้ำ ไม่มีโต๊ะเจรจาวอชิงตัน มีเพียงหารือโอมานเปิดเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ

อิหร่านปฏิเสธคำกล่าวอ้างของทรัมป์ ที่ระบุว่าจะมีการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในวันจันทร์ (วันนี้) อิหร่านยืนยันว่า ไม่มีแผนในการส่งคณะผู้แทนเพื่อหารือกับสหรัฐฯ แต่อย่างใด "มีเพียงการเจรจากับโอมานเรื่องฮอร์มุซเพียงเท่านั้น"

"เอสมาอิล บาเกอี" (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ออกมายืนยันแล้วว่า ขณะนี้อิหร่านมีเพียงเจรจากับ โอมาน เท่านั้น ซึ่งเป็นการเจรจาเพียงเรื่องเดียว เกี่ยวกับการเดินเรือและการเปิดใช้ ช่องแคบฮอร์มุซ อีกครั้ง ไม่ใช่การเจรจากับสหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์กล่าวอ้าง

บาเกอี กล่าวย้ำว่า สถานการณ์จะยังไม่เปลี่ยนแปลงตราบใดที่สิ่งที่อิหร่านเรียกว่า "การรุกรานของสหรัฐฯ" ยังคงดำเนินต่อไป

คำชี้แจงของ "บาเกอี" มีขึ้นหลังจากทรัมป์เพิ่งประกาศว่า สหรัฐฯ และอิหร่านจะกลับมาเจรจากันในวันจันทร์ และแสดงความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ซึ่งล่าสุดฝ่ายเตหะรานออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1363991009222589/?rdid=HBoQwISQFhX11ifT#

“บีโอไอ” ลุยจัด THECA 2026!! เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง รวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 ราย คาดมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 ราย

บีโอไอผนึกพันธมิตรจัด THECA 2026 เชื่อมห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ หนุนไทยสู่ฐานผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมกับสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง (HKPCA) เตรียมจัดงาน Thailand Electronics Circuit Asia 2026 (THECA 2026) ภายใต้แนวคิด “Innovating PCB and Advanced Electronics with Next-Gen Packaging” ระหว่างวันที่ 26–28 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ โดยรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 300 บริษัทจากทั่วโลก ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วัตถุดิบ การผลิต PCB และ PCBA เทคโนโลยีและเครื่องจักรการผลิต ระบบ Smart Manufacturing ไปจนถึงเทคโนโลยี AI และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 7,000 รายจากทั่วโลก เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และต่อยอดโอกาสการลงทุน พร้อมผลักดัประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีขั้นสูงของเอเชีย
.
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะเจ้าภาพการจัดงาน THECA เปิดเผยว่า งาน THECA เป็นเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และผู้ซื้อจากทั่วโลก พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก โดยในปีนี้ บีโอไอได้ขยายบทบาทดังกล่าวด้วยการจัด Workforce Pavilion หรือโซนพัฒนาศักยภาพบุคลากรขึ้นเป็นครั้งแรก โดยบีโอไอและสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษา การจับคู่งาน (Job Matching) และสร้างโอกาสสมัครงานและฝึกงานกับบริษัทชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะยาว
.
นอกจากนี้ บีโอไอยังจัด Local Supply Chain Pavilion โซนที่รวบรวมผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ไทยด้าน PCB และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ช่วยเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชนไทย ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตสู่ตลาดสากล อันเป็นการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมของไทยทั้งด้านบุคลากรและผู้ประกอบการ รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคต

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566 – มิถุนายน 2569) บีโอไอได้รับคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงรวม 880 โครงการ มูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาท ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบชิป การผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ การผลิตแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) การประกอบแผงวงจร (PCBA) ตลอดจนการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม PCB และวัตถุดิบ ซึ่งมีคำขอรับการส่งเสริมรวม 224 โครงการ มูลค่ากว่า 331,000 ล้านบาท สะท้อนการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม PCB และ PCBA ที่ครบวงจรมากขึ้น และตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่ฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาค รองรับการเติบโตของ AI ยานยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อัจฉริยะในอนาคต

“ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในฐานการผลิต PCB ชั้นนำของโลก โดยผู้ผลิต PCB รายใหญ่ที่สุดของโลกกว่าครึ่งหนึ่งเลือกไทยเป็นฐานการผลิต และเดินหน้าขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไทย งาน THECA ครั้งนี้มีความหมายอย่างมาก นอกจากเป็นการปักหมุดประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของภูมิภาคแล้ว ยังจะเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมคนไทยและผู้ประกอบการไทยให้เข้าไปอยู่ใน Global Supply Chain ให้ได้ เพื่อทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ เป็น New Growth Engine ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต” นายนฤตม์ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีการประชุม สัมมนา และเวิร์กช็อประดับนานาชาติกว่า 50 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยี PCB, Electronics Manufacturing Services (EMS), Semiconductor และ Photonics สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ พร้อมทั้ง BOI Forum ในหัวข้อ “The Edge AI–Future Mobility Strategic: Synchronizing Thailand's Intelligent Electronics Ecosystem” ซึ่งจะนำเสนอทิศทางและโอกาสของเทคโนโลยี Edge AI และ Future Mobility รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม Intelligent Electronics ของไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลกร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและโอกาสการลงทุน

นายพิธาน องค์โฆษิต นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย ในฐานะผู้บริหารการจัดงาน THECA 2026 เปิดเผยว่า มูลค่าตลาดอุตสาหกรรม Advanced Electronics ของประเทศไทยในปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 48,000 – 52,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลุ่ม Semiconductor และ Advanced Packaging มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 15 – 20% ต่อปี ขณะที่กลุ่ม AI Server และ Data Center Electronics คาดว่าจะเติบโตสูงถึง 18 – 22% ต่อปี สะท้อนว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่สำคัญของประเทศไทย และเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงของภูมิภาค

นายแคนิส ชุง (Mr. Canice Chung) นายกสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง ผู้ร่วมจัดงาน THECA 2026 กล่าวเสริมว่า เอเชียกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์โลก และความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง โดย THECA 2026 ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของภูมิภาคและ “ประตูสู่เอเชีย” สำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อทั่วโลก

ภายในงานแถลงข่าว ยังมีเวทีเสวนาพิเศษหัวข้อ ทักษะแห่งอนาคตและโอกาสในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์โลก โดย ผู้บริหารสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.), สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (THPCA) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมเชื่อมโยงสู่ Workforce Pavilion ซึ่ง สอวช. เป็นแกนหลักในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับมาตรฐานบุคลากร และสร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ออโรเม็กซ์ จำกัด และ บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค แฟคทอรี่ ออโตเมชั่น (ประเทศไทย) จำกัด

เชิญชวนลงทะเบียนเข้าชมงานฟรี

สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมงาน สมัครงาน สามารถลงทะเบียนล่วงหน้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://thecaregistrations.com/Registration/ChooseTypeRegis.aspx?codeInv=THECA2

ผู้ลงทะเบียนหน้างาน มีค่าธรรมเนียมในการเข้าชมงาน 500 บาท

ช่องทางติดตามข่าวสาร
· Website: https://thailandelectronicscircuitasia.com/

· Facebook: https://www.facebook.com/thailandelectronicscircuitasia/

· Linkedin: https://www.linkedin.com/company/thailand-electronics-circuit-asia/

· Tiktok: https://www.tiktok.com/@thecaofficial

· Youtube: https://www.youtube.com/@THECA_Official

· Line: https://lin.ee/rD0bLRm

30 ปี กองทุนอนุรักษ์พลังงาน!! จากทุนอนุรักษ์พลังงานสู่ผลลัพธ์จริง ลงทุน 1.42 แสนล้าน สร้างผลประหยัดกว่า 5.16 แสนล้านบาท ส.กทอ.ชี้เงินกองทุนอนุรักษ์ฯ ไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนลดต้นทุนพลังงานชาติ

เปิดสถิติ 30 ปีกองทุนอนุรักษ์ฯ

แปลงทุนสนับสนุนสู่ผลประหยัดพลังงานกว่า 5 แสนล้านบาท

ส.กทอ.เปิดสถิติการจัดสรรทุนเพื่อการอนุรักษ์พลังงานในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาจัดสรรโครงการไปแล้วมากกว่า 142,000 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 500,000 ล้านบาท หรือเกิดการประหยัดเป็นจำนวนเงินมากกว่างบที่จัดสรรกว่า 3 เท่าตัว

นายรัฐฉัตร ศิริพานิช ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) เปิดเผยถึงการจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2568 พบว่า ในภาพรวมมีการจัดสรรทุนให้กับโครงการ 14,870 โครงการ เป็นวงเงินประมาณ 142,306 ล้านบาท และเกิดผลรวมประหยัดพลังงานประมาณ 21,287 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ) คิดเป็นมูลค่าประมาณ 516,709 ล้านบาท

สำหรับประเภทกิจการที่ได้รับการจัดสรรทุนส่วนใหญ่ ได้แก่ โรงงานและอาคารทั้งในข่ายควบคุมและนอกข่ายควบคุม หน่วยงานภาครัฐ โรงพยาบาล สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ SME และกลุ่มเกษตรกรซึ่งสอดคล้องตามนโยบายรัฐบาล

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา การจัดสรรทุนตามแผนอนุรักษ์พลังงานของประเทศได้ดำเนินการเป็นระยะๆ ในช่วงแรกปี พ.ศ. 2538 - 2547 อยู่ในการบริหารจัดการของกระทรวงการคลัง ก่อนมีกระทรวงพลังงาน ต่อมาตั้งแต่ปี 2548 ได้โอนมาอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงพลังงาน จนกระทั่งในปี 2562 การถ่ายโอนภารกิจมาเป็นของสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน หรือ ส.กทอ.ในปัจจุบัน

กองทุนอนุรักษ์พลังงานได้สนับสนุนโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนงานวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การยกระดับเทคโนโลยีสู่เชิงพาณิชย์และภาคอุตสาหกรรม จนเกิดผลลัพธ์ที่ถูกนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม ภาคชุมชน และภาคครัวเรือน โดยการจัดสรรงบประมาณให้ความสำคัญกับการผลักดันโครงการให้เกิดเป็นรูปธรรม 

ภายหลังจากการจัดสรรทุนให้กับโครงการได้หยุดไปในช่วงปี 2566 – 2567 และเริ่มมีการจัดสรรงบประมาณในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีวงเงินประมาณ 1,253 ล้านบาท เกิดผลประหยัดพลังงานได้ประมาณ 171.26 ktoe/ปี คิดเป็นผลที่ประหยัดได้ราว 7,948 ล้านบาท/ปี ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุน Solar Rooftop/Farm ในหน่วยงานราชการ 141 แห่ง พื้นที่ทุรกันดารที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึงประกอบด้วย ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล 817 แห่ง โรงเรียนรัฐ/โรงพยาบาลรัฐ 71 แห่ง กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน 10 แห่ง รัฐ/รัฐวิสาหกิจ 95 ระบบ รวม 1,134 ระบบ หรือ 19.87 MW คิดเป็นมูลค่าทดแทนไฟฟ้า 111.41 ล้านบาท/ปี 

ทั้งนี้ ยังสนับสนุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานครอบคลุมการสนับสนุนอาคาร/โรงงานควบคุม กว่า 600 แห่ง ให้ดำเนินการด้านพลังงานตาม พ.ร.บ. และกระตุ้นให้เกิดเม็ดเงินลงทุน กว่า 760 ล้านบาท/ปี จากผู้ประกอบการโรงงาน/อาคาร ที่ลงทุนปรับปรุง/ติดตั้งอุปกรณ์มากกว่า 80 แห่ง เกิดผลประหยัดด้านพลังงานมูลค่ารวม 7,836.5 ล้านบาท

สำหรับความคืบหน้าปี 2569 อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดสรรเงิน มุ่งเป้าลดค่าครองชีพประชาชนผ่านการสนับสนุนการติดตั้งพลังงานทดแทนในระบบประปาหมู่บ้านทั่วประเทศกว่า 1,200 แห่ง ระบบบาดาลเพื่อการเกษตรและสาธารณูปโภคกว่า 1,000 ระบบ ระบบผลิตและใช้พลังงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนไฟฟ้าเข้าไม่ถึง 74 พื้นที่ โรงพยาบาลรัฐกว่า 45 แห่ง พื้นที่ความมั่นคงชายแดนกว่า 800 ฐานปฏิบัติการ นอกจากนี้มุ่งสนับสนุนการลงทุนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากผู้ประกอบการกว่า 200 แห่ง พลังงานทดแทนจากกลุ่มวิสาหกิจและกลุ่มเกษตรกรกว่า 200 แห่ง

“30 ปีของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ได้สร้างเพียงตัวเลขการประหยัดพลังงานที่สูงกว่างบประมาณที่ลงทุนกว่า 3 เท่า แต่ยังสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริงในทุกภาคส่วน ก่อให้เกิดการลงทุน การขยายผลเชิงพาณิชย์ และการพัฒนาศักยภาพของประเทศ ซึ่งสะท้อนว่างบที่ใช้สนับสนุน เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต” ผู้จัดการส.กทอ. กล่าวในท้ายที่สุด

ไทย–สหรัฐฯ จากมิตรประเทศสมัยสยาม!! สู่พันธมิตรยุทธศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ย้อนบทบาทสหรัฐฯ ต่อไทย ก่อนสงครามโลกถึงเสรีไทย รากฐานมิตรภาพกว่า 190 ปี สร้างความสัมพันธ์บนผลประโยชน์และดุลอำนาจ

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.2)

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนปี 1939) สหรัฐอเมริกามีบทบาทต่อไทยในฐานะ "มิตรประเทศ" มากกว่าจะเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยความสัมพันธ์เน้นด้าน การค้า การทูต การศึกษา การแพทย์ การเผยแพร่ศาสนา มากกว่าการเมืองระหว่างประเทศ โดย:

1. สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในชาติตะวันตกกลุ่มแรกที่สร้างความสัมพันธ์กับสยาม จุดเริ่มต้นสำคัญคือ สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างสหรัฐฯ–สยาม ค.ศ. 1833 ซึ่งลงนามในรัชกาลที่ 3 โดยความสำคัญของสนธิสัญญาดังนี้

-เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกของสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชีย

-สหรัฐฯ ยอมรับเอกราชของสยาม

-เปิดการค้าระหว่างสองประเทศ

ไม่มีการยึดครองดินแดนหรือแทรกแซงทางการเมืองแบบมหาอำนาจอาณานิคมในยุโรป แม้สหรัฐฯ จะมีอาณานิคมในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ จึงทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น "มหาอำนาจที่เป็นมิตร"

2. ไม่มีนโยบายล่าอาณานิคมในสยาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 19

-อังกฤษครอบครองพม่าและมลายู

-ฝรั่งเศสครอบครองอินโดจีน

แต่สหรัฐฯ ไม่เคยเรียกร้องดินแดนจากสยาม และไม่มีความพยายามทำให้สยามตกเป็นอาณานิคม สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลสยามใช้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจตะวันตก

3. การศึกษาและการแพทย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทย แม้ว่าการเปลี่ยนศาสนาจะมีไม่มาก ผลงานสำคัญ ได้แก่

-การนำการพิมพ์สมัยใหม่เข้ามา

-การจัดพิมพ์หนังสือภาษาไทย

-การเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์ตะวันตก

-การปลูกฝีป้องกันโรค

-การก่อตั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล

บุคคลสำคัญคือ นพ.แดน บีช แบรดลีย์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการแพทย์แผนตะวันตกและการพิมพ์ในสยาม

4. การค้า ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 การค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง โดย สินค้าสำคัญของไทย ได้แก่

-ข้าว

-ดีบุก

-ไม้สัก

-ยางพารา

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ

-เครื่องจักร

-เครื่องมืออุตสาหกรรม

-รถยนต์

-สินค้าอุปโภคบริโภค

แม้สหรัฐฯ จะยังไม่ใช่คู่ค้าอันดับหนึ่ง (อังกฤษมีบทบาทสูงกว่า) แต่ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

5. สนับสนุนการคงอยู่ของเอกราชไทย แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการต่อรองเขตแดน แต่การดำรงความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจหลายฝ่าย รวมทั้งสหรัฐฯ ช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการทูตในการรักษาเอกราชท่ามกลางการแข่งขันของจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส

6. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สหรัฐฯ ยอมรับรัฐบาลใหม่ของไทยอย่างรวดเร็ว และยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตตามปกติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 ความสัมพันธ์ยังอยู่ในระดับที่ดี แม้โลกจะเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

7. ความร่วมมือทางทหาร ก่อนปี 1939 ความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีค่อนข้างจำกัด

-ไม่มีสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร

-ไม่มีฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย

-มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการติดต่อทางทหารในระดับจำกัด

บทบาทด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และโดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939–1945) ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเป็นช่วงที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่น แต่สหรัฐฯ ยังคงมองว่า "ประชาชนไทยไม่ได้เป็นศัตรู" และให้การสนับสนุนขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นภายในประเทศ

1. ก่อนญี่ปุ่นบุกไทย (1939–1941) ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยประกาศวางตัวเป็นกลาง สหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยตามปกติ และติดตามสถานการณ์ในเอเชียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขยายอำนาจของญี่ปุ่น

2. ญี่ปุ่นบุกไทย (8 ธันวาคม 2484) วันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุดในประเทศไทย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ตัดสินใจยุติการสู้รบและยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นทางผ่าน ก่อนจะพัฒนาเป็นความร่วมมือทางทหาร

3. ไทยประกาศสงครามกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ คือ มรว.เสนีย์ ปราโมช ปฏิเสธที่จะส่งคำประกาศสงครามให้รัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึง ไม่ถือว่าไทยอยู่ในสถานะศัตรูโดยสมบูรณ์ ต่างจากสหราชอาณาจักรที่ถือว่า ไทยเป็นประเทศคู่สงคราม

4. การสนับสนุนขบวนการเสรีไทย บทบาทสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือการสนับสนุน ขบวนการเสรีไทยในสหรัฐฯ ผ่าน สำนักงานบริการยุทธศาสตร์ (OSI) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองในช่วงสงคราม (ต้นกำเนิดของ CIA)

-ฝึกเจ้าหน้าที่เสรีไทย

-ส่งอุปกรณ์สื่อสารและอาวุธ

-ลักลอบส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเทศ

-ประสานงานข่าวกรอง

เตรียมแผนช่วยปลดปล่อยประเทศไทยจากญี่ปุ่น

ขบวนการเสรีไทยในประเทศมี ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำสำคัญ ขณะที่เสรีไทยในสหรัฐฯ นำโดย มรว.เสนีย์ ปราโมช

5. การโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร แม้สหรัฐฯ จะสนับสนุนเสรีไทย แต่ก็โจมตีเป้าหมายทางทหารในประเทศไทย เนื่องจากญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานส่งกำลังบำรุง เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

-ทางรถไฟ

-สะพาน

-สนามบิน

-คลังเชื้อเพลิง

-โรงงาน

-ท่าเรือ

สหรัฐฯ ระบุว่า จุดมุ่งหมายคือการตัดกำลังของญี่ปุ่น ไม่ใช่ทำลายประเทศไทยในฐานะประเทศศัตรู

6. สิ้นสุดสงคราม เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488 ขบวนการเสรีไทยเข้าควบคุมสถานการณ์หลายพื้นที่ และประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐฯ ยอมรับว่าขบวนการเสรีไทยมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านญี่ปุ่น ผลคือ

-ไทยไม่ถูกยึดครองโดยกองกำลังสัมพันธมิตร

-ไทยไม่ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับประเทศผู้แพ้สงคราม

-ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

7. ผลต่อความสัมพันธ์หลังสงคราม บทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามวางรากฐานให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสงครามเย็น ต่อมา ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้าน

-ความมั่นคง

-เศรษฐกิจ

-การพัฒนา

-การศึกษา

-การทหาร

จนไทยได้รับสถานะ พันธมิตรหลักนอกนาโต จากสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

‘ทรัมป์’ กดดันบิ๊กน้ำมันสหรัฐฯ!! จากนโยบายหนุนพลังงานสู่แรงกดดันราคาปั๊ม ‘ทรัมป์’ ชี้บริษัทน้ำมันต้องตอบแทนประชาชน เรียกร้องอย่าเก็บกำไรฝ่ายเดียว ต้องช่วยลดภาระคนอเมริกัน

ทรัมป์ เรียกร้องให้บริษัทน้ำมันปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน พร้อมตำหนิไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Chevron โดยระบุว่า เวิร์ธไม่ได้ให้เครดิตต่อความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ต่อภาคพลังงานอย่างมาก และเห็นว่าบริษัทน้ำมันควรส่งต่อผลประโยชน์ดังกล่าวไปยังประชาชนผ่านการปรับลดราคาน้ำมัน แทนที่จะเก็บผลกำไรไว้เพียงฝ่ายเดียว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันและผู้ค้าปลีกเชื้อเพลิงปรับลดราคามาแล้วหลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน "แต่ไม่มีการตอบสนอง" โดยที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างที่เขาต้องการ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1364255575862799/?rdid=8D9g9x7qsHPAm515#

'สงกรานต์' พลัง Soft Power ไทย สร้างมิตรภาพและภาพลักษณ์ประเทศผ่านวัฒนธรรม

แม้หลายคนจะจดจำ "สงกรานต์" ในฐานะเทศกาลเล่นน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แต่สำหรับผู้คนจากหลากหลายประเทศ สงกรานต์กลับมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ การแบ่งปันความปรารถนาดี และการเชื่อมโยงผู้คนผ่านวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ Soft Power ไทย ที่สามารถสร้างความประทับใจและความเข้าใจข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมระดับโลก ถ่ายทอดเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง จนทำให้สงกรานต์กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ผู้คนทั่วโลกรอคอยและอยากเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สงกรานต์ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น ไม่เพียงในฐานะเทศกาลท่องเที่ยว แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดคุณค่าของสังคมไทย ทั้งความเคารพต่อผู้ใหญ่ การรดน้ำดำหัว การรวมตัวของครอบครัว ตลอดจนการแบ่งปันรอยยิ้มและมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก

ภาพบรรยากาศจากงาน The Diplomat Splash งานเลี้ยงสงกรานต์ประจำปีที่จัดขึ้นสำหรับคณะทูต ครอบครัว และมิตรสหายจากนานาประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสงกรานต์ในฐานะ "สะพานเชื่อมความสัมพันธ์" ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก ผู้เข้าร่วมงานต่างได้สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายด้วยเสื้อลายดอก การละเล่นแบบไทย อาหารไทย หรือการแลกเปลี่ยนบทสนทนาท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรไมตรี

กิจกรรมลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมสามารถเป็นเครื่องมือทางการทูตที่ทรงพลัง เพราะช่วยลดช่องว่างด้านภาษา เชื้อชาติ และความแตกต่างทางวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านประสบการณ์ร่วม มากกว่าการสื่อสารด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดของ Amazing Thailand ที่มุ่งส่งมอบ "Meaningful Travel" หรือการเดินทางที่สร้างคุณค่าและความประทับใจผ่านอัตลักษณ์ความเป็นไทย

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สงกรานต์ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการ "เยียวยา" ทั้งในระดับบุคคลและสังคม การได้กลับมาพบปะครอบครัว การให้อภัย การเริ่มต้นสิ่งใหม่ และการใช้เวลาร่วมกับผู้คน ล้วนเป็นคุณค่าที่ได้รับการยอมรับในทุกวัฒนธรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวต่างชาติจำนวนมากต่างรู้สึกผูกพันกับเทศกาลนี้ แม้จะไม่ได้เกิดหรือเติบโตในประเทศไทยก็ตาม

ความสำเร็จของงาน The Diplomat Splash ยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดย Nomad Media ได้กล่าวขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Amazing Thailand), Blue Elephant Bangkok Sathorn Cooking School & Restaurant, Tapori, ThaiBev, Marvel Wines และ MedPark Hospital – International & Expats ที่ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ จนกลายเป็นอีกเวทีสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาชาติ

ในยุคที่การแข่งขันของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี "วัฒนธรรม" กลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่สร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนได้อย่างยั่งยืน และสงกรานต์ก็คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ Soft Power ไทย ที่ไม่ได้มีเพียงความสนุกของการเล่นน้ำ แต่ยังถ่ายทอดเรื่องราวของความอบอุ่น ความเอื้อเฟื้อ และการอยู่ร่วมกันอย่างงดงาม

เมื่อผู้คนจากหลากหลายประเทศต่างยิ้ม หัวเราะ และร่วมแบ่งปันประสบการณ์เดียวกันในเทศกาลนี้ สงกรานต์จึงไม่ได้เป็นเพียงประเพณีของคนไทยอีกต่อไป หากแต่เป็นภาษาสากลของมิตรภาพ ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกผ่านเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยได้อย่างทรงพลัง พร้อมตอกย้ำบทบาทของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Amazing Thailand) ในการผลักดันเทศกาลไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ประเทศผ่านพลังของ Soft Power อย่างยั่งยืน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top