ไทย–สหรัฐฯ จากมิตรประเทศสมัยสยาม!! สู่พันธมิตรยุทธศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ย้อนบทบาทสหรัฐฯ ต่อไทย ก่อนสงครามโลกถึงเสรีไทย รากฐานมิตรภาพกว่า 190 ปี สร้างความสัมพันธ์บนผลประโยชน์และดุลอำนาจ

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.2)

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 (ก่อนปี 1939) สหรัฐอเมริกามีบทบาทต่อไทยในฐานะ "มิตรประเทศ" มากกว่าจะเป็นพันธมิตรทางทหาร โดยความสัมพันธ์เน้นด้าน การค้า การทูต การศึกษา การแพทย์ การเผยแพร่ศาสนา มากกว่าการเมืองระหว่างประเทศ โดย:

1. สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในชาติตะวันตกกลุ่มแรกที่สร้างความสัมพันธ์กับสยาม จุดเริ่มต้นสำคัญคือ สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างสหรัฐฯ–สยาม ค.ศ. 1833 ซึ่งลงนามในรัชกาลที่ 3 โดยความสำคัญของสนธิสัญญาดังนี้

-เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกของสหรัฐฯ กับประเทศในเอเชีย

-สหรัฐฯ ยอมรับเอกราชของสยาม

-เปิดการค้าระหว่างสองประเทศ

ไม่มีการยึดครองดินแดนหรือแทรกแซงทางการเมืองแบบมหาอำนาจอาณานิคมในยุโรป แม้สหรัฐฯ จะมีอาณานิคมในเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ จึงทำให้สหรัฐฯ ถูกมองว่าเป็น "มหาอำนาจที่เป็นมิตร"

2. ไม่มีนโยบายล่าอาณานิคมในสยาม ในคริสต์ศตวรรษที่ 19

-อังกฤษครอบครองพม่าและมลายู

-ฝรั่งเศสครอบครองอินโดจีน

แต่สหรัฐฯ ไม่เคยเรียกร้องดินแดนจากสยาม และไม่มีความพยายามทำให้สยามตกเป็นอาณานิคม สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลสยามใช้ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาดุลอำนาจระหว่างมหาอำนาจตะวันตก

3. การศึกษาและการแพทย์ มิชชันนารีชาวอเมริกันมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาสังคมไทย แม้ว่าการเปลี่ยนศาสนาจะมีไม่มาก ผลงานสำคัญ ได้แก่

-การนำการพิมพ์สมัยใหม่เข้ามา

-การจัดพิมพ์หนังสือภาษาไทย

-การเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์ตะวันตก

-การปลูกฝีป้องกันโรค

-การก่อตั้งโรงเรียนและโรงพยาบาล

บุคคลสำคัญคือ นพ.แดน บีช แบรดลีย์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกการแพทย์แผนตะวันตกและการพิมพ์ในสยาม

4. การค้า ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 การค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่อง โดย สินค้าสำคัญของไทย ได้แก่

-ข้าว

-ดีบุก

-ไม้สัก

-ยางพารา

สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ

-เครื่องจักร

-เครื่องมืออุตสาหกรรม

-รถยนต์

-สินค้าอุปโภคบริโภค

แม้สหรัฐฯ จะยังไม่ใช่คู่ค้าอันดับหนึ่ง (อังกฤษมีบทบาทสูงกว่า) แต่ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

5. สนับสนุนการคงอยู่ของเอกราชไทย แม้สหรัฐฯ จะไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการต่อรองเขตแดน แต่การดำรงความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจหลายฝ่าย รวมทั้งสหรัฐฯ ช่วยให้สยามมีพื้นที่ทางการทูตในการรักษาเอกราชท่ามกลางการแข่งขันของจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส

6. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สหรัฐฯ ยอมรับรัฐบาลใหม่ของไทยอย่างรวดเร็ว และยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตตามปกติ ในช่วงปลายทศวรรษ 1930 ความสัมพันธ์ยังอยู่ในระดับที่ดี แม้โลกจะเริ่มเข้าสู่ความตึงเครียดก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

7. ความร่วมมือทางทหาร ก่อนปี 1939 ความร่วมมือด้านการทหารระหว่างไทยกับสหรัฐฯ มีค่อนข้างจำกัด

-ไม่มีสนธิสัญญาพันธมิตรทางทหาร

-ไม่มีฐานทัพสหรัฐฯ ในไทย

-มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการติดต่อทางทหารในระดับจำกัด

บทบาทด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และโดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1939–1945) ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาเป็นช่วงที่ซับซ้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้รัฐบาลไทยจะเข้าร่วมกับญี่ปุ่น แต่สหรัฐฯ ยังคงมองว่า "ประชาชนไทยไม่ได้เป็นศัตรู" และให้การสนับสนุนขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นภายในประเทศ

1. ก่อนญี่ปุ่นบุกไทย (1939–1941) ในช่วงแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยประกาศวางตัวเป็นกลาง สหรัฐฯ ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยตามปกติ และติดตามสถานการณ์ในเอเชียอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขยายอำนาจของญี่ปุ่น

2. ญี่ปุ่นบุกไทย (8 ธันวาคม 2484) วันที่ 8 ธันวาคม 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุดในประเทศไทย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ตัดสินใจยุติการสู้รบและยินยอมให้กองทัพญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นทางผ่าน ก่อนจะพัฒนาเป็นความร่วมมือทางทหาร

3. ไทยประกาศสงครามกับสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2485 รัฐบาลไทยประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ คือ มรว.เสนีย์ ปราโมช ปฏิเสธที่จะส่งคำประกาศสงครามให้รัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ จึง ไม่ถือว่าไทยอยู่ในสถานะศัตรูโดยสมบูรณ์ ต่างจากสหราชอาณาจักรที่ถือว่า ไทยเป็นประเทศคู่สงคราม

4. การสนับสนุนขบวนการเสรีไทย บทบาทสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ คือการสนับสนุน ขบวนการเสรีไทยในสหรัฐฯ ผ่าน สำนักงานบริการยุทธศาสตร์ (OSI) ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองในช่วงสงคราม (ต้นกำเนิดของ CIA)

-ฝึกเจ้าหน้าที่เสรีไทย

-ส่งอุปกรณ์สื่อสารและอาวุธ

-ลักลอบส่งเจ้าหน้าที่เข้าประเทศ

-ประสานงานข่าวกรอง

เตรียมแผนช่วยปลดปล่อยประเทศไทยจากญี่ปุ่น

ขบวนการเสรีไทยในประเทศมี ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำสำคัญ ขณะที่เสรีไทยในสหรัฐฯ นำโดย มรว.เสนีย์ ปราโมช

5. การโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร แม้สหรัฐฯ จะสนับสนุนเสรีไทย แต่ก็โจมตีเป้าหมายทางทหารในประเทศไทย เนื่องจากญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานส่งกำลังบำรุง เป้าหมายสำคัญ ได้แก่

-ทางรถไฟ

-สะพาน

-สนามบิน

-คลังเชื้อเพลิง

-โรงงาน

-ท่าเรือ

สหรัฐฯ ระบุว่า จุดมุ่งหมายคือการตัดกำลังของญี่ปุ่น ไม่ใช่ทำลายประเทศไทยในฐานะประเทศศัตรู

6. สิ้นสุดสงคราม เมื่อญี่ปุ่นยอมแพ้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2488 ขบวนการเสรีไทยเข้าควบคุมสถานการณ์หลายพื้นที่ และประสานงานกับฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐฯ ยอมรับว่าขบวนการเสรีไทยมีบทบาทสำคัญในการต่อต้านญี่ปุ่น ผลคือ

-ไทยไม่ถูกยึดครองโดยกองกำลังสัมพันธมิตร

-ไทยไม่ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับประเทศผู้แพ้สงคราม

-ความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

7. ผลต่อความสัมพันธ์หลังสงคราม บทบาทของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามวางรากฐานให้ไทยกลายเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วงสงครามเย็น ต่อมา ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือด้าน

-ความมั่นคง

-เศรษฐกิจ

-การพัฒนา

-การศึกษา

-การทหาร

จนไทยได้รับสถานะ พันธมิตรหลักนอกนาโต จากสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา