Thursday, 8 October 2026
TheStatesTimes

‘อ.พรหมคีรี’ เปิดแผนแม่บทเมืองศรัทธา!! ปักธงเมืองมรดกโลกนครศรี ศูนย์กลางพระพุทธสิหิงค์เก่าแก่ ดันเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน เชื่อมโยงเส้นทางสู่เมืองมรดก

“อ.พรหมคีรี” ปักธงสู่เมืองมรดกโลก ชู “พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี“ ศูนย์กลางท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ดันเศรษฐกิจชุมชน

อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดแผนแม่บทการพัฒนาอำเภอ ภายใต้วิสัยทัศน์ “ประตูสู่เมืองมรดกโลกนครศรีธรรมราช เมืองแห่งพระพุทธสิหิงค์ ธรรมชาติ ผลไม้ และวัฒนธรรม” โดยมีเป้าหมายยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ควบคู่กับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ สร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน และเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากพระบรมธาตุสู่พรหมคีรี

โครงการเร่งด่วนอันดับ 1 คือ การพัฒนาวัดอินทคีรี ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครศรีธรรมราช ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาและแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

แผนพัฒนาประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่

1. ปรับปรุงภูมิทัศน์วัด พัฒนาลานจอดรถ สวนพุทธธรรม ทางเดินและทางลาด ระบบไฟส่องสว่าง รวมถึงจุดถ่ายภาพและจุดพักผ่อน
2. จัดตั้งศูนย์เรียนรู้พระพุทธสิหิงค์ นำเสนอประวัติ ความสำคัญ ประวัติวัดอินทคีรี และกิจกรรมการศึกษาทางศาสนา
3. สร้างห้องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวบรวมโบราณวัตถุ เครื่องมือโบราณ วิถีชีวิตและภูมิปัญญาชุมชน
4. พัฒนาประเพณีและกิจกรรมสำคัญ โดยผลักดัน พิธีสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ในเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด พร้อมยกระดับสู่ระดับประเทศ
5. พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและแลนด์มาร์ก อาทิ ซุ้มประตูเมืองพระพุทธสิหิงค์ ถนนคนเดิน ตลาดวัฒนธรรม ตลาดผลไม้และสินค้าชุมชน รวมถึงป้ายสื่อความหมายและจุดบริการนักท่องเที่ยว

ทั้งนี้ แผนแม่บทดังกล่าวมุ่งใช้ทุนทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของอำเภอพรหมคีรี เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันให้พื้นที่เป็นหนึ่งในประตูสำคัญรองรับการท่องเที่ยวของจังหวัดนครศรีธรรมราชในอนาคต

ทั้งนี้เมื่อ 4-5 ปีก่อน สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ ได้ทำพิธีพุทธาพิเษกอันยิ่งให้ในวันอินทคีรี ในการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง เป็นพิธีอันเข้มขลัง มีเกจิอาจารย์อาวุโสหลายองค์นั่งปรกภาวนา มีพราหมณ์ 20 คน เข้าร่วมพิธี เพื่อหารายได้สร้างอุโบสถหลังใหม่ของวัดอินทคีรี หลังอุโบสถหลังเก่า ซึ่งเป็นอุขไม้ถูกไฟไหม้วอดทั้งหลัง

พิธีการจัดสร้างพระพุทธสิหิงค์องค์จำลอง ดำเนินการโดย ดร.เกล้าสรวง สุพงศ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เกรียงไกร พิณทอง เลขาธิการสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ และคณะสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา

ประวัติพระพุทธสิหิงค์วัดอินทคีรี (บ้านนา)
พระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี ประดิษฐานอยู่ภายในวัดอินทคีรี (วัดบ้านนา) ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช วัดแห่งนี้มีอายุราว 200 ปี แต่พระพุทธสิหิงค์เชื่อกันว่ามีอายุเก่าแก่กว่านั้นมาก และเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวนครศรีธรรมราชเคารพนับถืออย่างยิ่ง

ตำนาน “สิหิงคนิทาน”

ตามคัมภีร์ สิหิงคนิทาน เล่าว่า พระพุทธสิหิงค์ถูกสร้างขึ้นในลังกา (ศรีลังกา) หลังพุทธปรินิพพานประมาณ 700 ปี หล่อด้วยสำริด และมีพระอุระสง่างามดุจราชสีห์ จึงได้รับพระนามว่า “พระพุทธสิหิงค์”

ต่อมาพระเจ้านครศรีธรรมราชได้รับอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกามายังนครศรีธรรมราช ก่อนจะมีการอัญเชิญไปยังสุโขทัย อยุธยา กำแพงเพชร เชียงราย และเชียงใหม่ ตามลำดับ ก่อนเข้าสู่กรุงเทพมหานครในสมัยรัตนโกสินทร์

ความเชื่อของชาวนครศรีธรรมราช

อย่างไรก็ตาม ชาวนครศรีธรรมราชมีความเชื่ออีกสายหนึ่งว่า

พระพุทธสิหิงค์องค์แท้ ไม่เคยออกจากเมืองนครศรีธรรมราช

แต่ถูกอัญเชิญซ่อนและย้ายที่ประดิษฐานหลายครั้ง เพื่อป้องกันภัยสงครามและการถูกอัญเชิญไปยังเมืองอื่น จนท้ายที่สุดได้มาประดิษฐานที่ วัดอินทคีรี ซึ่งมีการดูแลองค์พระอย่างใกล้ชิดสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

อดีตเจ้าอาวาสวัดอินทคีรี พระครูวิมลอินทโชติ (พระปรีชา วิมโล) เคยให้สัมภาษณ์ว่า มีคำสั่งเสียที่สืบทอดกันจากเจ้าเมืองนครว่า

“เสียบ้านเสียเมือง ไม่ยอมเสียพระ”

สะท้อนความเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ต้องรักษาไว้เหนือสิ่งอื่นใด

จุดเด่นของพระพุทธสิหิงค์ วัดอินทคีรี

* เป็นพระพุทธรูปสำริดศิลปะโบราณที่ชาวเมืองคอนให้ความเคารพสูง
* เป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวอำเภอพรหมคีรีและจังหวัดนครศรีธรรมราช
* มีตำนานเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การก่อตั้งอาณาจักรนครศรีธรรมราชและการอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกา
* เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่อำเภอพรหมคีรีกำลังผลักดันให้วัดอินทคีรีเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ตามแผนแม่บทพัฒนาอำเภอ

“บีบีซี” รายงานเศรษฐกิจ!!

บีบีซีรายงาน เศรษฐกิจจีนเติบโต 4.7% ในช่วงครึ่งแรกของปี
โดยใช้คำว่า เศรษฐกิจกําลังล่มสลาย
ไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด วิกฤตกําลังใกล้เข้ามา

บีบีซีรายงาน เศรษฐกิจของอังกฤษโต 0.3%
ภายในหนึ่งเดือน โดยใช้คำว่า
ความเจริญรุ่งเรืองที่เหนือคาด ประเทศที่มีความยืดหยุ่นสูง

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโต
ของเศรษฐกิจจีนสูงกว่าอังกฤษ 4-5 เท่า
แต่รายงานข่าวของบีบีซีคือจีนเสื่อมมาตลอด
แม้ที่เสื่อมจริงจะเป็นอังกฤษก็ตาม
.
ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1393756712616423&id=100059463224161&rdid=o7FeetuqRLwKZ8tY#

‘BAFS’ ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต สนับสนุนตั้งแต่ปี 2569 เมล็ดพันธุ์นักเรียนกำพร้า ไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา ทุนรวม 200,000 บาทส่งต่อ

BAFS ส่งต่อโอกาส สร้างอนาคต มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน ประจำปีการศึกษา 2569

นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนกำพร้าและเด็กนักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ ประจำปีการศึกษา 2569 จัดขึ้นโดยมูลนิธิช่วยเหลือเด็กกำพร้าของสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และนายอิฏฐ์ สุขพัฒน์ธี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด บริษัทในเครือกลุ่มบริษัทบาฟส์ (BAFS Group) ร่วมมอบเงินจำนวน 200,000 บาท เพื่อสมทบกองทุนการศึกษาให้แก่เด็กนักเรียนกำพร้า นักเรียนขาดแคลนทุนทรัพย์ และผู้ด้อยโอกาส โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยมี นางอัจฉรา สยามวาลา ณ สงขลา ประธานมูลนิธิฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมชั้น 1 อาคารคูเวต

BAFS Group ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมและการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสทางการศึกษาคือการสร้างโอกาสที่ดีในอนาคต BAFS Group จึงมุ่งมั่นส่งเสริมการเรียนรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และสนับสนุนให้เยาวชนเข้าถึงองค์ความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาศักยภาพของตนเอง พร้อมเดินหน้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เข้มแข็ง เติบโตอย่างทั่วถึง และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

มหกรรม SDX 2026 ชู Universal Design Social Development Expo 2026 21-23 ส.ค. ที่เมืองทองธานี เน้นคนพิการแสดงนวัตกรรม ร่วมสร้างสังคมทุกวัยไปด้วยกัน

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เชิญชวนประชาชน เข้าร่วมงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) มหกรรมด้านการพัฒนาสังคมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Co-Creating a Better Society : ร่วมสร้างสังคมไทย เพื่อคนทุกวัย ไปด้วยกัน” ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

ไฮไลต์สำคัญของงานปีนี้ คือ การเปิดพื้นที่ด้านคนพิการครั้งแรกในรูปแบบมหกรรมระดับประเทศ ภายใต้ความร่วมมือของสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมออกแบบสังคมแห่งอนาคตที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมเชิงประสบการณ์ที่เชื่อมโยงการพัฒนาทุนมนุษย์ สิทธิ และสวัสดิการอย่างครอบคลุม

โดยในพื้นที่จะนำเสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ บทบาทขององค์การคนพิการในการยกระดับคุณภาพชีวิต นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงของคนพิการ และทิศทางการพัฒนางานด้านคนพิการของประเทศไทย โดยออกแบบพื้นที่ทั้งหมดตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับการเข้าถึงของคนพิการทุกประเภทอย่างเท่าเทียม

ภายในงาน SDX 2026 จะประกอบด้วยเวทีปาฐกถาพิเศษ เวทีเสวนานโยบาย การประชุมวิชาการ การแสดงผลงานของภาคีเครือข่าย นิทรรศการเชิงประสบการณ์ (Interactive Exhibition) พื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Co-Creation Space) และ Service Clinic ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสิทธิ สวัสดิการ และบริการของภาครัฐได้อย่างใกล้ชิด

พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1. Co-Protect : Social Protection นำเสนอระบบการคุ้มครองและสร้างหลักประกันทางสังคม โซนที่ 2. Co-Develop : People & Opportunities มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสของคนไทยทุกช่วงวัย และ โซนที่ 3. Co-Create : Innovation & Partnership นำเสนอนวัตกรรม เทคโนโลยี และรูปแบบความร่วมมือใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาสังคม

ชาวปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์

เด็กๆ ชาวปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์
กำลังมองดูการทำลายล้างโรงเรียนในถิ่นที่อยู่ของพวกเขา
จากฝ่ายอิสราเอล โดยไม่สามารถตอบโต้อะไรได้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1365158475772509/?rdid=7PLke4oYYJPkPE6Q#

อาลัย ‘ประภาศ คงเอียด’ จากข้าราชการคลังสู่กรรมการ ป.ป.ช. อดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ข้าราชการคลังผู้ผ่านตำแหน่งสำคัญหลายกรม ถึงแก่อนิจกรรมวัย 64 ปี

อาลัย “ประภาศ คงเอียด” กรรมการ ป.ป.ช. ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 64 ปี "ประภาศ คงเอียด" กรรมการ ป.ป.ช. และอดีตอธิบดีกรมธนารักษ์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมด้วยวัย 64

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กส่านักงานป ป.ป.โพสต์ต์ข้อความแสดงความอาลัยต่อ นายประกาศ คงเอียด กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ถึงแก่อนิจกรรมในวัย 64 ปี

สำหรับประวัติของ นายประภาศ มีภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดตรัง สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาญาตรีนิติศาสตรบัณฑิล (เกียรติ์นิยมอันดันดันดับ 2) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเนติบัญฑิตไทย จากสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเห่งเนติบัณฑิตยสภา รวมถึงถึงส่าเร็จการศึกษา International Tax Program and Master of Laws (ITP/LLM) จาก Harvard Law School ประเทศสหรัฐอเมริกา

ด้านประวัติการทำงางาน นายประกาศเคยรับราชการในตำแหน่งส่าคัญระดับสูงของกระทระทรวงการดลังมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง, รองปลัดกระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ, ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการมโยบายรัฐวิสาหกิจ, อธิบดีกรมบัญชีกลาง และอธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นต้น ก่อนที่จะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 30 มกราคม 25668

ที่มา : https://www.kaohoon.com/news/851613

ทรัมป์ยืนยัน!! สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลง ประกาศข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ข้อตกลงชั่วคราว 60 วัน รองรับเรือเดินเรือ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดและเจรจาขยายต่อ

Axios เผย สหรัฐฯ-อิหร่าน-โอมาน ใกล้ปิดดีลฮอร์มุซ เตรียมประกาศพรุ่งนี้

สหรัฐฯ อิหร่าน และโอมาน ใกล้บรรลุข้อตกลงชั่วคราวเพื่อเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายประกาศข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ ตามการเปิดเผยของแหล่งข่าวระดับภูมิภาค 2 ราย และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 1 ราย

ข้อตกลงชั่วคราวดังกล่าวจะมีอายุ 60 วัน และสามารถขยายเวลาได้ในภายหลัง โดยกำหนดให้เรือที่เดินทางเข้าสู่อ่าวเปอร์เซียใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำอิหร่าน ส่วนเรือที่เดินทางออกจะใช้เส้นทางฝั่งน่านน้ำโอมาน ภายใต้การประสานงานร่วมกันระหว่างอิหร่านและโอมาน

ในช่วง 60 วันแรก จะไม่มีการเรียกเก็บค่าผ่านทางหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ จากเรือที่ใช้เส้นทางดังกล่าว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องเดินเรือตรงกลางให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนเปิดให้เป็นเส้นทางเดินเรือสองทิศทางภายใต้ข้อตกลงถาวร ซึ่งอิหร่านและโอมานจะต้องเจรจารายละเอียดเพิ่มเติมต่อไป

รายงานระบุว่า นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ได้ให้ความเห็นชอบในหลักการตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งได้อนุมัติแล้วในวันนี้

ด้านสหรัฐฯ มีรายงานว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้หารือโดยตรงกับนายอารักชีและนายบัดร์ อัล-บูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ขณะที่กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย ต่างมีบทบาทในการเป็นคนกลางผลักดันการเจรจาครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาจะมีความคืบหน้า แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ และยังอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะมีการลงนามและเปิดเผยรายละเอียดจากทุกฝ่าย

ก่อนหน้านี้ Reuters รายงานมาตลอดว่า การเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซเป็นการหารือระหว่างอิหร่านกับโอมาน ขณะที่รัฐบาลอิหร่านก็ยืนยันหลายครั้งว่า ไม่มีการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ และปฏิเสธคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

แต่รายงานล่าสุดของ Axios ซึ่งมีความใกล้ชิดสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลสหรัฐ กลับระบุว่าสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเจรจา และอ้างว่า สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทรัมป์ มีบทบาทในการประสานงานโดยตรงกับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ผ่านการไกล่เกลี่ยของโอมาน กาตาร์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1365625532392470/?rdid=xjB2L8nLG3PRP8kT#

7 สิงหาคม ของทุกปี ‘วันรพี’ รำลึก ‘พระบิดาแห่งกฎหมายไทย’ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หมุดหมายสำคัญวงการนิติศาสตร์ไทย รำลึกผู้ทรงวางระบบศาลยุติธรรม

วันรพี คือวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี คือ วันรพี เป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย

วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ทรงได้รับการยกย่องให้เป็น ‘พระบิดาแห่งกฎหมายไทย’ เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นนักนิติศาสตร์ และทรงวางระบบแบบแผนศาลยุติธรรม รวมถึงทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยอันเป็นประโยชน์ใหญ่ ยิ่งแก่ประเทศชาติ

มหาอำมาตย์เอก มหาเสวกเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (21 ตุลาคม พ.ศ. 2417 – 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463) พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ เป็นต้นราชสกุลรพีพัฒน์ เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้วางรากฐานด้านกฎหมายในเมืองไทย จนได้รับพระสมัญญานามว่า พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 สิริพระชันษา 45 ปี

เมื่อพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม พระองค์ทรงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิรูปการศาล ซึ่งปัญหาสำคัญสำหรับศาลไทยในเวลานั้น คือ เรื่องของศาลกงสุลต่างชาติ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในยุคนั้น เป็นที่รู้กันว่าชาวต่างชาติเหล่านี้มีอำนาจอิทธิพลมาก เมื่อเกิดคดีความหรือข้อโต้แย้ง ชาวไทยมักตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะชาวต่างชาติมักจะอ้างว่ากฎหมายยังล้าหลังไม่ทันสมัยเพื่อเป็นข้ออ้างเอาเปรียบชาวไทยซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้พิพากษาและเจ้าหน้าที่ศาลของไทยยังไม่พร้อมที่จะรับข้อกฎหมายใหม่ ๆ ในเวลานั้น

พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ทรงแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยการจ้างชาวต่างชาติมาเป็นผู้พิพากษาเป็นเหตุให้ผู้พิพากษาศาลไทยเกิดความกระตือรือร้นเร่งศึกษากฎหมายไทยและต่างประเทศทำให้ศาลไทยมีความเชื่อถือมากขึ้นและเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติ ถึงกับยกเลิกศาลกงสุลยอมให้คนชาติตัวเองมาขึ้นศาลไทยนอกจากนั้น ยังทรงปฏิรูปการศาลในด้านอื่นอีกมากมาย อาทิ

ขอพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตให้ศาลในสังกัดกระทรวงยุติธรรมสามารถกำหนดโทษเองได้ เนื่องจากในสมัยนั้นเมื่อศาลกำหนดโทษจำคุกผู้ต้องหาแล้ว ต้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำหนดเวลาให้อีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุของความล่าช้าในวงการศาล, ทรงปรับปรุงเงินเดือนผู้พิพากษาให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่, ออกประกาศ ออกประกาศยกเลิก หรือแก้ไขพระราชบัญญัติ กฎเสนาบดีกว่า 60 ฉบับ เพื่อแก้ไขจุดที่บกพร่อง เพิ่มสิทธิของคู่ความให้เท่าเทียมกัน หรือแก้ไขบทลงโทษที่ล้าหลัง

นักกฎหมายได้ถือเอาวัน สิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ คือวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปีเป็น ‘วันรพี’ เพื่อเป็นวันรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ที่มีต่อวงการกฎหมายไทย โดยจะมีการจัดกิจกรรมวันรพีที่อนุสาวรีย์พระรูป พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หน้าสำนักงานศาลยุติธรรม โดยมีการจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507

https://th.wikipedia.org/wiki/พระเจ้าบรมวงศ์เธอ_กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์

งานวิจัยหักล้างความเชื่อ!! ศัลยแพทย์ยืนยัน กินไก่ทอดไม่กระทบเวร ทดสอบ 3 กลุ่มเวร 300 ครั้ง ผลไม่มีความแตกต่างชัดเจน

งานวิจัยหักล้างความเชื่อเรื่องการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรโรงพยาบาล
ศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลพัทลุงได้ทำการวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ระดับนานาชาติ เพื่อพิสูจน์ว่าความเชื่อที่ว่าการกินไก่ทอด KFC ขณะขึ้นเวรในโรงพยาบาลจะทำให้มีคนไข้มากขึ้นและเวรยุ่งเหยิงนั้นไม่เป็นความจริง

รายละเอียดงานวิจัย:
-กลุ่มตัวอย่าง: ศัลยแพทย์ 5 คน

-การแบ่งเวร: แบ่งเป็น 300 เวร โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้:
กลุ่มที่ 1: ไม่กินอะไรเลย
กลุ่มที่ 2: กินไก่ย่าง 5 ดาว
กลุ่มที่ 3: กินไก่ทอด KFC

-การวัดผล: นับจำนวนคนไข้, จำนวนการผ่าตัด, เวลาที่ใช้ในการผ่าตัด รวมถึงปริมาณงานโดยรวมของแต่ละเวร

ผลการวิจัย:
-จากการเปรียบเทียบข้อมูล พบว่าทั้ง 3 กลุ่มไม่แสดงความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของจำนวนคนไข้ ปริมาณการผ่าตัด หรือปริมาณงานโดยรวม

ข้อสรุปที่สำคัญ:
-งานวิจัยนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าความเชื่อเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ชี้ให้เห็นว่า หากเราจะเลือกเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน ก็ควรใช้เหตุผลและสามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

ที่มา : https://www.tiktok.com/@dr.benz_masterpiece/video/7670331202494156039?_r=1&_t=ZS-98cvC7shjuS

กสทช.เสี่ยงสูญญากาศ!! ปมคุณสมบัติประธาน กสทช. เขย่าบอร์ด วาระค้างสะเทือนผู้ประกอบการ เผือกร้อนถึงมือ ‘อนุทิน’ เร่งหรือยื้อ ล้วนมีแรงกดดันทางการเมือง

กสทช.เดินเข้าสู่ภาวะ “สูญญากาศ” กระทบผู้ประกอบการ “เผือกร้อนในมืออนุทิน”

จากปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.)มีการร้อนเรียนว่า ศ.คลีนิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.ขาดคุณสมบัติในการเป็นบอร์ด กสทช. คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีมติว่า หมอสรณ สละสิทธิ์ตั้งแต่ต้น ขาดคุณสมบัติ ไม่แก้ไขคุณสมบัติตามช่วงเวลาที่กำหนด ในขณะที่หมอสรณแก้ต่างว่า เป็นการทำหน้าที่ดูแลคนป่วยตามจรรยาบรรณแพทย์ วุฒิสภา ในฐานะฝ่ายเลขาฯกรรมการสรรหา ต้องส่งมติให้นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล นำขึ้นทูลเกล้า เพื่อโปรดเกล้าให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.

เวลานี้รอนายกฯนำขึ้นทูลเกล้า แต่ฝ่ายหมอสรณยังดื้อนั่งหัวโต๊ะประชุมอ้างยังไม่โปรดเกล้า ยังอยู่ในตำแหน่ง ทำให้กรรมการ กสทช.คนอื่น 4 คน วอล์คเอ้าท์ ไม่ประชุมร่วมด้วยมาสองครั้งแล้ว วาระการประชุมจะตกค้างเยอะ มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการ เผือกร้อนอยู่ในมืออนุทินจะโยนลูกอย่างไร

ภาพรวมสถานการณ์ของ กสทช. กำลังเข้าสู่ภาวะที่เรียกได้ว่า “สุญญากาศเชิงปฏิบัติ” คือยังมีผู้ดำรงตำแหน่งโดยพฤตินัย แต่การใช้อำนาจถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

สามารถวิเคราะห์ได้เป็น 5 ฉากทัศน์ ดังนี้

1. ฉากทัศน์ที่มีโอกาสมากที่สุด คือ “รอโปรดเกล้า แล้วจบ”
หากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหา ส่งมติให้นายกรัฐมนตรีครบถ้วนแล้ว นายกรัฐมนตรีก็มีหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คือเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ
เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง เรื่องก็จะสิ้นสุดในทางปกครองทันที
ระหว่างนี้ หมอสรณอาจยังยืนยันว่าตนยังเป็นประธาน กสทช. เพราะยังไม่มีพระบรมราชโองการ แต่ปัญหาคือ “ความชอบธรรม” ในการใช้อำนาจถูกตั้งคำถามไปแล้ว

2. ปัญหาใหญ่คือ “องค์ประชุม”หากกรรมการ กสทช. คนอื่นเลือกวอล์กเอาต์ ไม่เข้าประชุม ผลที่ตามมาคือ
-วาระสำคัญอนุมัติไม่ได้
-แผนแม่บทการประมูลคลื่นโทรทัศน์ชะงักกระทบผู้ประกอบการ
-การอนุมัติใบอนุญาต
-กองทุน USO
-การกำกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัล

หลายเรื่องอาจต้องเลื่อนออกไป ผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
-ผู้ประกอบการมือถือ
-ผู้ประกอบการทีวี
-ผู้ประกอบการดาวเทียม
-นักลงทุน

เพราะหลายเรื่องต้องใช้มติบอร์ด กสทช.

3. หมอสรณมีทางสู้อีกหรือไม่ ยังพอมีทางในทางกฎหมาย เช่น
-โต้แย้งว่ามติกรรมการสรรหาไม่ชอบ
-ฟ้องศาลปกครอง
-ขอคุ้มครองชั่วคราว

แต่การฟ้องศาล ไม่ได้หยุดขั้นตอนของฝ่ายบริหารโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ดังนั้น แม้จะเข้าสู่กระบวนการศาล ก็อาจไม่เปลี่ยนสถานการณ์ในระยะสั้น
.
4. เผือกร้อนอยู่ที่นายกรัฐมนตรี /รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล

ในทางการเมือง ประเด็นนี้กลายเป็นโจทย์ของ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะต้องชั่งน้ำหนัก 2 ด้าน
ด้านหนึ่ง หากเร่งดำเนินการ ก็อาจถูกวิจารณ์ว่าเร่งรัด

อีกด้านหนึ่ง หากปล่อยให้ยืดเยื้อ ก็จะถูกตั้งคำถามว่า ยื้อเวลาปล่อยให้ กสทช. เป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อระบบกำกับดูแลและภาคธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ หากเอกสารครบถ้วนแล้ว การปล่อยเรื่องค้างไว้นาน ย่อมเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองมากกว่าลดแรงกดดัน

5. ตอนจบที่เป็นไปได้
หากไม่มีเหตุแทรกสำคัญ ผมมองว่ามี 3 ทาง
1. โอกาสสูงสุด คือ นายกรัฐมนตรีดำเนินการตามขั้นตอน เสนอขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วมีพระบรมราชโองการให้พ้นตำแหน่ง จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสรรหาประธาน กสทช. คนใหม่
2. หมอสรณฟ้องศาลปกครอง พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราว ทำให้เกิดข้อพิพาททางกฎหมายควบคู่กับกระบวนการทางปกครอง หากศาลไม่ให้คุ้มครอง ขั้นตอนของฝ่ายบริหารก็ยังเดินหน้าต่อได้
3. หากการดำเนินการล่าช้า ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่ยังไม่ร่วมประชุม ภาวะชะงักงันของ กสทช. จะยืดเยื้อ กระทบการตัดสินใจด้านนโยบายและผู้ประกอบการมากขึ้น

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในสัปดาห์นี้ จึงไม่ใช่ท่าทีของหมอสรณ แต่คือ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งมติถึงนายกรัฐมนตรีแล้วหรือยัง และนายกรัฐมนตรีจะใช้เวลาเท่าใดในการเสนอเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพราะจุดนั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าภาวะชะงักงันของ กสทช. จะจบลงเร็ว หรือยืดเยื้อออกไป

เผือกร้อนจะถูกส่งถึงมือนายกฯอนุทิน ไม่ช้าก็เร็ว อยู่ที่อนุทินจะตัดสินใจอย่างไร


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top