Saturday, 25 July 2026
TheStatesTimes

ตั้งคำถามเกี่ยวกับการเดินทางเยือนต่างประเทศของนายกรัฐมนตรีไทย

“2 ครั้งแล้วนะคะที่ท่านนายกเนี่ยไปเยือนต่างประเทศ
เราเห็นแค่ว่ามีแค่การแสดงความสามารถแสดงศักยภาพด้านดนตรี
ภาพที่ออกมาเนี่ยมีแค่ท่านนายกไปเล่นเครื่องดนตรี
แล้วก็ไปจีนรอบนี้ สิ่งที่ได้กลับมา ก็คือว่าท่านรัฐมนตรีไปร้องเพลง
ดังนั้นดิฉันคิดว่าสิ่งที่พ่อแม่พี่น้องประชาชน
อยากรู้ตั้งแต่การไปเวียดนามแล้วหนึ่งคือท่านได้ไปเรียนรู้หรือว่าท่านได้เอาอะไร
ที่เวียดนามเนี่ยกลับมาให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนบ้าง”

รักชนก ศรีนอก
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน

เครดิต รายการถกไม่เถียง

สหรัฐ ชี้ รัสเซีย จีน หนุนอิหร่าน!! รัสเซีย จีนช่วยอิหร่านหลบระบบสกัด ขีปนาวุธโจมตีคลังอาวุธในจอร์แดน ทหารสหรัฐเสียชีวิต 3 นายจากระเบิดดอกเห็ด วิเคราะห์เทคโนโลยีเชื่อมรัสเซียเพิ่มศักยภาพ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ยืนยันว่า ทั้งรัสเซียและจีนกำลังให้ความช่วยเหลืออิหร่าน หลังจากขีปนาวุธของอิหร่านสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ในจอร์แดนได้สำเร็จหลายครั้ง

- พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า "รัสเซียและจีน มีส่วนสนับสนุนในระดับที่แตกต่างกัน" ต่อสิ่งที่อิหร่านกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยืนยันว่า จะไม่เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของความร่วมมือดังกล่าว

- สอดคล้องกับรายงานจากสื่อ ที่ระบุว่า การโจมตีครั้งใหม่ของอิหร่านเมื่อวันพุธที่ผ่านมา สามารถหลบหลีกระบบป้องกันของสหรัฐฯ และพุ่งโจมตีคลังอาวุธใกล้กับฐานทัพในจอร์แดน จนส่งผลให้ "ทหารอเมริกัน 3 นายเสียชีวิต" โดยแรงระเบิดก่อให้เกิดกลุ่มควันลักษณะคล้าย "ดอกเห็ด" ขนาดใหญ่

- สื่อยังรายงานอีกว่า หน่วยข่าวกรองของสหรัฐได้แจ้งเตือนข้อมูลล่วงหน้า ว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้น แต่ระบบป้องกันของสหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสกัดการโจมตีได้ ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งปฏิเสธรายงานดังกล่าว โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงในการปฏิบัติการ

- ทางด้าน "นายพล คีธ เคลล็อกก์" (Keith Kellogg) อดีตรองเสนาธิการกองทัพบกสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า "ผมคิดว่ารัสเซียเป็นฝ่ายหลักที่ช่วยเหลือด้านการกำหนดเป้าหมาย"

- ต่อมา สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ขณะนี้นักวิเคราะห์ข้อมูลทางทหารของกองทัพสหรัฐ กำลังตรวจสอบเศษซากโดรน Shahed เพื่อเชื่อมโยงกับรัสเซีย ว่าอิหร่านมีการรับเทคโนโลโลยีหลังปรับปรุงแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นอาวุธที่ถูกนำมาใช้โจมตีเป้าหมายของ CIA ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

- New York Post รายงานเพิ่มเติมว่า สหรัฐกำลังประเมินว่า ขณะนี้ความสามารถในการทำสงครามของอิหร่านดูเหมือนจะก้าวหน้าเกินกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้ถูกเชื่อมโยงกับสองประเทศคือ รัสเซียและจีน

- ขณะที่ผลลัพธ์ขีปนาวุธทุกลูกที่โจมตีฐานทัพหรือคลังอาวุธของสหรัฐฯ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ถูกส่งกลับไปยังมอสโกและปักกิ่ง เพื่อศึกษาว่าระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ มีจุดอ่อนและล้มเหลวอย่างไร

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117587265803682&set=gm.1355169023438121&idorvanity=849053944049634

ความหวังของชาติ!! นายกฯ มาเลเซียร่วมเชียร์ ‘อาลีฟ’ ก่อนชิงเข็มขัด ONE มวยไทย สร้างประวัติศาสตร์บนเวทีโลก ผู้แบกความหวังชาติบนสังเวียน ONE

ความหวังของชาติ! นายก “อันวาร์ อิบราฮิม” ร่วมส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ” คว้าเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล

“ดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม” นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ร่วมโพสต์ส่งกำลังใจเชียร์ “อาลีฟ

ส.เดชะพันธ์” ดาวรุ่งลูกครึ่งไทย-มาเลเซีย ก่อนขึ้นสังเวียนแย่งชิงเข็มขัด ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล (115-125 ป.) กับ “สามเอ ไก่ย่างห้าดาว” ในคู่เอกของรายการ The Inner Circle 23 ที่จะเปิดฉากขึ้น ณ สนามมวยเวทีลุมพินี (รามอินทรา) ในวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. นี้ ถ่ายทอดสดเฉพาะสมาชิกทาง Live.ONEFC.com ตั้งแต่เวลา 18.30 – 20.30 น.

ก่อนขึ้นชกในไฟต์ที่สำคัญที่สุดบนเส้นทางอาชีพ “อาลีฟ” ได้รับกำลังใจครั้งใหญ่จากนายกรัฐมนตรีของแดนเสือเหลืองที่ได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม anwaribrahim_my เชิญชวนชาวมาเลเซียร่วมส่งแรงเชียร์ให้กับนักชกดาวรุ่งผู้เป็นตัวแทนความหวังของประเทศ โดยระบุข้อความว่า

“เชิญทุกคนร่วมส่งกำลังใจและแรงเชียร์ให้กับ อาลีฟ ที่กำลังจะขึ้นสังเวียนชิงเข็มขัดแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล ในวันศุกร์นี้”

“อาลีฟ สร้างประวัติศาสตร์ในฐานะนักกีฬาการต่อสู้ชาวมาเลเซียคนแรกที่ได้สิทธิ์ชิงแชมป์โลก ONE ขอให้เขาคว้าชัยชนะ นำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศ และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่กล้าที่จะไล่ล่าความฝันจนก้าวไปสู่เวทีระดับโลก ”

นอกจากนี้ “อาลีฟ” ยังได้โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม aliff_rakib แสดงความมุ่งมั่นก่อนขึ้นสังเวียนไฟต์สำคัญ พร้อมยืนยันว่าจะทุ่มสุดกำลังเพื่อสร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศมาเลเซีย

“ผมไม่ได้สู้เพื่อตัวเองคนเดียว แต่กำลังสู้เพื่อประเทศชาติ เป้าหมายเดียวของผมคือการคว้าเข็มขัดกลับบ้าน และสร้างประวัติศาสตร์ให้ได้”

“ผมขอพลังและกำลังใจจากพี่น้องทุกคนในชาติ ด้วยพรของพระเจ้า ผมจะทุ่มเทสุดความสามารถเพื่อเป็นนักสู้คนแรกที่นำเข็มขัดแชมป์โลก ONE เส้นนี้กลับสู่บ้านเกิดของเราให้ได้”

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1710891364375559&id=100063641362350&rdid=UBlu7gWrLfqAGpki#

วิกฤตตลาดโลก!! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม ลดภาระค่าครองชีพประชาชน

วิกฤตตลาดโลก! กบน. พยุงราคาดีเซล-เบนซิน ดึงผลประโยชน์ส่วนเกินโรงกลั่น 3,892 ล้านบาท ชะลอแรงกระแทกหน้าปั๊ม

(24 ก.ค.2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบให้อุดหนุน และนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นน้ำมัน ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติปรับลดราคา ณ โรงกลั่น สำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี0 บี7 และบี20 ลง 2.40 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2569 คิดเป็นวงเงินประมาณ 3,892 ล้านบาท มาบริหารจัดการเพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มดีเซลและเบนซิน ทุกชนิดให้คงเดิม ไม่ให้ปรับขึ้นตามทิศทางราคาตลาดโลกที่ยังคงผันผวนและปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางและการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือในทะเลแดงที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 พุ่งสูงถึง 167.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันเบนซิน พุ่งสูงขึ้น 128.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือเทียบเท่าราคาน้ำมัน ในประเทศ ที่ควรต้องปรับขึ้นราว 8-10 บาทต่อลิตร ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญ ต่อฐานะ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่แบกรับในการตรึงราคาน้ำมันทุกชนิด และค่าครองชีพของประชาชน

กบน. มุ่งบริหารจัดการส่วนต่างต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการนำส่วนลดราคา ณ โรงกลั่น 2.40 บาทต่อลิตร
ตามมติ กบง. เข้ามาเพื่อทำหน้าที่เป็น 'เกราะซับแรงกระแทก' ช่วยชะลอและบรรเทาแรงกดดัน ไม่ให้ราคา น้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามกลไกตลาดโลกที่พุ่งรุนแรง การนำต้นทุนส่วนนี้มาบริหารจัดการ ร่วมกับการเห็นชอบเพิ่มอัตราการชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ทั้งกลุ่มดีเซลและเบนซิน

จึงช่วยให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดหน้าสถานีบริการยังคงสามารถตรึงไว้ในระดับเดิมได้ในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ กบน. จะยังคงติดตามสถานการณ์ความผันผวน ของราคาพลังงานในตลาดโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อ บริหารจัด การอย่างรอบคอบ และเหมาะสม ตามสภาวการณ์ต่อไป

“กบน.ตระหนักดีว่าสถานการณ์ราคาพลังงานโลกในขณะนี้มีความผันผวนรุนแรงและกระทบต่อภาระค่าครองชีพ
ของประชาชนโดยตรง จึงได้ใช้ทุกกลไกรวมถึงนำผลประโยชน์ ส่วนเกินจากค่าการกลั่นทั้งหมดมาบริหาร จัดการเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันขายปลีกให้คงเดิมไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมประชาชนในช่วงเวลานี้ พร้อมทั้งขอ
ความร่วมมือทุกภาคส่วนประหยัดการใช้พลังงานเท่าที่จำเป็น เพื่อร่วมกันลดภาระของประเทศและ รักษาเสถียรภาพ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งมาจากเม็ดเงินประชาชนในระยะยาว”

AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว!! ‘อาจารย์ตั้ม’ ชี้ SMEs ไทยใช้ได้จริง ลดต้นทุน เพิ่มโอกาสธุรกิจ เปลี่ยนเทคโนโลยีไกลตัวให้ใช้งานได้จริง เดินหน้าสร้างโอกาสผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

“อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย” เดินหน้าถ่ายทอดความรู้ AI สู่ผู้ประกอบการไทย ในโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI

ชี้ AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว พร้อมนำผู้ประกอบการท้องถิ่นเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างเข้าใจง่าย หวังสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทยก้าวทันโลกยุคดิจิทัล

อาจารย์ตั้ม กันตวีร์ แสงสาย ผู้ก่อตั้งโรงเรียน AI และ Ecommerce DIY ECom ผู้พัฒนานักธุรกิจออนไลน์จากศูนย์สู่รายได้หลักล้านมาแล้วหลายร้อยคน และมีสมาชิกในชุมชนกว่า 300,000 คน เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ภายใต้โครงการ “TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI” เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยล่าสุด อาจารย์ตั้มได้รับเชิญให้เดินทางไปจังหวัดเชียงราย ในฐานะวิทยากรและผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยมี สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และธรรมศาสตร์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพและผู้สนับสนุนโครงการ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือด้าน AI ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง

อาจารย์ตั้ม กล่าวว่า การทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อส่งต่อองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญ เพราะผู้ประกอบการท้องถิ่นจำนวนมากมีศักยภาพและมีธุรกิจที่ดี แต่ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยเฉพาะ AI ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเทคโนโลยีสำหรับองค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจขนาดเล็กและผู้ประกอบการรายย่อยได้เช่นกัน

“ปกติงานของภาครัฐที่ลงไปช่วยผู้ประกอบการในพื้นที่ อาจมีเนื้อหาที่ไม่ได้ซับซ้อนมาก แต่เมื่อเทียบกับงานที่ทำกับองค์กรขนาดใหญ่ในเมือง สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าใจและนำความรู้กลับไปใช้กับธุรกิจของตัวเองได้จริง”

สำหรับโครงการ TRANSFORMING SMEs ยกระดับการบริหารการเงินด้วย AI มีเป้าหมายในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ SME เรียนรู้การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารธุรกิจ โดยครอบคลุมทั้งมิติด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การบริหารจัดการทางการเงิน และการนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจและการตลาด

อาจารย์ตั้มยังมองว่า วันนี้ AI กำลังเปลี่ยนแปลงโลกธุรกิจอย่างรวดเร็ว และผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน TikTok, Social Commerce และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ซึ่ง AI สามารถเข้ามาช่วยลดต้นทุนด้านเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น

“ในหนึ่งวันเราอาจไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจของทุกคนได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราได้จุดประกายให้ผู้ประกอบการเห็นว่า AI สามารถนำมาใช้กับธุรกิจของเขาได้อย่างไร และเริ่มต้นลงมือทำได้จริง นั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ”

ทั้งนี้ ภารกิจการถ่ายทอดความรู้ของอาจารย์ตั้มจะเดินหน้าต่อเนื่องไปยังผู้ประกอบการในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยมีทั่วประเทศพื้นที่เป้าหมายในการลงพื้นที่ครั้งต่อไป เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทยในทุกภูมิภาค

การเดินหน้าของโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง Digital และ AI Literacy ให้แก่ SME ไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ และเปลี่ยน AI จากเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ให้กลายเป็น เครื่องมือที่ผู้ประกอบการสามารถนำมาใช้สร้างรายได้ ลดต้นทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ตั้งแต่วันนี้

“จาก AI ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว สู่เครื่องมือที่ผู้ประกอบการไทยสามารถหยิบมาใช้สร้างโอกาสให้ธุรกิจได้จริง”

จีนตั้งพันธมิตรต้าน ‘ฉ้อโกงออนไลน์’ เตรียมตั้งองค์กรนานาชาติ สู้โกงโทรคมนาคมและออนไลน์ ร่วมมือกว่า 40 ประเทศทั่วโลก เน้นแบ่งปันข้อมูลและปราบปรามผิดกฎหมาย

จีนเตรียมจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติต้าน 'ฉ้อโกงโทรคมนาคม-ออนไลน์'

ปักกิ่ง, 24 ก.ค. (ซินหัว) -- วันศุกร์ (24 ก.ค.) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนประกาศว่าจีนเตรียมจัดตั้งพันธมิตรนานาชาติเพื่อต่อต้านการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ โดยมีกำหนดจัดตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ระหว่างการประชุมความร่วมมือด้านความมั่นคงสาธารณะระดับโลก (Global Public Security Cooperation Forum) ปี 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นในเมืองเหลียนอวิ๋นกั่ง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน

เจียงกั๋วลี่ หัวหน้าสำนักสอบสวนคดีอาญา สังกัดกระทรวงฯ เผยว่าพันธมิตรดังกล่าวจะเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่มีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากทั่วโลกเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง เพื่อรับมือกับปัญหาการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมีประเทศแสดงความประสงค์เข้าร่วมเป็นพันธมิตรฯ กว่า 40 ประเทศ และจีนยินดีต้อนรับทุกประเทศให้เข้ามาร่วมเสริมสร้างการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรอง ยกระดับประสิทธิภาพปฏิบัติการร่วม เดินหน้ามาตรการควบคุมและประสานงาน และร่วมกันปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ทั่วโลก

เจียงกล่าวว่าการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและออนไลน์ได้กลายเป็นภัยคุกคามระดับโลกและเป็นความท้าทายขนาดใหญ่ในการบริหารจัดการสังคม โดยตำรวจจีนได้กำหนดให้การปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมฉ้อโกงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญในช่วงระยะ 5 ปีข้างหน้า พร้อมชี้ว่าปัจจุบันปฏิบัติการฉ้อโกงส่วนใหญ่มีฐานอยู่นอกประเทศจีน

เจียงระบุเพิ่มเติมว่าตำรวจจีนจะเดินหน้าปราบปรามและสกัดกั้นอาชญากรรมประเภทดังกล่าว โดยใช้กลไกความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ รวมถึงพันธมิตรที่จะจัดตั้งขึ้นในเร็วๆ นี้
 

ที่มา : Xinhua

กรณีความกังวลเรื่องการเข้ามาของ กลุ่มทุนจีน

กรณีความกังวลเรื่องการเข้ามาของ
กลุ่มทุนจีน ที่มองว่าเป็น 'โรงงานศูนย์เหรียญ'
เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง
ตัวอย่างเช่น การลงทุนของ
โรงงาน BYD ในไทย ที่ปัจจุบันมีการจ้างงาน
กว่า 6,000 คนในเฟสแรก
ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทย ถึง 95%
.
กอบศักดิ์ ภูตระกูล
กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยระหว่างร่วมกิจกรรม Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon
.
ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/economics/1244285

ยกระดับข้อมูลยุคใหม่!! Data Privacy และ Data Security สองแกนหลักบริหารข้อมูลดิจิทัล ปกป้องสิทธิและความปลอดภัยครบ สอดคล้องกฎหมายและเทคโนโลยี

2 องค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัล: Data Privacy กับ Data Security

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรสำคัญของทั้งบุคคลและองค์กร การใช้งานอินเทอร์เน็ต แอปพลิเคชัน และบริการออนไลน์ต่าง ๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวม การใช้ และการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลทางการเงิน หรือพฤติกรรมการใช้งานบนโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) และ ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) จึงได้รับความสำคัญมากขึ้น แม้ว่าทั้งสองแนวคิดจะมีเป้าหมายร่วมกันในการคุ้มครองข้อมูล แต่มีบทบาทและขอบเขตที่แตกต่างกัน วันนี้ OPEN-TEC ภายใต้การดูแลของ TCC Technology Group จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัลที่ต้องดำเนินควบคู่กันได้อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมาย
Data Privacy คืออะไร

ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) หมายถึง หลักการและแนวทางในการกำกับดูแลการเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย และจัดการข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงสิทธิของเจ้าของข้อมูลเป็นสำคัญ องค์กรที่เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลควรแจ้งวัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูล รวมถึงฐานทางกฎหมายที่ใช้ในการดำเนินการ เช่น ความยินยอมของเจ้าของข้อมูล การปฏิบัติตามสัญญา การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาความลับ (Confidentiality) ความสามารถในการคาดการณ์ (Predictability) ความสามารถในการควบคุมจัดการ (Manageability) และการไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกลับไปยังบุคคลได้ (Disassociability)1 ทั้งนี้ เจ้าของข้อมูลยังมีสิทธิตามกฎหมาย เช่น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สิทธิในการแก้ไขข้อมูล สิทธิในการลบข้อมูล และสิทธิในการคัดค้านการประมวลผลข้อมูลในบางกรณี
ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ใช้สมัครสมาชิกเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน องค์กรควรแจ้งให้ทราบว่าจะเก็บข้อมูลใด ใช้ข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์ใด และอาศัยฐานทางกฎหมายใดในการประมวลผลข้อมูล หากนำข้อมูลไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นโดยไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ อาจถือเป็นการละเมิดหลักการด้าน Data Privacy
Data Security คืออะไร

การใช้มาตรการด้านเทคโนโลยี กระบวนการ และการบริหารจัดการ เพื่อป้องกันข้อมูลจากการเข้าถึง การเปิดเผย การแก้ไข การทำลาย หรือการใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเป้าหมายสำคัญของ Data Security คือการรักษาองค์ประกอบพื้นฐานของความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (CIA Triad)2 ได้แก่
Confidentiality – การรักษาความลับของข้อมูล
Integrity – การรักษาความถูกต้องและความครบถ้วนของข้อมูล
Availability – การทำให้ข้อมูลและระบบพร้อมใช้งานเมื่อจำเป็น

ตัวอย่างของมาตรการด้าน Data Security ได้แก่ การเข้ารหัสข้อมูล (Encryption) การใช้รหัสผ่านที่มีความรัดกุม การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) การกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล (Access Control) การสำรองข้อมูล (Backup) การติดตั้งระบบป้องกันมัลแวร์ (Malware) และไฟร์วอลล์ (Firewalls) ตลอดจนการเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

ความแตกต่างระหว่าง Data Privacy และ Data Security
แม้ทั้งสองแนวคิดจะเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองข้อมูล แต่มีจุดมุ่งเน้นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Data Privacy
- มุ่งเน้นการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย
- ให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าของข้อมูล
- เกี่ยวข้องกับกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแลข้อมูล
- ตอบคำถามว่า "ใครสามารถใช้ข้อมูลได้ และใช้เพื่ออะไร"

Data Security
- มุ่งเน้นการป้องกันข้อมูลจากภัยคุกคามและการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล
- เกี่ยวข้องกับมาตรการ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย
- ตอบคำถามว่า "จะปกป้องข้อมูลอย่างไร"

กล่าวโดยสรุป Data Privacy เป็นเรื่องของการใช้ข้อมูลอย่างถูกต้องและเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูล ขณะที่ Data Security เป็นเรื่องของการปกป้องข้อมูลไม่ให้ถูกเข้าถึงหรือถูกโจมตีโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิ์
ความสัมพันธ์ระหว่าง Data Privacy และ Data Security
แม้จะเป็นคนละแนวคิด แต่ Data Privacy และ Data Security มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน หากองค์กรให้ความสำคัญกับ Data Privacy แต่ไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม ข้อมูลอาจรั่วไหลหรือถูกโจมตีได้ ในทางกลับกัน แม้องค์กรจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย แต่หากนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยไม่มีฐานทางกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้ ก็ยังถือว่าเป็นการละเมิด Data Privacy กล่าวได้ว่า Data Security เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนให้ Data Privacy บรรลุผล ทั้งสองแนวคิดจึงเป็นองค์ประกอบที่ต้องดำเนินการร่วมกันเพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญในปัจจุบัน
ปัจจุบัน หลายประเทศได้ประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ของประเทศไทย และ General Data Protection Regulation (GDPR) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้องค์กรต้องดำเนินการคุ้มครองข้อมูลทั้งในด้าน Data Privacy และ Data Security อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ภัยคุกคามทางไซเบอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีด้วยมัลแวร์ (Malware) การหลอกลวงแบบฟิชชิง (Phishing) หรือการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ (Ransomware) ทำให้การบริหารจัดการข้อมูลอย่างรอบด้านกลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทุกองค์กร รวมถึงผู้ใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ การดำเนินการตามหลัก Data Privacy และ Data Security ช่วยลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลและการโจมตีทางไซเบอร์และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสากล

สุดท้ายนี้ Data Privacy และ Data Security เป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารจัดการข้อมูลในยุคดิจิทัลที่ต้องดำเนินควบคู่กัน โดย Data Privacy มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลและการใช้ข้อมูลอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และสอดคล้องกับกฎหมาย ขณะที่ Data Security มุ่งเน้นการป้องกันข้อมูลจากการเข้าถึง การเปิดเผย การแก้ไข หรือการทำลายโดยไม่ได้รับอนุญาต เมื่อองค์กรสามารถผสานทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม จะช่วยยกระดับการคุ้มครองข้อมูล ลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้งาน ลูกค้า และพันธมิตรทางธุรกิจในระยะยาว

อ้างอิง
1. National Institute of Standards and Technology. (2024). NIST Computer Security Resource Center: Data Privacy Glossary. https://csrc.nist.gov/glossary/term/data_privacy
2. National Institute of Standards and Technology. (2024). NIST Computer Security Resource Center: Information Security Glossary. https://csrc.nist.gov/glossary/term/information_security

แบรนด์ลุยตลาดสุขภาพ!! สุขภาพกลายเป็นสกุลเงินใหม่ของการตลาด หลายแบรนด์ใช้วิ่งสร้างสัมพันธ์ลูกค้า “วิ่งแลก” รางวัลยอดฮิตกระตุ้นพฤติกรรม เศรษฐกิจสุขภาพโตต่อเนื่องทั่วโลก

ทำไมหลายแบรนด์ถึงยอม "จ่าย" ให้คนออกไปวิ่ง? เมื่อสุขภาพกำลังแทนที่ส่วนลดในเกมการตลาดยุคใหม่

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า "การวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น "สกุลเงิน" รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค เราเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ "การวิ่ง" เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะคนไทยกำลังฮิตวิ่งมากขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเพราะ "สุขภาพ" กำลังกลายเป็นสินทรัพย์รูปแบบใหม่ที่มีคุณค่าต่อทั้งผู้บริโภคและธุรกิจ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณของการเปลี่ยนเกมการตลาดในยุคที่ผู้คนไม่ได้ต้องการเพียงโปรโมชั่น แต่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

เมื่อแบรนด์ไม่ได้อยากให้คุณแค่ซื้อ แต่อยากให้คุณสุขภาพดี
ในอดีตการตลาดส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยแนวคิดง่ายๆ ยิ่งใช้ ยิ่งได้ ยิ่งรูดบัตรมาก ยิ่งได้คะแนน ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งได้ส่วนลด ยิ่งใช้บริการ ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษ แต่วันนี้หลายแบรนด์เริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ถ้าลูกค้าเลือกดูแลสุขภาพตัวเอง เราจะตอบแทนพฤติกรรมนั้นได้อย่างไร แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนจากการให้รางวัล จากยอดใช้จ่ายไปสู่การให้รางวัลจากพฤติกรรม ไม่ใช่เพราะคุณซื้อของมากขึ้น แต่เพราะคุณเดินมากขึ้น วิ่งมากขึ้น หรือใช้ชีวิตอย่างใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การวิ่งจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือที่แบรนด์ใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว

หากมองให้ลึกลงไป จะพบว่า "นักวิ่ง" ไม่ได้เป็นเพียงคนที่ชอบออกกำลังกาย แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าที่หลายคนคิด การเริ่มวิ่งหนึ่งครั้ง มักนำไปสู่การใช้จ่ายอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าวิ่ง เสื้อผ้ากีฬา สมาร์ตวอทช์ อาหารเสริม ฟิตเนส โปรแกรมฝึกซ้อม หรือบริการด้านสุขภาพต่างๆ เมื่อเข้าสู่วงการวิ่งอย่างจริงจัง หลายคนยังเดินทางไปแข่งขันในจังหวัดต่างๆ เข้าพักโรงแรม ใช้บริการร้านอาหาร คาเฟ่ หรือแหล่งท่องเที่ยวรอบสนามแข่งขัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง การวิ่งหนึ่งกิโลเมตร อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เห็นบนเส้นทางวิ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายแบรนด์ยินดีเปลี่ยน "ทุกกิโลเมตร" ให้เป็นรางวัล เพราะสิ่งที่พวกเขาได้รับกลับมาไม่ใช่แค่ยอดขายระยะสั้น แต่เป็นลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาใช้บริการซ้ำ และมีความผูกพันกับแบรนด์ในระยะยาว

จากกระแสสุขภาพ สู่เศรษฐกิจสุขภาพ
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ ผู้บริโภคยุคใหม่มองเรื่องสุขภาพแตกต่างจากอดีต สุขภาพไม่ใช่เรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่เป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว คนพร้อมจ่ายเพื่อฟิตเนสมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่ออาหารสุขภาพมากขึ้น พร้อมจ่ายเพื่อการตรวจสุขภาพและการป้องกันโรคมากขึ้น ทำให้ "Wellness Economy" หรือเศรษฐกิจสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ธุรกิจก็ต้องปรับตัวตาม จากเดิมที่แข่งขันกันด้วยราคาและโปรโมชั่น มาแข่งขันกันด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ที่ดีของลูกค้า

ในมุมของ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) การเติบโตของแคมเปญ "วิ่งแลก..." สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การดูแลสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีพบว่า หมวดกีฬาและการออกกำลังกายมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีเป้าหมายชัดเจนอย่างการวิ่งมาราธอน เทรลรันนิ่ง และกิจกรรมออกกำลังกายในรูปแบบคอมมูนิตี้

เคทีซีจึงพัฒนาสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ภายใต้แนวคิด "KTC Wellness: The Journey to Well-being" ครอบคลุมตั้งแต่ฟิตเนส สตูดิโอออกกำลังกาย อุปกรณ์กีฬา โรงพยาบาล ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ไปจนถึงกิจกรรมกีฬาและการเดินทาง เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในทุกมิติของชีวิต สุดท้ายแล้ว สิ่งที่หลายแบรนด์กำลังแข่งขันกันในวันนี้ อาจไม่ใช่ใครให้ส่วนลดมากที่สุด หรือใครแจกของรางวัลแพงที่สุด แต่อาจเป็นการแข่งขันว่า ใครสามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้คนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองได้มากที่สุด

เพราะเมื่อสุขภาพกลายเป็นรางวัล ทุกก้าวที่เดินและทุกกิโลเมตรที่วิ่ง ไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับผู้วิ่งเพียงคนเดียว แต่ยังสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมโดยรวม ในวันที่การตลาดไม่ใช่แค่เรื่องการขายของอีกต่อไป แบรนด์ที่เข้าใจวิธีเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดี ให้กลายเป็นแรงจูงใจที่ยั่งยืน อาจเป็นผู้ชนะตัวจริงของเกมธุรกิจยุคใหม่

‘ทรัมป์’ กับเกมภูมิอากาศ!! เมื่อวิกฤตโลกถูกลากเข้าสู่สนามการเมือง รื้อกฎสิ่งแวดล้อม ดันเชื้อเพลิงฟอสซิล ชูชาตินิยมเศรษฐกิจ เหนืออนาคตพลังงานสะอาด คำถามใหญ่คือ สหรัฐฯ ถอยหลัง หรือกำลังส่งต่อผู้นำให้จีน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ผู้ซึ่งนำวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปัจจุบัน มีนักการเมืองส่วนหนึ่งที่นำเอาวิกฤตสภาพภูมิอากาศมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ซึ่งใช้วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันวาระทางอุดมการณ์และเศรษฐกิจที่ชัดเจน ด้วยการรื้อ-ยกเลิกนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยมองว่า เป็นชัยชนะเหนือฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ควบคู่ไปกับกลยุทธ์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ                                                                                                     

ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐอเมริกาได้ถอยหลังอย่างมากในเรื่องการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 ปรานาธิบดีทรัมป์ได้ดำเนินการยกเลิกนโยบายและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ ละทิ้งองค์กรระหว่างประเทศและสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศ ยุบเลิกงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ และพยายามนำแนวปฏิบัติที่ทำลายล้างธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับมาใช้ใหม่ ตั้งแต่การขุดแร่ในทะเลลึก การตัดไม้ทำลายป่า ไปจนถึงการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิล บริษัทหลายสิบแห่ง นับตั้งแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และบริษัทพลังงาน ไปจนถึงบริษัทลงทุน  สายการบิน ธนาคารขนาดใหญ่ และแม้แต่องค์กรการกุศล ต่างก็ถอยห่างจากคำมั่นสัญญาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของรัฐบาลทรัมป์

ตัวอย่างของสหรัฐอเมริกา สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวงกว้างเกี่ยวกับลำดับความ

สำคัญที่รัฐบาลทั่วโลกมอบให้แก่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สหภาพยุโรปเป็นอีกตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ถอยกลับจากแผนงานด้านสภาพภูมิอากาศของตน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแผนการที่ทะเยอทะยานที่สุดในโลกเพื่อรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศในระดับโลก การประชุมด้านสภาพภูมิอากาศที่ผ่านมาถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลวในการบรรลุผลสำเร็จที่สำคัญใดๆ ในขณะที่อิทธิพลของเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มมากขึ้นและทรงพลังยิ่งขึ้น การประชุม COP30 เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว จบลงโดยไม่มีการกล่าวถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลเลย แม้จะมีแรงกดดันจากกว่า 80 ประเทศให้รวมแผนการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไว้ในข้อตกลงฉบับสุดท้ายก็ตามผู้เข้าร่วมประชุม 1 ใน 25 คน (ประมาณ 1,600 คน) เป็นตัวแทนจากอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

การมองการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นการต่อสู้ทางการเมือง

ประธานาธิบดีทรัมป์และคณะบริหารของเขาได้มองนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างชัดเจน โดยมองว่า การยกเลิกกฎระเบียบเป็นชัยชนะเหนือวาระของพรรคเดโมแครต สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากภาษาที่ใช้ในการประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่สำคัญ เช่น การยกเลิก "การค้นพบว่าก่อให้เกิดอันตราย" ในปี 2009 ซึ่งเป็นพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการควบคุมก๊าซเรือนกระจก คณะบริหารเรียกการกระทำนี้ว่าเป็นการยุติ "Green New Scam" ซึ่งเป็นคำที่ใช้เพื่อปฏิเสธนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคเดโมแครต กลยุทธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่กว้างขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นชัยชนะของ "อเมริกามาก่อน" ต่อข้อตกลงระหว่างประเทศที่ "สุดโต่ง" ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทำลายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ

การรื้อ-ยกเลิกนโยบายและองค์กร

รัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อรื้อถอนบทบาทของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีจุดประสงค์ทั้งในทางการเมืองและในทางปฏิบัติ การดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่:

-  การถอนตัวจากข้อตกลงระหว่างประเทศ: สหรัฐฯ ได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการจากข้อตกลงปารีสเป็นครั้งที่สองในเดือนมกราคม 2026 กลายเป็นประเทศเดียวที่ทำเช่นนั้น รัฐบาลยังได้ประกาศเจตนารมณ์ที่จะถอนตัวจากสนธิสัญญาสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNFCCC) ด้วย

-  การยกเลิกการคุ้มครองสภาพภูมิอากาศภายในประเทศ: รัฐบาลได้ยกเลิกข้อสรุปเรื่องการคุกคาม และยกเลิกหรือระงับกฎระเบียบและนโยบายจำนวนมาก รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายลดอัตราเงินเฟ้อ

-  การปิดกั้นวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ: มีการรณรงค์ที่บันทึกไว้เพื่อเซ็นเซอร์วิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงการลบข้อมูลสภาพภูมิอากาศออกจากเว็บไซต์ของรัฐบาลกลาง การยกเลิกรายงานการประเมินสภาพภูมิอากาศที่สำคัญ และการตัดงบประมาณของหน่วยงานวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ เช่น NOAA, EPA และ NASA เรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประเด็นถกเถียงทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นความจำเป็นทางการเมืองเพื่อทำลาย "รากฐานทางกฎหมาย" สำหรับกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศ

การผลักดันวาระสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล

กลยุทธ์ทางการเมืองนี้เกี่ยวพันกับเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนในการส่งเสริมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งสรุปได้ในสโลแกน "ขุดเจาะเลยที่รัก" นโยบายของรัฐบาลรวมถึงการเพิ่มการผลิตน้ำมัน ก๊าซ และถ่านหินในประเทศ และการหยุดโครงการพลังงานสะอาด เช่น ฟาร์มกังหันลมในทะเล สิ่งนี้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของการบริจาคทางการเมืองและการสนับสนุนรัฐบาล การใช้ "เงินมืด" และผลประโยชน์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อสนับสนุนเครือข่ายของกลุ่มคลังสมองที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถูกระบุว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเผยแพร่แนวคิดที่ต่อต้านการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบต่อเวทีโลกและภายในประเทศ ผลที่ตามมาของแนวทางนี้มีมากมาย:

-  ความเป็นผู้นำและความร่วมมือระดับโลก: การถอยห่างจากการทูตด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความเป็นผู้นำให้กับประเทศอื่นๆ เช่น จีนและสหภาพยุโรป และบั่นทอนความเชื่อมั่นในสถาบันระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญโต้แย้งว่าแม้สหรัฐฯ จะถอนตัว การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลกน่าจะดำเนินต่อไป โดยได้รับแรงผลักดันจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเป็นผู้นำจากประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่อื่นๆ

-  ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเชิงกลยุทธ์: นักวิเคราะห์บางคนมองว่าการถอยกลับนี้เป็นความผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ การถอยห่างจากการพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาด สหรัฐฯ เสี่ยงที่จะสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับจีน ซึ่งกำลังขยายอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่อย่างรวดเร็ว นี่เป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นมากกว่าความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจระยะยาวในตลาดโลก

สรุปแล้ว การกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เกี่ยวข้องกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่า เขาได้ใช้วิกฤตนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยการทำให้ประเด็นนโยบายสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ทำลายรากฐานทางสถาบันและวิทยาศาสตร์สำหรับการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมวาระเชื้อเพลิงฟอสซิลภายใต้ธงของชาตินิยมทางเศรษฐกิจ แม้ว่า การกระทำของเขาจะส่งผลกระทบอย่างมากทั้งในประเทศและทั่วโลก แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การเคลื่อนไหวระหว่างประเทศในวงกว้างเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนนั้นมีความยืดหยุ่นและน่าจะดำเนินต่อไป

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top