Friday, 17 July 2026
TheStatesTimes

ฐาน 15,000 บาทไม่พอค่าครองชีพ!! ‘เซีย’ ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.–สว. ชี้ทำงานหนัก 6–7 วัน แต่ไร้ประกันสังคม–สวัสดิการ ย้ำค่าตอบแทนผู้ช่วยรัฐสภาคือเรื่องความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ควรถูกตัดทิ้ง

“เซีย” ค้านยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.-สว. จี้มองเป็นคนทำงานเหมือนแรงงานอาชีพอื่น

16 กรกฎาคม 2569 : นายเซีย จำปาทอง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แสดงความกังวลถึงกรณีการยกเลิกการขึ้นเงินเดือนของผู้ช่วย สส. และ สว. โดยฐานเงินเดือนปัจจุบันที่ต่ำสุด 15,000 บาท ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพของคนที่ทำงาน 6-7 วัน และไม่มีสวัสดิการรองรับ จากกรณี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ลงนามยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการปรับเพิ่มเงินเดือนผู้ช่วยทำงาน สส.-สว. พร้อมตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษารายละเอียดจำนวนผู้ช่วยทำงานและสิทธิประโยชน์ โดยให้เวลาศึกษา 90 วัน

นายเซีย กล่าวว่า ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงานประจำตัว สส.-สว. ทำงานแทบไม่มีเวลาพัก สัปดาห์หนึ่งทำงาน 6-7 วัน นอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีสวัสดิการใด ๆ เลย ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลหรือเงินช่วยเหลือกรณีเจ็บป่วย ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน เมื่อยุบสภาก็ตกงานทันที หรือ สส. และ สว. สามารถเปลี่ยนตัวผู้ช่วยได้เมื่อต้องการ

เงินเดือนเพียงหลักหมื่นบาทไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นทุกอย่าง ขณะที่พวกเขาก็ต้องกิน ต้องใช้ มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีลูกที่ต้องดูแล ไม่ต่างจากคนทำงานทั่วไป มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาไม่ควร “มีเวลาทำงาน มีเวลาพักผ่อน และมีเวลาใช้ชีวิต” เหมือนคนทั่วไปบนโลกใบนี้

ผมอยากให้ท่านประธานสภาและผู้เกี่ยวข้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ ไม่อยากให้มองว่าผู้ช่วยทำงานของ สส.-สว. ต้องเป็นผู้ที่มีต้นทุนทางสังคมหรือมีทรัพยากรเพียงพอที่จะดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่าตอบแทนจากรัฐสภา เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่มีเจตจำนงทำงานทางการเมือง เป็นลูกชาวบ้าน หลานกรรมกร หรือผู้ที่ต้องการเป็นปากเสียงแทนประชาชน แต่มีฐานะไม่พร้อม อาจไม่สามารถยืนหยัดทำงานในระบบรัฐสภาได้ ขณะที่ผู้ที่มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากตำแหน่งทางการเมืองกลับมีโอกาสเข้ามาแทนที่ มากกว่าผู้ที่ตั้งใจสนับสนุนงานนิติบัญญัติและการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา : https://www.facebook.com/100064690570758/posts/1581372184029119/?rdid=mdeFViDTflRrOA3Q#

เชลล์เปิด “วี-เพาเวอร์ คลับ”!! โปรแกรมใหม่ตอบแทนลูกค้าพรีเมียม สิทธิพิเศษเติมน้ำมันและบริการครบครัน เลื่อนระดับรับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น พันธมิตรหลากหลายเติมเต็มทุกไลฟ์สไต

กรุงเทพฯ, 17 กรกฎาคม 2569 – บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดตัว “เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ” (Shell V-Power Club) โปรแกรมใหม่เพื่อตอบแทนสมาชิกเชลล์ โกพลัส (Shell GO+) ที่เลือกเติมน้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ น้ำมันเชื้อเพลิงเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง สูตรที่ดีที่สุดของเชลล์ ด้วยสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน พร้อมสร้างความคุ้มค่าเติมเต็มทุกการเดินทาง


เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ เป็นโปรแกรมสมาชิกบนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์หลากหลาย อาทิส่วนลดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ส่วนลดสำหรับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ศูนย์บริการเชลล์ เฮลิกส์ พลัส บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง บริการตรวจเช็กรถฟรี การสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ตลอดจนสิทธิพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำและกิจกรรมเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก และสมาชิกสามารถสะสมยอดการเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ เพื่อเลื่อนระดับสมาชิกและรับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ Silver, Gold และ Champion

นางสาวสิริวิภา ยุกตะทัต รองกรรมการบริหาร ธุรกิจโมบิลิตี้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 134 ปีที่เชลล์ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรามุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบทั้งประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากเชลล์ให้กับลูกค้า เรามีความภูมิใจอย่างมากกับการเปิดตัว ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ซึ่งสะท้อนความตั้งใจของเราในการตอบแทนลูกค้าที่ไว้ใจเลือกใช้น้ำมัน เชลล์ วี-เพาเวอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุมทั้งด้านการขับขี่และการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับผู้ขับขี่ยานพาหนะทุกประเภท นอกจากนี้ยังเป็นการเชื่อมโยงลูกค้า พันธมิตร และแบรนด์เข้าด้วยกัน สอดคล้องกับพันธกิจของธุรกิจโมบิลิตี้ที่มุ่งมั่นเติมเต็มความสุขในทุกการเดินทาง ‘Make Life’s Journey Better’
ลูกค้าสามารถเข้าร่วมเชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับได้ง่าย ๆ เพียงสมัครสมาชิก Shell GO+ ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และเริ่มสะสมยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ได้ตั้งแต่การเติมครั้งแรก
สำหรับสมาชิก Shell GO+ ปัจจุบัน ที่มียอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ระหว่างวันที่ 26 มิถุนายน 2568 – 25 มิถุนายน 2569 จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเชลล์ วี-เพาเวอร์คลับโดยอัตโนมัติ พร้อมการคำนวณและกำหนดระดับสมาชิกตามยอดสะสม ทั้งนี้สมาชิกสามารถตรวจสอบระดับสมาชิกและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ผ่านแอปพลิเคชัน Shell Asia เช่นกัน

สำหรับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมที่สมาชิก เชลล์ วี-เพาเวอร์จะได้รับ แบ่งตามระดับสมาชิกได้ ดังนี้
ระดับ Silver (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 1–499 ลิตร)
o ส่วนลด 5% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Silver
ระดับ Gold (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด สะสม ตั้งแต่ 500–999 ลิตร)
o ส่วนลดพิเศษ 0.40 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 2 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 7% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Gold
ระดับ Champion (ยอดเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิดสะสม ตั้งแต่ 1,000 ลิตรขึ้นไป)
o ส่วนลดพิเศษ 1 บาท/ลิตร เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ทุกชนิด
o รับคะแนนสะสม 3 เท่าในเดือนเกิด
o ส่วนลด 10% เมื่อซื้อหรือเปลี่ยนถ่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นเชลล์เฮลิกส์ทุกชนิด ที่สถานีบริการเชลล์
o สิทธิพิเศษจากพันธมิตรระดับ Champion
o สิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

นอกจากนี้ เชลล์ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำหลากหลายแบรนด์ เพื่อมอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ ทั้งด้านอาหาร สุขภาพ การท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์ อาทิ McDonald’s, After You, MK Restaurants, ธนชาตประกันภัย, โรงพยาบาลกรุงเทพ, Let’s Relax, JW Marriott และร้านอาหารบ้านขนิษฐา เป็นต้น

โปรโมชันพิเศษฉลองการเปิดตัว
เพื่อฉลองการเปิดตัว เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ สมาชิก Shell GO+ รับคะแนนสะสม 2 เท่าทันที เมื่อเติมน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ ครบ 500 บาทต่อรายการ จำกัด 5 สิทธิ์ต่อสมาชิกต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคม 2569
นางสาวสิริวิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เชลล์ยังคงเดินหน้าพัฒนาสิทธิประโยชน์และสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ในโอกาสนี้เราขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วม ‘เชลล์ วี-เพาเวอร์ คลับ’ ตั้งแต่วันนี้ พร้อมรับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับทั้งการขับขี่และการใช้ชีวิตเติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง 2569 เปิดฉากยิ่งใหญ่ที่ “สุสานหลวงหมิง” ชูมรดกโลกสู่พลังวัฒนธรรมร่วมสมัย ผู้เชี่ยวชาญชูบทบาทรวมชาติพันธุ์จีน ชูนวัตกรรมดิจิทัลสร้างแรงบันดาลใจใหม่

งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569 เปิดฉากยิ่งใหญ่
ณ สุสานหลวงราชวงศ์หมิง ชูแนวคิด
“วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง”

เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty Culture Forum) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “World Heritage Splendor, Cultural Renaissance” (วิจิตรตระการตามรดกโลก พลิกฟื้นวัฒนธรรมรุ่งเรือง) ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยวสุสานหลวงราชวงศ์หมิง ในเขตฉางผิง งานนี้เป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของบุคคลระดับแถวหน้า ทั้งนักประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรม บุคลากรในแวดวงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม ตลอดจนผู้ที่หลงใหลในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงจากทั่วประเทศ งานประชุมนี้มีขึ้นเพื่อร่วมสำรวจคุณค่าร่วมสมัยของวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การสัมมนาทางวิชาการ นิทรรศการพิเศษ การเสวนาคู่ขนาน และการจัดแสดงด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ทั้งยังอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ของเขตฉางผิง ซึ่งตั้งอยู่บนจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย มาร่วมนำเสนอแนวทางใหม่ในการอนุรักษ์และต่อยอดวัฒนธรรมดั้งเดิมอันล้ำค่าของจีนให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างสรรค์ต่อไป

งานประชุมระยะเวลา 2 วันนี้ แบ่งออกเป็น 4 ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ พิธีเปิดงาน, การเสวนาคู่ขนาน 4 หัวข้อ, การประชุมสัมมนาทางวิชาการในวาระครบรอบ 70 ปีแห่งการขุดค้นสุสานติ้งหลิง และนิทรรศการพิเศษจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยราชวงศ์หมิง งานนี้ผสานความลุ่มลึกทางวิชาการ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมได้อย่างลงตัว พร้อมยกระดับสู่การเป็นเวทีระดับชาติในการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ที่ทั้งมีความเป็นมืออาชีพ ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัย และก้าวไกลสู่สายตาชาวโลก

พิธีเปิดสุดยิ่งใหญ่ รวมพลผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้า ร่วมพลิกฟื้นวัฒนธรรมหมิง เชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน

ณ เวลา 9:00 น. พิธีเปิดงานได้เริ่มต้นขึ้นอย่างตื่นตาตื่นใจด้วยภาพยนตร์สั้นสุดสมจริงด้วยเทคโนโลยี AI ในชื่อ “Chang Xiaoming Takes You on a Tour of Ming Culture” (ฉางเสี่ยวหมิงพาทัวร์วัฒนธรรมหมิง) โดยมีมนุษย์เสมือนจริงในรูปแบบโฮโลแกรมอย่าง “ฉางเสี่ยวหมิง” พาทุกคนข้ามมิติไปยังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์หมิง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังต้องห้าม เมืองก่งหัว ด่านจวียง และสุสานราชวงศ์หมิง ซึ่งการผสานโลกเสมือนและโลกแห่งความเป็นจริงได้อย่างแนบเนียนนี้ ได้ช่วยชุบชีวิตภาพภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ตระการตาของราชวงศ์หมิงให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
ไฮไลต์สำคัญในพิธีเปิดอยู่ที่การกล่าวปาฐกถาพิเศษ 3 หัวข้อหลัก ซึ่งถือเป็นแกนกลางทางวิชาการของงานในครั้งนี้ โดยศาสตราจารย์ เหมา เพ่ยฉี (Mao Peiqi) จากมหาวิทยาลัยเหรินหมินแห่งประเทศจีน และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน ได้บรรยายในหัวข้อ “The Ming Dynasty: A Crucial Stage in the Development of a Unified Multi-Ethnic China” (ราชวงศ์หมิง: ช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาประเทศจีนอันเป็นปึกแผ่นของหลากหลายชาติพันธุ์) เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของราชวงศ์หมิงในการวางรากฐานหลอมรวมชาติพันธุ์อันหลากหลายให้เป็นหนึ่งเดียว ขณะที่ซ่าน จี้เสียง (Shan Jixiang) ภัณฑารักษ์คนที่ 6 ของพิพิธภัณฑ์พระราชวัง ได้ร่วมถ่ายทอดในหัวข้อ “The Chinese Cultural Heritage and Cultural Confidence” (มรดกทางวัฒนธรรมของจีนและความเชื่อมั่นทางวัฒนธรรม) เพื่อเผยให้เห็นความสำคัญในยุคปัจจุบันของการอนุรักษ์วัฒนธรรมหมิงผ่านมุมมองของการปกป้องมรดก และปิดท้ายด้วยเฉิน เซียวซาน (Chen Xiaoshan) นักวิจัยจากสถาบันประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังกัดสถาบันวิทยาศาสตร์จีน ที่มาเจาะลึกเรื่องการแลกเปลี่ยนระหว่างจีนกับต่างประเทศในสมัยราชวงศ์หมิง โดยวิเคราะห์ผลกระทบอันลึกซึ้งของการหลั่งไหลเข้ามาของพืชผลและสินค้าจากทวีปอเมริกาที่มีต่อโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมจีน

บรรยากาศภายในงานยังได้รับการร้อยเรียงอย่างสละสลวยด้วยการแสดงดนตรีประกอบบทกวีสมัยราชวงศ์หมิงเรื่อง “Song of Tomorrow” (บทเพลงแห่งวันพรุ่งนี้) ซึ่งท่วงทำนองอันไพเราะอ่อนช้อยนี้ได้ถ่ายทอดแนวคิดเชิงปรัชญาของเหล่าปัญญาชนในยุคหมิงออกมาได้อย่างลึกซึ้ง นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ร่วมงานคือเทคโนโลยีโฮโลแกรมอินเตอร์แอคทีฟในชุด “Chang Xiaoming: A Record of Ming Dynasty Knowledge” (ฉางเสี่ยวหมิง: บันทึกองค์ความรู้แห่งราชวงศ์หมิง) โดยมนุษย์ดิจิทัลรายนี้ได้ร่วมโต้ตอบกับโบราณวัตถุที่จัดแสดง พร้อมเปิดฉากบทสนทนาเสมือนจริงกับเหล่านักปราชญ์แห่งราชวงศ์หมิง เกิดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนทางปัญญาครั้งสำคัญที่ก้าวข้ามกาลเวลากว่า 6 ศตวรรษ

ขณะเดียวกัน ในช่วงการเสวนา สามผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ หลิว โจว (Lyu Zhou) จากมหาวิทยาลัยชิงหวา, ถัง เกิงเซิ่ง (Tang Gengsheng) จากสมาคมวิจัยจูหยวนจาง และหู ฮั่นเซิง (Hu Hansheng) ผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกทางวัฒนธรรมประจำสุสานราชวงศ์หมิง ได้ร่วมเปิดประเด็นเจาะลึกแลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับความเป็นไปได้และความจำเป็นในการพัฒนาโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

4 ปีแห่งความมุ่งมั่น: ฉางผิงเดินหน้ายกระดับแบรนด์เมืองวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

นับตั้งแต่ที่ได้เปิดตัวงานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2565 เขตฉางผิงก็ได้เดินหน้าขับเคลื่อนแบรนด์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยจนถึงปัจจุบัน เวทีแห่งนี้ได้จัดการประชุมหลักไปแล้ว 5 ครั้ง การเสวนาคู่ขนาน 23 หัวข้อ และการสัมมนาทางวิชาการอีก 3 ครั้ง ควบคู่ไปกับการจัดนิทรรศการโบราณวัตถุในธีมพิเศษ 12 ครั้ง และกิจกรรมบรรยายในซีรีส์ “Ming Dynasty Lecture Series” อีก 36 ครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา งานนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศกว่า 270 ท่านมาร่วมแชร์มุมมอง โดยมียอดผู้เข้าร่วมงานสะสมรวมกว่า 2,600 คน นอกจากนี้ ผลงานวิจัยทางวิชาการที่ตกผลึกจากการประชุมยังได้รับการรวบรวมและตีพิมพ์แล้วถึง 10 เล่ม ตอกย้ำความสำเร็จของเวทีนี้ในการก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกสำหรับการศึกษาวิจัยและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง

เขตฉางผิงอาศัยความได้เปรียบอันเป็นเอกลักษณ์ โดยเป็นเขตเดียวในกรุงปักกิ่งที่เป็นจุดตัดของเส้นทางสายวัฒนธรรมหลักทั้ง 3 สาย จึงได้เดินหน้าพัฒนาระบบอนุรักษ์วัฒนธรรมราชวงศ์หมิงอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการบูรณะปฏิสังขรณ์แหล่งมรดกโลกสุสานราชวงศ์หมิง การจับมือสร้างเครือข่ายจัดนิทรรศการร่วมกับกลุ่มสุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิงทั่วประเทศ ไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์มจัดแสดงวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงในรูปแบบดิจิทัล นอกจากนี้ การสร้างสรรค์ลิขสิทธิ์ (IP) อย่าง “ฉางเสี่ยวหมิง” และมินิโปรแกรมจัดนิทรรศการออนไลน์ ยังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สนใจในวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงผ่านกลยุทธ์การสื่อสารที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ขณะเดียวกัน เขตฉางผิงยังได้ยกระดับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการเชื่อมโยงด่านจวียง น้ำพุไป่ฟู่ และสุสานราชวงศ์หมิง เข้าไว้ด้วยกันเป็นเส้นทางท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงแบบเบ็ดเสร็จ พร้อมทั้งจัดตั้งแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านการแพทย์แผนจีน มรดกทางวัฒนธรรมดิจิทัล และการอนุรักษ์กำแพงเมืองจีน เพื่อผสานทรัพยากรทางวัฒนธรรมให้ขับเคลื่อนไปพร้อมกับการพัฒนาในภาคอุตสาหกรรม และด้วยแรงหนุนจากการรายงานข่าวอย่างเป็นระบบของสื่อรายใหญ่ ๆ ในจีน เขตฉางผิงจึงสามารถผลักดันวัฒนธรรมราชวงศ์หมิงให้ขจรขจายสู่สายตาชาวโลกได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับอนาคตข้างหน้า เขตฉางผิงพร้อมปักหมุดหมายใหม่โดยใช้เวทีงานประชุมนี้เป็นตัวขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เชิงลึกใน 5 ทิศทางหลัก ได้แก่ การสร้างกลไกการวิจัยระยะยาวร่วมกับสมาคมศึกษาประวัติศาสตร์ราชวงศ์หมิงแห่งประเทศจีน เพื่อยกระดับเวทีแลกเปลี่ยนทางวิชาการ, การเร่งเดินหน้าแผนงานและการก่อสร้างโครงการธีมพาร์ควัฒนธรรมราชวงศ์หมิงเพื่อบูรณาการทรัพยากรทางวัฒนธรรมในพื้นที่สุสานหลวงฯ อย่างเป็นระบบ, การนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาใช้อนุรักษ์มรดกให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยระบบจัดแสดงดิจิทัลและการยกระดับเทคโนโลยีตรวจเฝ้าระวังโบราณวัตถุ, การผลักดันการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมอย่างเต็มรูปแบบบนเส้นทางสายวัฒนธรรมทั้ง 3 สาย เพื่อปั้น IP การท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหมิงที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และการขยายขีดความสามารถด้านการสื่อสารในระดับสากล เพื่อเดินหน้าถ่ายทอดเรื่องราวความรุ่งเรืองของอารยธรรมราชวงศ์หมิงสู่สายตาชาวโลก จากความมุ่งมั่นทั้งหมดนี้ เขตฉางผิงตั้งเป้าที่จะนำมรดกโลกอันล้ำค่านี้มาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งร่วมเป็นกำลังสำคัญในการหนุนส่งกรุงปักกิ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมระดับชาติ

ที่มา: งานประชุมวัฒนธรรมราชวงศ์หมิง ประจำปี 2569

เงินเฟ้อกระทบต่างกัน!! เช็กเงินเฟ้อของตัวเองก่อนวางแผน ค่าใช้จ่ายจำเป็นแตกต่างรายบุคคล ตรวจสัดส่วนรายจ่ายและเงินสำรอง วางแผนรับมือค่าครองชีพอย่างมั่นคง

ทำไมเงินเฟ้อกระทบแต่ละคนไม่เท่ากัน?
เคทีซีชวนสำรวจ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ก่อนวางแผนการเงิน

หลายครั้งที่มีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจไม่ตรงกับความรู้สึกในชีวิตจริง เพราะแม้เงินเฟ้อภาพรวมอาจเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่ค่าใช้จ่ายบางหมวดกลับขยับขึ้นชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า หรือค่าใช้จ่ายในการดูแลครอบครัว
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ ณ วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 2.42% และประมาณการทั้งปี 2569 ที่ 1.5 - 2.5% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการในภาพรวม อย่างไรก็ตาม ในระดับบุคคล ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงอาจแตกต่างกันตามโครงสร้างรายจ่ายและรูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละคน

เหตุผลสำคัญคือ “เงินเฟ้อของประเทศ” เป็นค่าเฉลี่ยจากตะกร้าสินค้าและบริการของคนทั้งประเทศ แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครใช้จ่ายเหมือนค่าเฉลี่ยนั้นทั้งหมด มนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางทุกวันอาจได้รับผลกระทบจากค่าน้ำมันและค่าเดินทางมากกว่าคนทำงานจากบ้าน ครอบครัวที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุอาจรู้สึกถึงค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายด้านการดูแลมากกว่าคนโสด ขณะที่คนทำงานที่บ้านอาจมีภาระค่าไฟฟ้าและค่าอาหารสูงกว่าคนที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ออฟฟิศ

สิ่งที่แต่ละคนเผชิญจริงจึงอาจไม่ใช่เพียง “เงินเฟ้อของประเทศ” แต่คือ “เงินเฟ้อของตัวเอง” ซึ่งสะท้อนจากโครงสร้างรายจ่าย รูปแบบการใช้ชีวิต และภาระจำเป็นของแต่ละคน

เคทีซีชวนมองว่า การวางแผนการเงินในยุคที่ค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่ควรเริ่มจากการดูตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมเพียงอย่างเดียว แต่ควรเริ่มจากการสำรวจ “โครงสร้างรายจ่ายของตัวเอง” เพื่อให้รู้ว่าเงินของเราถูกใช้ไปกับเรื่องใด และรายจ่ายหมวดไหนมีผลต่อสภาพคล่องในแต่ละเดือนมากที่สุด
4 เรื่องที่ควรสำรวจก่อนวางแผนรับมือเงินเฟ้อของตัวเอง

1. สัดส่วนรายจ่ายจำเป็น
ลองประเมินว่า ค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าที่อยู่อาศัย ค่าสาธารณูปโภค ค่าเล่าเรียน หรือค่าดูแลครอบครัว คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ยิ่งรายจ่ายจำเป็นมีสัดส่วนสูง ความสามารถในการปรับลดค่าใช้จ่ายก็ยิ่งน้อยลง

2. ความยืดหยุ่นของรายจ่าย
การแยก “รายจ่ายจำเป็น” ออกจาก “รายจ่ายที่เลื่อนหรือลดได้” จะช่วยให้เห็นพื้นที่ในการปรับงบประมาณชัดขึ้น เช่น รายจ่ายด้านอาหารและการเดินทางอาจลดได้บางส่วนด้วยการวางแผนล่วงหน้า ขณะที่ค่างวด ค่าเช่า หรือค่าเล่าเรียนเป็นภาระที่ต้องเตรียมไว้ให้ครบและตรงเวลา

3. ความพร้อมของเงินสำรอง
เงินสำรองเป็นกันชนสำคัญเมื่อค่าครองชีพทยอยเพิ่มขึ้น ควรลองตั้งคำถามว่า หากรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้น 10–15% ต่อเนื่อง 3–6 เดือน เรายังมีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่ คำตอบข้อนี้จะช่วยให้เห็นว่าแผนการเงินของเรารับแรงกดดันได้มากน้อยเพียงใด

4. หมวดรายจ่ายที่อ่อนไหวต่อราคา
หากรายจ่ายส่วนใหญ่ผูกกับหมวดที่ราคาผันผวนง่าย เช่น พลังงาน อาหารสด ค่าเดินทาง หรือค่าสาธารณูปโภค ก็ควรติดตามหมวดเหล่านี้เป็นพิเศษ และวางแผนใช้จ่ายให้รอบคอบมากขึ้น

เมื่อเข้าใจโครงสร้างรายจ่ายของตัวเองแล้ว การบริหาร “เงินเฟ้อของตัวเอง” ไม่ได้หมายถึงการลดค่าใช้จ่ายทุกอย่างพร้อมกัน แต่คือการเลือกจัดการรายจ่ายให้เหมาะกับชีวิตจริง เริ่มจากการบันทึกรายจ่าย แยกค่าใช้จ่ายจำเป็นออกจากค่าใช้จ่ายที่ลดหรือเลื่อนได้ ติดตามหมวดที่มีผลต่อกระเป๋าเงินมากที่สุด และเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทางการเงินให้เหมาะกับรายจ่ายจำเป็น โดยไม่เพิ่มภาระเกินกำลัง

สำหรับค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรวางแผนล่วงหน้าและรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ หากจำเป็นต้องกระจายภาระการชำระ ควรพิจารณาจากความสามารถในการจ่ายจริง และไม่ใช้วิธีดังกล่าวกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพราะการบริหารเงินที่ดีไม่ใช่เพียงการทำให้จ่ายไหวในวันนี้ แต่ต้องไม่สร้างภาระที่กระทบความมั่นคงทางการเงินในวันข้างหน้า

ท้ายที่สุด สิ่งที่กระทบกระเป๋าเงินของเราอาจไม่ใช่ตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิตและโครงสร้างรายจ่ายของเราเอง การรู้จัก “เงินเฟ้อของตัวเอง” จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการวางแผนการเงินที่สอดคล้องกับชีวิตจริง ช่วยให้เราใช้จ่ายอย่างรู้เท่าทัน รักษาสภาพคล่อง และรับมือกับค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม

“เวียตเจ็ท” ลุยอุดรธานี!! ปั้นอุดรธานีเป็นฮับการบิน เพิ่มเที่ยวบินภายใน-ต่างประเทศ เปิดตัวแผนพัฒนาวันที่ 22 ก.ค. หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและท่องเที่ยว

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” คิกออฟแผนปั้น “ท่าอากาศยานอุดรธานี” สู่ฮับการเดินทางลุ่มแม่น้ำโขง
เพิ่มความถี่เที่ยวบิน – พัฒนาเครือข่ายเที่ยวบินเชื่อมต่อ – เปิดเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศ
กรุงเทพฯ 6 กรกฎาคม 2569 – เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดแผนการยกระดับท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี สู่ประตูการเดินทางสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ผ่านการขยายเครือข่ายเส้นทางบินอย่างเป็นขั้นตอน โดยครอบคลุมทั้งการเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ การพัฒนาเส้นทางระหว่างประเทศผ่านบริการ Sky ConX และการศึกษาศักยภาพเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานีในอนาคต

แผนการพัฒนาเครือข่ายดังกล่าวมุ่งเพิ่มทางเลือกการเดินทางให้แก่ประชาชนในจังหวัดอุดรธานีและพื้นที่ใกล้เคียง ตลอดจนสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยชูบทบาทของจังหวัดอุดรธานีในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานการบิน ศักยภาพด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ภายใต้แผนการพัฒนาดังกล่าว เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้วางแนวทางการขยายเครือข่ายจากอุดรธานีใน 3 ระยะสำคัญ ได้แก่

ระยะที่ 1 การเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ โดยสายการบินฯ ได้เริ่มเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายภายในประเทศแล้ว โดยเฉพาะเส้นทางระหว่างอุดรธานีและกรุงเทพฯ เพื่อรองรับความต้องการเดินทางของประชาชน นักธุรกิจ นักท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมสร้างความถี่เที่ยวบินที่เหมาะสมต่อการเชื่อมต่อกับเครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศของสายการบิน จากสนามบินสุวรรณภูมิ

ระยะที่ 2 เตรียมต่อยอดบริการ Sky ConX เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารจากอุดรธานีในการเดินทางเชื่อมต่อผ่านกรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ สู่จุดหมายปลายทางระหว่างประเทศสำคัญ อาทิ ดานัง โตเกียว ไทเป และจุดหมายปลายทางอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยผู้โดยสารสามารถเช็กอินครั้งเดียวจากท่าอากาศยานอุดรธานี และรับสัมภาระ ณ จุดหมายปลายทางสุดท้าย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ราบรื่น และคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมเชื่อมโยงเมืองศักยภาพของไทยสู่เครือข่ายการบินระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขการให้บริการของสายการบิน

ระยะที่ 3 ศึกษาเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานี เวียตเจ็ทไทยแลนด์อยู่ระหว่างการศึกษาศักยภาพและความเป็นไปได้ของการเปิดให้บริการเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานี เพื่อรองรับการเติบโตของความต้องการเดินทางระหว่างประเทศในอนาคต และสนับสนุนบทบาทของอุดรธานีในฐานะศูนย์กลางการเดินทางที่เชื่อมโยงภาคตะวันออกเฉียงเหนือสู่เวียดนาม อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และจุดหมายปลายทางสำคัญในเอเชีย

ทั้งนี้ เวียตเจ็ทไทยแลนด์เตรียมร่วมเปิดตัวแนวทางการพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีอย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดอุดรธานี โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หอการค้าจังหวัดอุดรธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และพันธมิตรในพื้นที่ เข้าร่วมผลักดันศักยภาพของจังหวัดอุดรธานีในฐานะเมืองเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรมที่สำคัญของภูมิภาค

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “อุดรธานีเป็นจังหวัดยุทธศาสตร์ที่มีศักยภาพสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และความเชื่อมโยงกับประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีจึงเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับเมือง ผู้ประกอบการ ชุมชน และประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แผนการพัฒนาเครือข่ายจากอุดรธานีของเวียตเจ็ทไทยแลนด์จะดำเนินอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการสร้างฐานการเดินทางที่แข็งแกร่งผ่านการเพิ่มความถี่เที่ยวบินภายในประเทศ จากนั้นจะต่อยอดสู่บริการ Sky ConX เพื่อให้ผู้โดยสารจากอุดรธานีสามารถเดินทางเชื่อมต่อสู่จุดหมายปลายทางระหว่างประเทศได้สะดวก และคุ้มค่ายิ่งขึ้น พร้อมศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางบินตรงระหว่างประเทศจากอุดรธานีในอนาคต”

นอกจากศักยภาพด้านการเดินทาง อุดรธานียังเป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของชุมชนไทย–เวียดนาม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ท้องถิ่นและความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม การพัฒนาเครือข่ายการบินจากอุดรธานีจึงมีส่วนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน และการกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น

ไทย–ญี่ปุ่น จับมือยกระดับแรงงาน ‘จุลพันธ์’ เยี่ยมแรงงานไทยในญี่ปุ่น ชูโมเดลพัฒนาฝีมือ–ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานต่างแดน พบแรงงานไทยกว่า 1,300 คน ย้ำไทยพร้อมปั้นแรงงานคุณภาพ

‘จุลพันธ์’ ลงพื้นที่ญี่ปุ่น ตรวจเยี่ยมแรงงานไทยในบริษัท Kanemi Foods ชูโมเดลความร่วมมือสร้างทักษะฝีมือแรงงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยในต่างแดน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เดินทางเยือนบริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานและพบปะพูดคุยกับพี่น้องแรงงานไทย พร้อมหารือร่วมกับผู้บริหารของบริษัทฯ และองค์กรกำกับดูแล AI Family Cooperative Society ถึงแนวทางความร่วมมือในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นายสุรเกียรติ เทียนทอง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางสาวสดุดี กิตติสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ นางสาวพรรวี นาคพิพัฒน์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) สำนักงานแรงงานไทยในญี่ปุ่น ร่วมหารือด้วย ณ บริษัท Kanemi Foods Co., Ltd. สาขาไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทานยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น

สำหรับการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้รับชมมาตรฐานการดำเนินงานของบริษัทฯ ทั้งด้านคุณภาพการผลิต ความปลอดภัยในการทำงาน และการพัฒนาบุคลากร ซึ่งสะท้อนถึงความใส่ใจต่อพนักงาน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณบริษัท Kanemi Foods ที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพของแรงงานไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทมีการจ้างงานแรงงานไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 1,332 คน แบ่งเป็นผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค 1,084 คน และแรงงานทักษะเฉพาะอีก 248 คน นอกจากนี้ บริษัทฯ แจ้งว่าอยู่ระหว่างการขยายสาขาโรงงานและประสงค์จะรับแรงงานไทยเข้ามาทำงานเพิ่มเติมด้วย

นายจุลพันธ์ ได้กล่าวให้โอวาทแก่แรงงานไทยตอนหนึ่งว่า "การทำงานในต่างประเทศนอกจากจะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้แล้ว ยังถือเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้เทคโนโลยี วิธีการทำงาน และวัฒนธรรมการทำงานระดับสากล ขอให้ทุกคนตั้งใจเรียนรู้ พัฒนาตนเอง รักษาระเบียบวินัย และมีความรับผิดชอบ เพราะพวกท่านไม่ได้เป็นเพียงตัวแทนของตนเองหรือครอบครัว แต่เป็นตัวแทนของประเทศไทยในสายตานายจ้างและสังคมญี่ปุ่น"

นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ ยังได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลักของกระทรวงแรงงานภายใต้แนวคิด "เรียนได้งบ จบได้งาน" เพื่อมุ่งผลิตแรงงานคุณภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างญี่ปุ่นได้ตั้งแต่วันแรกของการทำงาน พร้อมทั้งมุ่งมั่นพัฒนาไประบบการจัดส่งแรงงานที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานยังได้แสดงความขอบคุณไปยัง AI Family Cooperative Society ที่ทำหน้าที่เป็นองค์กรกำกับดูแลและประสานงาน ให้คำปรึกษาแก่แรงงานไทยอย่างใกล้ชิด ซึ่งความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างบริษัท องค์กรกำกับดูแล และหน่วยงานภาครัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้การจ้างงานแรงงานไทยประสบความสำเร็จและสร้างประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงแรงงานและสำนักงานแรงงานในประเทศญี่ปุ่น พร้อมให้การสนับสนุนและเป็นที่พึ่งให้กับแรงงานไทยทุกคนเสมอ

19 กรกฎาคม 2492 วันรำลึกพระราชพิธีหมั้นอันเป็นมงคล จากโลซานน์สู่ความทรงจำของชาติ จุดเริ่มต้น พระราชพิธีหมั้นในหลวง ร.9 และสมเด็จพระพันปีหลวง ก่อนสืบสานพระราชกรณียกิจคู่แผ่นดิน

วันนี้เมื่อกว่า 74 ปีก่อน ถือเป็นวันสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาติ โดยเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช (พระอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) ทรงประกอบพระราชพิธีหมั้นกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร (พระอิสริยยศ ณ ขณะนั้น) ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

จุดเริ่มต้นของการสืบสานความผูกพันของทั้งสองพระองค์ เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2491 เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จจากเมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มายังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยการเสด็จครั้งนั้น มีหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร ในฐานะเอกอัครราชทูต ให้การเฝ้ารับเสด็จฯ พร้อมด้วยครอบครัว

ทั้งนี้ หนึ่งในสมาชิกของครอบครัวที่ให้การเฝ้ารับเสด็จฯ ในครั้งนั้น มีหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งเป็นบุตรีของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล เข้าร่วมเฝ้ารับเสด็จฯ ด้วย จึงเป็นที่มาของการที่ทั้งสองพระองค์ทรงได้พบกันเป็นครั้งแรก

ต่อมา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2491 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เข้าเฝ้าฯ เยี่ยมพระอาการ และถวายการพยาบาลอย่างใกล้ชิดเป็นประจำ จึงกลายเป็นความรักความเข้าพระราชหฤทัยซึ่งกันและกัน และสืบสานความผูกพันมากขึ้นเป็นลำดับ

ราวเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2492 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้มีรับสั่งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคลไปเฝ้าที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนที่ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 พระองค์จะเสด็จไปพบหม่อมเจ้านักขัตรมงคล ที่โรงแรมที่พัก และทรงมีรับสั่งถึงเรื่องการหมั้น

จากนั้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 จึงได้มีการประกอบพระราชพิธีหมั้นเป็นการภายใน ณ โรงแรมวินเซอร์ เมืองโลซานน์ อันเป็นที่พักของหม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัว โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสวมพระธำมรงค์เป็นของหมั้นต่อหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ซึ่งพระธำมรงค์วงนี้ เป็นวงเดียวกับที่สมเด็จพระบรมราชชนกทรงมอบต่อสมเด็จพระบรมราชชนนี ในพระราชพิธีหมั้น เมื่อปี พ.ศ. 2462

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขานุการประจำพระองค์ ทำหนังสือแจ้งข่าวที่ทรงหมั้นมายังรัฐบาลไทย ซึ่งมี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น รัฐบาลได้แจ้งประกาศข่าวอันเป็นมงคลนี้ให้พสกนิกรทราบ ยังความปลื้มปีติยินดีแก่เหล่าประชาชนชาวไทยถ้วนทั่วหน้ากัน

ที่มา : https://www.komchadluek.net/news/today-in-history/380155
https://th.wikipedia.org/wiki/พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส_พุทธศักราช_2493


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top