Thursday, 8 October 2026
TheStatesTimes

26 กรกฎาคม 2564 ‘ยูเนสโก’ ยก ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นแท่นมรดกโลกทางธรรมชาติ นับเป็นแห่งที่ 3 ของไทย ครอบคลุม ‘ราชบุรี-เพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์’

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 44 (ประเทศจีน) ได้พิจารณาวาระการเสนอ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

โดยการลงคะแนนเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 18.30 น. โดยมี 12 เสียงจากตัวแทนทั้งหมด 21 ประเทศที่ลงคะแนนรับรองให้ผืนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก ทำให้ประเทศไทยมีมรดกโลกทางธรรมชาติเป็นแห่งที่ 3 นับตั้งแต่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ ‘เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง’ ในปี พ.ศ. 2534 และ ‘กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่’ ในปี พ.ศ. 2548

โดยเหตุผลที่ทำให้ ‘กลุ่มป่าแก่งกระจาน’ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เนื่องจากเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่ใกล้สูญพันธุ์ มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยเขตสัตวภูมิศาสตร์ ได้แก่ Sundaic, Sino-Himalayan, Indochinese และ Indo-Burmese

ผืนป่าขนาดใหญ่ที่ต่อเนื่องไปกับเทือกเขาตะนาวศรี มีเนื้อที่ประมาณ 2.5 ล้านไร่ (4,089 ตารางกิโลเมตร) มีความยาวตั้งแต่เหนือสุดถึงใต้สุดของพื้นที่มากกว่า 200 กิโลเมตร ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และบริเวณต้นแม่น้ำเพชรบุรียังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์เลื้อคลานขนาดใหญ่ที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างจระเข้น้ำจืด

รวมไปถึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำเพชรบุรี แม่น้ำปราณบุรี และแม่น้ำภาชี เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์

ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ข้อที่ 10 ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ กล่าวคือ เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในถิ่นกำเนิด ซึ่งรวมไปถึงถิ่นที่อาศัยของชนิดพันธุ์พืช และ/หรือชนิดพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่นเชิงวิทยาศาสตร์ หรือเชิงอนุรักษ์ระดับโลก
กลุ่มป่าแก่งกระจาน มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วยพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 1 แห่ง ประกอบด้วย อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติไทยประจัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่น้ำภาชี

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การที่พื้นที่กลุ่มป่าแก่งกระจานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้ นอกจากเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ และเป็นความภาคภูมิใจของคนในประเทศแล้ว ยังทำให้คนในประเทศเกิดการตระหนัก รู้สึกเป็นเจ้าของและหวงแหนทรัพยากรที่เรามีอยู่ด้วย

โดยประโยชน์หลัก ๆ ที่ได้รับ เช่น
1. ส่งเสริมการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ชนิดพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ที่มีคุณค่าโดดเด่น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และศึกษาวิจัยในระดับสากล

2. ยกระดับการอนุรักษ์พื้นที่ด้วยการบริหารจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ให้คงคุณค่าของแหล่ง เพื่อส่งต่อไปยังอนุชนรุ่นต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในระดับประเทศ และระดับท้องถิ่น

3. ส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การพัฒนาอย่างยั่งยืน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจชุมชน และ (4) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกองทุนมรดกโลกได้

ที่มา : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

“มาเลเซีย” ย้ำจุดยืนไม่รับรอง “อิสราเอล”!! แม้สหรัฐฯ เรียกทูตชี้แจง ปมเนรเทศผู้ถือสัญชาติอิสราเอล กัวลาลัมเปอร์ย้ำเป็นนโยบายเดิม ไม่ใช่เรื่องใหม่ เลือกยืนบนจุดยืนเดิม หนุนสิทธิปาเลสไตน์ แม้เจอแรงกดดันจากสหรัฐฯ

มาเลเซีย แม้รัฐบาลแสดงจุดยืนด้านนโยบายต่างประเทศชัดเจน จนถูกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกทูตเข้าชี้แจง แต่ไม่เห็นจะมีพวกหิวเอ็นเกจปลุกกระแสต่อต้านรัฐบาลเลย แม้แต่สื่อกระแสหลักก็ไม่เห็น เต็มที่ก็แค่รายงานข่าวไปตามสถานการณ์ "ต่างกับสื่อในบางประเทศ"

สหรัฐฯ เรียก มูฮัมหมัด ชาห์รุล อิกราม ยาคอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำสหรัฐฯ เข้าชี้แจงเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ "จุดยืนที่ไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซีย"

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยว่า นายมูฮัมหมัด ชาฮ์รูล อิกราม ยาขอบ (Muhammad Shahrul Ikram Yaakob) เอกอัครราชทูตมาเลเซีย ได้ยืนยันต่อทางการสหรัฐฯ ว่านโยบายไม่ยอมรับรัฐอิสราเอลของมาเลเซียเป็นจุดยืนที่ยึดถือมาอย่างยาวนานและไม่ใช่เรื่องใหม่

“นี่เป็นนโยบายของมาเลเซียมาโดยตลอด นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของเราไม่รับรองรัฐอิสราเอลหรือระบอบไซออนิสต์ และนี่คือจุดยืนที่เรายึดถือมาเป็นเวลานาน”

โมฮัมหมัด ฮาซัน ยังกล่าวถึงกรณีบุคคลผู้ถือสองสัญชาติสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเดินทางเข้ามาเลเซียโดยใช้หนังสือเดินทางสหรัฐฯ แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่า บุคคลดังกล่าวถือสัญชาติอิสราเอลด้วย จึงถูกขอให้ออกจากประเทศ

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ 8 คน ได้ส่งจดหมายถึง มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อคำประกาศของนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) ที่ระบุว่า มาเลเซียจะติดตามตัวและเนรเทศพลเมืองอิสราเอลที่พบอยู่ในประเทศทันที

สมาชิกรัฐสภากลุ่มดังกล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทบทวนความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับมาเลเซีย พร้อมเสนอให้ระงับเงินสนับสนุนโครงการ International Military Education and Training ซึ่งใช้ฝึกอบรมบุคลากรทางทหารของมาเลเซียในสหรัฐฯ หากรัฐบาลกัวลาลัมเปอร์ไม่ยกเลิกนโยบายดังกล่าวภายใน 15 วัน

มาเลเซียไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล และเป็นหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนการต่อสู้และสิทธิในการจัดตั้งรัฐของชาวปาเลสไตน์มาอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2117786709117071&set=gm.1355360706752286&idorvanity=849053944049634

27 กรกฎาคม 2554 วันสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ช่วยกิจการสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษา 85 ปี

27 กรกฎาคม 2554 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 สิ้นพระชนม์ ณ โรงพยาบาลศิริราช รวมพระชันษา 85 ปี

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาพระองค์เดียวในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า รัชกาลที่ 6 กับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ทรงพระประสูติเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ณ พระที่นั่งเทพพิลาส ในหมู่พระมหามณเฑียร ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรหนักด้วยโรคพระอันตะ มีพระอาการรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลของเหล่าพสกนิกร แต่ถึงแม้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจะประชวร ท่านทรงรอฟังข่าวพระประสูติการอย่างใกล้ชิด และเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 เวลาประมาณบ่ายโมง พระนางเจ้าสุวัทนาฯ มีพระประสูติการเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทราบข่าว มีพระราชดำรัสว่า "ก็ดีเหมือนกัน" จากนั้นเมื่อเจ้าพระยารามราฆพได้นำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยไปเฝ้าฯ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทอดพระเนตร ทรงพยายามยกพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา แต่ก็ทรงอ่อนพระกำลังมากจนไม่สามารถจะทรงยกพระหัตถ์ได้ 

เจ้าพระยารามราฆพจึงเชิญพระหัตถ์ขึ้นสัมผัสพระราชธิดา เมื่อจะเชิญเสด็จพระราชกุมารีกลับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงโบกพระหัตถ์แสดงพระราชประสงค์จะทอดพระเนตรพระราชธิดาอีกครั้ง จึงเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอมาเฝ้าฯ เป็นครั้งที่สอง และเป็นครั้งสุดท้ายแห่งพระชนมชีพจนกลางดึกคืนนั้นเองก็เสด็จสวรรคต

เมื่อทรงพระเยาว์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา เริ่มทรงพระอักษร เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2473 โดยพระอาจารย์จากโรงเรียนราชินี เช่น หม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีและโรงเรียนราชินีบน พร้อมด้วยครูพิศ ภูมิรัตน อาจารย์ใหญ่โรงเรียนราชินีเป็นผู้ถวายพระอักษร ณ พระตำหนักสวนหงส์ พระราชวังดุสิต 

จากนั้น ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนราชินี (หมายเลขประจำพระองค์ 1847) แล้วจึงทรงศึกษาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการกับท่านผู้หญิงศรีนาถ สุริยะ อาจารย์จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ณ ตำหนักสวนรื่นฤดี ถนนราชสีมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุขึ้น มีพระอนามัยไม่สมบูรณ์นัก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำริให้นำสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ไปประทับรักษาพระองค์ ณ ประเทศอังกฤษ ในปี พ.ศ. 2480 ซึ่งในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงเสด็จไปประทับอยู่ก่อนแล้ว

ทั้งนี้ ทั้งสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา และพระชนนี ได้ทรงย้ายที่ประทับหลายแห่งตามลำดับ คือ ตำหนักแฟร์ฮิลล์ เมืองแคมเบอร์เลย์ มณฑลเซอร์เรย์, ตำหนักหลุยส์เครสเซนต์ เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และตำหนักไดก์โรด (บ้านรื่นฤดี) เมืองไบรตัน มณฑลซัสเซค และประสบความยากลำบากอย่างหนัก เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในช่วงภาวะสงครามจึงทรงประหยัดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งรวมไปถึงการทำงานบ้านเองเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการจ้างข้าหลวงชาวต่างประเทศ

ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ทรงประทับอยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษ, ภาษาฝรั่งเศส และเปียโนกับพระอาจารย์ชาวต่างประเทศ และได้เสด็จไปทรงศึกษาในโรงเรียนประจำสตรีชื่อโรงเรียนเซเครดฮาร์ต แคว้นเวลส์

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่พระองค์ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ พระองค์และพระชนนีมีพระกรุณาต่อชาวไทยในประเทศอังกฤษ โดยทรงโปรดให้เข้าเฝ้า และจัดประทานเลี้ยงให้อยู่เสมอ และพระราชทานพระกรุณาแก่กิจการต่าง ๆ ของชาวไทยอยู่เป็นประจำ ทรงร่วมงานของสามัคคีสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมนักเรียนไทยในสหราชอาณาจักร เป็นประจำ

นอกจากนี้ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พระองค์ยังทรงอุทิศพระองค์ช่วยเหลือกิจการสภากาชาดอังกฤษ ประทานแก่ทหารและผู้ประสบภัยสงครามด้วยการเสด็จไปทรงบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งม้วนผ้าพันแผล จัดยา และเวชภัณฑ์ ทางสภากาชาดอังกฤษจึงได้ถวายเกียรติบัตรประกาศพระกรุณา และในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีพระชนมชีพหลังการสละราชสมบัติแล้ว พระองค์และพระชนนีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่เสมอ

ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2502 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา ได้เสด็จนิวัตประเทศไทยเป็นการถาวร ได้ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสังคมสงเคราะห์ โดยเสด็จออกเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองทั้งใกล้ไกล พร้อมพระราชทานพระอนุเคราะห์แก่ผู้ยากไร้อยู่เสมอ ครั้นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอในรัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระวัยขึ้นกระทั่งทรงสามารถแบ่งเบาพระราชกรณียกิจได้ ประกอบกับพระองค์มีพระชนมายุสูงขึ้น จึงได้เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรในถิ่นทุรกันดารน้อยลง เมื่อพระองค์มีพระชันษาสูงขึ้น พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เข้าเฝ้าและได้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์อยู่เนือง ๆ

จนกระทั่ง สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา มีพระชันษาที่มากขึ้น ทำให้สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ประชวรด้วยอาการตามพระชันษา คณะแพทย์จากโรงพยาบาลศิริราชจึงได้เฝ้าระวังพระอาการอย่างใกล้ชิด ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเริ่มมีพระอาการเส้นพระโลหิตอุดตัน ทำให้ทรงขยับพระวรกายด้านซ้ายยากขึ้น คณะแพทย์จึงได้ถวายพระโอสถ และมีนางพยาบาลถวายการดูแล อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระองค์จะทรงรับสั่งได้น้อยลง แต่ก็ทรงเข้าพระทัยทุกอย่างเป็นอย่างดีด้วยการพยักพระพักตร์ 

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเข้าประทับรักษาตัวในโรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 โดยมีคณะแพทย์ถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถ แต่อาการพระประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ ก่อนที่สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จะได้สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 16 นาฬิกา 33 นาที ของวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 สิริรวมพระชันษา 85 ปี

ไทยเปิดหัวอาเซียนคัพสวย!! ช้างศึกประเดิมหรู อัดลาว 5-0 ‘ฮัดสัน’ ชมแข้งหน้าใหม่–ไร้เจ็บหนัก ขอบคุณแฟนบอลไทยตามเชียร์ถึงสนาม พร้อมลุยต่อเกมกับมาเลเซีย

แอนโธนี ฮัดสัน หัวหน้าผู้ฝึกสอน ฟุตบอลทีมชาติไทย ให้สัมภาษณ์หลังการแข่งขันฟุตบอลอาเซียน คัพ รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดแรก

เกมดังกล่าว ทีมชาติไทย เอาชนะ สปป.ลาว ไป 5-0 จากสองประตูของ คคนะ คำยก และที่เหลือมาจาก ธีรศักดิ์ เผยพิมาย, ยศกร บูรพา และ สารัช อยู่เย็น

“รู้สึกพอใจกับเกมนัดนี้ เพราะเราสามารถเริ่มต้นรายการนี้ด้วยชัยชนะ และทีมก็มีนักเตะหน้าใหม่หลายคน เรื่องที่ดีอีกเรื่องจากเกมนี้คือไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ทุกคนเล่นได้ตามแทคติกที่วางไว้” ฮัดสัน กล่าว

“ขอบคุณแฟนบอลที่เดินทางมาเชียร์ที่สนาม ผมรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก แฟนบอลมาเชียร์เราที่นี่จากการเดินทางในหลายรูปแบบ และพยายามส่งเสียงเชียร์ให้พวกเรา”

“หลังจากนี้ก็จะกลับประเทศไทยทันที และก็พยายามฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักกีฬาให้พร้อมสำหรับเกมต่อไป ตอนนี้เราต้องโฟกัสกันเกมต่อเกม และพยายามทำเต็มที่เสมอ ส่วนอาการของ สารัช อยู่เย็น ก็ต้องเช็คอีกครั้ง แต่เบื้องต้น ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ มันน่าจะเกิดจากการปะทะเล็กน้อย”

“ส่วนตัวยอมรับว่าผมเองก็กังวลเกี่ยวกับสภาพร่างกายของนักกีฬาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์แล้ว แต่ผมว่าในช่วงหลังจากนี้ทุกคนจะพร้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนนักเตะที่มาจาก U23 ผมก็รู้สึกประทับใจพวกเขา เช่นเดียวกับนักเตะมากประสบการณ์ในทีมชุดนี้ ผมยืนยันว่าการเลือกตัวผู้เล่นของผม ไม่ได้มองเรื่องอายุเป็นตัวกำหนด แต่มองที่ศักยภาพและความพร้อมของแต่ละคนมากกว่า”

ด้าน ธีรศักดิ์ เผยพิมาย นักเตะยอดเยี่ยมประจำเกมการแข่งขัน กล่าวว่า “ถ้าให้พูดถึง เซฟ (ชวัลวิทย์ แซ่เล้า) ผมว่าน้องมีความสามารถอยู่แล้วครับ และต้องพยายามพัฒนาตัวเองต่อไป ส่วนตัวผมก็เป็นกำลังใจให้น้องครับ”

โปรแกรมนัดต่อไป ทีมชาติไทย จะทำการแข่งขันฟุตบอล อาเซียน คัพ 2026 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี นัดที่สอง พบกับ มาเลเซีย ทีมอันดับ 136 ของโลก ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เวลา 20.00 น. ซื้อบัตรได้แล้วที่ >> https://shorturl.asia/zlmX2 และถ่ายทอดสดทาง แอปพลิเคชั่น TrueVisions Now

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10337967

ปม “ก๊กโจรเดียวกัน” เขย่าการเมืองไทย!! เมื่อสารพัดคดีถูกตั้งคำถามว่าเป็นแผนปล้นชาติหรือไม่ จากเขากระโดงถึงโกงสอบราชการ จิ๊กซอว์การเมืองที่ถูกตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง คำถามใหญ่คือบังเอิญ หรือมี “ก๊กเดียวกัน” คุมเกม

จริงหรือที่ว่าโจรปล้นที่ดินบนเขา ปล้น สว. ปล้นน้ำมัน ปล้นเอไอ
และปล้นข้อสอบราชการ มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน”

ต่อขึ้นชื่อว่า “มหาโจร” ย่อมวางตนอยู่เหนือโจรอีกที โจรบางประเภทเกิดมารวย เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่อยากมีอยากได้สูงสุด แต่คืออำนาจ หน้าตา ด้วยโจรบางคนเกิดมามีแต่เงิน แต่ไร้ความสามารถ จึงหวังอยากได้บารมีมาห่มคลุม ปกปิดความอ่อนด้อย และใช้เฉิดฉายหน้าตาทางสังคม

พงศาวดารการเมืองไทย หากใครคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องของนโยบายและการพัฒนาชาติ อาจจะต้องลองเปลี่ยนแว่นตามาดู “ละครฉากใหญ่” ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของ “มหาโจร” เพราะคำกล่าวที่ว่า “มหาโจรย่อมอยู่เหนือโจร” อีกทีนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นคำอธิบายเชิงวิพากษ์ที่สะท้อนปรากฏการณ์ “จิ๊กซอว์ทางการเมืองไทย” ในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคาย

สารพัดคดี และประเด็นร้อนแรงในสังคม เริ่มจาก เขากระโดง, เกมรวบสภาสูง ที่หวังควบคุมองค์กรอิสระอย่างหมดจด, ดีลลับพลังงาน ผลประโยชน์ที่เอื้อทุนใหญ่เครือข่ายตนเอง, งบเอไอ ที่มองไม่เห็นความคุ้มค่า และการโกงสอบราชการ ที่สะท้อนความเน่าเหม็นของระบบราชการไทย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลงานการ “ออกแบบปล้น” อันแยบยลของ “ก๊กโจรเดียวกัน”?

ในโลกของการเมืองเชิงบารมี "มหาโจร" ไม่จำเป็นต้องสวมสูทออกหน้าลงสนาม แต่ยืนอยู่ฉากหลังลับ ๆ ในฐานะ “ผู้คุมบังเหียน” ขณะที่ "หัวหน้าโจร" คือชายผู้ชอบ “แสงสปอร์ตไลท์” คอยสวมบทบริหารภายใต้อิทธิพล “มหาโจร”

การถูกครอบงำเชิงอำนาจนี้ ส่งผลให้ตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ กลายเป็นเพียง “เครื่องมือบังคับการ” ที่ทำหน้าที่อนุมัติ เพื่อสนองตอบต่อ “เค้กชิ้นโต” ที่ถูกแบ่งสรรไว้ล่วงหน้า ประชาชนผู้เสียภาษีจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้ชมที่ต้องจ่ายค่าตั๋วแพงลิบลิ่ว เพื่อดู “ละครการปล้นชาติ” อย่างท้าทายสังคม

คำถามที่ว่าทั้งหมดนี้มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน” จริงหรือ?

อาจไม่ต้องหาคำตอบจากห้องพิจารณาคดี แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เมื่อ “มหาโจร” ผู้ไร้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทาง และโจรผู้มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ผลลัพธ์สุดท้ายจึงตกอยู่กับคนไทยทุกคน ที่ต้องทนเห็นสมบัติชาติถูกจัดสรรปันส่วนราวกับเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพรรคพวกตนเองอย่างน่าเวทนา

แจ็ค รัสเซล

เขื่อนวชิราลงกรณสว่างไสว กฟผ.น้อมสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ จัดใหญ่ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติในหลวง ณ เขื่อนวชิราลงกรณ สืบสานพระราชปณิธานเพื่อแผ่นดิน

กฟผ. เขื่อนวชิราลงกรณ จัดยิ่งใหญ่ เฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กฟผ. จัดงาน “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี จัดเต็มทั้งการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย พลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรกว่า 200 ลำ การออกร้านสินค้าจากชุมชนรอบพื้นที่เขื่อน และการแสดงจากศิลปินชื่อดัง
พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา 28 กรกฎาคม 2569 “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2569 ณ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี โดยมีนางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ร่วมพิธี

กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ จัดขึ้นภายใต้ชื่อ “74 พรรษา สายใยรักจากแม่สู่ลูก” ถ่ายทอดผ่านสัญลักษณ์ “กระสวยแห่งการสืบสาน” ด้วยแนวคิดจากสายใยแห่งความรัก ความผูกพัน และพระเมตตาที่ส่งต่อจากแม่สู่ลูก ถักทอเป็นพระราชปณิธาน ส่งต่อสู่การสร้างคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนชาวไทย ภายในงานมีการแสดงนาฏยศิลป์ไทยร่วมสมัย ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะโขน ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งความรัก ความห่วงใย และการส่งต่อพระราชปณิธานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสู่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ การแสดงโดรนแปรอักษรจำนวน 200 ลำ ถ่ายทอดเรื่องราว “สายใยแห่งความรัก” ที่เชื่อมโยงระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรชาวไทย สะท้อนพระเมตตา ความผูกพัน การสืบสานพระราชปณิธาน และการน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลแม่ดีเด่นให้แก่ครอบครัวในพื้นที่อำเภอทองผาภูมิ จำนวน 10 ท่าน การออกร้านจำหน่ายสินค้าชุมชนรอบพื้นที่เขื่อนวชิราลงกรณ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพ รวมถึงการแสดงจากศิลปินชื่อดัง

พร้อมนี้ กฟผ. ยังได้จัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ อาคารพลับพลา เขื่อนวชิราลงกรณ โดยน้อมนำพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาจัดแสดง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตั้งแต่การส่งเสริมคุณภาพชีวิต อาชีพ ความเป็นอยู่ของผู้ยากไร้ รวมถึงประชาชนในชนบท พระราชปณิธานอันแน่วแน่ในการดูแลรักษาป่า ดังพระราชดำรัส “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า” และได้ทรงปลูกฝังแนวคิดแห่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ และการอุทิศงานเพื่อแผ่นดินแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้ถ่ายทอดไปยังสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา อีกด้วย

อุตฯ ลุยมาตรฐานแบตเตอรี่ เพาเวอร์แบงค์!! รมว.อุตฯ เตรียมชง ครม.คุมเข้มแบตเตอรี่ รับรอง มอก. ปรับเทียบมาตรฐานสากล บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันอุบัติเหตุ ยกระดับคุณภาพสินค้าส์ไทยสู่ตลาดโลก

อุตฯ เล็งชง ครม. คุมเข้มแบตเตอรี่-พาวเวอร์แบงก์ ยกระดับ มอก. เทียบมาตรฐานโลก บังคับใช้กลางปี 2570 ป้องกันความปลอดภัยประชาชน

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่าเตรียมเสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดให้ แบตเตอรี่ระบบนิกเกิล แบตเตอรี่ระบบลิเทียม และพาวเวอร์แบงก์ เป็นสินค้าควบคุม โดยสินค้าที่ผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศไทย จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ก่อนออกสู่ตลาด

มาตรการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงมาตรฐานให้ทันต่อเทคโนโลยี หลังแบตเตอรี่และพาวเวอร์แบงก์ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ขณะที่เหตุแบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

การทบทวนมาตรฐานครั้งนี้อ้างอิงมาตรฐานสากล IEC 62133 โดยแยกมาตรฐานแบตเตอรี่ออกเป็น 2 ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน ได้แก่ มอก. 62133 เล่ม 1-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบนิกเกิล และ มอก. 62133 เล่ม 2-2565 สำหรับแบตเตอรี่ระบบลิเทียม พร้อมปรับปรุง มอก. 2879-2567 สำหรับพาวเวอร์แบงก์ เพื่อให้มาตรฐานทั้งระบบมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

สาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ คือ การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการทดสอบการป้องกันการคายประจุเกิน ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนต่ออุณหภูมิสูง และความร้อนจากการชาร์จซ้ำ รวมถึงต้องแสดงข้อมูลและคำเตือนการใช้งานอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภค

“หาก ครม. เห็นชอบ คาดว่ามาตรฐานทั้ง 3 ฉบับจะมีผลบังคับใช้ ภายในกลางปี 2570 โดยเปิดช่วงเปลี่ยนผ่านให้ผู้ประกอบการปรับกระบวนการผลิต การนำเข้า และการขอใบอนุญาตตามมาตรฐานใหม่ ขณะที่ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมสามารถยื่นขอขยายระยะเวลาได้ตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 1 ปีหลังมาตรฐานมีผลใช้บังคับ”

นายวราวุธ กล่าวว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้บริโภค แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพสินค้าไทย ลดปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐาน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งประชาสัมพันธ์ อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ และเข้มงวดการตรวจสอบเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพเข้าสู่ตลาด

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการบังคับใช้มาตรฐานใหม่จะเป็นแรงผลักดันให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าต้องยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทย รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุตสาหกรรมพลังงานแห่งอนาคต ทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและลดต้นทุนความเสียหายจากอุบัติเหตุที่เกิดจากสินค้าคุณภาพต่ำในระยะยาว

‘อาจารย์อุ๋ย’ ชี้บทบาทรัฐในเหตุความมั่นคง!! เปิดคำถามกฎหมายเยียวยาชายแดน ผู้ประกอบการชายแดนยังรอคำตอบ รัฐต้องพิสูจน์ให้ชัดว่าความเสียหายถูกชดเชยครบจริงหรือไม่ ต้องยืนบนกฎหมาย ความเป็นธรรม และธรรมาภิบาล

รัฐบาลอ้างเอกชนได้รับการช่วยเหลือแล้ว เพียงพอหรือไม่? คำถามทางกฎหมายต่อการเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน ! 

การได้รับเงินจากบริษัทประกันภัยหรือบริษัทต้นสังกัด ตัดสิทธิการเยียวยาจากภาครัฐหรือไม่ และรัฐควรมีบทบาทอย่างไรเมื่อผู้ประกอบการต้องรับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ !

จากเหตุการณ์กระสุนและวัตถุระเบิดจากฝั่งกัมพูชาตกใส่สถานีบริการน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเมื่อปีที่ผ่านมา มิใช่เพียงความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชน แต่เป็นผลกระทบจากสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ประกอบการในพื้นที่ต้องแบกรับความเสียหายจากเหตุที่ตนมิได้เป็นผู้ก่อ

เมื่อครบหนึ่งปีหลังเกิดเหตุ ผู้ประกอบการบางรายยังคงออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาเยียวยา ขณะที่รัฐบาลชี้แจงว่า ผู้เสียหายบางส่วนได้รับเงินช่วยเหลือจากบริษัทประกันภัยและบริษัทต้นสังกัดแล้ว จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การได้รับเงินจากภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว เพียงพอที่จะยุติบทบาทของรัฐในการเยียวยาหรือไม่ ?

ต้องบอกก่อนว่าเงินจากเอกชนกับการเยียวยาของรัฐ เป็นคนละประเด็น

เงินที่ผู้ประกอบการได้รับจากบริษัทประกันภัย เกิดจากสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาประกันภัย ส่วนเงินช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดเป็นการบริหารจัดการภายในภาคเอกชน ทั้งสองกรณีมีฐานกฎหมายและวัตถุประสงค์แตกต่างจากมาตรการเยียวยาของรัฐ

ในกฎหมายเปรียบเทียบของหลายประเทศ มีแนวคิด Collateral Source Rule ซึ่งโดยหลักไม่สนับสนุนให้ผู้มีหน้าที่รับผิดนำเงินช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกมาเป็นเหตุลดภาระของตน แม้หลักการดังกล่าวจะยังไม่ใช่กฎหมายที่ใช้บังคับโดยตรงในประเทศไทย แต่ก็สะท้อนแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมที่ควรนำมาประกอบการกำหนดนโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงยังไม่ปรากฏชัดว่าความเสียหายได้รับการชดเชยครบทุกส่วน โดยจากข้อมูลที่รัฐบาลเผยแพร่ ระบุว่ากรณีสถานีบริการน้ำมัน ความเสียหายประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับเงินจากบริษัทประกันภัย 1 ล้านบาท และจากบริษัท ปตท. 2.05 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับร้านสะดวกซื้อ รัฐบาลระบุว่าความเสียหายประมาณ 14 ล้านบาท และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท 9 ล้านบาท แต่ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ชี้ชัดว่าความเสียหายส่วนที่เหลือได้รับการชดเชยครบถ้วนจากแหล่งใด หรือมีความเสียหายทางอ้อม เช่น การขาดรายได้ ค่าใช้จ่ายในการหยุดดำเนินกิจการ หรือความเสียหายที่เกินวงเงินประกันภัย ได้รับการชดเชยแล้วหรือไม่

ดังนั้น การสรุปว่าผู้เสียหาย “ได้รับเงินครบแล้ว” หรือ “ยังไม่ได้รับการชดเชยครบ” ล้วนต้องอาศัยข้อมูลข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

อีกประเด็นสําคัญคือบทบาทของรัฐในเหตุการณ์ด้านความมั่นคง แม้กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดให้รัฐต้องชดใช้ความเสียหายแก่ผู้ประกอบการทุกกรณีที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชายแดน การเยียวยาจึงมักอาศัยกฎหมายเฉพาะ มติคณะรัฐมนตรี หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายมหาชนและกฎหมายเปรียบเทียบ มีหลักการว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นพิเศษจากภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือจากสถานการณ์ด้านความมั่นคง ไม่ควรต้องแบกรับภาระดังกล่าวเพียงลำพัง

แนวคิด Égalité devant les charges publiques (equality before public burdens) หรือ “ความเสมอภาคในการรับภาระสาธารณะ” แม้ยังมิใช่หลักกฎหมายทั่วไปของไทย แต่เป็นหลักวิชาการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายมหาชนของหลายประเทศ และอาจใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนให้รัฐพิจารณามาตรการเยียวยาที่เหมาะสม

ดังนั้น ประเด็นที่สังคมควรได้รับคำชี้แจงอย่างโปร่งใสจากรัฐบาลจึงได้แก่

-ความเสียหายทั้งหมดของผู้ประกอบการแต่ละรายได้รับการประเมินครบถ้วนแล้วหรือไม่

- ยังมีความเสียหายส่วนใดที่ไม่ได้รับการชดเชยหรือไม่

- หากยังมีความเสียหายตกค้าง รัฐมีมาตรการรองรับอย่างไร

- เหตุใดผู้ประกอบการจึงยังคงออกมาเรียกร้องต่อหน่วยงานของรัฐภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปเป็นเวลานาน

การตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดน และสะท้อนความรับผิดชอบของรัฐต่อผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความมั่นคง

ท้ายที่สุด รัฐบาลมีสิทธิชี้แจงว่าผู้ประกอบการได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชนแล้ว แต่การอ้างเหตุเพียงเท่านี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะยุติข้อเรียกร้องเรื่องการเยียวยา หากยังไม่มีการแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนว่าความเสียหายทั้งหมดได้รับการชดเชยครบถ้วน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนและผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากเหตุความมั่นคงของประเทศ รัฐควรเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส ทบทวนมาตรการเยียวยาบนพื้นฐานของกฎหมาย ความเป็นธรรม และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่เสียสละและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ จะไม่ถูกปล่อยให้เผชิญความสูญเสียเพียงลำพัง

ด้วยความปรารถนาดี

โดย อาจารย์อุ๋ย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02cUTAHpYBWCSCS3AZvGpTrBQidA5tuHPxX7zwcMHVKHbzNvRohZis3KbgKBS25JkBl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

เอกอัครราชทูตยูเครนประจำอิสราเอลกล่าวว่า

กองกำลังยูเครนจะโจมตีเรือของอิหร่านและรัสเซียที่ขนส่งชิ้นส่วนโดรน
และขีปนาวุธข้ามทะเลแคสเปียน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357321296556227/?rdid=YsUUpt7gBElsl6lB#

อิหร่านเร่งฟื้นโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์!! หลังถูกสหรัฐฯ โจมตี กระทบทางรถไฟ–คมนาคมระหว่างประเทศ ผู้นำอิหร่านสั่งกู้ระบบขนส่งยุทธศาสตร์ หวังประคองเศรษฐกิจและความมั่นคงหลังแรงโจมตี สะท้อนศึกครั้งนี้ไม่จบแค่สนามรบ

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเกียนของอิหร่านได้สั่งเร่งการบูรณะโครงสร้างพื้นฐานทางยุทธศาสตร์

ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเครือข่ายทางรถไฟ

และเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศ 

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1357320153223008/?rdid=sOvtwF6fduClLLsh#

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top