Thursday, 23 July 2026
TheStatesTimes

'จิตรเทพ' ชี้ Financial Professional ต้องเข้าใจธุรกิจจริง มองเห็นโอกาสสร้างมูลค่า มอง M&A เป็นเครื่องมือเติบโต เชื่อมการเงิน-กลยุทธ์ลงทุน

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” นักธุรกิจและ Deal Maker ถ่ายทอดมุมมองการเงิน การลงทุน และการซื้อขายกิจการ (M&A) ให้น้อง ๆ ในโครงการ New Breed Financial Professional ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้ Financial Professional ยุคใหม่ต้องเข้าใจ “ธุรกิจจริง” และมองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่า

ในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ New Breed Financial Professional ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจและ Deal Maker ผู้มีประสบการณ์ด้านการเงิน การลงทุน การสร้างการเติบโตของธุรกิจ และการทำธุรกรรม M&A ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จากโลกธุรกิจจริง ทั้งในด้านการบริหารเงินทุน การลงทุน ตลอดจนการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร

นายจิตรเทพชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถบริหาร เงินทุน กระแสเงินสด โครงสร้างทางการเงิน และการลงทุน ให้สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจ เพื่อให้เงินทุนที่มีอยู่สามารถสร้างผลตอบแทนและนำไปต่อยอดการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงจุดที่ต้องการขยายตัวอย่างรวดเร็ว M&A หรือการควบรวมและซื้อกิจการ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจ ทำให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ฐานลูกค้า เทคโนโลยี บุคลากร หรือขีดความสามารถใหม่ ๆ ที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างขึ้นด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ Deal Maker หัวใจของการทำ M&A ไม่ได้อยู่เพียงการ “ซื้อกิจการให้สำเร็จ” แต่คือการมองให้ออกว่า ดีลนั้นจะสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน การสร้าง Synergy การขยายตลาด การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างมูลค่าในระยะยาว

จากประสบการณ์การทำธุรกิจ นายจิตรเทพมองว่า Financial Professional ในยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจมากกว่าตัวเลขทางการเงิน แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง Finance, Investment และ Business Strategy เข้าด้วยกัน รวมถึงต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจจริง เพื่อประเมินโอกาส ความเสี่ยง และศักยภาพในการสร้างมูลค่าก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรม

เพราะในโลกของธุรกิจและการลงทุน การมองเห็นโอกาสเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ความสามารถในการประเมินคุณค่า วางโครงสร้างทางการเงิน และเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็น “ดีลที่สร้างการเติบโต” คือหนึ่งในทักษะสำคัญของคนทำงานด้านการเงิน การลงทุน และตลาดทุนในอนาคต

พนันออนไลน์ไม่หยุดแค่ชายแดน!! อาเซียนไล่บี้พนันออนไลน์–แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลาวรวบผู้ต้องหา 4 สัญชาติ คนไทยนำโด่ง ยึดคอมฯ–มือถือกว่า 1 หมื่นเครื่อง สะท้อนสแกมเมอร์กำลังหาฐานใหม่ทั่วภูมิภาค

ลาว ทางการลาวปราบ พนันออนไลน์สแกมเมอร์
อาเซียนรวมใจ พนันออนไลน์สแกมเมอร์

ลาวบุกทลายเครือข่ายเว็บพนัน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบ 589 คน 4 สัญชาติ คนไทยมากสุด 373 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคง สปป.ลาว พร้อมกำลังเฉพาะกิจ ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นอาคารให้เช่าในพื้นที่บ้านดงโพสี เมืองหาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพื่อกวาดล้างเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์และขบวนการหลอกลวงทางโทรคมนาคม (Scammer)
ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 589 คน เป็นหญิง 309 คน จาก 4 สัญชาติ ประกอบด้วย ชาวไทย 373 คน (หญิง 198 คน), ชาวลาว 199 คน (หญิง 105 คน), ชาวเวียดนาม 15 คน (หญิง 4 คน) และ ชาวกัมพูชา 2 คน (หญิงทั้งหมด)

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1,517 เครื่อง, โน้ตบุ๊ก 4,045 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 5,245 เครื่อง เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลการสืบสวน
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อขยายผลหาผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่แจ้งเบาะแสจนสามารถเข้าทลายเครือข่ายดังกล่าวได้ และขอให้ประชาชนระมัดระวังการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงงดเล่นการพนันออนไลน์ทุกประเภท พร้อมแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดผ่านสายด่วน 1533 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

จากข้อมูล หลังจากมีการปราบปรามในพม่าแก๊งสแกมเมอร์แตกและย้ายฐานมาสมทบในกัมพูชา หลังจากปะทะ ชายแดนไทย

ปิดด่าน ทางการจีนเริ่มปราบในกัมพูชา กลุ่มสแกมเมอร์แตก หาฐานใหม่ในศรีลังกา ฟิลิปปินส์ยังเป็นฐานใหญ่

ส่วนฐานย่อยและเริ่มก่อตัวในพื้นที่ทางบกที่ไม่ห่างจากกัมพูชา แบ่งออกเป็นสองประเภทขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ที่เป็นอาณาจักร

จากข่าวหลายข่าวจะเห็นได้ว่าหลังจากปะทะชายแดนกัมพูชาทางการเวียดนามและลาวสามารถจับกลุ่ม สแกมเมอร์ ได้ทีละหลายหลายคน คือตั้งเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ ส่วนในประเทศไทยการลักลอบเปิดเป็นศูนย์ย่อยเช่าบ้านอยู่กัน 5-10 คน และทำการหลอกลวง

“บีโอไอ” ลุยลงทุน!! มูลค่าครึ่งปีแรก1.47ล้านล. ขยายตัว37% จากโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน82,000ตำแหน่ง ดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน

บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ความผันผวนของราคาพลังงานและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน1,299โครงการมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง2อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุดได้แก่อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354ล้านบาทสะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต
ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวแต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทยทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพการพัฒนาบุคลากรให้มี
ทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

ศึก AI “สหรัฐฯ–จีน” ระอุ!! รัฐบาลทรัมป์เล็งสอบ AI โอเพนซอร์สจีน ปมใช้เทคนิค distillation จนอาจเข้าข่ายขโมย IP สหรัฐฯ ยกระดับกดดันจีน อ้างปกป้องนวัตกรรมและ IP ของชาติ

รัฐบาลทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่า อาจเพิ่มมาตรการเข้มงวดต่อโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบโอเพนซอร์สของจีน ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรม AI

เมื่อวันอังคาร สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สยอดนิยมจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในจีน มีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของคู่แข่งในสหรัฐฯ หรือไม่

“มีคำศัพท์ทางเทคนิคมาก ๆ ในวงการ AI เรียกว่า distillation แต่ถ้าพูดแบบคุณกับผม มันก็คือการขโมย” เบสเซนต์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox Business

เบสเซนต์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์โดยทั่วไปยินดีสนับสนุนโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส แต่จะไม่ยอมรับบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ของตนบนพื้นฐานของ “การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา”

“รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนโมเดลโอเพนซอร์ส แต่สิ่งที่เราไม่สนับสนุนคือการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา” เขากล่าว “และหากเราพบว่า โดยเฉพาะโมเดลจากต่างประเทศ กำลังขโมยจากบริษัทชั้นนำของเรา เรามีความสามารถที่จะคว่ำบาตรพวกเขาได้จากการขโมยดังกล่าว”

ที่มา : https://www.businessinsider.com/treasury-secretary-chinese-ai-open-source-sanctions-kimi-k3-2026-7?fbclid=IwdGRjcATN4P5jbGNrBM3g-GV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHorpfrQ50UmwNUXMwJv9tdKvyBi6jdUmbpeqBbPbljW9GBhWZo_4zjqX0SVX_aem__jLXkfDOt5yquEwRafJqjQ&utm_campaign=mrf-business-marfeel-headline-graphic&utm_source=facebook&utm_medium=social&mrfcid=202607216a5fa5e4e8ec233cfc5e425f

‘พนิดา’ พรรคประชาชนย้ำหลักนิติรัฐ!! เรียกร้องรัฐตรวจสอบกลุ่มอ้างปกป้องสถาบัน ทำร้ายประชาชน ชี้กฎหมายต้องอยู่เหนือกำลัง อ้างความจงรักภักดีไม่ได้ หากใช้ความรุนแรงละเมิดสิทธิผู้อื่น ย้ำไทยต้องเป็นสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พนิดา มงคลสวัสดิ์ กล่าวลงบนเฟสบุ๊ค

จากกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างตนว่าปกป้องสถาบัน เข้าไปควบคุมตัวและใช้ความรุนแรงต่อประชาชน โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการดูหมิ่นสถาบันนั้น

ดิฉันขอยืนยันในหลักการว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออุดมการณ์ใด เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ

หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดใดๆ กฎหมายได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายไว้อย่างชัดเจน หน้าที่ในการสืบสวน จับกุม และดำเนินคดี เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะตั้งตนเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือใช้ความรุนแรงลงโทษผู้อื่น

การปล่อยให้เกิดการใช้กำลังกับผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใด ย่อมเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ และสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อสังคมไทย เพราะเมื่อความรุนแรงถูกยอมรับว่าเป็นเครื่องมือจัดการความเห็นต่าง ย่อมไม่มีหลักประกันว่าความรุนแรงนั้นจะไม่ย้อนกลับมาสู่ทุกคน

ดิฉันขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา คุ้มครองสิทธิผู้ถูกทำร้าย และให้ความปลอดภัย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

ประเทศไทยควรเป็นสังคมที่ใช้กฎหมายแทนการใช้กำลัง ใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน แม้ในวันที่เรามีความเห็นแตกต่างกันอย่างที่สุด

การอ้างความจงรักภักดีไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1041063408286087&id=100071473118751&rdid=sfAXlVUvmyWlfplN#

‘หวังอี้’ ชูสัมพันธ์จีน-อาเซียน!! 5 ปีความร่วมมือแน่นแฟ้น เศรษฐกิจ-การค้าโตต่อเนื่อง ช่วยเหลือฉุกเฉินเสริมความเชื่อใจ แลกเปลี่ยนประชาชนทุกระดับเติบโต

หวังอี้เผยความสำเร็จ 'หุ้นส่วนจีน-อาเซียน' ใน 5 ปี ชูผลงาน 4 ด้านหนุนสัมพันธ์แน่นแฟ้น

มะนิลา, 23 ก.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันพุธ (22 ก.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-อาเซียน ในกรุงมะนิลาของฟิลิปปินส์ กล่าวถึงความสำเร็จเป็นรูปธรรมของความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านจีน-อาเซียนตลอด 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมสรุปความก้าวหน้าสำคัญ 4 ประการที่ช่วยเสริมแกร่งความสัมพันธ์ระหว่างสองฝ่าย

หวังระบุว่าการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยจีนได้บรรลุความเข้าใจสำคัญกับ 8 ประเทศสมาชิกอาเซียนในการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันในระดับทวิภาคี ขณะที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้ารักษาแนวโน้มขาขึ้นหลังจากการลงนามอย่างเป็นทางการในพิธีสารยกระดับเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน เวอร์ชัน 3.0 โดยจีนและอาเซียนยังครองตำแหน่งคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของกันและกันติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ด้วยมูลค่าการค้าทวิภาคีสูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.7 ล้านล้านบาท) ในปี 2025

จีนและอาเซียนยังแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันท่ามกลางหลายวิกฤติการณ์ ดังที่เห็นได้จากการที่จีนเร่งให้ความช่วยเหลือการบรรเทาสาธารณภัยฉุกเฉินหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา และเกาะมินดาเนาในฟิลิปปินส์

ส่วนการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดกิจกรรมสำคัญที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเกือบ 200 รายการในช่วงปีแห่งการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนอาเซียน-จีน ประจำปี 2024-2025 และมีการเปิดตัวโครงการวีซ่าสำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียนเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางข้ามพรมแดนโดยเฉพาะ

ที่มา : Xinhua

ข่าวดีค่าไฟบ้านยังไม่ขยับ!! กกพ. คงค่าไฟ ก.ย.–ธ.ค. 69 ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ให้ กฟผ.แบกหนี้ค้างจ่าย 3.1 หมื่นล้าน คงค่าไฟปลายปี 69 เท่ารอบก่อน ลดแรงกดดันค่าครองชีพประชาชน

กกพ. คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาทเอาไว้ก่อน

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ได้พิจารณาอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ภายหลังจากเปิดรับฟังความเห็นประชาชนเกี่ยวกับค่าไฟฟ้าใน 4 กรณี ไประหว่างวันที่ 13-20 ก.ค. 2569
โดยที่ประชุม กกพ. มีมติเห็นชอบให้คงอัตราค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569 ไว้เท่าเดิมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จะประกาศให้ประชาชนได้รับทราบอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วย ดังกล่าวต่อไป

สำหรับอัตราค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วยดังกล่าว เป็นอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกที่สุดใน 4 กรณีที่ กกพ. ได้เปิดรับฟังความเห็นประชาชน และเป็นอัตราเดิมที่เท่ากับค่าไฟฟ้างวดเดือน พ.ค.-ส.ค. 2569 โดยทั้ง 4 กรณีประกอบด้วย

1.ค่าไฟฟ้ารวม 4.73 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) 94.82 สตางค์ต่อหน่วย โดยมีการชำระหนี้ค่าไฟฟ้าค้างจ่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในครั้งเดียวหมด 31,268 ล้านบาท

2. ค่าไฟฟ้ารวม 4.25 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 46.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อเสนอของ กฟผ.

3. ค่าไฟฟ้ารวม 4.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 41.27 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากการปรับปรุงค่า Pool Gas ให้เหมาะสมกับปัจจุบันตามนโยบายกระทรวงพลังงาน

4. ค่าไฟฟ้ารวม 3.95 บาทต่อหน่วย (ค่าไฟฟ้าเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง) ซึ่งมาจากค่าไฟฟ้าฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย รวมกับค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดย กฟผ. แบกรับค่าไฟฟ้าที่ค้างจ่ายไว้ทั้งหมด 31,268 ล้านบาท ซึ่งอัตราดังกล่าวมาจากการปรับปรุงค่า Pool Gas และ กกพ. นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาใช้ลดค่าไฟฟ้า

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ก่อนที่สำนักงาน กกพ. จะเปิดรับฟังความเห็นค่าไฟฟ้าใน 4 กรณีดังกล่าว ทางกระทรวงพลังงานได้เชิญ กกพ. มาหารือเรื่องค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 6 ก.ค. 2569 โดยได้ขอให้ กกพ. ประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไปดำเนินการปรับประมาณการค่า Pool Gas ใหม่เพื่อให้ได้ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม โดย ปตท. ได้ปรับลดราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวในตลาดจร (Spot LNG) ลง จาก 18.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู เหลือ 17.6 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบีทียู ขณะที่ กฟผ. ได้ปรับลดต้นทุนด้านเงินค้างสะสม (AF) จาก 94.82 สตางค์ต่อหน่วย เหลือ 89.82 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถอยู่ในระดับที่เหมาะสมและเปิดรับฟังความเห็นประชาชนดังกล่าว

สหรัฐฯ จับตา Moonshot AI !! ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI ใช้ชิป NVIDIA GB300 ผ่านไทย ฝึกโมเดล Kimi K3 ส่อเลี่ยงกฎส่งออกสหรัฐฯ สะท้อนว่าไทยอาจกลายเป็นสมรภูมิทางผ่านในศึกเทคโนโลยี สหรัฐฯ–จีน

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot ใช้ NVIDIA GB300 ที่ถูกจำกัดการส่งออกในการฝึก AI

ทำเนียบขาวกล่าวหา Moonshot AI บริษัทผู้พัฒนาโมเดล Kimi K3 ว่าอาจเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผ่านการใช้งานระบบ NVIDIA GB300 ซึ่งเป็นชิป AI ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสหรัฐฯ และไม่สามารถส่งออกให้บริษัทจีนได้

ตามข้อกล่าวหา Moonshot ได้ส่งภาระงาน (AI Workloads) ไปประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานใน ประเทศไทย ที่ติดตั้งระบบ GB300 เพื่อใช้ในการฝึกโมเดล AI

ขณะนี้ Bureau of Industry and Security (BIS) ของสหรัฐฯ กำลังสอบสวนว่า Moonshot มีการหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมการส่งออกหรือไม่ โดยมุ่งตรวจสอบการใช้บริษัทย่อยในต่างประเทศและการใช้ Cloud Infrastructure ในประเทศที่สาม

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังกล่าวหาว่า Moonshot อาจใช้เทคนิค Model Distillation กับโมเดล AI เชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจขัดต่อเงื่อนไขการให้บริการของผู้พัฒนา AI สหรัฐฯ

ด้าน NVIDIA ระบุว่า บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดด้านการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ อย่างเคร่งครัด

Michael Kratsios ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งทำเนียบขาว (OSTP) กล่าวว่า Moonshot ได้จัดหาเซิร์ฟเวอร์ที่ติดตั้ง NVIDIA GB300 และส่งงานประมวลผลผ่านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเพื่อฝึกโมเดล AI ซึ่งหากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นจริง อาจเข้าข่ายละเมิดทั้งกฎการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ และเงื่อนไขการใช้งานที่กำหนดโดยผู้พัฒนา AI ของสหรัฐฯ

สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นต่อนโยบายจีนเดียว (One China Policy) แต่แน่นแฟ้นด้านเทคโนโลยี การค้า และความมั่นคง อินโด-แปซิฟิก สหรัฐฯ เสนอความช่วยเหลือทางทหารและวิทยาศาสตร์ ควบคู่ขายอาวุธป้องกันตนเองตามกฎหมาย Taiwan Relations Act

ความสัมพันธ์สหรัฐฯ–ไต้หวัน

ในฐานะประชาธิปไตยชั้นนำและมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ไต้หวันเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับไต้หวัน แต่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการที่แน่นแฟ้น สหรัฐฯ และไต้หวันมีค่านิยมใกล้เคียงกัน มีความเชื่อมโยงทางการค้าและเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นรากฐานของมิตรภาพ และเป็นแรงผลักดันให้สหรัฐฯ ขยายการมีส่วนร่วมกับไต้หวัน

ผ่านสถาบันอเมริกันในไต้หวัน หรือ American Institute in Taiwan (AIT) ซึ่งเป็นองค์กรนอกภาครัฐที่ได้รับมอบหมายตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน หรือ Taiwan Relations Act ให้ดำเนินความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการของสหรัฐฯ กับไต้หวัน ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ไต้หวันได้กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญของสหรัฐฯ ในด้านการค้าและการลงทุน สาธารณสุข เซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานสำคัญอื่น ๆ การกลั่นกรองการลงทุน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การศึกษา และการส่งเสริมคุณค่าประชาธิปไตย

แนวทางของสหรัฐฯ ต่อไต้หวันยังคงสอดคล้องต่อเนื่องมาตลอดหลายทศวรรษและหลายรัฐบาล สหรัฐฯ มีนโยบายจีนเดียวมาอย่างยาวนาน โดยมีแนวทางกำกับจากกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ–จีน 3 ฉบับ และหลักประกัน 6 ประการ สหรัฐฯ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะเดิมฝ่ายเดียวจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่สนับสนุนเอกราชของไต้หวัน และคาดหวังว่าความแตกต่างระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวันจะได้รับการแก้ไขด้วยสันติวิธี สหรัฐฯ ยังคงมีผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องต่อสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน ตามกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวัน สหรัฐฯ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์และบริการด้านกลาโหมตามความจำเป็น เพื่อให้ไต้หวันสามารถรักษาขีดความสามารถในการป้องกันตนเองได้อย่างเพียงพอ และสหรัฐฯ ยังคงรักษาขีดความสามารถของตนในการต่อต้านการใช้กำลังหรือการบีบบังคับในรูปแบบอื่นใด ที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หรือระบบสังคมและเศรษฐกิจของไต้หวัน

การเป็นตัวแทนในต่างประเทศ

สถาบันอเมริกันในไต้หวันทำหน้าที่ให้บริการพลเมืองและกงสุล คล้ายกับภารกิจของสถานทูตหรือสถานกงสุล กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีสัญญากับ AIT และให้เงินสนับสนุนการดำเนินงานของ AIT เป็นส่วนใหญ่ Sandra Oudkirk เป็นผู้อำนวยการ AIT ประจำไทเป และ James Moriarty เป็นประธาน AIT ส่วนบุคลากรสำคัญอื่น ๆ มีรายชื่ออยู่ในเว็บไซต์ของ AIT

ไต้หวันมีสำนักงานผู้แทนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเปในสหรัฐฯ หรือ Taipei Economic and Cultural Representative Office in the United States (TECRO) ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และไต้หวันยังมีสำนักงานตัวแทนทั่วสหรัฐฯ ผ่านสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป หรือ Taipei Economic and Culture Offices (TECOs)

ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ

ไต้หวันเป็นเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าอย่างมาก โดยผลิตสินค้าและบริการคิดเป็นมูลค่าประมาณ 786,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 สหรัฐฯ และไต้หวันมีความสัมพันธ์ทางพาณิชย์ การเงิน และการค้าที่ลึกซึ้งและเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งช่วยส่งเสริมผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในสหรัฐฯ

นับตั้งแต่ปี 2020 สหรัฐฯ และไต้หวัน ภายใต้กรอบของ AIT และ TECRO ได้จัดการหารือ Economic Prosperity Partnership Dialogue เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและพาณิชย์ รวมถึงความมั่นคงและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน การกลั่นกรองการลงทุน สาธารณสุข วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้เปิดตัวกรอบความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การค้า และการลงทุนกับไต้หวันในปี 2021 เพื่อเป็นเวทีพัฒนาโครงการด้านพาณิชย์ และสำรวจแนวทางเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ

ไต้หวันเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 8 ของสหรัฐฯ และสหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับ 2 ของไต้หวัน การส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐฯ ไปยังไต้หวันสนับสนุนการจ้างงานชาวอเมริกันประมาณ 188,000 ตำแหน่งในปี 2019 AIT และ TECRO มีความตกลงกรอบการค้าและการลงทุน หรือ Trade and Investment Framework Agreement (TIFA) และเพิ่งกลับมาจัดการประชุมสภา TIFA อย่างสม่ำเสมออีกครั้ง

มูลค่าการลงทุนสะสมของไต้หวันในสหรัฐฯ อยู่ที่เกือบ 137,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020 การลงทุนโดยตรงของไต้หวันในสหรัฐฯ นำโดยภาคการผลิต การค้าส่ง และสถาบันรับฝากเงิน การลงทุนเหล่านี้สนับสนุนการจ้างงานโดยตรงในสหรัฐฯ ประมาณ 21,000 ตำแหน่ง และสนับสนุนการส่งออกของสหรัฐฯ มูลค่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

AIT และ TECRO ได้ลงนามความตกลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปี 2020 เพื่อยกระดับความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และการวิจัยร่วม สหรัฐฯ และไต้หวันยังมีความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ร่วมกันในหลายสาขา เช่น อุตุนิยมวิทยา วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การวิจัยมะเร็งทรวงอก การวิจัยบรรยากาศ และสาธารณสุขกับเวชศาสตร์ป้องกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหรัฐฯ และไต้หวันมีความแน่นแฟ้นและเติบโตต่อเนื่อง จนถึงปี 2019 การเดินทางเพื่อธุรกิจและท่องเที่ยวจากไต้หวันไปยังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 70% นับตั้งแต่ไต้หวันเข้าร่วมโครงการยกเว้นวีซ่าของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน 2012

ไต้หวันเป็นแหล่งที่มาของนักศึกษาต่างชาติรายใหญ่อันดับ 7 ของสหรัฐฯ โดยส่งนักศึกษามากกว่า 20,000 คนต่อปีเข้าศึกษาต่อในสหรัฐฯ เพื่อรับการศึกษาคุณภาพสูงตลอดช่วง 3 ทศวรรษก่อนเกิดการระบาดใหญ่ สหรัฐฯ ยังสนับสนุนโอกาสการศึกษาในต่างประเทศที่ไต้หวันสำหรับนักเรียนและนักศึกษาสหรัฐฯ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา โดยเน้นเป็นพิเศษด้านการเรียนภาษาจีนกลาง

นับตั้งแต่ปี 1957 โครงการ Fulbright ได้สนับสนุนบุคคล 1,700 คนให้ไปศึกษาและสอนในไต้หวัน และสนับสนุนอีก 1,600 คนให้เดินทางมายังสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2020 AIT และ TECRO พร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ได้เปิดตัว U.S.-Taiwan Education Initiative โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ชาวอเมริกันไปสอนและศึกษาในไต้หวันมากขึ้น และให้ชาวไต้หวันมีโอกาสศึกษาต่อและสอนภาษาจีนกลางในสหรัฐฯ มากขึ้น

บทบาทของไต้หวันในประชาคมระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ จะยังคงสนับสนุนการเป็นสมาชิกของไต้หวันในองค์การระหว่างประเทศที่ไม่กำหนดให้ต้องมีสถานะเป็นรัฐ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของไต้หวันในองค์การที่ไต้หวันไม่สามารถเป็นสมาชิกได้

ไต้หวันและสหรัฐฯ เป็นสมาชิกขององค์การและกลไกระหว่างประเทศหลายแห่ง เช่น องค์การการค้าโลก เวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ APEC และธนาคารพัฒนาเอเชีย

ในเดือนมิถุนายน 2015 AIT และ TECRO ได้จัดตั้ง Global Cooperation and Training Framework หรือ GCTF ซึ่งเป็นเวทีสำหรับนำเสนอความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของไต้หวันต่อโลก ภายใต้กรอบดังกล่าว ไต้หวันและหุ้นส่วนต่าง ๆ จัดการฝึกอบรมทางเทคนิคในหลากหลายสาขา เช่น สาธารณสุข ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน สิทธิสตรี และการบรรเทาภัยพิบัติ ญี่ปุ่นเข้าร่วม GCTF ในฐานะหุ้นส่วนระดับโลกในปี 2019 และออสเตรเลียเข้าร่วมในปี 2021

ที่มา : https://2021-2025.state.gov/u-s-relations-with-taiwan/

‘วีระศักดิ์’ บรรยายรับมือภูมิอากาศ ธ.ก.ส. ผลักดันสินเชื่อเขียว อบรมกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ 3 วัน แลกเปลี่ยนรู้และดูงานปลูกป่า เตรียมพร้อมเกษตรกรรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม

คุณวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่วิทยากรพิเศษบรรยายหัวข่อ "การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและร่างพรบ.อากาศสะอาด" ในเวทีโครงการเตรียมความพร้อมสำหรับกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้ และผู้บริหารโครงการสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ในฐานะกลไกหลักที่กำลังมุ่งช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน ภัยแล้ง น้ำท่วมฉับพลัน และคลื่นความร้อน โดย ธ.ก.ส. ได้พยายามผลักดันให้ลูกค้าและเจ้าหน้าที่ธนาคารที่กำลังดูแลลูกค้าให้สามารถปรับตัว โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อสีเขียว (Green Credit) และการสนับสนุนเกษตรกรให้เปลี่ยนผ่านสู่วิถีเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ลดการเผาในที่โล่ง ใช้กลไกธรรมชาติและความรอบรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาช่วยลดความเสี่ยง การเข้าถึงแหล่งข้อมูล และการรวมกลุ่มในการจัดการ เพื่อให้ฐานชุมชนเข้มแข็ง ดูแลกันและกันได้เต็มศักยภาพดีขึ้น

การอบรมนี้ เป็นหลักสูตร 3 วัน จัดขึ้นเพื่อตัวแทนกลุ่มผู้บริหารธนาคารต้นไม้จากแต่ละภาคของประเทศได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และดูงานระหว่างกัน จัดที่โรงแรมมารวยการ์เด้น และมีกิจกรรมไปดูงานในพื้นที่ป่า ที่ปลูกในจังหวัดอ่างทอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top