Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

อิหร่านขายน้ำมันได้ แต่ต้องเล่นตามกติกาทรัมป์!! ผ่อนคลายให้อิหร่านไม่ใช่เช็คเปล่า จ่ายดอลลาร์–ซื้อเกษตรสหรัฐฯ–ห้ามนิวเคลียร์ บีบอิหร่านใช้รายได้ซื้อสินค้าเกษตรอเมริกัน เตือนผิดข้อตกลงเมื่อไร สหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ทันที

ทรัมป์ยืนยันอิหร่านขายน้ำมันได้ แต่ต้องชำระเป็นดอลลาร์ สำหรับเงินที่อายัดต้องซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ และเน้นย้ำอิหร่านห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์แม้ต้องแลกกับเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง

ทรัมป์ เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางผ่อนคลายมาตรการต่ออิหร่าน โดยระบุว่า รายได้จากการส่งออกน้ำมันและเงินทุนที่ได้รับการปลดล็อกนั้น ควรถูกนำไปใช้ซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวโพดและถั่วเหลือง เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหารของประชาชนอิหร่านที่มีจำนวนกว่า 91 ล้านคน

เมื่อถูกถามว่าอิหร่านจะสามารถนำเงินที่ได้รับไปฟื้นฟูกองทัพหรือเสริมสร้างศักยภาพทางทหารได้หรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “พวกเขาไม่ควรทำเช่นนั้น” พร้อมย้ำว่าเงินดังกล่าวควรนำไปใช้จัดหาอาหารให้ประชาชนเป็นอันดับแรกมากกว่าการลงทุนด้านการทหาร

ทรัมป์ยังอ้างว่า ความสามารถทางทหารของอิหร่านถูกทำลายลงอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือที่สูญเสียเรือรบ 159 ลำ กองทัพอากาศที่สูญเสียเครื่องบิน 250 ลำ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบเรดาร์ ตลอดจนโรงงานผลิตโดรนและขีปนาวุธถึง 87% ขณะที่ผู้นำระดับสูงของประเทศหลายระดับก็ถูกกำจัดไปแล้ว

ในประเด็นข้อตกลงกับอิหร่าน ทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ยังคงมีมาตรการตอบโต้หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข โดยกล่าวว่า “หากพวกเขาไม่ทำตามข้อตกลง ผมก็จะทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำ” พร้อมปฏิเสธแนวคิดที่ว่าอิหร่านจะมีอำนาจต่อรองเหนือสหรัฐฯ หลังจากได้รับการผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ

ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนิเคลียร์ ทรัมป์กล่าวว่า แม้ต้องแลกกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เขาก็จะไม่ยอมให้อิหร่านกลับมาอยู่ในจุดที่สามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้ และยืนยันว่าหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ให้ไว้ สหรัฐฯ ก็พร้อมดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่อไป

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงปฏิบัติการ “มิดไนต์ แฮมเมอร์” (Operation Midnight Hammer) ว่าเป็นแผนที่ใช้เวลาเตรียมการนานหนึ่งปี และอ้างว่าในเวลานั้นอิหร่านอยู่ห่างจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เพียงสองสัปดาห์เท่านั้น

ขณะที่ พีต เฮกเซธ (Pete Hegseth) ระบุว่า ปฏิบัติการโจมตีที่ดำเนินการรวม 377 ชั่วโมงนั้น สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำทุกจุด โดยอิหร่านไม่สามารถขัดขวางหรือป้องกันได้เลย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1329383309350026/?rdid=aR9sG2z5bsy5NA5Y#

'เฮมมาตี' ชี้ซื้อสินค้าตามราคาและคุณภาพ!! ดีลปลดล็อกเงินอิหร่านยังร้อน อิหร่าน ยืนยันเงินที่ปลดล็อคเป็นของตนเอง ไม่ผูกมัดต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น ขณะ 'ทรัมป์' กับ 'แวนซ์' ตั้งข้อกล่าวหา

อิหร่านยืนยัน เงินที่ถูกปลดล็อคเป็นทรัพย์สินของอิหร่าน และรัฐบาลเตหะรานจะเป็นผู้ตัดสินใจเองว่าจะใช้จ่ายอย่างไร โดยพิจารณาจากราคา คุณภาพของสินค้า

อับดุลนาสเซอร์ เฮมมาตี (Abdolnasser Hemmati) ผู้ว่าการธนาคารกลางอิหร่าน หนึ่งในคณะผู้แทนหลักในการเจรจาเชิงนโยบายเศรษฐกิจและการปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรกับสหรัฐอเมริกา ตอบโต้คำกล่าวของ "ทรัมป์" และ "เจดี แวนซ์" เกี่ยวกับข้อตกลงปลดล็อกทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัด โดยยืนยันว่า เอกสารที่มีการลงนามไม่ได้กำหนดให้อิหร่านต้องนำเงินที่ได้รับคืนไปซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ แต่อย่างใด

เฮมมาตีกล่าวว่า หากสินค้าอาหารจากสหรัฐฯ มีราคาถูกกว่าและคุณภาพดีกว่า อิหร่านก็สามารถเลือกซื้อได้ แต่ไม่ได้มีข้อผูกมัดให้ต้องซื้อจากสหรัฐฯ เท่านั้น พร้อมระบุว่า เงินทุนส่วนที่สองที่ได้รับการปลดล็อกยังสามารถนำไปใช้จัดซื้อสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรได้เช่นกัน

คำชี้แจงดังกล่าวแตกต่างจากจุดยืนของทรัมป์และแวนซ์ ซึ่งก่อนหน้านี้พยายามนำเสนอว่าการปลดล็อกเงินทุนอิหร่านจะส่งผลให้เม็ดเงินจำนวนมากไหลกลับเข้าสู่ภาคเกษตรของสหรัฐฯ ผ่านการสั่งซื้อข้าวโพด ถั่วเหลือง และข้าวสาลีจากเกษตรกรอเมริกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1329389866016037/?rdid=Qfc8YO60qaVTBzCd#

คดีลอบสังหาร ‘สส.กมลศักดิ์’ ยังไม่จบ!! ยิงถล่มเกือบ 30 นัดหวังสังหาร สส.กมลศักดิ์ พรรคประชาชาติเร่งจี้ลากตัวผู้บงการ หลังพบพฤติการณ์วางแผนเป็นระบบ จี้อายัดข้อมูล สาวให้ถึงคนสั่งฆ่า

คดีลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ “วันนอร์-ทวี” จี้อายัดข้อมูลการใช้มือปืน สาวถึงผู้บงการ

เวลา 01.00 น.เสียงมฤตยูร้าย แผดก้องคำรามขึ้น จากกลุ่มมือปืน หวังลอบสังหาร “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ แต่วิถีกระสุนไม่ได้เฉียดผิวกายของ กมลศักดิ์เลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ในที่เกิดเหตุพบปลอกกระสุนปืนร่วม 30 นัด

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 5 จังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ ซึ่งได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย และเป็นนักการเมืองที่มีฐานเสียงสำคัญในพื้นที่อำเภอบาเจาะและพื้นที่ใกล้เคียง

วันเกิดเหตุกมลศักดิ์พร้อมคนขับรถและผู้ติดตาม เดินทางกลับจากกรุงเทพมหานคร ภายหลังเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรและการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลงจอดสนามบินหาดใหญ่ แวะจอดทานอาหารที่ อ.จะนะ และจอดทำละหมาดที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยในการเดินทางกมลศักดิ์เลือกเครื่องบินไฟด์สุดท้ายที่ลงหาดใหญ่

ขณะรถยนต์กำลังจะเข้าบ้านพักในพื้นที่อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะ ดักซุ่มอยู่บริเวณใกล้บ้าน ก่อนใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถยนต์อย่างต่อเนื่อง กระสุนจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ตัวรถ ส่งผลให้คนขับรถและผู้ติดตามได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะที่กมลศักดิ์รอดชีวิตจากการหมอบหลบภายในรถทันเวลา

จากการตรวจสอบพบว่า
-คนร้ายมีการวางแผนล่วงหน้า
-มีการติดตามความเคลื่อนไหวของเป้าหมาย
-เลือกช่วงเวลากลางดึกซึ่งมีผู้คนสัญจรน้อย
-ใช้อาวุธปืนสงครามในการก่อเหตุ
-หลังก่อเหตุสามารถหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว

ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจประเมินว่าเป็นปฏิบัติการที่มีการเตรียมการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไปหรือเหตุทะเลาะวิวาทส่วนบุคคล

ผลการสืบสวนเบื้องต้นของตำรวจและหน่วยความมั่นคง พบว่ามีผู้ร่วมขบวนการอย่างน้อย 5 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้บางส่วน โดยพฤติการณ์บ่งชี้ว่ามีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน ทั้งการสะกดรอย ติดตามข่าวสาร และจัดเตรียมยานพาหนะสำหรับก่อเหตุและหลบหนี

กมลศักดิ์ได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติม โดยระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงบุคคลบางกลุ่ม รวมถึงมีการกล่าวหาว่านายทหารเรือ 2 นายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการวางแผนหรือจัดหาทรัพยากรที่ใช้ก่อเหตุ

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีข้อสงสัยหลายประเด็น ได้แก่

1. แรงจูงใจที่แท้จริงของผู้บงการ /กลุ่มมือปืน
2. ความเชื่อมโยงระหว่างผู้ก่อเหตุกับบุคคลในหน่วยงานรัฐ
3. ที่มาของอาวุธปืนสงครามที่ใช้ก่อเหตุ
4. เครือข่ายผู้สนับสนุนทางการเงินและการข่าว

กมลศักดิ์เคยเปิดเผยว่าพบข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธปืนเอ็ม 16 ที่ถูกนำมาใช้ในคดี ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวข้องกับบัญชีอาวุธของหน่วยงานรัฐ และเรียกร้องให้มีการสอบสวนถึงตัวผู้บงการอย่างจริงจัง

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจต่อสังคมและวงการการเมืองชายแดนใต้ เนื่องจากเป็นกรณีลอบสังหารสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดขึ้นอย่างอุกอาจ พรรคประชาชาติได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงเร่งคลี่คลายคดี พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองนักการเมืองและประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ล่าสุดวันมูหะมัดนอร์ มะทา และทวี สอดส่อง สองผู้ใหญ่ของพรรคประชาชาติ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เรียกร้องให้อายัดข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของกลุ่มคนร้ายที่จับกุมได้แล้ว เพื่อสืบค้นการเชื่อมโยงกับผู้บงการที่ยังลอยนวลอยู่

คดีลอบสังหารกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ถือเป็นคดีสำคัญของปี 2569 ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลักษณะการก่อเหตุสะท้อนถึงการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีเป้าหมายชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะรอดชีวิต แต่มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย ขณะที่การสืบสวนยังคงเดินหน้าขยายผลไปถึงผู้ร่วมขบวนการและผู้บงการเบื้องหลัง ซึ่งจนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนและดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่

นอร์เวย์จ่อห้ามเด็กประถมใช้ AI ในห้องเรียน!! หวั่นข้ามพื้นฐาน อ่าน–เขียน–คณิตศาสตร์ เตรียมเพิ่มหนังสือในห้องเรียน ลดพึ่งแท็บเล็ต AI จำกัดการใช้เด็กโตอย่างเข้มงวด ดึงเด็กกลับสู่หนังสือและลายมือ

นอร์เวย์เกือบสั่งห้ามใช้ AI ในโรงเรียนประถม

ออสโล, 19 มิถุนายน (Reuters) — นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า นอร์เวย์จะใช้มาตรการ “เกือบห้าม” นักเรียนระดับประถมศึกษาใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบสร้างสรรค์ หรือ Generative AI พร้อมทั้งจำกัดการใช้ AI ในการศึกษาของเด็กโต เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบต่อการเรียนรู้

ท่ามกลางผลคะแนนการศึกษาที่ลดลงในวงกว้าง รัฐบาลนอร์เวย์ได้สั่งห้ามใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียนเมื่อปี 2024 และให้อำนาจครูกลับมามากขึ้นในการควบคุมระเบียบวินัยในห้องเรียน

นายกรัฐมนตรีโยนาส การ์ สเตอเร กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ว่า การใช้ AI เพิ่มความเสี่ยงที่เด็กเล็กจะข้ามขั้นตอนสำคัญในการเรียนรู้

“สิ่งสำคัญที่สุดในโรงเรียนคือ เด็ก ๆ ของเราต้องเรียนรู้การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์” สเตอเรกล่าว พร้อมระบุว่ามาตรฐานใหม่นี้จะถูกบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ ซึ่งจะเริ่มในช่วงปลายเดือนสิงหาคม

รัฐบาลระบุว่า นักเรียนตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ถึงชั้นปีที่ 7 ซึ่งมีอายุ 6-13 ปี โดยหลักทั่วไปไม่ควรใช้ AI ขณะที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 14-16 ปี สามารถเริ่มใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างระมัดระวังภายใต้การกำกับดูแลของครู

ส่วนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อายุ 17-19 ปี นักเรียนควรเรียนรู้การใช้ AI อย่างเหมาะสม เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต

นอร์เวย์เริ่มนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในห้องเรียนตั้งแต่ทศวรรษ 1990 และเริ่มใช้แท็บเล็ตหลังจาก iPad เปิดตัวตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ส่งผลให้การพึ่งพาหนังสือและการเขียนด้วยลายมือลดลง

แต่ในแถลงการณ์ที่เกี่ยวข้องเมื่อวันศุกร์ รัฐบาลนอร์เวย์ยังระบุด้วยว่า จะเสนอร่างกฎหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการใช้หนังสือในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งเป็นการสวนทางกับแนวโน้มการใช้แท็บเล็ตคอมพิวเตอร์

ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลนอร์เวย์ยังประกาศแผนห้ามเด็กใช้สื่อสังคมออนไลน์จนกว่าจะมีอายุครบ 16 ปี ตามกระแสที่เริ่มต้นโดยออสเตรเลียและบางประเทศอื่น ๆ เพื่อลดการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของเยาวชน

ที่มา : https://www.reuters.com/technology/norway-imposes-near-ban-ai-elementary-school-2026-06-19/?fbclid=IwdGRjcASnHjBjbGNrBKceKmV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHuHzuYuEhK86brxrpLBxp4LVAXwQhzYiMtP76yNpnBGAqikG5rl5rqpGqwZy_aem_LxgOA0lIo_jiTid8vsLhWg

ครม.เคาะ SEA สงขลา–ปัตตานี!! เปิดทาง “จะนะ” เดินหน้าบนสมดุลพัฒนา วางกรอบพัฒนาเศรษฐกิจใต้ตอนล่าง ยกระดับคุณภาพชีวิต–เศรษฐกิจฐานราก–อุตสาหกรรมมูลค่าสูง ดันเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต

ครม.เห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาสงขลา-ปัตตานี

ทำเนียบรัฐบาล (16 มิถุนายน 2569) – นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 -   28 สิงหาคม 2568)  

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้ 

คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่

(1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร

(2) อำเภอสุไหงโก - ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ

(3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม 

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 - 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก 

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ 

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป 

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน 

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว 

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ 

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน 

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน 

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้ 

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ 

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก 

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้ 

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชน

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแผ่นดินสยาม คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร รวมถึงสถานที่ราชการ เส้นทางคมนาคม และระบบการสื่อสาร เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลเดิม

หนึ่งในภาพจำสำคัญของเช้าวันนั้น คือการรวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ประกาศเจตนารมณ์ของคณะราษฎรต่อสาธารณะ การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด และให้ประชาชนมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ก่อนปี พ.ศ. 2475 สยามปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จะมีการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น แต่การเมืองการปกครองยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลจากทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งแพร่หลายในโลกสมัยใหม่ พวกเขาเห็นว่าสยามควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับกระแสโลก และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการยึดอำนาจ คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การรักษาเอกราช ความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของคณะราษฎรที่จะวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ โดยให้รัฐมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักคิดทางการเมืองของประเทศ จากระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นระบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่าง ๆ

หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองสมัยใหม่ของไทย แม้เส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง

เหตุการณ์ 2475 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็น “อภิวัฒน์สยาม” ที่เปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้

ความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ที่การทำให้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองไทย และทำให้แนวคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเริ่มมีที่ทางในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ แม้การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่จุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ก็เกิดขึ้นในวันนั้น

ในเชิงประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง สยามเองก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระแสโลกได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสะท้อนทั้งแรงกดดันภายในประเทศและอิทธิพลของโลกภายนอก

สำหรับประเทศไทย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่ควรศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีทั้งความหวัง ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนทางการเมือง การเข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการยกย่องหรือปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมองให้เห็นบริบทของยุคสมัย เหตุผลของผู้ก่อการ ผลกระทบต่อสถาบันทางการเมือง และเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ตามมา
วันนี้จึงเป็นโอกาสให้สังคมไทยทบทวนความหมายของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของพลเมือง เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในเช้าวันเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า ประเทศควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรต่ออนาคตของบ้านเมือง

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่คณะราษฎรยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่การเมืองยุคใหม่ และเป็นวันที่ยังคงส่งผลต่อการถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และอนาคตของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

กรมพัฒนาธุรกิจฯ ลุยเศรษฐกิจชุมชน!! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบสู่การค้าออนไลน์ ดันยอดขายผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำ มอบรางวัลองค์กรชุมชนเด่นประจำปี เพิ่มมูลค่าสินค้าไทยสู่ตลาดไร้พรมแดน

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลุกพลังเศรษฐกิจชุมชนดิจิทัล! ปั้น 102 ชุมชนต้นแบบ สู่การค้าไร้พรมแดน
ดันยอดขายออนไลน์เติบโต พร้อมมอบรางวัล “Best of Digital Village 2026”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการ Digital Village by DBD ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนทั่วประเทศสู่การค้าออนไลน์อย่างเป็นระบบ ด้วยการพัฒนาทักษะดิจิทัล การตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงสู่แพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ สร้างโอกาสทางการค้าให้ชุมชนไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ปัจจุบันการค้าออนไลน์เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงได้ดำเนินโครงการ Digital Village by DBD อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการชุมชนสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่ตลาดยุคใหม่

สำหรับการดำเนินงานในปี 2569 ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรมแรก “Digital Village Bootcamp” ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ มีชุมชนสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 221 ชุมชน ก่อนผ่านกระบวนการคัดเลือกและพัฒนาเป็นชุมชนต้นแบบจำนวน 102 ชุมชน ครอบคลุมสมาชิกของชุมชนรวม 218 ราย ซึ่งได้รับองค์ความรู้ด้านการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ และการบริหารร้านค้าออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ประกอบการยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้คัดเลือก 20 ชุมชนต้นแบบศักยภาพสูง เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการตลาดและแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงลึก โดยสนับสนุนการจัดทำคอนเทนต์ประชาสัมพันธ์สินค้าในรูปแบบภาพถ่ายและคลิปวิดีโอสั้นแบบ Story Telling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และเรื่องราวความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อสร้างการรับรู้และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พร้อมกันนี้ ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม – 15 มิถุนายน 2569 ยังได้สนับสนุนการจัดทำแคมเปญส่งเสริมการขายผ่านแพลตฟอร์ม

e-Marketplace ชั้นนำ ผ่านแพลตฟอร์ม Shopee ประเทศไทย โดยมอบคูปองส่วนลดกว่า 200,000 บาท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ รวมถึงกระตุ้นยอดขายอย่างมีประสิทธิภาพ มีจำนวนสั่งซื้อกว่า 6,400 ออเดอร์ สร้างมูลค่ากว่า 650,000 บาท พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ผ่าน Influencer ชื่อดังที่ร่วมผลิตคลิปรีวิวและโปรโมทสินค้า สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนอย่างกว้างขวาง

วานนี้ (22 มิถุนายน 2569 ) กรมฯ มอบรางวัล “Best of Digital Village” เพื่อเชิดชูชุมชนต้นแบบที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างโดดเด่น พร้อมพาผู้ประกอบการจาก 4 ชุมชนที่เป็นผู้ชนะจากทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นเวทีแสดงศักยภาพสินค้าชุมชนระดับประเทศ คาดว่าจะสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าและคำสั่งซื้อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์รวมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาท พร้อมต่อยอดโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการชุมชน โดยผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโอกาสพิเศษในการร่วม Live Commerce จำหน่ายสินค้ากับ Influencer ชื่อดังภายในงาน เชื่อมต่อช่องทางการตลาดออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งจะช่วยขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงได้รับรางวัลและสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท อาทิ แพ็กเกจ AI Premium สำหรับพัฒนาธุรกิจออนไลน์ และอุปกรณ์ Gadget ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ในยุคดิจิทัล

โครงการ “Digital Village by DBD ชุมชนออนไลน์สู่การค้าไร้พรมแดน” ไม่ได้เป็นเพียงโครงการอบรมให้ความรู้ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศทางการค้าดิจิทัลให้แก่ชุมชนไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพ การสร้างสื่อการตลาดดิจิทัล การทำตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคง และผลักดันให้ชุมชนไทยก้าว

สู่การค้าไร้พรมแดนได้อย่างยั่งยืน
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อมั่นว่า โครงการ Digital Village by DBD จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการส่งเสริมผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าของชุมชนให้เหมาะสมกับช่องทางการตลาดออนไลน์ยุคใหม่ พร้อมขยายโอกาสทางการค้าไปสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศและตลาดโลกในอนาคต” อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวปิดท้าย

UN ชี้อิสราเอลจงใจสังหารเด็ก!! อิสราเอลโจมตีเป้าหมายเด็กในเวสต์แบงค์ รายงานระบุมีหลักฐานชัดว่าเป็นอาชญากรรมสงคราม เด็ก 30% เสียชีวิตจากสงครามในกาซา UNICEF ย้ำเด็กกว่าสี่หมื่นคนได้รับผลกระทบ

UN เผยอิสราเอลตั้งใจสังหารเด็กปาเลสไตน์

คณะกรรมการสืบสวนของสหประชาชาติเปิดเผยว่าอิสราเอลจงใจโจมตีเป้าหมายเพื่อที่จะสังหารเด็กปาเลสไตน์ในพื้นที่เวสต์แบงค์ที่อิสราเอลยึดครองอยู่ ซึ่งการโจมตีของอิสราเอลเข้าข่ายการก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญกรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยรายงานของคณะกรรมการสืบสวนอิสระของสหประชาชาติที่สืบสวนเรื่องการละเมิดสิทธิของเด็กชาวปาเลสไตน์ นับตั้งแต่ที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกาซาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2023 พบว่าในจำนวนผู้เสียชีวิตในกาซา นับตั้งแต่สงครามเริ่ม 30% ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก ซึ่งอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายที่เป็นศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือโรงพยาบาลเด็ก สถานที่ทำคลอด ซึ่งเป็นอันตรายโดยตรงต่อเด็ก ๆ ชาวปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเด็กเล็กและเด็กแรกเกิด นอกจากนี้ การโจมตีของอิสราเอลยังทำให้ผู้หญิงตั้งครรภ์จำนวนมาก ต้องแท้งลูก ซึ่งทั้งหมดนี้ ส่งผลกระทบต่ออัตราการเกิดในกาซา และทำให้อนาคตของชาวปาเลสไตน์ที่คิดจะสร้างครอบครัว ตกอยู่ในความไม่แน่นอน

นอกจากการโจมตีโดยตรงแล้ว การที่อิสราเอลขัดขวาง ปิดพรมแดน ไม่ให้สามารถส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปในกาซาได้ ก็ทำให้เด็กกาซาจำนวนมากเสียชีวิตจากความหิวโหย ขาดยารักษาโรค และภาวะขาดสารอาหาร แม้ว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงกันแล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2025 แต่อิสราเอลก็ยังตั้งใจใช้ปฏิบัติการทางทหาร โดยไม่สนใจว่าจะมีเด็ก ๆ ได้รับผลกระทบมากขนาดไหน ซึ่งในรายงานของสหประชาชาติระบุว่ามีหลักฐานที่พิสูจน์เรื่องนี้อย่างชัดเจน

สหประชาชาติได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายสากลตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2021ก่อนที่การสู้รบรอบล่าสุดระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะเริ่มต้นซะอีก เพื่อที่จะค้นหาและสืบสวนให้พบต้นสายปลายเหตุของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และในเดือนธันวาคม ปี 2025 คณะกรรมการชุดนี้ ก็ได้สรุปผลการสอบสวนว่า มีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ที่อิสราเอลทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในกาซา ซึ่งทาง UNICEF องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ พบว่ามีเด็กในกาซามากกว่า 50,000 คน ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ จากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238793/?fbclid=IwdGRjcASn-iFjbGNrBKf6HWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHvMxEK2KOYUUDVXfAl4LBO64RvjdqOzNRfj9wYiVqFaVslCIwLAHQHSYoMO9_aem_pod4vEUIdjPG4umfcqNyKQ#google_vignette

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”

เรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.

📍 ณ ห้องประชุมใหญ่  World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 ✏️ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://researchexporegistration.com  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

พบกับ

🔹 พิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน" 

🔹 ปาฐกถาพิเศษ *“การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

🔹 ปาฐกถาพิเศษ “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม?” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธาน PC “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5" 

🔹 เสวนา “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

📞 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2561-2445 ต่อ 469, 471


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top