Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

EEC เดินเกมเศรษฐกิจฐานราก!! ปั้นกาแฟแปดริ้วสู่เมืองคาเฟ่ภาคตะวันออก หนุนองค์ความรู้ นวัตกรรม ท่องเที่ยวเชิงอาหาร เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจชุมชนใน EEC

EECO ผนึก เขาช่อง - มรร. สร้างโอกาสใหม่สู่ชุมชนในพื้นที่
ดัน “เมืองกาแฟ” เชื่อมการศึกษา การลงทุน และเศรษฐกิจฐานราก

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO จัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนระหว่างเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามแผนการดำเนินงานในพื้นที่กับวิสาหกิจชุมชน กลุ่ม/ชุมชน เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดหรือการพัฒนากิจกรรม ภายใต้ โครงการสร้างการรับรู้ของประชาชนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ สกพอ. ขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับบทบาทของสกพอ. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และนำร่องการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการลงทุนขนาดใหญ่ ผ่านความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ โดยแนวทางการพัฒนาด้านกาแฟเป็นหนึ่งในต้นแบบที่สะท้อนแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (มรร.) จังหวัดฉะเชิงเทรา และบริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด ในการต่อยอดศักยภาพการปลูกกาแฟ ผลิตภัณฑ์และบริการ การท่องเที่ยว สู่การสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับประชาชนในพื้นที่

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็น และการมีส่วนร่วมกับพื้นที่และชุมชนอย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “จากเมล็ดกาแฟสู่โอกาสทางธุรกิจและการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน” โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ผู้ประกอบการร้านกาแฟ และผู้สนใจในธุรกิจกาแฟในพื้นที่ EEC มาร่วมฟังความคิดเห็นและรับถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกัน ก่อนนำร่องไปสู่การต่อยอดในโครงการการยกระดับมูลค่ากาแฟแปดริ้วด้วยนวัตกรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy City) อย่างยั่งยืน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายสร้างองค์ความรู้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการพัฒนาของ EECO ได้อย่างเป็นรูปธรรม
.
ดร.ดารินันท์ นันทวงค์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่และชุมชน สายงานพื้นที่และชุมชน สกพอ. เผยว่า “แนวทางการพัฒนา EEC จะให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนและการพัฒนาคน โดยส่งเสริมให้ประชาชน ชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในพื้นที่ การสนับสนุนโครงการผ่านกองทุนพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน ยกระดับศักยภาพของพื้นที่”

รศ. ดร.ดวงพร ภู่ผะกา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ กล่าวว่า “จังหวัดฉะเชิงเทรามีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากฐานทรัพยากรเดิม ทั้งภาคเกษตร อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยกาแฟแปดริ้วสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การปลูก การแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การเปิดร้านกาแฟ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอาหาร มรร. จึงเข้ามาเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ในการศึกษาศักยภาพการปลูกกาแฟ พัฒนาผลิตภัณฑ์ ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันให้ฉะเชิงเทราก้าวสู่การเป็น เมืองแห่งคาเฟ่และศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านกาแฟของภาคตะวันออกในอนาคต”

ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้ คือ บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี และอยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) โดยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทยผ่านนวัตกรรม องค์ความรู้ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจและชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นายอาวิทธ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้บริหาร บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะแบรนด์กาแฟสัญชาติไทยที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 60 ปี เขาช่องมีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟคุณภาพที่สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล โดยอาศัยศักยภาพของคนไทย วัตถุดิบไทย และองค์ความรู้ของไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ความร่วมมือระหว่างเขาช่อง ชุมชนในพื้นที่ และมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภายใต้ระบบนิเวศที่ EEC ช่วยส่งเสริมและเชื่อมโยงความร่วมมือ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการนำจุดแข็งของทุกภาคส่วนมาผสานเข้าด้วยกัน ทั้งองค์ความรู้ งานวิจัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรในพื้นที่ และความเชี่ยวชาญของภาคธุรกิจ เพื่อร่วมกันสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย”

“เราเชื่อว่าการสร้างระบบนิเวศแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน และชุมชน จะช่วยปลดล็อกศักยภาพใหม่ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟไทย ทั้งในด้านนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของกาแฟไทยในตลาดโลก สำหรับเขาช่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น แต่เป็นการร่วมสร้างคุณค่าระยะยาวให้กับชุมชน สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการผสานองค์ความรู้ ทรัพยากร และศักยภาพของทุกภาคส่วน เพื่อให้กาแฟไทยสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับในเวทีสากลต่อไป” นายอาวิทธ์กล่าวเสริม

ความร่วมมือดังกล่าว จึงเป็นตัวอย่างของโมเดลการพัฒนาแบบ Public-Private Partnership (PPP) ที่ไม่ได้วัดผลสำเร็จจากเม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน สร้างองค์ความรู้ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของพื้นที่ EEC ได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

‘วราวุธ’ ตรวจเยี่ยมเหมืองโพแทช!! ลงพื้นที่อุดรธานีตรวจเหมืองโพแทช ย้ำดูแลชุมชนอย่างจริงจัง ใช้เทคโนโลยีทันสมัยรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

วราวุธ ตรวจเยี่ยม เหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี ย้ำ การประกอบการต้องดูแลชุมชน

จ.อุดรธานี - เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีตรวจเยี่ยมเหมืองแร่โพแทช ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางอัษฎาพร ไกรพานนท์ นายกนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ประกอบด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ นางดวงดาว ขาวเจริญ นายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และนายวรวุฒิ หิรัญไพศาลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การต้อนรับ

นายวราวุธ กล่าวว่า ทางบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด เล่าให้ฟังว่าเหมืองแร่โพแตช โครงการเหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี ดำเนินการเพื่อผลิตแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่ปุ๋ยเคมี ครอบคลุมพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ 26,400 ไร่ ซึ่งการที่โปรแตสสะสมอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าจากเกลือที่ทับถมกันจนกลายเป็นหิน ต้องผ่านสภาวะอะไรทั้งหลายมากมาย ฉะนั้นต้องทำให้เกิดประโยชน์ให้ได้สูงสุด และคำนึงถึงคนในพื้นที่ต้องไม่ได้รับผลกระทบและต้องอยู่ได้เป็นปกติ

จากการรับฟังรายงานของบริษัทแล้วเชื่อว่ามีความตั้งใจในการประกอบกิจการที่คำนึงถึงชุมชนรอบข้างอย่างจริงจัง มีการใช้หลักในการบริหารงาน ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ดำเนินการด้วยหลัก ESG ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ดูแลสังคมและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส การสร้างคุณค่าร่วมกันทั้งองค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนรับฟังความคิดเห็นต่างๆด้วย

การประกอบกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนต้องคำนึงถึงชุมชนรอบข้างเป็นอันดับแรกๆ การทำเหมืองอาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแต่ผู้ประกอบการได้มีการดูแลชุมชนรอบข้าง ทั้งเรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพ การเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน รวมไปถึงการดูแลตรวจสุขภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความพึงพอใจ สถานประกอบการก็อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข สิ่งนี้ถือเป็นหลักสำคัญในการประกอบการ

“อินฟอร์มา” ชูกลไกอุตฯ สีเขียว!! บูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัย เพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนพลังงาน งาน Boilex Asia ปี 2026 ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ยกระดับไทยสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึกกรมโรงงานฯ และสมาคมหม้อน้ำฯ จัด “Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026” ชูเทคโนโลยีขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว ยกระดับขีดความสามารถไทยสู่สากล

กรุงเทพฯ – ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และแรงกดดันจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีหม้อน้ำ ภาชนะรับความดัน ปั๊ม และวาล์วสมัยใหม่ กำลังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ IoT เพื่อยกระดับการบริหารจัดการโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026 (BXAPVA) จึงเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำในภาคอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง อัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยีล่าสุด และสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) โดยมุ่งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI และ IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก

สำหรับงาน Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia ในปีนี้ นับเป็น ‘ตัวเร่ง’ สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวรับมือกับทิศทางอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างทันท่วงที งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูง ทั้งระบบหม้อน้ำ ภาชนะรับความดัน ปั๊ม และวาล์ว ซึ่งล้วนเป็นกลไกหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ในโอกาสนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ร่วมจัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ ‘Empowering Sustainable Industry Through Green and Smart Technology’ เพื่ออัปเดตข้อกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย และแนวทางปฏิบัติล่าสุด พร้อมทั้งเปิดบูธให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดการจัดงาน เพื่อเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการยกระดับโรงงานไทยสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน นายชำนิ โมสกุล นายกสมาคมหม้อน้ำและภาชนะรับความดันไทย กล่าวว่า ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ากลายเป็นประเด็นสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบริหารจัดการระบบหม้อน้ำและภาชนะรับความดัน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรองรับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น

ภายในงาน สมาคมฯ จะร่วมจัดสัมมนาวิชาการด้านหม้อน้ำและภาชนะรับความดัน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ผู้ผลิต ผู้ติดตั้ง และผู้ซ่อมบำรุง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เทียบเท่าระดับสากล โดยมองว่า Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากหลากหลายภาคส่วนไว้ในที่เดียว

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า งาน Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026 ก้าวสู่การเป็นเวทีสำคัญของภูมิภาคที่รวบรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ และผู้เชี่ยวชาญด้านหม้อน้ำ ภาชนะรับความดัน ปั๊ม วาล์ว และระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิตให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการแข่งขันในอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Empowering Sustainable Industry Through Green and Smart Technology” โดยนำเสนอเทคโนโลยีตั้งแต่หม้อน้ำและภาชนะรับความดันประสิทธิภาพสูง ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ การจัดการพลังงาน การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI และ IoT ในภาคอุตสาหกรรม พร้อมผู้แสดงสินค้าระดับแนวหน้าอาทิ เจตาแบค บุญเยี่ยมและสหาย ไทยเบิร์นเนอร์ อินดัสเตรียล ฮีต เทอร์แม็กซ์ ทีเอ็นกรุ๊ป ปตท.นำสินค้ามาจัดแสดงกว่า 250 แบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ Cleaver brooks, Kawasaki, Fulton, Mayekawa, Honeywell, Getabec, Thermax, Weishaupt, Seibu, Ebro Valves, Circor เป็นต้น รวมถึงเวทีสัมมนาจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สมาคมหม้อน้ำและภาชนะรับความดันไทย และองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ ควบคู่กับเวที I-Factory Stage และ GreenTech Stage เพื่ออัปเดตเทคโนโลยี กฎหมาย มาตรฐาน และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ภายในงานยังมีโซนพิเศษ อาทิ Boiler Inspection & Maintenance Pavilion, Greenergy Ideas Hub และ Green Fund Corner ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และแนวทางการพัฒนาโรงงานอย่างยั่งยืน โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 19,000 คน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมไทยและอาเซียน

Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ วิศวกร ผู้บริหารโรงงาน และผู้มีอำนาจตัดสินใจจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่ออัปเดตเทคโนโลยี สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และค้นหาโอกาสใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย จัดร่วมกับงาน Thai Water Expo 2026 งานแสดงเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำและน้ำเสียของภูมิภาค ระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.boilex-asia.com หรือ www.pumpsandvalves-asia.com

IRPC จับมือ KBank ลุย ESG!! เปิดตัวนวัตกรรมลงทุนใหม่ ยึด SETESG สะท้อนธุรกิจยั่งยืน ปลุกตลาดทุนไทยสู่เป้าหมายสีเขียว หนุนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในปี 2573

IRPC ร่วมกับ KBANK เปิดตัวนวัตกรรมการลงทุนอ้างอิงดัชนี SETESG ครั้งแรกในไทย

K Bank เปิดตัวนวัตกรรมการลงทุน "Bonus Structured Note" ที่อ้างอิงผลตอบแทนกับดัชนีหุ้นยั่งยืน SETESG เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดย IRPC ได้มีการกำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการความยั่งยืน พร้อมทั้งร่วมลงทุนภายใต้นวัตกรรมทางการเงินเพื่อความยั่งยืนสะท้อนความร่วมมือระหว่างภาคการเงินและภาคอุตสาหกรรมในการสนับสนุนการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) พร้อมร่วมผลักดันนวัตกรรมทางการเงินและยกระดับตลาดทุนไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทางการเงินควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน
โดยนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มาใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน เพื่อสร้างความมั่นคงและการเติบโตในระยะยาว

“IRPC มีความยินดีที่ได้ร่วมลงทุนใน Bonus Structured Note ภายใต้กรอบการเงินเพื่อความยั่งยืนของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเชื่อมโยงผลตอบแทนกับดัชนี SETESG ที่สะท้อนศักยภาพของบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินด้าน ESG ของประเทศไทย และช่วยสนับสนุนการเติบโตของตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืน”

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำด้าน Sustainability ในภูมิภาคอาเซียนและการเป็นผู้นำในการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมทางการเงิน โดยที่ผ่านมาธนาคารได้ร่วมเสริมสร้างความยั่งยืนผ่านการสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ESG ในตลาดการเงิน ในครั้งนี้ ธนาคารได้คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินเพิ่มเติม ด้วยการออก Bonus Structured Note ที่มีตัวแปรอ้างอิงที่เกี่ยวข้องกับดัชนี SETESG เป็นครั้งแรกในประเทศไทย สำหรับเงินที่ได้ระดมทุนมา ธนาคารจะนำไปจัดสรรให้แก่โครงการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมของธนาคาร ภายใต้เป้าหมายสินเชื่อและเงินลงทุนเพื่อความยั่งยืน 4-5 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยธนาคารจะเปิดเผยรายละเอียดการจัดสรรเงินทุนและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในรายงานประจำปี

Bonus Structured Note ที่ออกและเสนอขายในครั้งนี้ ยังมีความพิเศษโดยผลตอบแทนจะอ้างอิงค่าดัชนี SETESG ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเคลื่อนไหวราคาของกลุ่มหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเพิ่มเติม หากค่าดัชนี SETESG ปรับสูงขึ้นตามค่าที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ธนาคารมีความยินดีในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมตลาดทุนไทย ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องดัชนี SETESG เพื่อให้ดัชนี SETESG เป็นที่รู้จักมากขึ้นในวงกว้าง

เจรจาเดือดสหรัฐฯ–อิหร่าน!! ‘ทรัมป์’ โพสต์ขู่กลางวงประชุม โจมตีอิหร่านหนักกว่าเดิม ตลาดน้ำมัน–ทอง–หุ้นผันผวนทันที ดันน้ำมัน Brent พุ่งแตะ 82 ดอลลาร์

เจรจาไป … ข่มขู่ไป … ประท้วงไป !!!
ทำนักลงทุนกังวลใจ ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จหรือไม่ผลที่ตามมาราคาน้ำมัน Brent กลับขึ้นไปที่ 82 ดอลล่าร์ต่อบาเรล จากที่เคยลงไป 77 ดอลล่าร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางดราม่าต่างๆ ที่ Lake Lucerne Summit สวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างสหรัฐและอิหร่านโดยมีปากีสถานและกาตาร์เป็นตัวกลาง

สหรัฐส่งทีมเดิมรองประธาน Vance ลูกเขย Kushner ผู้แทนพิเศษ Witkoff อิหร่าน ประธานรัฐสภา Ghalibaf รัฐมนตรีต่างประเทศ Araghchiเริ่มประชุม ก็เริ่มไม่ราบรื่น อิหร่านขอไม่กล่าวเปิด ไม่จับมือ
ไม่ถ่ายรูปร่วมเฟรมกับสหรัฐเพื่อไม่ให้เป็นประเด็นในอิหร่าน แต่ที่สำคัญกว่าเพียงเริ่มไม่นานความสนใจของทุกคนได้มุ่งไปที่นอกห้องเจรจา President Trumpผู้ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่สำคัญยิ่งกว่าส่งสัญญาณ โพสต์ข่มขู่

Iran must immediately stop their highly paid PROXIES in Lebanon from causing trouble. If they don’t, we’ll hit Iran very hard again, just like we did last week, only harder!!!
อิหร่านต้องสั่งให้บรรดาตัวแทนราคาแพงของตนในเลบานอน หยุดสร้างปัญหา!
ถ้าไม่ทำ เราจะจัดหนักอิหร่านอีกครั้ง เหมือนที่เราเพิ่งทำไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว — แต่ครั้งนี้จะรุนแรงกว่ามาก!!!

ผลที่ตามมาทีมอิหร่านประท้วง เดินออกจากห้องประชุม ประธานรัฐสภาอิหร่าน Ghalibaf โพสต์
“Don’t they realize that if their threats worked, they wouldn’t be this desperate now? We don’t count on US threats. They’d better watch their words—our armed forces are ready to respond differently. Whatever they say, we’re the ones who act.”

“พวกเขายังไม่เข้าใจอีกหรือว่า หากคำขู่ของพวกเขาได้ผลจริง วันนี้คงไม่ต้องอยู่ในสภาพสิ้นหวังเช่นนี้? เราไม่เคยนำคำขู่ของสหรัฐฯ มาคิดคำนวณอยู่แล้ว
พวกเขาควรระวังคำพูดของตนให้มาก เพราะกองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามพร้อมตอบโต้ในแบบที่แตกต่างและเด็ดขาด
ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร ผู้ที่ลงมือปฏิบัติจริงคือพวกเรา“ ก่อนที่จะกลับมาประชุมต่อ จนถึงขณะนี้ ยังคงประชุมอยู่ระหว่างทาง ตลาดทุนโลกก็โดนลูกหลง
ราคาน้ำมันโลก ราคาทองคำต่ำกว่า 4,200 อีกครั้ง ราคาหุ้นลงเล็กน้อย ประเด็นหลักอยู่ที่ผู้ไม่ได้ร่วมเจรจาอีกคน อิสราเอลซึ่งประกาศเรียบร้อย
ผมไม่ได้ตกลงด้วย ยังคงโจมตี Hezballoh ในเลบานอนต่อเนื่อง 2 วันที่แล้ว โจมตี 150 จุด
ล่าสุดยืนยันไม่ถอนทหารออกจาก Security Zone ในตอนใต้ของเลบานอน พร้อมบอกว่า อิสราเอลไม่ได้มีปัญหากับเลบานอนแต่มีปัญหากับ Hezballoh
จน President Trump ต้องเขียนข่มขู่ข้างต้น

มาดูกันครับว่า
หนังยาวม้วนนี้ จะจบอย่างไรแบบตกลงกันได้ แบบยืดเยื้อ แบบย่อยยับ แต่ที่เห็นท่ามกลางทุกอย่างยังพยายามเจรจาต่อไม่ได้ปิดประตูตาย !!!

#Trump #Iran #Talk
ขอบคุณภาพจาก White House

ที่มา : https://www.facebook.com/1044766528/posts/10238058774102118/?rdid=JeIQRraBSS5HxANV#

ลูเซิร์นเปิดทางดีลใหญ่!! สหรัฐฯ–อิหร่าน ตั้งสายด่วนฮอร์มุซ จ่อปิดข้อตกลงใน 60 วัน ฮอร์มุซมีลุ้นคลายวิกฤต คู่เจรจาตั้งสายสื่อสารตรง รับประกันเรือพาณิชย์เดินทางปลอดภัย

แถลงการณ์ร่วมของกาตาร์และปากีสถาน หลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne Summit) และการประชุมคณะกรรมการระดับสูงรอบแรก โดยมีสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเข้าร่วม

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเดินหน้าสู่ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายในกรอบ 60 วัน และยังพร้อมเปิด “สายด่วน” ระหว่างกันเป็นครั้งแรก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และประสานงานด้านความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

แถลงการณ์ร่วมของรัฐกาตาร์และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เกี่ยวกับการเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดทะเลสาบลูเซิร์น (Lake Lucerne Summit) และการประชุมคณะกรรมการระดับสูงครั้งแรก โดยมีสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเข้าร่วม

การเจรจาระดับสูงรอบแรกภายใต้กรอบ บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัด (Islamabad Memorandum of Understanding) ได้เสร็จสิ้นลงที่เมืองบือร์เกินชต็อก (Bürgenstock) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีผู้แทนจากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และประเทศผู้ไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย ได้แก่ รัฐกาตาร์ และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน เข้าร่วม

การประชุมสุดยอดทะเลสาบลูเซิร์นจัดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นบวกและสร้างสรรค์ โดยมีความคืบหน้าที่น่าพอใจหลายประการ รวมถึงการจัดตั้งกลไกสำหรับการเจรจาทางเทคนิคในขั้นต่อไป

ต่อยอดจากบันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทุกฝ่ายได้ตกลงจัดตั้ง คณะกรรมการระดับสูง (High Level Committee) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลทางการเมืองต่อกระบวนการไกล่เกลี่ย โดยหัวหน้าคณะเจรจาจะรายงานความคืบหน้าต่อคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ และจะจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านในประเด็นนิวเคลียร์ มาตรการคว่ำบาตร ตลอดจนกลไกติดตามผลและระงับข้อพิพาท เพื่อให้การดำเนินการตาม MOU และประเด็นอื่น ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

คณะกรรมการระดับสูงได้เห็นชอบต่อ แผนงานเพื่อบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ภายใน 60 วัน พร้อมวางรากฐานสำหรับการเริ่มต้นการเจรจาทางเทคนิคในทันที นอกจากนี้ ยังได้จัดตั้ง สายสื่อสารโดยตรงระหว่างคู่เจรจา ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในข้อ 5 ของ MOU เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์และความเข้าใจผิด โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เรือพาณิชย์สามารถเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ ทุกฝ่ายยังตกลงจัดตั้ง ศูนย์ประสานงานลดความขัดแย้ง (de-confliction cell) ร่วมกับสาธารณรัฐเลบานอน และอยู่ภายใต้การอำนวยความสะดวกของประเทศผู้ไกล่เกลี่ย เพื่อให้มั่นใจว่าการยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนตามที่ระบุไว้ใน MOU จะได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ขณะที่การหารือทางเทคนิคจะดำเนินต่อไปตลอดช่วงเวลาที่เหลือของสัปดาห์ ณ รีสอร์ตบือร์เกินชต็อก ครอบคลุมทุกประเด็นที่เกี่ยวข้อง
ประเทศผู้ไกล่เกลี่ยจะยังคงทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การเจรจาดำเนินต่อไปในบรรยากาศที่สร้างสรรค์ และมุ่งสู่การบรรลุข้อตกลงฉบับสมบูรณ์

รัฐกาตาร์และสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ขอแสดงความชื่นชมอย่างจริงใจต่อสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน สำหรับความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องต่อการทูตและการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

ประเทศผู้ไกล่เกลี่ยยังขอชื่นชมประเทศมิตรและประเทศภราดรภาพต่าง ๆ ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และมีส่วนสำคัญต่อความคืบหน้าของการเจรจาในครั้งนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1328491046105919/?rdid=mUpexYzWZVIsmNOZ#

170 ปี ไทย–ฝรั่งเศส!! เปิดวาระประวัติศาสตร์ ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ณ กรุงปารีส ฉลอง 170 ปี สัมพันธ์การทูตไทย–ฝรั่งเศส

ในหลวง-พระราชินี จะเสด็จฯเยือนฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี มีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในฐานะอาคันตุกะ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 นี้ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ เป็นการทรงเยือนฝรั่งเศสครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบกว่า 60 ปี นับตั้งแต่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเยือนเมื่อปี 2503 และทรงเยือนประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะครั้งแรก แม้จะทรงเยือนยุโรปก่อนหน้านี้เพื่อทรงร่วมงานของราชวงศ์ต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง

หมายกำหนดการโดยคร่าวของการทรงเยือนครั้งนี้ เริ่มด้วยพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนางบริจิตต์ มาครง ภริยา ณ โอเตลเดอวิลล์ หรือศาลาว่าการกรุงปารีส และจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงมีพระราชปฏิสันถาร ณ ทำเนียบประธานาธิบดี พระราชวังเอลิเซ่ โดยจะมีพิธีถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในวันเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ รวมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยสืบสานพระราชปณิธาน ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง กรุงปารีส และบริษัทโรงงานผลิตอากาศยานแอร์บัส เมืองตูลูส เป็นต้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461981309296149&id=100064528819440&rdid=x04hNYcM0zPO28oi#

“กัมพูชา” ชงขึ้นค่าบัตรอังกอร์!! กัมพูชาเสนอขึ้นค่าบัตรสะท้อนคุณค่ามรดกโลก ดันภาพลักษณ์มรดกโลกพรีเมียม เปลี่ยนจากท่องเที่ยวปริมาณสู่คุณภาพ ชูคุณค่าประวัติศาสตร์ระดับโลก

กัมพูชาเสนอให้พิจารณาใหม่ เกี่ยวกับราคาบัตรเข้าชมโบราณสถานอังกอร์ เพื่อให้มีคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมระดับพรีเมียม

เดิมราคาบัตรเข้าชมอุทยานโบราณสถานอังกอร์ อยู่ที่ประมาณ 37 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,200 บาท/วัน) นั้นกัมพูชามองว่ายังต่ำเกินไปอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแหล่งมรดกโลกอื่น ๆ บนโลก เช่น มาชูปิกชู, โคลอสเซียม และอะโครโพลิส ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาจึงเสนอให้ปรับราคาขึ้นเป็นประมาณ 50-99 ดอลลาร์สหรัฐฯ (1,650 - 3,260 บาท) ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของบัตร เพื่อสะท้อนถึงความสำคัญระดับโลก, ขนาดพื้นที่ของโบราณสถาน และความต้องการของนักท่องเที่ยวได้ดียิ่งขึ้น

ประเด็นสำคัญคือ การกำหนดราคาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรายได้ แต่ยังเป็นเรื่องของการวางตำแหน่งด้วย ภาคการท่องเที่ยวกัมพูชาเชื่อว่าราคาบัตรที่สูงขึ้นจะส่งสัญญาณให้นครอังกอร์เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ระดับพรีเมียม มากกว่าที่จะเป็นเพียงจุดแวะพักราคาประหยัด นอกจากนี้ยังกล่าวได้ว่า การกำหนดราคาที่สูงขึ้นจะช่วยลดความแออัด ปรับปรุงประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนมากขึ้นสำหรับการอนุรักษ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาการท่องเที่ยว

การเสนอให้ปรับเรทดังกล่าวยังเน้นย้ำว่า แม้จะมีการขึ้นราคาก็ตาม แต่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติก็ไม่น่าจะลดลง เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้จ่ายเงินจำนวนมากไปกับการเดินทางและที่พักอยู่แล้ว และได้มีการเสนอแนะนำเพิ่มเติมว่า รายได้ที่เพิ่มขึ้นควรนำไปลงทุนอย่างโปร่งใสในการอนุรักษ์แหล่งโบราณสถาน, บริการสาธารณะ และการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยรวมแล้วกัมพูชายังมีจำเป็นที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์จากการท่องเที่ยว ที่เน้นด้านปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่ามากกว่า เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ที่ไม่ใช่ใครก็ได้จะมาเยือนนครอังกอร์ในราคาประหยัด แต่เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854283372570891/?rdid=ytVAjy1aGsmxUmCR#

ทัวร์คนไทยลงเพจ Phuket Times คอมเม้นต์เอกฉันท์ "คนภูเก็ตทำตัวเอง" นักท่องเที่ยวเลยหาย

“หรือ ‘ภูเก็ต’ จะต้องง้อคนไทยด้วยกันให้มาเที่ยวเพิ่มขึ้น ตอนนี้ท่องเที่ยวระส่ำหนัก! ฝรั่งหัวทองหาย มีแต่หัวดำ แขกอินเดีย ทั้งนั้น
”เดี๋ยวนี้คนไทย ไม่นิยมเที่ยวภูเก็ตแล้วเหรอคะ“

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1350083353909170&id=100067225537993&rdid=Toal3x5mV6uu3eQH#

จีนเอาคืนสหรัฐอเมริกา!! กระทรวงพาณิชย์จีนเพิ่มรายชื่อ บริษัทสหรัฐฯ 10 แห่งห้ามส่งออก ห้ามภาครัฐจัดซื้อบริษัท 46 แห่ง มาตรการตอบโต้จากปักกิ่ง

จีนคุมส่งออก 10 บริษัทสหรัฐฯ สั่งห้ามภาครัฐจัดซื้อสินค้าจาก 46 บริษัท

ปักกิ่ง, 22 มิ.ย. (ซินหัว) -- วันจันทร์ (22 มิ.ย.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศเพิ่มรายชื่อบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่งเข้าในบัญชีควบคุมการส่งออก ตามกฎหมายควบคุมการส่งออกและระเบียบว่าด้วยการควบคุมการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางของจีน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในการไม่แพร่ขยายอาวุธ และเริ่มมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ประกาศ

มาตรการดังกล่าวห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางไปยังบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่ง ได้แก่ อาเวออกซ์ อิงค์ (Aveox) เรด แคท โฮลดิงส์ (Red Cat Holdings) ทีล โดรนส์ (Teal Drones) อิมซาร์ (IMSAR) ไจอา โรโบติกส์ (Jaia Robotics) บอล แอโรสเปซ แอนด์ เทคโนโลยีส์ คอร์ป (Ball Aerospace & Technologies Corp) ออชคอช ดีเฟนส์ (Oshkosh Defense) แอลทรี แฮร์ริส มาริไทม์ เซอร์วิสเซส (L3Harris Maritime Services) เอ็มพี แมตทีเรียลส์ คอร์ป (MP Materials Corp) และยูเอสเอ แรร์เอิร์ธ (USA Rare Earth)

นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังห้ามบุคคลและองค์กรจากทุกประเทศหรือภูมิภาคส่งต่อหรือจัดหาสินค้าดังกล่าวที่มีต้นกำเนิดจากจีนให้แก่บริษัททั้ง 10 แห่ง โดยกิจกรรมการส่งออกที่เกี่ยวข้องซึ่งกำลังดำเนินอยู่จะต้องยุติลงทันที

โฆษกกระทรวงฯ ชี้แจงในแถลงการณ์อีกฉบับหนึ่งว่ามาตรการข้างต้นมีขึ้นภายหลังจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มบริษัทจีนหลายแห่งเข้าไปในบัญชีที่เรียกว่าเป็นรายชื่อบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน พร้อมย้ำว่าผู้ประกอบการส่งออกทุกรายจะต้องไม่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทางให้แก่บริษัทสหรัฐฯ ทั้ง 10 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพดังกล่าว

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังของจีนประกาศห้ามหน่วยงานภาครัฐจัดซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทสหรัฐฯ 46 แห่ง ซึ่งรวมถึงล็อคฮีด มาร์ติน คอร์ปอเรชัน (Lockheed Martin Corporation) และเรย์ธีออน มิสไซล์ แอนด์ ดีเฟนส์ (Raytheon Missiles & Defense) โดยมาตรการข้างต้นได้รับการอนุมัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องของจีน เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ประกาศ แต่จะไม่บังคับใช้กับบริษัทที่ลงทุนโดยสหรัฐฯ ซึ่งดำเนินกิจการอยู่ในจีน

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top