Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

23 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์ คุมโทรศัพท์ คุมข่าวสาร คุมจังหวะประวัติศาสตร์ แผนสำคัญก่อนอภิวัฒน์ 2475 บทบาทการสื่อสารในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญก่อนเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เพราะเป็นช่วงเวลาที่ “คณะราษฎร” เตรียมปฏิบัติการขั้นสุดท้าย เพื่อควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร โดยหนึ่งในภารกิจสำคัญคือการวางแผนตัดระบบการสื่อสาร โดยเฉพาะสายโทรศัพท์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายรัฐบาลเดิมสามารถติดต่อสั่งการหรือระดมกำลังตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทที่สยามยังอยู่ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ขณะที่กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือนรุ่นใหม่ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “คณะราษฎร” มีความเห็นร่วมกันว่าประเทศควรเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายให้มีหลักประกันด้านสิทธิ หน้าที่ และการบริหารประเทศภายใต้กติกาใหม่

ในทางยุทธศาสตร์ การสื่อสารถือเป็นหัวใจของอำนาจรัฐ หากฝ่ายใดควบคุมการสื่อสารได้ ฝ่ายนั้นย่อมมีความได้เปรียบในการควบคุมสถานการณ์ คณะราษฎรจึงต้องให้ความสำคัญกับโทรศัพท์ โทรเลข และสถานีสื่อสาร เพราะเครื่องมือเหล่านี้เป็นช่องทางที่ผู้มีอำนาจในเวลานั้นสามารถใช้ติดต่อหน่วยราชการ กองกำลังทหาร ตำรวจ และบุคคลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลระบุว่า ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นเวลา 24 ชั่วโมงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการวางแผนตัดการติดต่อสื่อสาร โดย พลโทประยูร ภมรมนตรี หนึ่งในผู้เข้าร่วมปฏิบัติการ เตรียมยึดสถานีโทรศัพท์ที่วัดเลียบในเวลาประมาณ 04.00 น. ของเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน ซึ่งจะกลายเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ภารกิจตัดสายโทรศัพท์จึงมิใช่เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ ของปฏิบัติการ หากเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การเคลื่อนไหวของคณะราษฎรเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาแรก การตัดการสื่อสารทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถสั่งการได้สะดวก ลดโอกาสการประสานกำลังตอบโต้ และเปิดทางให้คณะราษฎรเข้าควบคุมจุดสำคัญในพระนครได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากการควบคุมสายโทรศัพท์แล้ว ปฏิบัติการของคณะราษฎรยังรวมถึงการควบคุมสถานที่ราชการและจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในพระนคร การเคลื่อนกำลังไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และการควบคุมตัวบุคคลสำคัญบางส่วน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้นโดยลดโอกาสการปะทะให้น้อยที่สุด

ในเชิงประวัติศาสตร์ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นเหมือน “คืนก่อนเปลี่ยนแผ่นดิน” เป็นช่วงเวลาที่ทุกแผนการต้องถูกจัดวางอย่างละเอียด เพราะหากมีความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ปฏิบัติการทั้งหมดอาจล้มเหลว และผู้เข้าร่วมอาจต้องเผชิญโทษร้ายแรงทางการเมือง

การวางแผนตัดสายโทรศัพท์ยังสะท้อนให้เห็นว่า คณะราษฎรเข้าใจกลไกของอำนาจรัฐสมัยใหม่เป็นอย่างดี อำนาจไม่ได้อยู่เพียงที่กำลังทหารหรือจำนวนอาวุธเท่านั้น แต่อยู่ที่การควบคุมข้อมูล ข่าวสาร เวลา และช่องทางสั่งการ การควบคุมระบบสื่อสารจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อถึงเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎรได้เปิดฉากปฏิบัติการตามแผน และประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นจุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่

บทบาทของผู้เข้าร่วมปฏิบัติการในภารกิจควบคุมการสื่อสารยังถูกกล่าวถึงในฐานะกลุ่มบุคคลที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเหตุการณ์ 24 มิถุนายน บางแหล่งกล่าวถึงภารกิจยึดสถานีโทรศัพท์และตัดระบบสั่งการว่าเป็นหนึ่งในปฏิบัติการสำคัญของผู้ร่วมก่อการในเช้าวันนั้น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ 2475 ยังเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็นการอภิวัฒน์เพื่อเปิดทางสู่ประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจที่ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่ความผันผวนในระยะยาว ไม่ว่าจะตีความอย่างไร เหตุการณ์นี้ก็ยังคงเป็นหมุดหมายที่ไม่อาจมองข้ามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงสำคัญในฐานะวันแห่งการเตรียมการก่อนเหตุการณ์ใหญ่ เป็นวันที่แผนปฏิบัติการถูกกำหนดอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตัดสายโทรศัพท์และควบคุมระบบสื่อสาร ซึ่งเป็นหัวใจของการลดความสามารถในการตอบโต้ของฝ่ายรัฐบาลเดิม

เหตุการณ์นี้ยังให้บทเรียนสำคัญว่า ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การควบคุมข่าวสารและการสื่อสารมีความสำคัญไม่แพ้การควบคุมกำลังพล เพราะใครที่ควบคุมการสื่อสารได้ ย่อมสามารถควบคุมจังหวะ เวลา และทิศทางของเหตุการณ์ได้มากกว่า

23 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงควรถูกจดจำในฐานะคืนก่อนอภิวัฒน์สยาม วันที่คณะราษฎรวางแผนตัดสายโทรศัพท์และควบคุมการสื่อสาร ก่อนเปิดฉากเปลี่ยนแปลงการปกครองในเช้ามืดวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยยุคใหม่

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_4045202?

ญี่ปุ่นปรับขึ้นค่าวีซ่าต่างชาติ 5 เท่า!! เริ่ม 1 ก.ค. รับชาวต่างชาติพำนักเพิ่มสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี ค่าธรรมเนียมถิ่นพำนักถาวรสูงขึ้นเป็น 300,000 เยน รายได้เสริมใช้บริหารจัดการชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด
รัฐบาลญี่ปุ่นมีมติปรับขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ โดยการแก้ไขกฎหมายลำดับรองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับอัตราค่าธรรมเนียมวีซ่าครั้งแรกในรอบ 48 ปี นับตั้งแต่ปี 1978

ภายใต้กฎใหม่ ค่าธรรมเนียมจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า โดยวีซ่าเข้าออกครั้งเดียว (Single-entry Visa) จาก 3,000 เยน (613 บาท) เป็น 15,000 เยน (3,062 บาท)/ วีซ่าเข้าออกหลายครั้ง (Multiple-entry Visa) จาก 6,000 เยน (1,225 บาท) เป็น 30,000 เยน (6,124 บาท) โดยอัตราใหม่จะมีผลกับคำร้องขอวีซ่าที่ยื่นตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมเป็นต้นไป

สรุปข่าว

ญี่ปุ่นเตรียมเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยว ครั้งแรกในรอบ 48 ปี ทั้งการเข้า-ออกครั้งเดียว และการเข้า-ออกหลายครั้ง เริ่ม 1 กรกฎาคมนี้

โทชิมิตสึ โมเตงิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเดิมถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 1978 และแทบไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นนับจากนั้น

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว วุฒิสภาญี่ปุ่นได้ผ่านร่างกฎหมายที่เปิดทางให้รัฐบาลสามารถปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าและการพำนักของชาวต่างชาติได้สูงสุดถึง 30 เท่าของอัตราปัจจุบัน

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บค่าธรรมเนียมเหล่านี้ จะถูกนำไปใช้รองรับภาระงานด้านการบริหารจัดการประชากรชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในญี่ปุ่น

ภายใต้กฎหมายเดิม เพดานค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนสถานะการพำนักหรือการต่ออายุการพำนักอยู่ที่ 10,000 เยน หรือราว 2,042 บาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมการยื่นขอถิ่นพำนักถาวร (Permanent Residency) มีเพดานอยู่ที่ 10,000 เยนเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขกฎหมายครั้งล่าสุดได้เพิ่มเพดานดังกล่าวเป็น 100,000 เยน หรือราว 20,142 บาท สำหรับการเปลี่ยนสถานะหรือขยายระยะเวลาพำนัก และ 300,000 เยน หรือราว 61,238 บาท สำหรับการขอถิ่นพำนักถาวร โดยอัตราค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจริงจะถูกกำหนดผ่านคำสั่งคณะรัฐมนตรีภายใต้เพดานใหม่ที่กฎหมายกำหนด

ADVERTISEMENT

หนึ่งในเหตุผลสำคัญของการขึ้นค่าธรรมเนียม คือ จำนวนชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากนับถึงสิ้นปี 2025 ญี่ปุ่นมีชาวต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศถึง 4.13 ล้านคน ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดเท่าที่เคยมีมา รัฐบาลระบุว่า รายได้เพิ่มเติมจากค่าธรรมเนียมจะถูกนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น

-เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านตรวจคนเข้าเมือง 

-รองรับจำนวนผู้พำนักชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น 

-ขยายโครงการสอนภาษาญี่ปุ่น 

-เสริมมาตรการจัดการกับผู้พำนักเกินกำหนดวีซ่า 

ที่มา : https://www.tnnthailand.com/world/238556/#google_vignette

จีนควบคุมส่ง แรเอิท ให้อเมริกา!! จีนขึ้นบัญชีบริษัทสหรัฐฯ หลังเพ่งเล็ง Alibaba–BYD–Baidu ขึ้นบัญชีควบคุมส่งออก 10 บริษัทสหรัฐ จับตาแรร์เอิร์ธกลายเป็นสมรภูมิใหม่

จีนประกาศควบคุมการส่งออก 10 บริษัทสหรัฐ รวมผู้ผลิต 'แร่หายาก' ตอบโต้วอชิงตันที่ขึ้นบัญชีบริษัทจีนหลายแห่งว่ามีส่วนสนับสนุนกองทัพจีน ตั้งแต่ 'อาลีบาบา' ถึง 'บีวายดี'

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า ทางการจีน ประกาศเพิ่มรายชื่อ "บริษัทสหรัฐ 10 แห่ง" ซึ่งอ้างว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพสหรัฐ เข้าสู่บัญชีควบคุมการส่งออก (Export Control List) ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงบริษัทด้านแร่หายาก หรือ "แรร์เอิร์ธ" 2 แห่งด้วย เพื่อตอบโต้กรณีที่สหรัฐขึ้นบัญชีจำกัดการค้าของบริษัทจีนหลายแห่งเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ฐานสนับสนุนกองทัพจีน

บริษัทด้านแรร์เอิร์ธที่ถูกขึ้นบัญชี คือ MP Materials และ USA Rare Earth โดยมาตรการดังกล่าวจะระงับการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้สองทางทั้งในภาคพลเรือน และการทหาร (Dual-use goods) จากจีนไปยังบริษัทเหล่านี้

ทั้ง MP Materials ซึ่งเป็นบริษัทซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และดำเนินการเหมืองแร่หายากที่ยังเปิดดำเนินงานอยู่เพียงแห่งเดียวในสหรัฐ รวมถึง USA Rare Earth ต่างมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากของสหรัฐ ตั้งแต่การทำเหมืองไปจนถึงการผลิตแม่เหล็ก

ด้านกระทรวงพาณิชย์จีนระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการตอบโต้ต่อ “พฤติกรรมที่มุ่งร้ายของรัฐบาลวอชิงตัน” และมีเป้าหมายเพื่อปกป้องความมั่นคง และผลประโยชน์แห่งชาติของจีน ตลอดจนปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการไม่แพร่ขยายอาวุธ (Non-proliferation)

“องค์กร และบุคคลในทุกประเทศ และทุกภูมิภาค ถูกห้ามเคลื่อนย้ายหรือจัดหาสินค้าแบบใช้ได้สองทางที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนให้แก่หน่วยงานเหล่านี้” กระทรวงพาณิชย์จีนระบุ พร้อมเสริมว่ากิจกรรมการส่งออกที่เกี่ยวข้องจะต้องยุติลงโดยทันที

มาตรการใหม่นี้ถือเป็นการห้ามส่งออกสินค้าประเภทใช้ได้สองทางให้แก่บริษัทที่ถูกระบุชื่อโดยสมบูรณ์ ซึ่ง "เข้มงวดกว่ากฎเดิม" ที่เพียงกำหนดให้ต้องขอใบอนุญาตส่งออกเป็นรายกรณี
นอกจากนี้ ในประกาศอีกฉบับหนึ่งกระทรวงการคลังจีน ระบุว่า ได้ตัดสินใจใช้มาตรการกับบริษัทสหรัฐเพิ่มเติมอีก 46 แห่ง

ภายใต้มาตรการดังกล่าวของกระทรวงการคลัง ผู้ซื้อในจีนจะไม่สามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ผลิตโดยบริษัทเหล่านี้ได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม บริษัทที่ได้รับเงินทุนจากสหรัฐ และดำเนินธุรกิจอยู่ภายในจีน ยังคงสามารถจัดซื้อสินค้าเหล่านั้นได้

ความเคลื่อนไหวล่าสุดมีขึ้นหลังจากเมื่อสองสัปดาห์ก่อน สหรัฐได้เพิ่มรายชื่อบริษัทจีนหลายแห่งเข้าสู่บัญชีที่เชื่อว่ามีส่วนสนับสนุนกองทัพจีน ซึ่งรวมถึง "Alibaba, Baidu, BYD และ NIO"

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1239528?anf=

“กัมพูชา” ถูกจับตาวิกฤตภาพลักษณ์!! สายการบินจีนระงับ–ลดเที่ยวบิน สะท้อนปัญหาท่องเที่ยวกัมพูชาฟื้นช้ากว่าเพื่อนบ้าน หลังเที่ยวบินจีนลด 35% หนักสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพลักษณ์ฉ้อโกงซ้ำเติมวิกฤต

ผลสำรวจเส้นทางการบินไปกรุงพนมเปญลดลงกว่า 27% และเมืองเสียมราฐลดลง 73% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สันนิฐานว่าการเปิดเผยข้อมูลการฉ้อโกงและการลงทุนที่ซบเซาอาจเป็นสาเหตุ

สถิติเดือนเมษายน 2026 จากกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา ซึ่งเน้นย้ำถึงการลดลงอย่างไม่ยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ กัมพูชาซึ่งล้าหลังกว้าประเทศเพื่อนบ้านในการฟื้นตัวหลังโควิด-19 กัมพูชากำลังเผชิญกับสถานการณ์วิกฤต โดยการลดลงอย่างมากและการระงับเที่ยวบินในเส้นทางจีนได้ทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวรุนแรงขึ้น

1. อัตราการลดลงที่แย่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 35.0%

จากเว็บไซต์ของสายการบิน "Aeroroots" ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม - 30 มิถุนายน เที่ยวบินขาเดียวทั้งหมดในเส้นทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ดำเนินการโดยสายการบินจีน ลดลงโดยรวมประมาณ 14.2% ในจำนวนนี้เส้นทางไปกัมพูชามีอัตราการลดลงที่แย่ที่สุด อยู่ที่ 35.0% ตัวเลขนี้สูงกว่าการลดลงในมาเลเซีย (25.2%), สปป.ลาว (20.0%), เวียดนาม (17.0%), ไทย (10.0%) และสิงคโปร์ (9.0%) อย่างมีนัยสำคัญ

2. สนามบินเตโช-ตาเขมา สนามบินประจำกรุงพนมเปญ มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในเดือนเมษายน 2026 จำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศอยู่ที่ 175,607 คน ลดลง 21.0% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) ในจำนวนนี้ สนามบินนานาชาติเตโช (KTI) มีจำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมากถึง 27.3% เหลือ 125,922 คน ซึ่งมันแย่มากเมื่อเทียบกับสถิติอื่นในอาเซียน

การลดลงนี้เกิดจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การลงทุนที่ชะลอตัวลงอย่างมากหลังจากการล่มสลายของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในจีน (การเข้ามาลงทุนของชาวจีนในกัมพูชา แต่ปัจจุบันเหมือนผึ้งแตกรัง) และการปราบปรามแหล่งฉ้อโกงออนไลน์ที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งมันเจอปัญหาทุกจุดอย่างปฏิเสธไม่ได้, การลดลงอย่างมากของบุคคลที่เข้ามากัมพูชาโดยใช้ข้ออ้างที่น่าสงสัย ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นเดียวกันว่าปีที่แล้วที่มีคนเดินทางมากัมพูชาเยอะนั้นเข้ามาทำไม ซึ่งตอนนี้กำลังโดนไล่ออกไปเยอะมาก ๆ

สะท้อนให้เห็นในตัวเลขผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินหลัก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การท่องเที่ยวขาเข้าส่วนใหญ่มาจากจีน (30.4%) และเวียดนาม (26.2%) ซึ่งคิดเป็น 56.6% ของชาวต่างชาติทั้งหมด และการชะลอตัวพร้อมกันของตลาดหลักเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการท่องเที่ยวขาเข้าโดยรวม นั่นหมายความว่ากัมพูชาอาจต้องเพิ่มต้นทุนและภาระการดูแลสนามบิน กับจ่ายค่าพนักงานดูแลสนามบินต่าง ๆ และค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมบำรุง ในวันนี้ที่มันใหม่ แต่ในอนาคตอาจพังไวจากการซ่อมบำรุงที่ต้นทุนลดลง

เมื่อพิจารณาการลดเที่ยวบินเฉพาะเจาะจง เส้นทางพนมเปญลดลงจาก 43 เที่ยวบินจากปักกิ่งเหลือ 27 เที่ยวบิน และเส้นทางคุนหมิงของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์ลดลงจาก 61 เที่ยวบิน เหลือ 46 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากกว่างโจวลดลงอย่างมาก โดยสายการบินหลักลดเที่ยวบินจาก 183 เที่ยวบินเหลือ 135 เที่ยวบิน และสายการบินต้นทุนต่ำลดจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน เที่ยวบินจากเซี่ยงไฮ้ผู่ตงก็ลดลงจาก 61 เที่ยวบินเหลือ 41 เที่ยวบิน และเที่ยวบินจากเซี่ยเหมินลดลงจาก 115 เที่ยวบินเหลือ 64 เที่ยวบิน

3. ความกังวลเกี่ยวกับการ "หยุดชะงักของเที่ยวบินตรงไปยังจีน" และความเป็นจริงของการบำรุงรักษาที่จำกัดในเมืองเสียมราฐ

จำนวนผู้โดยสารขาเข้าที่สนามบินนานาชาติเสียมเรียบอังกอร์ (SAI) ซึ่งเป็นที่ตั้งของมรดกโลกนครวัด-นครธม ในเดือนเมษายนอยู่ที่ 39,365 คน ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) นี่เป็นการลดลงที่ต่ำมากถึง 73.1% เมื่อเทียบกับปี 2019 (146,195 คน) ซึ่งยิ่งทำให้ภาวะชะงักงันในระยะยาวนี้ สวนทางกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของประเทศเพื่อนบ้านนั้นรุนแรงขึ้น

ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ ชดเชยความต้องการด้วยการผ่อนปรนวีซ่าและมาตรการอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อค่าโดยสารที่พุ่งสูงขึ้น และการชะลอตัวในตลาดจีน การตอบสนองที่ล่าช้าของกัมพูชานี้ส่งผลให้สูญเสียโอกาสอย่างชัดเจน

ส่วนเวียดนามคาดว่าจะมียอดนักท่องเที่ยวสูงเป็นประวัติการณ์ประมาณ 21.2 ล้านคนในปี 2025 (117.8% ของปี 2019) เนื่องจากการขยายการยกเว้นวีซ่าเข้ายุโรปและการพัฒนาในอินเดีย ในขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมดของกัมพูชาคาดว่าจะลดลงเหลือประมาณ 5.57 ล้านคนในปี 2025 (84.3% ของปี 2019) โดยจำนวนผู้โดยสารขาเข้าทางอากาศประจำปีของสนามบินเสียมเรียบคาดว่าจะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 672,000 คน (34.6% ของปี 2018) จำนวนเที่ยวบินไปยังสนามบินคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 6,418 เที่ยวบิน (42.9% ของปี 2019) ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะชะงักงันของอุปทานอย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลังเรื่องนี้ในกัมพูชา คือความไม่สอดคล้องกันระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของกัมพูชาเอง รวมถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาคการท่องเที่ยวในท้องถิ่นแสดงความไม่พอใจ โดยกัมพูชาอ้างว่าสนามบินใหม่ (SAI) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร (จังหวัดเสียมราฐ) ได้สร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางเพิ่มเติมให้กับนักท่องเที่ยว ทำให้ผู้เดินทางอิสระ (FIT) ไม่กล้าเดินทางมามากขึ้น

นอกจากนี้ในปี 2025 ยังซ้ำเติมด้วยคำเตือนการเดินทางและการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากเนื่องจากความตึงเครียดทางทหารในพื้นที่ชายแดนกัมพูชา-ไทย การรวมกันของการเปลี่ยนผ่านตลาดที่ล่าช้า ต้นทุนการเข้าถึงที่สูงขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียง อาจกล่าวได้ว่านำไปสู่การลดลงอย่างมากในเดือนเมษายน 2026 ในขณะที่ประเทศไทยที่เป็นคู่ขัดแย้งของกัมพูชากลับได้รับผลกระทบน้อยมาก แต่สำหรับกัมพูชานั้นจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ส่วนการลดของเส้นทางบินของสายการบินจีนนั้นรุนแรงยิ่งขึ้นในเส้นทางมาเสียมราฐ โดยเฉพาะเส้นทางคุนหมิง-เสียมราฐ ของสายการบินไชน่าอีสเทิร์นแอร์ไลน์จากมณฑลยูนนาน ถูกระงับโดยหลักการตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน (ให้บริการเฉพาะวันที่ 1 พฤษภาคมเท่านั้น) และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน สายการบินอินดิโก (IndiGo) ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ประกาศระงับเส้นทางบินเสียมราฐชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคมถึง 30 กันยายน 2026

4. ความผิดปกติเชิงโครงสร้าง เช่น การเติบโตอย่างรวดเร็วของเมืองสีหนุวิลล์ แต่สวนทางกับเมืองโดยรอบ

ในขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติสีหนุวิลล์ (KOS) พบว่าจำนวนผู้โดยสารขาเข้าในเดือนเมษายน 2026 เพิ่มขึ้น 161.9% จาก 3,940 คนในเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (2025) เป็น 10,320 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่ผิดปกติ รายงานจากองค์กรระหว่างประเทศและผู้เชี่ยวชาญได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับความเชื่อมโยงที่อาจเกิดขึ้นกับศูนย์กลางการฉ้อโกงออนไลน์ในพื้นที่ เมืองสีหนุวิลล์นั้นน่าสงสัยที่สุด เพราะมันส่วนทางกับเมืองที่กำลังมีปัญหาด้านเศรษฐศาสตร์และตึกร้างจำนวนมากมาย

5. ข้อสงสัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของ "การยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีนเท่านั้น" เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026

รัฐบาลกัมพูชากำลังทดลองใช้มาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับชาวจีน เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2026 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการนี้ สาเหตุหลักคือการขาดการเข้าถึง ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ โดยแทบไม่มีเที่ยวบินตรงตามตารางเวลาเลย สายการบินที่มากัมพูชามันดูบิดเบี้ยวไปหมด เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชาอย่างไทยและเวียดนามที่เจริญรุ่งเรือง แต่กัมพูชากับถอยหลังลง และการบริหารที่ผิดพลาดตั้งแต่แรก เช่น สนามบินใหม่ที่สร้างออกไปห่างไกลอย่างมาก และด้วยรากฐานของเที่ยวบินตามตารางเวลาที่กำลังพังทลาย แม้จะมีการยกเว้นวีซ่ามายังกัมพูชาก็ตาม แต่อุปสรรคในการเดินทางก็ยังคงสูงอยู่ มันทำให้กัมพูชาไม่น่ามาเยือน นอกจากนี้ยังมีภาพลักษณ์เชิงลบของจีนในกัมพูชา เนื่องจากรายงานว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของการฉ้อโกงนั้นฝังรากลึกไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ใช่เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่มันคือทุกที่ในประเทศที่กลุ่มผึ้งแตกรังเหล่านี้ย้ายสถานที่ไปตลอด มันดูไม่ปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ ยกเว้นนักท่องเที่ยวเสี่ยงภัยแบบ Backpacker และ Bloger ซึ่งพวกเขาดูไม่สนใจเรื่องความปลอดภัยเท่าไหร่ เพราะพวกเขามาเพื่อคอนเทนต์เป็นหลัก ถึงแม้จะมีนักท่องเที่ยวเหล่านี้มาเยือนกัมพูชา หรือที่ใด ๆ บนโลกก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ยังยืน

ที่มา : https://www.facebook.com/100039677396371/posts/1854636669202228/?rdid=b8RfTsie8DOtq8A7#

อังกฤษเกิดการยึดอำนาจในพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทั้งๆที่มีจำนวน สส ถล่มทลายจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา

“อังกฤษเกิดการยึดอำนาจในพรรคแรงงาน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ทั้งๆที่มีจำนวน สส ถล่มทลายจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา
ส่งผลให้ เซอร์เกียร์ สตอมเมอร์ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และหัวหน้าพรรค
เขาถูกโจมตีเรื่องปัญหาผู้ลี้ภัยและปัญหาพลังงาน
เปิดทางให้นายแอนดี้ เบิร์นแฮม อดีตนายกเทศมนตรี แมนเชสเตอร์เข้าท้าชิง
ปรากฏการณ์แบบนี้ ยากที่จะเกิดขึ้นในบ้านเรา!”

รศ.ดร.ไชยันตร์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์

จีนลุยฝึกสู้รบทางทะเล!! กองกำลังเหลียวหนิงกลับท่าเรือปลอดภัย ฝึกในทะเลจีนใต้-แปซิฟิกตะวันตก ญี่ปุ่นติดตามและยั่วยุการฝึกซ้อม จีนเน้นตอบโต้ด้วยความเป็นมืออาชีพ

ปักกิ่ง, 22 มิ.ย. (ซินหัว) -- กองทัพเรือจีนรายงานว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เสร็จสิ้นการฝึกซ้อมสู้รบในทะเลไกลและเดินทางกลับถึงท่าเรือประจำการอย่างปลอดภัยในวันจันทร์ (22 มิ.ย.) โดยกองกำลังเฉพาะกิจได้ปฏิบัติการในน่านน้ำและน่านฟ้าหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงทะเลจีนใต้และมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก พร้อมวางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ เช่น การบินทางยุทธวิธีของอากาศยานประจำเรือ การค้นหาและช่วยเหลือของกองกำลังเฉพาะกิจ

รายงานระบุว่ากองกำลังเฉพาะกิจได้วางแผนและจัดการฝึกซ้อมต่างๆ ทั้งปฏิบัติการครองอากาศและการป้องกันภัยทางอากาศ การโจมตีทางทะเล ปฏิบัติการสนับสนุนและคุ้มกัน การช่วยเหลือในทะเลไกลอย่างรอบด้าน และการใช้อาวุธจริง ซึ่งอิงตามการสู้รบที่แท้จริงในทะเลไกล โดยการฝึกซ้อมนี้เป็นไปตามแผนการประจำปี มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง และสอดคล้องกับกฎหมายและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้มุ่งเป้าไปยังประเทศหรือเป้าหมายเฉพาะใดๆ
อย่างไรก็ดี เรือและอากาศยานของญี่ปุ่นได้ติดตามและสังเกตการณ์การฝึกซ้อมครั้งนี้ในระยะประชิด ซึ่งถือเป็นการรบกวนและยั่วยุ

กองทัพเรือจีนเสริมว่ากองกำลังเฉพาะกิจของเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงได้เฝ้าระวังระดับสูงตลอดกระบวนการฝึกซ้อมทั้งหมด ดำเนินการปล่อยอากาศยานประจำเรือขึ้นบินอย่างต่อเนื่อง ปรับเปลี่ยนการจัดกำลังต่อสู้อย่างยืดหยุ่น และรับมือกับการกระทำอันเป็นอันตรายของฝ่ายญี่ปุ่นด้วยความเป็นมืออาชีพ สุขุมรอบคอบ และเหมาะสม

ที่มา : Xinhua

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน!! ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน-อาเซียน

บีโอไอรุกดึงทุนไฮเทคจีน ชูไทยพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ จุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน

บีโอไอบุกร่วมงาน China International Supply Chain Expo สานต่อความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมขึ้นเวที ASEAN Supply Chain Cooperation ฉายภาพไทยศูนย์กลางการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง และจุดเชื่อมซัพพลายเชนจีน–อาเซียน พร้อมดันความร่วมมือ 3 สาขาอนาคต ได้แก่ ดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมสีเขียว และการผลิตขั้นสูง รับกระแสการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้นำคณะเข้าร่วมพิธีเปิดงาน China International Supply Chain Expo (CISCE) ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 22 มิถุนายน 2569 โดยงานดังกล่าวถือเป็นงานประชุมและนิทรรศการด้านซัพพลายเชนระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นโดยองค์กรส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศของจีน (CCPIT) โดยมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และบริษัทชั้นนำจาก 85 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมงาน

การเข้าร่วมงาน CISCE ครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนและการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ที่มีความพร้อมในการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลกโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า ดิจิทัล และพลังงานสะอาด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งไทยและจีน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองประเทศในฐานะพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่มีความเชื่อมโยงด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด

รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับงาน CISCE ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 เพื่อมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุตสาหกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ และ SMEs ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด ยานยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจสุขภาพ และเกษตรสีเขียว ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก และสอดรับกับนโยบายของประเทศไทยในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

ภายในงานนี้ เลขาธิการบีโอไอได้ขึ้นกล่าวในเวทีการประชุม ASEAN Supply Chain Cooperation ซึ่งมีประธาน CCPIT รัฐมนตรีด้านการลงทุนจากประเทศในอาเซียน นักลงทุน และผู้นำภาคอุตสาหกรรมจากจีนและประเทศต่าง ๆ เข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับความร่วมมือและสร้างความเข้มแข็งให้กับซัพพลายเชนของภูมิภาค โดยเลขาธิการบีโอไอ ได้กล่าวว่า จีน ไทย และอาเซียน มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันมาอย่างยาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การผลิต และโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเผชิญความผันผวนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ความร่วมมือระหว่างจีนและอาเซียนยิ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว

นายนฤตม์ ยังได้กล่าวถึงจุดแข็งของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน 5 ด้าน ประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงอาเซียนและตลาดโลก การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ผ่านความตกลงการค้าเสรี บุคลากรที่มีทักษะและสามารถปรับตัวได้ดี ฐานซัพพลายเชนที่เข้มแข็ง และนโยบายภาครัฐที่มุ่งอำนวยความสะดวกและเพิ่มความชัดเจนในการดำเนินธุรกิจ โดยในด้านบุคลากร รัฐบาลกำลังเร่งพัฒนากำลังคนร่วมกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน โดยเฉพาะผ่านโครงการ SkillBridge เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่และการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้น ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเร่งปรับปรุงกฎระเบียบและยกระดับการให้บริการของภาครัฐ เพื่อให้กระบวนการประกอบธุรกิจมีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถคาดการณ์ได้ โดยบีโอไอมีกลไก Thailand FastPass เพื่อเร่งรัดโครงการลงทุนสำคัญ ตั้งแต่ขั้นตอนการขออนุมัติและอนุญาตที่เกี่ยวข้องไปจนถึงการเริ่มดำเนินกิจการจริง

สำหรับความร่วมมือระหว่างจีน ไทย และอาเซียนในระยะต่อไป มีโอกาสสำคัญใน 3 สาขา ได้แก่

1. การยกระดับซัพพลายเชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การวางแผนการผลิต ระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ AI และแพลตฟอร์มดิจิทัล

2. การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเป้าหมายความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม

3. การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับการผลิตขั้นสูง ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การผลิตวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญ การพัฒนาบุคลากร ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก

“ปัจจุบันการตัดสินใจเลือกแหล่งลงทุนไม่ได้พิจารณาเพียงศักยภาพของแต่ละประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนระดับภูมิภาคและระดับโลก การเข้าร่วมงาน CISCE ในครั้งนี้จะช่วยสร้างโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างไทย จีน และประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นฐานการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่และศูนย์กลางการเชื่อมโยงซัพพลายเชนของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากจีน 982 โครงการ หรือร้อยละ 40 ของโครงการลงทุนจากต่างประเทศ สูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวม 172,114 ล้านบาท และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 จีนยังคงเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงที่สุด จำนวน 155 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 17,327 ล้านบาท สะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนจีนที่มีต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

Solis เปิดเกม ESS!! FlexAIO นำเสนอระบบครบวงจร EverCore จัดเต็ม 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง เน้นตอบโจทย์ทุกภาคส่วนพลังงาน บูธ Hall B3 มิวนิก 23-25 มิ.ย.

Solis เปิดตัวโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานครบวงจร
ในงาน Intersolar Europe 2026 ชู FlexAIO และ EverCore
ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการพลังงานอัจฉริยะในยุโรป

เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี, 17 มิถุนายน 2569 – Solis (Ginlong Technologies) เตรียมเข้าร่วมงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) รุ่นล่าสุดสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังกว่า 20 ปี Solis ได้นำเสนอระบบนิเวศพลังงานที่เชื่อมโยงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การควบคุมอัจฉริยะ การติดตามประสิทธิภาพ และบริการสนับสนุนในระดับท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานให้แก่ผู้ใช้งานในทุกภาคส่วน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ FlexAIO ระบบกักเก็บพลังงานแรงดันสูงแบบ All-in-One ที่ผสานอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในชุดเดียว รองรับการใช้งานทั้งระบบไฟฟ้าเฟสเดียวและสามเฟส พร้อมความสามารถในการขยายความจุเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม Solis นำเสนอ EverCore ระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรความจุ 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งรวมแบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนของระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานระยะยาว
ภายในงาน บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบสำหรับที่อยู่อาศัยไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ในภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรม สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่มุ่งตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นาย Sandy Woodward ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคยุโรปของ Solis กล่าวว่า
"ปี 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Solis ในยุโรป เรากำลังนำเสนอโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ Solis ยังนำเสนอแพลตฟอร์ม SolisCloud ที่ทำงานร่วมกับ Solis AI เพื่อช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน คาดการณ์กำลังการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการใช้พลังงานโดยอัตโนมัติ
ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธของ Solis ได้ที่ Hall B3, Stand B3.430 ภายในงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

เกี่ยวกับ Solis
Solis (Ginlong Technologies) ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำของโลก พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ และโครงการสาธารณูปโภค เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก

สวนนงนุชพัทยาผ่ามะพร้าวทะเลหายาก 12 ลูก!! เปิดภาพเนื้อในผลสุดหายาก มูลค่ากว่า 1.2 ล้านปลอก 12 ลูก ต้นเดียวในไทยมีครบเพศผู้-เมีย เผยเวลาผลผลิตโดดเด่นเร็วกว่าเดิม

ตื่นตะลึงระดับโลก! สวนนงนุชพัทยาผ่า “มะพร้าวทะเล” พืชหายากเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก เผยภาพภายในผลที่แทบไม่มีใครเคยเห็น พร้อมตอกย้ำความสำเร็จการเป็น อาณาจักรแห่งแหล่งเรียนรู้ด้าพฤกษศาสตร์

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในการปลอกผลมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) จำนวน 12 ลูก พืชหายากระดับโลกที่มีมูลค่าประมาณลูกละ 100,000 บาท รวมมูลค่าที่ปลอกในวันนี้ 1.2ล้านบาทสะท้อนความสำเร็จด้านการอนุรักษ์และขยายพันธุ์พืชหายากของสวนนงนุชพัทยา

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการผ่าผลมะพร้าวทะเล เพื่อเปิดให้เห็นเนื้อภายในผล ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากมาก เนื่องจากมะพร้าวทะเลเป็นพืชหายากและมีมูลค่าสูง จึงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นโครงสร้างภายในผลอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์พันธุ์พืช

มะพร้าวทะเลเป็นพืชแยกเพศ ต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียจึงจะติดผลได้ โดยสวนนงนุชพัทยาอาจเป็นสถานที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีทั้งสองเพศอยู่ร่วมกันจนสามารถผสมเกสรและให้ผลผลิตได้อย่างสมบูรณ์

นายกัมพล กล่าวว่า ในธรรมชาติ มะพร้าวทะเลอาจใช้เวลานานถึง 60 ปีจึงจะให้ผลผลิต แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นที่ปลูกในสวนนงนุชพัทยาสามารถให้ผลได้ภายในระยะเวลาประมาณ 20 ปีเศษ

ส่วนผลมะพร้าวทะเลทั้ง 12 ลูกที่นำมาปลอกในครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาจนพร้อมงอกเป็นต้นกล้า โดยเมล็ดจะเริ่มสร้างรากก่อนเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนในลำดับต่อไป. สวนนงนุชพัทยามีแผนปลูกต้นกล้ามะพร้าวทะเลที่มีอยู่กว่า 50 ต้นเพิ่มเติมภายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งอนุรักษ์และขยายพันธุ์มะพร้าวทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต.

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวม 90ต้น (ต้นโต 35 ต้น และต้นกล้า 55ต้น) พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเซเชลส์ ได้รับการบันทึกว่าเป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เวลากว่า 30 ปีจึงออกผลครั้งแรก ผลสุกใช้เวลาราว 7 ปี และสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 400 ปี

ไออาร์พีซี และ ยูโอบี ผนึกกำลัง!! ยกระดับสินเชื่อเพื่อการค้า อ้างอิง S&P GLOBAL ESG SCORE ต่อยอด SUSTAINABLE FINANCE ในไทย

ไออาร์พีซี และ ยูโอบี ยกระดับสินเชื่อเพื่อการค้า อ้างอิง S&P Global ESG Score ต่อยอด Sustainable Finance ในไทย

23 มิถุนายน 2569 – บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ ไออาร์พีซี และ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย หรือ ยูโอบี ลงนามความร่วมมือด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยยูโอบีให้การสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อการค้า ที่อ้างอิงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Trade Facility) โดยนำ S&P Global ESG Score มาใช้เป็นตัวชี้วัดในการกำหนดเงื่อนไขทางการเงินของวงเงินสินเชื่อ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการเป้าหมาย ESG เข้ากับการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและธุรกรรมการค้าห่วงโซ่อุปทานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมไทย โดยวงเงินสินเชื่อดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มของภาคธุรกิจที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก ESG ไปสู่การเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

สำหรับโครงสร้างของ Sustainability-Linked Trade Facility พัฒนาภายใต้กรอบ Sustainability-Linked Loan Principles ของธนาคารยูโอบี ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล โดยกำหนดให้ผลการดำเนินงานด้าน ESG ของไออาร์พีซีเชื่อมโยงกับเงื่อนไขทางการเงินของวงเงินสินเชื่อ ผ่านตัวชี้วัดหลักคือ S&P Global ESG Score ซึ่งครอบคลุมการประเมินผลในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ความร่วมมือนี้นับเป็นครั้งแรกของไออาร์พีซี ในการเชื่อมโยงวงเงินสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเติบโตทางธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลลัพธ์ ESG อย่างเป็นรูปธรรม และพร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นางสาวทอแสง ไชยประวัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ไออาร์พีซี) กล่าวว่า “ไออาร์พีซี มุ่งมั่นยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนขององค์กร แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการนำผลการดำเนินงานด้าน ESG มาเชื่อมโยงกับกลไกทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังเผชิญความคาดหวังที่สูงขึ้นจากนักลงทุน ลูกค้า และคู่ค้าทั่วโลก ให้ผนวกหลักความยั่งยืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมบทบาทของสถาบันการเงินในวันนี้จึงขยายจากการสนับสนุนเงินทุน สู่การออกแบบเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเดินหน้าเปลี่ยน ผ่านได้จริง Sustainability-Linked Trade Facility ของยูโอบี คือการนำเป้าหมายด้าน ESG มาเชื่อมโยงโดยตรง กับธุรกรรมการค้าและการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการดำเนินธุรกิจในภาคอุตสาหกรรม เราเชื่อว่าเครื่องมือทางการเงินในลักษณะนี้จะมีบทบาทมากขึ้นในการสนับสนุนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างแข่งขันได้ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นระบบ”

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการเงินยุคใหม่ที่มองความยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในอนาคต ในบริบทที่เครื่องมือทางการเงินรูปแบบ Sustainability-Linked กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก ความร่วมมือระหว่าง ยูโอบี และ ไออาร์พีซี สะท้อนบทบาทของภาคการเงินและภาคอุตสาหกรรมในการร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินเพื่อความยั่งยืน ตอกย้ำแนวทางการนำ ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจและการบริหารทางการเงิน พร้อมยกระดับมาตรฐาน Sustainable Finance ของประเทศไทย และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top