Wednesday, 24 June 2026
TheStatesTimes

อิหร่าน ชี้แจงจุดยืน!! สภาความมั่นคงสูงสุดอิหร่านย้ำเดินหน้าเจรจา ย้ำไม่ไว้ใจสหรัฐฯ เหตุมีประวัติละเมิดคำมั่น และไม่ประนีประนอมผลประโยชน์ชาติ ตอบโต้ทันทีหากถูกละเมิดข้อผูกพัน

แถลงการณ์ของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านเกี่ยวกับบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระบุว่า ยืนยันจะไม่ยอมประนีประนอมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติ นอกจากนี้ยังย้ำว่า ไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ เนื่องจากมองว่ามีประวัติละเมิดคำมั่นสัญญา

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานี

สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด ขอเรียนต่อผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลาม ชาวอิหร่านผู้ยิ่งใหญ่ และวีรชนแห่งชาติ ว่า ในการดำเนินมาตรการและปฏิบัติตามคำสั่งของท่านผู้นำสูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปกป้องสิทธิของประชาชนอิหร่านและแนวร่วมแห่งการต่อต้านนั้น การสืบสานเจตนารมณ์และเลือดของบรรดาผู้พลีชีพ ตลอดจนการเดินหน้ากระบวนการเจรจาในอนาคต จะตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์และผลประโยชน์แห่งชาติของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านอย่างเคร่งครัด และจะไม่ยอมอ่อนข้อหรือประนีประนอมต่อประเด็นใด ๆ จนกว่าสิทธิของประชาชนอิหร่านจะได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ และความยุติธรรมต่อเลือดอันบริสุทธิ์ของบรรดาผู้พลีชีพจะได้รับการตอบแทน

ในขณะเดียวกัน ด้วยความไม่ไว้วางใจอย่างสิ้นเชิงต่อฝ่ายตรงข้ามที่มักละเมิดคำมั่นสัญญาและข้อตกลง อิหร่านจะติดตามและกำกับดูแลกระบวนการเจรจาและการปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด หากฝ่ายสหรัฐอเมริกาละเมิดหรือฝ่าฝืนข้อตกลงใด ๆ จะมีการตอบโต้ตามแผนการที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าโดยทันที

สำนักเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1325981403023550/?rdid=TnCW7OX00sjRKMi1#

รัสเซีย–อาเซียน 2026!! เปิดเกมระเบียบโลกหลายขั้ว ‘ปูติน’ ชูเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ใหม่ ประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนที่คาซาน สะท้อนยุทธศาสตร์มอสโก “หันสู่เอเชีย”

ทิศทางความสัมพันธ์รัสเซีย–เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระเบียบโลกใหม่หลัง
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน 2026

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ณ เมืองคาซาน ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียน การประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) เริ่มต้นขึ้นภายหลังพิธีถ่ายภาพร่วมของผู้นำและคณะผู้แทน ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินกล่าวต้อนรับผู้นำและผู้แทนจากประเทศสมาชิกที่เดินทางมาร่วมประชุมในเมืองคาซาน พร้อมทั้งกล่าวย้อนถึงการประชุมรัสเซีย–อาเซียนครั้งก่อนเมื่อปี ค.ศ. 2021 ซึ่งในขณะนั้น ติมอร์-เลสเต (Timor-Leste) ยังไม่ได้เป็นสมาชิกอาเซียน โดยประเทศดังกล่าวได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2025

โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะภูมิภาคที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจและการเมืองโลก พร้อมแสดงเจตนารมณ์ของรัสเซียในการยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในทุกมิติ ประธานาธิบดีรัสเซียยังระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนได้พัฒนาไปสู่ระดับ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” (Strategic Partnership) และในสภาวะที่โลกกำลังเผชิญความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวมีบทบาทเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

ผู้นำรัสเซียระบุว่า มูลค่าการค้าระหว่างรัสเซียกับอาเซียนยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก โดยเฉพาะในด้านพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร เทคโนโลยีดิจิทัล การคมนาคม และการลงทุน นอกจากนี้ รัสเซียยังพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เทคโนโลยีขั้นสูง และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์กับประเทศในภูมิภาค ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินยังเน้นย้ำแนวคิด “ระเบียบโลกหลายขั้ว” (Multipolar World Order) โดยระบุว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งครอบงำระบบระหว่างประเทศเพียงลำพัง พร้อมยกย่องบทบาทของอาเซียนในฐานะกลไกสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและความสมดุลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียได้แสดงความพร้อมในการขยายเครือข่ายคมนาคมและการเชื่อมต่อทางอากาศกับประเทศอาเซียน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และความร่วมมือด้านการศึกษา เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างรัสเซียกับภูมิภาค

หลังจากนั้น ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ฟิลิปปินส์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานร่วมของการประชุมในฐานะประเทศประธานอาเซียนประจำปี ค.ศ. 2026 ได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า “เราเฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปีแห่งความเป็นหุ้นส่วนบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และความเชื่อร่วมกันว่าความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า คือหนทางที่ดีที่สุดในการสร้างสันติภาพ” มาร์กอสกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อ 35 ปีก่อน การเข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรีที่กรุง Kuala Lumpur ของรัสเซีย ได้วางรากฐานให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียนพัฒนาจนกลายเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้เสนอ 3 ลำดับความสำคัญหลัก สำหรับความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในอนาคต โดยประเด็นแรกคือ สันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพ มาร์กอสกล่าวว่า ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง ความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับอาเซียนมีความสำคัญอย่างยิ่งและไม่อาจประเมินคุณค่าได้ต่ำเกินไปผู้นำฟิลิปปินส์จึงเน้นย้ำว่า อาเซียนและรัสเซียควรขยายความร่วมมือในด้าน สันติภาพและความมั่นคง ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความท้าทายร่วมกันที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคและระดับโลก ประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. กล่าวถึงลำดับความสำคัญประการที่สองว่า คือ การยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจให้มีความกระตือรือร้นและพลวัตมากยิ่งขึ้น โดยระบุว่า อาเซียนและรัสเซียจำเป็นต้องดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อส่งเสริมการไหลเวียนทางเศรษฐกิจ ขยายเครือข่ายภาคธุรกิจ และสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน สำหรับลำดับความสำคัญประการที่สาม คือ ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งครอบคลุมถึงทุนการศึกษา โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ

ตามข้อมูลของกระทรวงการพัฒนาเศรษฐกิจของรัสเซีย ณ วันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 2026 สินค้าส่งออกหลักของรัสเซียไปยังประเทศอาเซียนยังคงเป็น ทรัพยากรแร่ พลังงาน และปุ๋ยเคมี นอกจากนี้ รัสเซียยังเพิ่มการส่งออกสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ ข้าวสาลี น้ำมันพืช ข้าวโพด ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ในด้านการท่องเที่ยว ปี ค.ศ. 2025 มีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางไปยังประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้น 37% รวม 1.8 ล้านคน ซึ่งกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะเดียวกัน จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอาเซียนที่เดินทางเยือนรัสเซียเพิ่มขึ้น 34% เป็น 70,600 คน เพื่อส่งเสริมการเดินทางและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2025 รัสเซียได้ขยายระยะเวลาพำนักภายใต้ระบบ วีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ (e-Visa) จากเดิมเป็น 30 วัน

ในด้านความร่วมมือทางสังคมและวัฒนธรรม รัสเซียได้จัดตั้ง ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO (มหาวิทยาลัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมอสโก) และตั้งแต่ปี ค.ศ. 2024 เป็นต้นมา ได้มีการจัด การประชุมสุดยอดเยาวชนรัสเซีย–อาเซียน รวมถึง การประชุมและแลกเปลี่ยนนักการทูตรุ่นใหม่ อย่างต่อเนื่อง ประวัติการประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนจัดมาแล้วจำนวน 4 ครั้ง โดยครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 การประชุมสุดยอด รัสเซีย–อาเซียน ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ค.ศ. 2005 ณ กรุง Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้นำจากประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศในขณะนั้นและประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินเข้าร่วม ก่อนการประชุมทั้งสองฝ่ายได้ลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งเป็นการต่อยอดจากความตกลงด้านความร่วมมือทางการเมืองและการต่อต้านการก่อการร้ายที่มีอยู่ก่อนแล้ว การประชุมครั้งดังกล่าวจัดขึ้นในโอกาสครบรอบ 10 ปีแห่งความสัมพันธ์คู่เจรจาระหว่างรัสเซียกับอาเซียน โดยที่ประชุมได้เห็นชอบ แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการรัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2005–2015 ครอบคลุมความร่วมมือในหลายด้าน ได้แก่

1) นโยบายต่างประเทศ
2) การต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ
3) การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ
4) การจัดการภัยพิบัติ
5) วัฒนธรรม
6) ความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการแลกเปลี่ยนประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีการจัด การประชุมภาคธุรกิจรัสเซีย–อาเซียน และ นิทรรศการเทคโนโลยีสมัยใหม่ของรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย
การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียนครั้งที่สอง จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2010 ณ กรุง Hanoi ประเทศเวียดนาม ผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การที่อาเซียนสนับสนุนความตั้งใจของรัสเซียในการเข้าร่วม การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit – EAS) ซึ่งถือเป็นการยอมรับบทบาทของรัสเซียในฐานะหนึ่งในผู้มีส่วนสำคัญต่อสถาปัตยกรรมความมั่นคงและความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมได้ยืนยันจุดยืนร่วมกันเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงระดับโลก โดยสนับสนุนสนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ (New START Treaty) และผลการประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT Review Conference) รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เข้าร่วมพิธีสารของ สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEANWFZ) โดยเร็ว ที่ประชุมยังแสดงความยินดีต่อการที่รัสเซียเข้าร่วมกรอบความร่วมมือ เอเชีย–ยุโรป (ASEM) และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพการประชุม Asia-Pacific Economic Cooperation ในปี ค.ศ. 2012 ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายได้จัดทำแผนงานความร่วมมือด้านพลังงาน ค.ศ. 2010–2015 ครอบคลุม พลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ขยายความร่วมมือกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงด้วย ในด้านสังคมและวัฒนธรรม มีการลงนาม ความตกลงความร่วมมือด้านวัฒนธรรม และเปิด ศูนย์อาเซียนประจำสถาบัน MGIMO ณ กรุงมอสโก

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–20 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 ณ Sochi ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นบนแผ่นดินรัสเซีย ผลสำคัญของการประชุมคือการลงนาม ปฏิญญา “สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน” และการรับรอง แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการ ค.ศ. 2016–2020 เอกสารดังกล่าวมุ่งส่งเสริม 1) การขยายความร่วมมือทางการค้าและเศรษฐกิจ 2) การลงทุนด้านพลังงาน 3) ความร่วมมือด้านเทคนิคทางทหาร 4) ความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและมนุษยธรรม ขณะเดียวกันรัสเซียได้เสนอแนวทางความร่วมมือระยะยาวด้านพลังงานแก่ประเทศอาเซียน ได้แก่ 1) การจัดส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติระยะยาว 2) การส่งออกพลังงานไฟฟ้า 3) โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระหว่างการประชุมประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้จัดการหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนเกือบทุกประเทศอย่างต่อเนื่อง ผลจากการหารือดังกล่าวนำไปสู่การลงนามข้อตกลงสำคัญหลายฉบับ ได้แก่ 1) กับ Indonesia มีการลงนามความตกลงด้านกลาโหม การประมง และวัฒนธรรม 2) กับ Thailand มีการลงนามความตกลงความร่วมมือทางทหาร 3) กับ Vietnam มีการกำหนดเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ. 2020 ประเด็นสำคัญของการประชุมครั้งนั้นคือแนวคิด “การเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” (Integration of Integrations) โดยมีการหารือเกี่ยวกับ 1) การจัดตั้งเขตการค้าเสรีระหว่าง Eurasian Economic Union กับอาเซียน 2) การประสานความร่วมมือกับ Shanghai Cooperation Organization และ 3) การเชื่อมโยงกับโครงการ Economic Belt of the Silk Road หรือเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจของจีน ทั้งนี้ มี 6 ประเทศอาเซียนที่แสดงความพร้อมในการเข้าร่วมความร่วมมือดังกล่าว ได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 4 จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน ค.ศ. 2018 ณ ประเทศSingapore กิจกรรมสำคัญที่สุดคือการประชุมเต็มคณะที่มีประธานาธิบดีปูตินเข้าร่วม โดยเน้นประเด็น 1) การขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน 2) การส่งเสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรม และ3) การเชื่อมโยงกระบวนการบูรณาการของอาเซียนกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย (EAEU) ผลการประชุมมีการรับรองเอกสารสำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) แถลงการณ์ว่าด้วยการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และ 2) แถลงการณ์ว่าด้วยความร่วมมือด้านความมั่นคงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT Security) นอกจากนี้ ยังมีการลงนาม บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างอาเซียนกับคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจยูเรเชีย (Eurasian Economic Commission)

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอาเซียน มีสถานที่หลักในการจัดงานคือศูนย์นิทรรศการและการประชุม Kazan Expo โดยการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.2026 ตามคำกล่าวของนายยูริ อูชาคอฟ «Юрий Ушаков» ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านกิจการต่างประเทศและถือเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศที่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน การประชุมครั้งนี้มีแผนที่จะรับรองเอกสารสำคัญ 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ปฏิญญาคาซาน (Kazan Declaration) 2) แผนปฏิบัติการแบบบูรณาการเพื่อดำเนินความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์รัสเซีย–อาเซียน ค.ศ. 2026–2030 3) แถลงการณ์ร่วมด้านพลังงาน 4) แถลงการณ์ร่วมด้านวัฒนธรรม พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการสำหรับผู้นำและคณะผู้แทนจัดขึ้น ณ อาคารใหม่ของ Kamal Theatre โดยทางการตาตาร์สถานได้เตรียมโรงแรมรองรับแขกกว่า 30 แห่ง รวมถึงประดับเมืองด้วยดอกไม้กว่า 1.3 ล้านต้น และปรับปรุงเส้นทางคมนาคมสำหรับคณะผู้แทนต่างประเทศ

ประเด็นวิเคราะห์ด้านความมั่นคง

1) รัสเซียให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้นในเชิงยุทธศาสตร์ สุนทรพจน์ของปูตินสะท้อนความพยายามของมอสโกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือใหม่ในเอเชีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและรับมือกับแรงกดดันจากชาติตะวันตก

2) การผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศรัสเซีย รัสเซียพยายามดึงประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงสมาชิกอาเซียน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ เพื่อสร้างดุลอำนาจกับสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

3) ความร่วมมือด้านพลังงานและเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลของรัสเซีย การเสนอความร่วมมือด้านพลังงานนิวเคลียร์ เทคโนโลยีดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน อาจเป็นช่องทางสำคัญที่รัสเซียใช้สร้างความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับประเทศอาเซียนในระยะยาว

4) ไทยควรติดตามทิศทางความร่วมมือรัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในประเด็นพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจและโอกาสความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อสังเกต สาระสำคัญของสุนทรพจน์สะท้อนว่า รัสเซียมองอาเซียนเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” (Pivot to Asia) และเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของมอสโกเกี่ยวกับการสร้างระเบียบโลกหลายขั้ว ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–อาเซียน ครั้งที่ 5 ณ เมืองคาซานในปี ค.ศ. 2026 สะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายใต้ยุทธศาสตร์ “หันสู่เอเชีย” และแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้ว ขณะที่อาเซียนยังคงรักษาบทบาทความเป็นแกนกลาง (ASEAN Centrality) และดำเนินนโยบายสร้างสมดุลระหว่างมหาอำนาจ ความร่วมมือที่ได้รับการผลักดันในด้านพลังงาน เทคโนโลยี การคมนาคม การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันในการกระชับความสัมพันธ์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่รัสเซียเผชิญอยู่ รวมถึงพลวัตการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก สำหรับประเทศไทย การติดตามพัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–อาเซียนอย่างใกล้ชิดจะมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือใหม่ ๆ ภายใต้บริบทของระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เก๋ากี้หนิงเซี่ยพุ่งสู่โลก!! แหล่งปลูกหลักบนที่สูง 1,100 เมตร ผลิตด้วยมือไม่ใช้สารเคมี เทคโนโลยีเก็บรักษาสูงสุด ครองตลาด 50 ประเทศทั่วโลก

จากยาอายุวัฒนะยุคโบราณสู่เทรนด์สุขภาพระดับโลก เจาะลึกการยกระดับอุตสาหกรรมและการเดินทางสู่เวทีสากล ของ “เก๋ากี้หนิงเซี่ย”

ผืนไร่อันเขียวชอุ่มทอประกายระยิบระยับล้อแสงแดดตลอดแนวที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลือง บนความสูง 1,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาเหอหลาน ที่นี่คืออำเภอจงหนิง ในเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งในขณะที่พิธีเปิดมหกรรมอุตสาหกรรมเก๋ากี้ (Goji Berry Industry Expo) ครั้งที่ 9 เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เหล่าเกษตรกรในพื้นที่ต่างก็กำลังง่วนอยู่กับการเก็บเกี่ยวผลเก๋ากี้ (โกจิเบอร์รี) ประจำฤดูกาลแรกของปี 2569 กันอย่างขะมักเขม้น

แม้เก๋ากี้จะมีการเพาะปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศจีน แต่เก๋ากี้หนิงเซี่ยนั้นโดดเด่นในเรื่องคุณภาพ จนกลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในอำเภอจงหนิง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกหลักอันเป็นต้นตำรับของเก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ พื้นที่แห่งนี้เปิดรับแสงแดดปีละกว่า 3,000 ชั่วโมง อีกทั้งสภาพดินยังมีความเป็นด่างอ่อน ๆ จากการบรรจบกันของแม่น้ำเหลืองและแม่น้ำชิงสุ่ย ทำให้อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารจำเป็น ปัจจัยทางธรรมชาติที่หาไม่ได้จากที่อื่นนี้เองที่หล่อหลอมให้เกิด “ผลไม้มหัศจรรย์” อันเป็นเอกลักษณ์เช่นนี้

“เก๋ากี้ทุกเมล็ดผ่านการเก็บด้วยมืออย่างพิถีพิถัน” คุณพาน ไท่อัน (Pan Tai'an) ประธานบริษัท หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี โกจิ อินดัสทรี จำกัด (Ningxia Wolfberry Goji Industry Co., Ltd.) ผู้ผลิตเก๋ากี้ชั้นนำในภูมิภาค กล่าว “ต้นเก๋ากี้จะออกดอกและติดผลไปพร้อม ๆ กันในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้ผลผลิตทั้งหมดต้องใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยว”

คุณพาน กล่าวเสริมว่า “นอกจากนี้ ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายของหนิงเซี่ย ทำให้แทบไม่มีปัญหาเรื่องโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน ถึงกระนั้น เรายังคงยึดมั่นในมาตรฐาน โดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลงใด ๆ ทั้งสิ้น และเลือกใช้เฉพาะปุ๋ยหมักอินทรีย์เพื่อรับประกันว่าเก๋ากี้ของเราจะมีคุณภาพ บริสุทธิ์ และมาจากธรรมชาติอย่างแท้จริง”

จากสินค้าพื้นบ้านขึ้นชื่อ สู่เทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ระดับโลก

ในจีนนั้น เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้รับการยกย่องมาช้านาน ว่าเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายและวัตถุดิบอาหารชั้นเลิศ ทั้งยังเป็นเก๋ากี้สายพันธุ์เดียวที่ได้รับการบรรจุในตำรายาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการว่ามีสรรพคุณทางยา นอกจากนี้ เฉินหนงเปิ๋นเฉ่าจิง (Shennong Ben Cao Jing) ซึ่งเป็นคัมภีร์แพทย์แผนจีนโบราณอันทรงคุณค่า ยังได้บันทึกสรรพคุณในการชะลอวัยเอาไว้ด้วย มรดกทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้งนี้เองที่กลายเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนเก๋ากี้หนิงเซี่ยสู่ตลาดสากล

ปัจจุบัน ผลเบอร์รีสีแดงจากยุคโบราณนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทั่วโลก ด้วยคุณประโยชน์อันโดดเด่นในการชะลอวัย มีวิตามินซีสูง และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เก๋ากี้หนิงเซี่ยกลายเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” ที่กำลังเป็นกระแสมาแรงบนโลกโซเชียลมีเดียทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้บริโภคในต่างประเทศยังยินดีที่จะจ่ายแพงขึ้นเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์เก๋ากี้หนิงเซี่ยแท้ ๆ ซึ่งช่วยสลัดภาพจำเดิม ๆ จากการเป็นเพียงสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มได้อย่างสิ้นเชิง

“นักวิจัยในโลกตะวันตกได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณทางสุขภาพของเก๋ากี้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน การต้านเนื้องอก รวมถึงคุณสมบัติในการชะลอวัย โดยยกย่องให้เก๋ากี้เป็น ‘ซูเปอร์ฟู้ด’ และมีการสกัดสารสำคัญไปใช้ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง” คุณพาน ไท่อัน อธิบาย “จุดนี้เองที่จุดประกายให้ผมหันมามุ่งเน้นในเรื่องการแปรรูปขั้นสูง เพราะเป็นส่วนที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้อย่างแท้จริง”

อุตสาหกรรมนี้เผชิญกับข้อจำกัดใหญ่ 2 ประการมาหลายทศวรรษแล้ว โดยผลเก๋ากี้สดเน่าเสียและบอบช้ำได้ง่ายมาก ประกอบกับเทคโนโลยีการแปรรูปขั้นสูงที่ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้ทุ่มเทวิจัยและพัฒนาอย่างเข้มข้นนานถึง 6 ปี จนประสบความสำเร็จในการคิดค้นเทคโนโลยีเก็บรักษาเก๋ากี้สกัดเข้มข้นในอุณหภูมิห้อง ซึ่งความสำเร็จระดับบุกเบิกในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยทลายข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่เคยมีมา แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ระดับโลกด้วย

เพื่อรักษาสารอาหารที่เป็นประโยชน์เอาไว้ ผลเก๋ากี้สดจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการทำความสะอาด บดคั้น สเตอริไลซ์ และบรรจุลงบรรจุภัณฑ์ภายในเวลา 2 ชั่วโมงหลังเก็บเกี่ยว ซึ่งขั้นตอนการทำงานที่เข้มงวดนี้ช่วยคงคุณค่าของสารอาหารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสารพอลิแซ็กคาไรด์ในเก๋ากี้ บีเทน และซีแซนทิน ไว้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นวัตกรรมอันล้ำหน้าเช่นนี้ส่งผลให้บริษัทฯ ผลิตเก๋ากี้สกัดเข้มข้นได้มากกว่า 100,000 ตัน กวาดรายได้จากยอดขายรวมทะลุ 2 พันล้านหยวน (ประมาณ 293 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดการสร้างสายการผลิตมาตรฐานสูงถึง 50 สายการผลิตทั่วทั้งหนิงเซี่ย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการพลิกโฉมกลุ่มธุรกิจในภูมิภาค จากเดิมที่เป็นเพียงผู้จำหน่ายวัตถุดิบ ก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง

ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย ระบุว่า เครือข่ายการตลาดเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยครอบคลุมกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และทวีปอเมริกา โดยในปี 2568 หนิงเซี่ยมีปริมาณผลผลิตเก๋ากี้สดสูงถึง 200,000 ตัน และมีมูลค่ารวมตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมทะลุ 2.13 หมื่นล้านหยวน

ยกระดับผลิตภัณฑ์สู่การสร้างแบรนด์วัฒนธรรมระดับสากล

ในขณะที่บริษัทผู้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างหนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี กำลังเดินหน้าเสริมแกร่งในซัพพลายเชนโลก บรรดาผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในอุตสาหกรรมเก๋ากี้ก็กำลังเร่งเปลี่ยนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อเก๋ากี้ จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียง “สมุนไพรโบราณ” ให้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยบริษัท หนิงเซี่ย ชีหลีเซียง โกจิ จำกัด (Ningxia Qilixiang Goji Co., Ltd.) ในฐานะผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซ ได้มุ่งมั่นยกระดับยาบำรุงกำลังตามตำรับดั้งเดิมนี้ให้เข้าถึงและโดนใจคนรุ่นใหม่ บริษัทแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 โดยกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย 3 คน ด้วยเงินทุนเริ่มต้นเพียง 700 หยวนที่รวบรวมมาจากค่าขนมที่ได้มา ทว่าในปัจจุบัน บริษัทได้เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นแบรนด์ระดับแถวหน้า ที่กวาดยอดขายได้ถึงปีละกว่า 1 พันล้านหยวน

เพื่อเปลี่ยนวิถีการดูแลสุขภาพแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์สุดอินเทรนด์ ชีหลีเซียงจึงได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เก๋ากี้สกัดเข้มข้นสูตรผสมขึ้นมาอย่างหลากหลาย ทั้งเก๋ากี้ผสมโสม เก๋ากี้ผสมพุทราจีน และเก๋ากี้ผสมมัลเบอร์รี ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับดีไซน์บรรจุภัณฑ์อันสะดุดตา ปัจจุบัน บริษัทฯ เป็นผู้บริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ราว 200 แห่ง และครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เก๋ากี้บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมาอย่างเหนียวแน่น

ผลิตภัณฑ์แปรรูปมูลค่าสูงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเก๋ากี้สกัดเข้มข้น น้ำมันเมล็ดเก๋ากี้ หรือน้ำเก๋ากี้พร้อมดื่ม กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก จากที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงสมุนไพรจีนโบราณอันลึกลับ ในวันนี้ เก๋ากี้หนิงเซี่ยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของครอบครัวชนชั้นกลางตั้งแต่นิวยอร์กไปจนถึงลอนดอน ทั้งยังเป็นไอเทมโปรดของเหล่าเซเลบริตี้ชื่อดังในฮอลลีวูด และเป็นวัตถุดิบยอดนิยมในร้านอาหารระดับพรีเมียมทั่วโลก

ชื่อเสียงในเวทีสากลที่ว่านี้เป็นผลมาจากมาตรฐานควบคุมคุณภาพอันเข้มงวด โดยผู้ประกอบการเก๋ากี้ในหนิงเซี่ยต่างปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดที่สุดในโลก เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหารระดับสากลสำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ตัวอย่างเช่น หนิงเซี่ย วูล์ฟเบอร์รี ที่สามารถคว้าใบรับรองมาตรฐานออร์แกนิกจากอเมริกาเหนือ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ติดต่อกันมายาวนานถึง 21 ปีซ้อน ถือเป็น “ใบเบิกทางสีเขียว” ให้ผลิตภัณฑ์นี้เจาะตลาดโลกได้อย่างราบรื่น ซึ่งจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลกแล้ว
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมเก๋ากี้ของหนิงเซี่ยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภาคการผลิตและการจำหน่ายอีกต่อไป แต่กำลังยกระดับสู่โมเดลธุรกิจที่หลากหลายยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้งหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ และศูนย์เปิดประสบการณ์เก๋ากี้ ซึ่งพลิกโฉมจากเดิมที่มุ่ง “ขายผลิตภัณฑ์” ไปสู่การ “ขายทัศนียภาพ” และการ “ขายวัฒนธรรม” ส่งผลให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตจนกลายเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรษฐกิจในมิติที่หลากหลายและครบวงจร

การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของเก๋ากี้หนิงเซี่ยสะท้อนให้เห็นความก้าวหน้าและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์และแบรนด์จีน โดยได้ยกระดับจากสินค้าพื้นบ้านเฉพาะกลุ่มในแถบตะวันตกเฉียงเหนือและผู้ส่งออกวัตถุดิบระดับล่าง สู่การเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลก และเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และวัฒนธรรม เส้นทางการเติบโตนี้ถือเป็นภาพสะท้อนการยกระดับภาคเกษตรกรรมดั้งเดิมของจีน และแรงขับเคลื่อนนวัตกรรมของภาคเศรษฐกิจจริงในภาพรวมได้อย่างชัดเจน

ที่มา: ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเก๋ากี้ สังกัดสำนักงานป่าไม้และทุ่งหญ้าเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ย

KOBBIE MAINOO ผู้ชนะตัวจริง บทเรียนแห่งความอดทนและการเตรียมพร้อมสู่ความสำเร็จ

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยนักเตะพรสวรรค์ ชื่อของ Kobbie Mainoo โผล่ขึ้นมาราวกับดาวฤกษ์ที่ลุกโชนขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่แท้ที่จริงแล้ว ความสำเร็จของชายหนุ่มวัย 21 ปีผู้นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากแต่ถูกหล่อหลอมจากความอดทน การฝึกซ้อมอย่างไม่หยุดยั้ง และจิตใจที่มั่นคงในยามวิกฤต — คุณสมบัติที่บอกเราว่า ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ได้ถูกสร้างในวันแห่งชัยชนะ แต่ถูกสร้างขึ้นจากซากปรักหักพังในวันที่ไม่มีใครมองเห็น

จากสนามหลังบ้านในสต็อคพอร์ตสู่ Old Trafford
Kobbie Boateng Mainoo เกิดเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2005 ในเมือง Stockport มณฑล Greater Manchester ประเทศอังกฤษ เป็นลูกของครอบครัวผู้อพยพชาวกานา เขาเริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจากทีมชุมชนเล็กๆ อย่าง Cheadle & Gatley และ Failsworth Dynamos ก่อนที่ Manchester United จะตามสังเกตการณ์และเชิญตัวเขาเข้าสู่ Academy ตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ
เส้นทางฟุตบอลเยาวชนของ Mainoo ยาวนานเกือบสิบหกปีก่อนที่เขาจะได้สัมผัสพื้นหญ้าระดับอาชีพ นี่คือความจริงที่หลายคนมองข้าม เขาเซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ Manchester United ในเดือนพฤษภาคม 2022 และถูกดึงขึ้นฝึกกับทีมชุดใหญ่ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ก่อนที่จะเปิดตัวในศึก EFL Cup เมื่อเดือนมกราคม 2023

บทเรียนที่ 1 — ความเจ็บปวดคือโอกาสที่แฝงตัวมา
หากมีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถนิยาม 'บทพิสูจน์แห่งความอดทน' ของ Mainoo ได้ชัดเจนที่สุด นั่นคือช่วงพรีซีซั่นปี 2023 ในระหว่างทัวร์สหรัฐอเมริกา เขาได้รับโอกาสลงสนามในนัดกระชับมิตรพบกับ Real Madrid — และบาดเจ็บเพียงสามนาทีหลังเริ่มเกม เมื่อ Rodrygo ล้มทับข้อเท้าของเขาอย่างไม่ตั้งใจ
Mainoo ถูกพาออกนอกสนามด้วยรองเท้าป้องกัน ก่อนถูกส่งกลับอังกฤษเพื่อตรวจรักษาและถูกตัดสินว่าต้องพักรักษาตัวในช่วงต้นฤดูกาล 2023/24 ทั้งหมด สำหรับนักเตะหนุ่มที่กำลังขึ้นแท่นจะเป็นตัวเลือกหลักของ Erik ten Hag นี่ถือเป็นโศกนาฏกรรมสั้นๆ แต่เขาไม่ยอมให้มันเป็นจุดจบ
"เขากลับมาพร้อมสิ่งที่ต้องพิสูจน์ และทำได้มากกว่าที่ใครคาด"
ช่วงพักรักษาตัวนั้น Mainoo ไม่หยุดพัฒนา เขาใช้เวลาในห้องฟิตเนส ทำความเข้าใจเกม ดูภาพวิเคราะห์คู่แข่ง และเตรียมจิตใจให้พร้อมกลับมาในระดับที่สูงกว่าเดิม เมื่อเขาคืนสนามในเดือนกันยายน 2023 เริ่มจากลงเล่นกับทีม U19 ใน UEFA Youth League เขาแสดงให้เห็นว่าพลังงานและความมั่นใจในตัวเขาเเเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทเรียนที่ 2 — ความเงียบคือสัญญาณของผู้ที่เตรียมพร้อม
สิ่งที่ทำให้ Mainoo แตกต่างจากนักเตะพรสวรรค์คนอื่นๆ ไม่ใช่แค่ทักษะฝีเท้า แต่คือความสงบนิ่งที่อยู่เหนืออายุ เขาเปิดตัวลงสนามระดับ Premier League ในวัย 18 ปีโดยไม่มีสัญญาณของความประหม่า ตรงกันข้าม เขาเดินในสนามราวกับว่าเขาอยู่ที่นั่นมาตลอดชีวิต
นักข่าวจาก Manchester United เองก็บรรยายว่า เมื่อ Mainooยิงประตูชัยที่ สนาม Molineux Ground ฝ่าผู้เล่น Wolves สองคนในนาทีสุดท้าย รวมถึงการหลอกตัวประกบก่อนม้วนลูกเข้ามุมที่ยอดเยี่ยม เขาฉลองด้วยการพยักหน้าเบาๆ ยกมือให้สัญญาณสงบนิ่ง แล้วไถลเข่าอย่างสบายๆ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปรกติ 
ความสงบนั้นไม่ได้เกิดจากความประมาท แต่เกิดจากการเตรียมพร้อมที่สมบูรณ์ เขาแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ฝึกซ้อมมาแล้วนับพันชั่วโมงย่อมไม่ตกใจเมื่อถึงเวลาแข่ง

บทเรียนที่ 3 — วันสำคัญจะมาถึงเมื่อคุณพร้อม
ปี 2024 คือปีที่เปลี่ยนชีวิต Mainoo ไปตลอดกาล ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2024 นัด FA Cup Final ระหว่าง Manchester United และ Manchester City เขายิงประตูชัยในนาทีที่ 88 เพื่อมอบชัยชนะ 2-1 ให้กับ United ในแบบที่แฟนบอลทั่วโลกจะจดจำ
แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือ เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เขาถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษเพื่อลงแข่ง UEFA Euro 2024 ในเยอรมนี ทั้งที่เพิ่งได้รับการเรียกตัวสู่ทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน — Mainoo บอกว่าตัวเองถึงกับตกใจกับการเรียกตัวดังกล่าว
ใน Euro 2024 Mainoo พิสูจน์ตัวเองในเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อมูลจาก Opta ระบุว่าเขาทำสถิติความแม่นยำในการส่งบอลสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่บันทึกได้ของ Euro สำหรับตำแหน่งกองกลาง และในนัดรอบรองชนะเลิศพบกับเนเธอร์แลนด์ เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษที่อายุน้อยที่สุดที่เคยลงเล่นในรอบรองชนะเลิศของรายการ Major Tournament

บทเรียนที่ 4 — บทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด: ยุค Ruben Amorim
หากการบาดเจ็บปี 2023 คือบทพิสูจน์แรกของ Mainoo ยุค Ruben Amorim คือบทพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุด เพราะครั้งนี้อุปสรรคไม่ได้มาจากร่างกาย แต่มาจากการตัดสินใจของคนอื่น
เมื่อ Amorim เข้ารับตำแหน่งกุนซือ Manchester United ในเดือนพฤศจิกายน 2024 เขานำปรัชญาเกมแบบใหม่มาด้วย ระบบที่เน้น Bruno Fernandes ในตำแหน่งกองกลางตัวลึก ทำให้ Mainoo กลายเป็นตัสิส่วนเกินในสายตาของ Amorimทันที สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาไม่มีใครคาดคิด นักเตะที่เพิ่งยิงประตูชนะใน FA Cup Final และลงสนามรอบชิงชนะเลิศ Euro 2024 กลับถูกทำให้กลายเป็น 'ตัวสำรอง' ที่ไม่ได้ลงสนาม
ตลอดครึ่งแรกของซีซั่น 2025/26 Mainoo ลงสนามเพียง 171 นาทีใน 9 นัด โดยนัดเดียวที่ได้ลงตั้งแต่ต้นคือนัดพ่าย Grimsby Town ใน Carabao Cup — ทีมจากลีกระดับสี่ของอังกฤษ เขาเริ่มหลุดจากทีมชาติอังกฤษและโอกาสในการลงแข่ง World Cup 2026 เริ่มสั่นคลอน

"He's fighting for the position now with Bruno — กุนซือ Amorim อธิบายสาเหตุที่ Mainoo ไม่ได้ลง"
ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่ลามไปถึงชีวิตส่วนตัว ในคืนที่ United เสมอ Bournemouth 4-4 น้องชายของ Mainoo ชื่อ Jordan Mainoo-Hames ปรากฏตัวในอัฒจันทร์ Old Trafford โดยสวมเสื้อยืดที่ปักข้อความว่า "Free Kobbie Mainoo" เป็นภาพที่ถ่ายทอดความหงุดหงิดของครอบครัวและแฟนบอลออกมาอย่างตรงๆ

ตำนานอย่าง Rio Ferdinand, Paul Scholes และ Nicky Butt ต่างออกมาตั้งคำถามถึงการตัดสินใจของ Amorim ในขณะที่ Gary Lineker ถึงขั้นพูดติดตลกว่า Mainoo น่าจะพิจารณาฟ้องร้อง Amorim ในข้อหา 'ทำลายอาชีพ'

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อ Napoli ของ Antonio Conte ยื่นข้อเสนอยืมตัว Mainoo ในช่วงซัมเมอร์ 2025 และตัว Mainoo เองก็ขอย้ายออกอย่างชัดเจน แต่ Manchester United ปิดประตูการย้ายทุกรูปแบบทั้งถาวรและยืมตัว ส่วนหนึ่งเพราะบทเรียนจากการขาย Scott McTominay ให้กับ Napoli ที่ตามมาด้วยการกลายเป็นดาวเด่นระดับยุโรป นักเตะหนุ่มจาก Stockport จึงถูกบังคับให้นั่งบนม้านั่งสำรอง ไม่มีทางออก
แต่นี่คือจุดที่ Mainoo พิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้ชนะตัวจริง เขาไม่ยอมแพ้ ไม่หยุดซ้อม ไม่แสดงออกให้เห็นถึงการพ่ายแพ้ทางจิตใจ เมื่อ Amorim ถูกปลดออกจากตำแหน่งในวันที่ 5 มกราคม 2026 และ Michael Carrick ก้าวขึ้นมาคุมทีม Mainoo ที่ซ้อมอย่างเต็มที่มาตลอด ก็พร้อมลงสนามทันที

"Mainoo has made the most of his opportunities — and a new contract is now being mooted"
ภายใต้การคุมทีมของ Carrick เขาลงสนามครบ 90 นาทีในนัดดาร์บี้ที่ United เอาชนะ Manchester City 2-0 กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในชัยชนะติดต่อกัน 4 นัดรวด พลังงานที่สะสมไว้นานหลายเดือนระเบิดออกมาอย่างงดงาม แฟนบอล United ที่เคยตะโกน 'Free Kobbie' ตอนนี้ต้องเพียงแค่ตะโกนชื่อเขาดังๆ บนอัฒจันทร์

บทเรียนที่ 5 — ผู้ชนะไม่หยุดแม้หลังกลับมา
ความสำเร็จในการ 'รอด' จากยุค Amorim ไม่ได้ทำให้ Mainoo หยุดนิ่ง เขายังคงลงสนามถึง 28 นัดในซีซั่น 2025/26 รวมถึงการยิงประตูชัยในนัดที่ United เอาชนะ Liverpool 3-2 อย่างน่าตื่นเต้น
ความผูกพันของเขากับ Manchester United ก็ยิ่งแน่นแฟ้น เมื่อสโมสรต่ออายุสัญญาให้เขาจนถึงปี 2031 Director of Football Jason Wilcox ยกย่องว่าเขาคือหนึ่งในความสำเร็จที่ดีที่สุดของ Academy ในยุคนี้ น่าสังเกตว่า สัญญาฉบับนี้เคยถูกตกลงกันไว้แล้วในปีก่อน แต่ถูก Amorim ปฏิเสธที่จะอนุมัติ จนกุนซือคนนั้นจากไป
"Mainoo has been associated with the club since the age of six — and intends to write many more chapters here"
ในปี 2026 เขายังได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษโดย Thomas Tuchel เพื่อเข้าร่วม FIFA World Cup 2026 — ในวัยเพียง 21 ปี เขากลายเป็นส่วนสำคัญของทีมชาติอังกฤษที่หวังเขียนประวัติศาสตร์บทใหม่

บทสรุป — ชัยชนะที่แท้จริงสร้างจากภายใน
เรื่องราวของ Kobbie Mainoo ไม่ใช่แค่เรื่องราวของนักฟุตบอลเก่ง แต่เป็นบทเรียนชีวิตที่ถ่ายทอดได้ทุกสาขาอาชีพ บทเรียนที่หล่อหลอมขึ้นจากทั้งความเจ็บปวด ความเงียบ และการรอคอยที่แสนทรมาน:
ประการแรก ความเจ็บปวดทางร่างกายไม่ใช่จุดสิ้นสุด การบาดเจ็บข้อเท้าปี 2023 ไม่ได้ทำลาย Mainoo แต่ทำให้เขากลับมาแกร่งกว่าเดิม

ประการที่สอง การเตรียมพร้อมในวันที่ไม่มีใครมองเห็น คือสิ่งที่ทำให้คุณส่องแสงในวันที่ทุกคนจับตา ทุกชั่วโมงในห้องซ้อม ทุกครั้งที่เรียนรู้วิเคราะห์เกม ล้วนสะสมและปรากฏผลในนาทีที่สำคัญที่สุด
ประการที่สาม ความสงบนิ่งและการควบคุมอารมณ์ คือสิ่งที่แยกคนเก่งออกจากผู้ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยปล่อยให้แรงกดดันควบคุมตัวเอง แต่ใช้ความสงบควบคุมแรงกดดัน

ประการที่สี่ และบทเรียนที่โหดร้ายที่สุด คือความอยุติธรรมที่มาจากคนอื่น การถูกกีดกันโดย Amorim นั้นอยู่เกินการควบคุมของ Mainoo แต่สิ่งที่เขาควบคุมได้คือ การเตรียมพร้อมไม่หยุด ปรับสภาพจิตใจของตัวเอง มุ่งมั่นและรอวันที่โอกาสของตัวเองจะกลับมา เขาไม่ยอมแพ้ ไม่เรียกร้องสื่อ และไม่ปล่อยให้ความโกรธพาเขาออกนอกเส้นทางและประการสุดท้าย ความสำเร็จมักมาหาคนที่เตรียมพร้อม ไม่ใช่คนที่แค่รอคอย เมื่อโอกาสกลับมาภายใต้ Carrick เขาไม่ต้องใช้เวลาปรับตัว เพราะเขาพร้อมมาตลอด

Kobbie Mainoo ในวันนี้ยังเพิ่งเริ่มต้นเส้นทางสู่ความเป็นสุดยอดนักเตะของโลกและสิ่งที่ดีที่สุดของเขาที่จะมอบให้กับทีมชาติอังกฤษและ Manchester United ยังมาไม่ถึงด้วยซ้ำ

Digest

'พาณิชย์' ดันพื้นที่ดิจิทัล!! ชูสุดยอดชุมชนออนไลน์ ช้อปฟิน 4 ภูมิภาคที่งาน OTOP Midyear จัดไลฟ์สดร่วมกับ Influencer ดัง สร้างรายได้ฐานราก-ขยายตลาดออนไลน์

อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ที่นี้สิ “Digital Village @ OTOP Midyear 2026” คัดมาแต่ตัวท็อป ช้อปฟินที่งานนี้เท่านั้น!

การสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนไทย ด้วยการคัดเลือกสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบ “Best of Digital Village” จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำผู้ประกอบการชุมชนที่ประสบความสำเร็จด้านการตลาดออนไลน์ เข้าสู่เวทีงานแสดงสินค้าระดับประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการชุมชนไทยที่สามารถปรับตัวสู่โลกดิจิทัล สามารถสร้างแบรนด์ด้วยอัตลักษณ์ของสินค้า และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงาน จะได้พบกับบูธสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงจากทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ: วิสาหกิจชุมชนมาโซต้าช็อกโกแลต จังหวัดตาก/ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก: วิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณาระยอง จังหวัดระยอง /ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟื้นฟูอาชีพแม่บ้านเกษตรกรบ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม และภาคใต้: วิสาหกิจชุมชนชาวนาเมืองลุงพัฒนา จังหวัดพัทลุง และอีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษ คือ การไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อช่วยสร้างยอดขายและการรับรู้ในวงกว้างของชุมชนร่วมกับ Influencer ชื่อดัง อาทิ “SEEDAA THEVILLAIN” และ “ยามหมูปิ้ง” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน แนะนำสินค้าเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และบอกเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์สินค้าของแต่ละชุมชนแบบใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงการตลาดออนไลน์ เข้ากับการจัดงานแบบออฟไลน์ อันจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค สร้างการรับรู้สินค้าของชุมชน และเพิ่มโอกาสช่องทางการขายให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนในวงกว้าง

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกซื้อสินค้าในงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้สินค้าคุณภาพกลับบ้าน แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวสู่ตลาดที่กว้างขึ้นแล้ว ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กรมขอเชิญชวนให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ มาร่วมอุดหนุนสินค้าจากสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบจาก

4 ภูมิภาคทั่วไทย ที่ได้คัดสรรสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนมาอย่างดี ในงาน OTOP Midyear 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 นี้

“สวนนงนุชพัทยา” พร้อมรับงานใหญ่!! กระทรวงศึกษาฯ ร่วมยกย่องบุคคลดีเด่น ในงานประชุมใหญ่สภาผู้ปกครองและครูฯ ปี 2568 สวนนงนุชพัทยาชูมาตรฐาน TMVS รองรับงานประชุมระดับชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร

สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดประชุมสัมมนาวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ณ ศูนย์ประชุม NICE สวนนงนุชพัทยา รองรับผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

สวนนงนุชพัทยา โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยาได้เตรียมความพร้อมต้อนรับสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดการประชุมสัมมนาวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา (Nong Nooch Pattaya International Convention and Exhibition Center : NICE) จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครองจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

ภายในงานจัดการประชุมสัมมนาวิชาการ พร้อมพิธีมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงานดีเด่น โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัล

การเลือกใช้ศูนย์ประชุม NICE เป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความพร้อมในการรองรับงานประชุมและกิจกรรมขนาดใหญ่ระดับประเทศ โดยศูนย์ประชุมได้รับการรับรองมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard (TMVS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ของประเทศไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ยืนยันถึงคุณภาพและความพร้อมตามมาตรฐานสากล

ศูนย์ประชุม NICE มีศักยภาพในการรองรับการจัดงานทุกรูปแบบ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ พื้นที่จอดรถรองรับได้มากกว่า 1,000 คัน ระบบภาพและเสียงมาตรฐานสากล จอ LED ขนาดใหญ่ภายในฮอลล์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Wi-Fi) ครอบคลุมทุกพื้นที่ พื้นอาคารที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อตารางเมตร รวมถึงความพร้อมด้านการจัดเลี้ยงและบริการอาหารทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถสัมผัสบรรยากาศของสวนนงนุชพัทยา แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งผสานความงดงามของสวนพฤกษศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรไว้ในพื้นที่เดียว ช่วยยกระดับประสบการณ์การประชุมสัมมนาให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ใครทำงาน ใครหายตัว?! ‘นายกฯ อนุทิน’ ชูผลงานเป็นตัวชี้วัด จับตารัฐมนตรีเงียบเสี่ยงหลุดเก้าอี้ เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน เปิดบัญชีคนชื่อหาย–ผลงานไม่ชัด ก่อนศึกปรับ ครม.

เปิดรายชื่อรัฐมนตรีที่โลกลืม ทำอะไรอยู่ตรงไหน ไม่มีใครรู้ หมดเวลาฝึกงาน

นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีระกูล ออกมาตอกย้ำแล้วว่า จะประเมินผลงานของรัฐบาลใน 1 ปี และอาจเป็นข้อมูลไปกองบนโต๊ะ นำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรีในอนาคต ในสถานการณ์ที่รัฐบาลกำลังถูกรุมกระหน่ำ ตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพรรคฝ่ายค้าน สื่อมวลชน และภาคประชาชน

เรามาไล่เรียงกันดูว่า รัฐมนตรีคนไหนบ้างที่หลังได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้ว ชื่อหายไป ไม่รู้ทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ปรากฏเป็นข่าว เช็คดูเบื้องต้น มีทั้งบ้านใหญ่ และลูกเทพ

“เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ที่ทดลองงาน” และต้องมีผลงานที่ประชาชนมองเห็นได้จริง” อนุทินย้ำ

รัฐมนตรีที่โลกลืม…ไร้ผลงาน

หากพิจารณาจากการรับรู้ของสาธารณะในช่วงที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีหลายคนที่ถูกตั้งคำถามว่า “หายไปไหน” และ “กำลังทำอะไรอยู่”

เริ่มจาก นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดบ้านใหญ่บุรีรัมย์ แม้จะได้รับการขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่บทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบ

เช่นเดียวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนางสุขสมรวย วันทนียกุล สองรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีผลงานหรือภารกิจสำคัญที่ถูกนำเสนอจนกลายเป็นที่จดจำของสังคม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชรพล ขาวขำ และนายปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ยังไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในระดับประเทศ แม้กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นหนึ่งในกระทรวงสำคัญที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก ในขณะที่เกษตรกรประสบปัญหามากมายรอรัฐบาลแก้ไขปัญหา

ด้านกระทรวงคมนาคม นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ยังไม่สามารถสร้างภาพจำหรือผลงานที่โดดเด่นจนเป็นที่รับรู้ของสาธารณะได้

ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย แม้จะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ได้รับความสนใจในช่วงเข้ารับตำแหน่ง แต่หลังจากนั้นบทบาทในพื้นที่ข่าวกลับค่อนข้างเงียบเช่นกัน

ส่วนในกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็ยังไม่ปรากฏนโยบายหรือผลงานที่กลายเป็นประเด็นสาธารณะในวงกว้าง

แน่นอนว่า การไม่เป็นข่าว ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงาน เพราะงานจำนวนมากในระบบราชการอาจเกิดขึ้นหลังฉาก แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ การสื่อสารผลงานและการสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จทางการเมืองเช่นกัน

เมื่อผู้นำรัฐบาลประกาศชัดว่าจะใช้ผลงานเป็นตัวชี้วัด และพร้อมปรับเปลี่ยนผู้ที่ไม่สามารถสร้างผลสัมฤทธิ์ได้ คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นคนของบ้านใหญ่ หรือใครเป็นลูกเทพทางการเมือง แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถพิสูจน์ตัวเองให้ประชาชนเห็นได้ว่า สมควรนั่งอยู่ในคณะรัฐมนตรีต่อไป

อีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้า บัญชีรายชื่อรัฐมนตรีที่เงียบหายเหล่านี้ อาจกลายเป็นข้อมูลสำคัญบนโต๊ะพิจารณาปรับคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นได้

‘ภาวุธ’ ตั้งหลักแจง DSI !! ยืนยันเข้าสู่กระบวนการชี้แจง ขอเอกสารการเงินย้อนหลัง ยืนยันพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงกับพรรค ย้ำเหตุเกิดหลายปีต้องใช้เวลารวบรวมหลักฐาน

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)
ได้ระบุในเฟสบุ๊คว่า

เนื่องจาก เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อหลายปีแล้ว ทำให้ต้องใช้เวลาพอสมควรรวบรวมเอกสารหลักฐานและข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมได้เริ่มกระบวนการในการขอเอกสารจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อชี้แจงข้อมูลกับ DSI และพรรค ในลำดับต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100045264422018/posts/1564121958439937/?rdid=NQShAL9wqP7eMxxG#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top