Tuesday, 27 October 2026
NewsFeed

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ!! เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 สู่สาธารณรัฐที่ 6 หนี้พุ่งบีบงบประมาณรัฐสวัสดิการ สงครามและค่าครองชีพกดดันรัฐบาลหนัก เสี่ยงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหม่

อาจารย์อุ๋ย ชี้! หนี้พุ่ง–สงครามซ้ำเติม–ค่าครองชีพบีบ เขย่าสาธารณรัฐที่ 5 เปิดทางฝรั่งเศสสู่ “สาธารณรัฐที่ 6”

 26 ตุลาคม 2569- นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสาธารณรัฐมักเกิดขึ้นเมื่อวิกฤตของประเทศรุนแรงจนโครงสร้างอำนาจเดิมรับมือไม่ไหว ในมุมมองของผม แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความขัดแย้งทางสังคม และผลกระทบจากสงคราม กำลังทำให้ข้อเสนอเรื่อง “สาธารณรัฐที่ 6” มีน้ำหนักมากกว่าการเป็นเพียงแคมเปญทางการเมือง

สาธารณรัฐที่ 5 ซึ่งถือกำเนิดในปี 1958 ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ปัญหารัฐบาลไร้เสถียรภาพ แต่วันนี้ โครงสร้างที่เคยช่วยให้ประเทศตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด กำลังเผชิญบททดสอบว่า ยังจะสามารถสร้างการยอมรับและนําพาประเทศออกจากความขัดแย้งได้หรือไม่

ฝรั่งเศสกำลังแบกรับแรงกดดันหลายด้าน ทั้งหนี้สาธารณะ ภาระสวัสดิการ ข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพและอัตลักษณ์ของชาติ ตลอดจนความขัดแย้งในการปฏิรูปเศรษฐกิจ ข้อมูลสำนักงานสถิติฝรั่งเศสระบุว่า หนี้สาธารณะ ณ สิ้นไตรมาสสองปี 2026 อยู่ที่ร้อยละ 119 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สะท้อนข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นในการใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาและรักษาความคาดหวังของประชาชนต่อรัฐสวัสดิการ 

สงครามรัสเซีย–ยูเครนยิ่งเพิ่มแรงกดดัน ฝรั่งเศสสนับสนุนยูเครนทั้งด้านยุทโธปกรณ์และการฝึกกำลังพล ซึ่งมีต้นทุนด้านงบประมาณและการจัดหาอาวุธทดแทน ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากสงครามต่อตลาดพลังงานยุโรปยังทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณบรรเทาความเดือดร้อนของครัวเรือนและธุรกิจ ผมมองว่า ภาระเหล่านี้ซ้ำเติมปัญหาการคลังที่สะสมอยู่เดิม และทำให้รัฐบาลต้องจัดลำดับความสำคัญระหว่างความมั่นคงภายนอกกับความต้องการภายในประเทศอย่างยากลำบากขึ้น 

วิกฤตตะวันออกกลางเป็นแรงกระแทกอีกระลอก ความตึงเครียดที่กระทบแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานส่งผ่านมายังราคาน้ำมัน ต้นทุนขนส่งและสินค้า แม้ฝรั่งเศสมีพลังงานนิวเคลียร์เป็นฐานผลิตไฟฟ้าสำคัญ ก็ยังหลีกเลี่ยงผลกระทบจากราคาน้ำมันและก๊าซไม่ได้

ธนาคารกลางฝรั่งเศสประเมินในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า แรงกดดันด้านพลังงานและวัตถุดิบมีส่วนผลักแนวโน้มเงินเฟ้อให้สูงขึ้น สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยที่แทบไม่มีเงินเหลือเก็บ ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอาจหนักเกินกำลังรับไหว และแปรเปลี่ยนเป็นความไม่พอใจทางการเมืองได้อย่างรวดเร็ว 

รัฐบาลจึงถูกบีบจากสองด้าน หากอุดหนุนค่าพลังงานต่อเนื่องก็เพิ่มภาระการคลัง แต่หากลดความช่วยเหลือ ประชาชนต้องรับต้นทุนมากขึ้น เมื่อประกอบกับข้อถกเถียงเรื่องผู้อพยพ ความมั่นคง และการกระจายสวัสดิการ ทําให้การประนีประนอมยิ่งยาก ผมมองว่า จุดเสี่ยงสำคัญคือประชาชนอาจเริ่มเชื่อว่า สถาบันการเมืองจะไม่สามารถคุ้มครองชีวิต ความมั่นคงในความเป็นอยู่ของตนได้

รัฐธรรมนูญปี 1958 ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การนำของชาร์ลส์ เดอ โกล และมีมิเชล เดอเบรเป็นกำลังสำคัญในการยกร่าง มุ่งเสริมความเข้มแข็งของฝ่ายบริหาร อำนาจประธานาธิบดียิ่งมีน้ำหนักหลังการเปลี่ยนมาเลือกตั้งโดยตรงในปี 1962 โครงสร้างนี้ทำงานคล่องเมื่อฝ่ายบริหารมีฐานสนับสนุนมั่นคง แต่เมื่อเสียงในสภาแตกกระจาย การผลักดันนโยบายย่อมมีต้นทุนสูงขึ้น 

กรณีปฏิรูประบบเกษียณอายุปี 2023 โดยขยายอายุเกษียณจาก 62 ปี เป็น 64 ปี เป็นตัวอย่างสำคัญ รัฐบาลเอลิซาเบธ บอร์นใช้มาตรา 49 วรรคสาม ให้ร่างกฎหมายถือว่าผ่านโดยไม่ลงมติรับร่างในสภาผู้แทนราษฎร หลังญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่ผ่าน แม้เป็นกลไกที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่การใช้กับนโยบายที่กระทบประชาชนจำนวนมากยิ่งทำให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลมากขึ้น ดังนั้นในความเห็นของผม ปัญหาคือรัฐบาลผลักดันนโยบายได้ แต่ไม่สามารถทำให้ประชาชนยอมรับได้

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ สาธารณรัฐที่ 3 สิ้นสุดลงท่ามกลางความพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีในปี 1940 และการลงมติมอบอำนาจให้จอมพลเปแตง ซึ่งเปิดทางสู่ระบอบวิชี ส่วนสาธารณรัฐที่ 4 เผชิญความไร้เสถียรภาพสะสม ก่อนวิกฤตอัลจีเรียและแรงกดดันจากกองทัพในเดือนพฤษภาคม 1958 จะเร่งการเปลี่ยนผ่าน แสดงให้เห็นว่าบทเรียนจากอดีตคือ เมื่อปัญหาหมักหมมแก้ไม่ตก พอมีวิกฤตใหญ่เข้ามาซ้ำเติม ก็อาจถึงขั้นต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง

ฝรั่งเศสวันนี้อาจกำลังสะสมแรงกดดันในลักษณะดังกล่าว หากการตั้งรัฐบาลและการผ่านงบประมาณยังติดขัด อีกทั้งรัฐบาลจะแก้ปัญหาเรื่องใดก็เจอแรงต่อต้านจนเดินหน้าต่อไม่ได้ ขณะที่ประชาชนต้องรับภาระค่าครองชีพต่อเนื่อง การประท้วงอาจพัฒนาจากการต่อต้านนโยบายเฉพาะเรื่อง ไปสู่การเรียกร้องให้เปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ

ผมประเมินว่า การปรับสมดุลภายในสาธารณรัฐที่ 5 ยังมีโอกาสเกิดขึ้นก่อน ทั้งการเพิ่มบทบาทรัฐสภา ปรับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และปฏิรูปกติกาเลือกตั้ง แต่หากคลายทางตันไม่ได้ ก็อาจมีการขยายฐานสนับสนุนให้มีข้อเสนอจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่โดยต้องอาศัยทั้งกระบวนการทางกฎหมายและความชอบธรรมจากประชาชน

หากเกิดขึ้นตามแนวคิดลดการรวมศูนย์อำนาจ สาธารณรัฐที่ 6 อาจขยับสู่ระบอบรัฐสภามากขึ้น ลดอำนาจประธานาธิบดี ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่รับผิดชอบต่อสภาบริหารประเทศ พร้อมเพิ่มการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงอาจใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วน โดยรูปแบบสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญใหม่และการยอมรับของสังคม

ในมุมมองของผม อนาคตของสาธารณรัฐที่ 5 ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัว หากรัฐบาลไม่สามารถประสานภารกิจความมั่นคงกับการดูแลปากท้อง และสถาบันการเมืองยังผลิตความขัดแย้งมากกว่าทางออก แรงเรียกร้องให้เปลี่ยนกติกาทั้งระบบย่อมเข้มข้นขึ้น จนสาธารณรัฐที่ 6 อาจกลายเป็นวาระใหญ่ที่ฝรั่งเศสต้องตัดสินใจในที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/p/1CdfHxrJvZ/?mibextid=wwXIfr

‘เปเซชเคียน’ บินพบ ‘ปูติน’!! เดินทางสู่มอสโกทันทีหลังจบประชุม 4 ฝ่าย ขยายความสัมพันธ์กับรัสเซียอย่างแน่นแฟ้น "อิหร่านผลักดันสัมพันธ์สองประเทศ" เสริมแกร่งพันธมิตรทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค

หลังเสร็จสิ้นการประชุมสี่ฝ่าย "ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน" ของอิหร่านกำลังเดินทางไปยังกรุงมอสโกทันที เพื่อพบกับประธานาธิบดีปูติน

ก่อนออกเดินทางจากกรุงเตหะราน ประธานาธิบดีเปเซชเคียนกล่าวว่าอิหร่านมุ่งขยายความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยระบุว่าจะผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ที่มา : สำนักข่าวเมห์ร (Mehr News) ของอิหร่าน

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122109224835508642&id=61595259264487&rdid=nx1aNETDybTbwhxs#

‘ศุภชัย’ สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสลิปโอน 7 ล้าน! ปลอม ธ.กสิกรยันไม่พบบัญชีจริง ชี้ ส.ส.แชร์โดยไม่ตรวจสอบ เรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ลงเฟสบุ๊ค…

สลิปปลอม 7 ล้าน! แชร์กันสนุก อวยกัน สุดท้าย ใครจะรับผิดชอบ?

จากเพจที่ถูกยกย่องว่าเป็นเพจคุณภาพ กลับกลายเป็นเพจที่เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ซึ่งธนาคารยืนยันแล้วว่าไม่มีบัญชีดังกล่าวอยู่จริง!

กรณีเพจ Godd Dam เผยแพร่ภาพสลิปกล่าวหาว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เพราะธนาคารกสิกรไทยออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพสลิปในระบบ และการโอนเงินผ่าน K PLUS ทำได้สูงสุดเพียง 5 ล้านบาทต่อวัน

หลักฐานทางธนาคารชัดขนาดนี้ แล้วคนที่รีบแชร์ คนที่เคยยกย่องเพจ จะพูดอย่างไร?
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน นำโพสต์ดังกล่าวไปแชร์ พร้อมข้อความว่า “อยู่ๆก็มี เรื่องราวให้นอนไม่หลับ”

ผมอยากถามว่า ก่อนแชร์ได้ตรวจสอบอะไรบ้าง หรือเพียงเพราะข่าวนั้นกล่าวหานายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่าน่าเชื่อถือพอที่จะส่งต่อให้ประชาชน?

เป็น สส. ไม่ใช่แค่คนเล่นเฟซบุ๊ก!
ทุกข้อความที่เผยแพร่มีน้ำหนัก มีผลต่อความเชื่อถือของประชาชน และมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมกำกับอยู่ จะอ้างว่าแค่แชร์แล้วจบไม่ได้

ส่วน นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีรายงานว่าเคยยกย่อง Godd Dam ว่าเป็นเพจคุณภาพ คนเบื้องหลังมีฝีมือ และกล่าวถึงการเป็นพันธมิตรกัน

วันนี้เมื่อเพจดังกล่าวตกเป็นประเด็นเผยแพร่สลิปปลอม ผมจึงอยากถามนายศิริโชคว่า
เพจคุณภาพที่คุณเคยชื่นชม คุณใช้มาตรฐานอะไรตัดสิน?

คนเบื้องหลังที่คุณยกย่องว่ามีฝีมือ วันนี้คุณยังยืนยันคำชื่นชมนั้นหรือไม่?
และคำว่า “พันธมิตร” ที่คุณเคยกล่าวถึง มีความหมายและขอบเขตความสัมพันธ์อย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านายศิริโชคเกี่ยวข้องกับการจัดทำสลิป แต่เมื่อเคยออกหน้าชื่นชมเพจต่อสาธารณะ ก็สมควรชี้แจงต่อสาธารณะเช่นกัน

อย่าทำให้มาตรฐานการตรวจสอบทางการเมืองกลายเป็นว่า ข่าวกล่าวหาฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ รีบแชร์ รีบเชียร์ แต่พอความจริงปรากฏ กลับเงียบเสียง!

ผมสนับสนุนให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองทุกคนอย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานว่าทุจริต ก็ต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

แต่การตรวจสอบกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นคนละเรื่องกัน!
อย่าเอาคำว่าเสรีภาพมาบังหน้าความไม่รับผิดชอบ อย่าเอาคำว่าตรวจสอบทุจริตมาเป็นข้ออ้างให้ข่าวปลอม และอย่าเอายอดไลก์ยอดแชร์มาแทนพยานหลักฐาน!
กรณีนี้ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดว่า ใครทำสลิป ใครเผยแพร่ ใครรู้เห็น และใครมีเจตนาส่งต่อข้อมูลทั้งที่ทราบว่าเป็นเท็จ โดยให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องตอบคำถามเรื่องความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเองด้วย
อย่าเก่งแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่พอถึงเวลาตรวจสอบตัวเองกลับหาข้ออ้างสารพัด!

สลิปปลอมอาจทำขึ้นได้ในไม่กี่นาที แต่ความน่าเชื่อถือที่เสียไป ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนได้ด้วยการลบโพสต์!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=29320292884244908&id=100000727533976&rdid=fozWp51VLKeatoOP#

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ!! เจาะยุทธศาสตร์การทูตปักกิ่ง เมื่อคำเตือนนักท่องเที่ยวอาจสะเทือนความเชื่อมั่น การค้า และการลงทุน มากกว่าคำประณาม เตือนผ่านการกระทำซ้ำๆ สะท้อนความไว้วางใจสำคัญ

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

โดย ดร. พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

การทูตจีนมีหลักการที่ประเทศอื่นควรศึกษาให้ลึก นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพูดแรง หากสามารถทำให้คู่สนทนารู้สึกได้เอง

จีนแทบไม่ใช้ถ้อยคำประณามเหมือนชาติตะวันตก แต่เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของนโยบาย" แทนคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการออกคำเตือนนักท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดทางการค้า การชะลอความร่วมมือบางด้าน หรือการปล่อยให้โครงการเชิงสัญลักษณ์เดินช้าลง เหตุการณ์แต่ละเรื่องอาจอธิบายได้แยกกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

คำเตือนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกซ้ำ สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของพลเมืองจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงผ่านงานปลอม ซึ่งจีนมองว่าเป็นประเด็นที่กระทบศักดิ์ศรีและความมั่นคงของตนเอง

ประเทศไทยต้องเข้าใจว่า สำหรับจีน "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ผลกระทบจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้นำเข้า และหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่าจะเกิดจากมาตรการลงโทษที่ประกาศอย่างเปิดเผย

ปัญหาของไทยคือ เรามักอ่านการทูตจีนด้วยกรอบความคิดแบบตะวันตก รอให้มีคำตำหนิหรือมาตรการคว่ำบาตร จึงจะเชื่อว่ามีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจีนเริ่ม "ส่งสัญญาณ" นั่นอาจหมายความว่าปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองทุกเหตุการณ์เป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะในเวลาเดียวกัน จีนและไทยยังคงยืนยันการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว รวมถึงตกลงเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่การโต้แย้งว่าจีน "เข้าใจผิด" แต่ต้องทำให้จีน ไม่มีเหตุผลที่จะกังวล

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนภาพจับมือ แต่ถูกวัดจากระดับความไว้วางใจ หากความไว้วางใจสั่นคลอน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย

ประเทศที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ถูกมหาอำนาจกดดัน แต่คือประเทศที่มองไม่ออกว่ามหาอำนาจกำลังส่งสัญญาณอะไร

และในทางการทูต...

ความเงียบของจีน หลายครั้ง มีเสียงดังกว่าคำประกาศเสียอีก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top