Thursday, 22 October 2026
NewsFeed

ไฮเออร์ ชวนลดอาหารเหลือทิ้ง เทศกาลกินเจปีนี้เน้นวางแผนซื้อ เก็บรักษาอาหารอย่างเหมาะสมและกินหมด เปลี่ยนอาหารเหลือเป็นเมนูใหม่ ช่วยลด Food Waste และประหยัดค่าใช้จ่าย

“อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ไฮเออร์ชวนจัดตู้เย็นรับเทศกาลกินเจ
เปิด 3 เคล็ดลับ วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด ลด Food Waste เริ่มง่าย ๆ ได้จากในบ้าน

เทศกาลกินเจกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการเปลี่ยนเมนูบนโต๊ะอาหารของหลายครอบครัว จากเนื้อสัตว์มาเป็นผัก เห็ด เต้าหู้ ธัญพืช และอาหารจากพืชหลากหลายชนิด หลายบ้านเลือกซื้อวัตถุดิบมาตุนไว้ทำอาหารเอง หรือซื้ออาหารเจปรุงสำเร็จเก็บไว้หลายมื้อเพื่อความสะดวก แต่เมื่อของในตู้เย็นเพิ่มขึ้น ก็อาจตามมาด้วยปัญหาซื้อของซ้ำ วัตถุดิบที่กินไม่ทัน หรืออาหารที่เก็บไว้จนลืมและหมดอายุ กลายเป็น Food Waste โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญระดับโลก โดย United Nations Environment Programme (UNEP) ได้หยิบยกประเด็น Food Waste เป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ International Day of Zero Waste 2026 ภายใต้แนวคิด “Zero Waste Starts on Your Plate” สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงาน Food Waste Index Report 2024 ที่ประเมินว่า ในปี 2022 ทั่วโลกมีอาหารเหลือทิ้งสูงถึง 1.05 พันล้านตัน หรือเกือบ 19% ของอาหารที่มีอยู่สำหรับผู้บริโภค และประมาณ 60% เกิดขึ้นในระดับครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าการลดอาหารเหลือทิ้งสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน

เทศกาลกินเจปีนี้ ไฮเออร์ จึงชวนทุกคนมาเริ่มต้นลดอาหารเหลือทิ้งจากเรื่องใกล้ตัว ผ่านแนวคิด “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” เปลี่ยนตู้เย็นที่คุ้นเคยให้เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการอาหารอย่างคุ้มค่า ด้วย 3 เคล็ดลับง่าย ๆ “วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด” ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบให้พอดี การจัดเก็บอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการนำอาหารที่เหลือมาต่อยอดเป็นมื้อใหม่ เพื่อช่วยลด Food Waste ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้ทุกมื้อในช่วงเทศกาลกินเจคุ้มค่ายิ่งขึ้น

วางแผนดี ก่อนซื้อให้เช็ก ก่อนตุนให้คิด
ก่อนออกไปซื้อวัตถุดิบสำหรับเทศกาลกินเจ ลองใช้เวลาสักนิดเปิดตู้เย็นสำรวจว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง แล้วค่อยวางเมนูตามจำนวนมื้อและจำนวนคนในบ้าน เพราะหลายครั้งอาหารที่ถูกทิ้งไม่ได้เกิดจากการเก็บรักษาไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การซื้อมาเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผักใบ เห็ด และเต้าหู้ที่มีอายุการเก็บรักษาแตกต่างกัน หากมีวัตถุดิบเหลือจากมื้อก่อน ลองนำมาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการคิดเมนูใหม่ เช่น มีเห็ดกับเต้าหู้เหลืออยู่แล้ว ก็อาจซื้อผักเพิ่มอีกเพียงไม่กี่ชนิดเพื่อทำต้มจืดหรือผัดผักรวม แทนการซื้อวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้ซื้อของได้พอดีกับที่ต้องใช้ และลดโอกาสมีอาหารเหลือค้างตู้เย็นหลังจบเทศกาล

เก็บเป็น ด้วยกฎ “เห็นง่าย–หยิบก่อน–ใช้ให้หมด”
เคยไหมที่เปิดตู้เย็นแล้วพบวัตถุดิบที่ลืมไปแล้วว่าซื้อมาเมื่อไร? ยิ่งช่วงเทศกาลที่มีอาหารหลายประเภทเก็บรวมกัน การจัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกซื้อ ลองแบ่งพื้นที่ระหว่างวัตถุดิบสด อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารที่ควรรับประทานก่อนให้ชัดเจน พร้อมใช้หลัก First In, First Out (FIFO) โดยนำของที่ซื้อก่อนหรือใกล้หมดอายุมาไว้ด้านหน้า และจัดมุมเล็ก ๆ เป็นโซน “Eat First” สำหรับอาหารที่ควรใช้ให้หมดก่อน ส่วนผักและวัตถุดิบสดควรเก็บในช่องหรือภาชนะที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท โดยไม่อัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้อากาศเย็นไหลเวียนได้ทั่วถึง เพียงจัดให้มองเห็นง่ายและหยิบสะดวก ก็ช่วยลดโอกาสที่อาหารจะถูกลืมอยู่ด้านหลังตู้เย็นจนเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

กินหมด เปลี่ยน Leftover ให้เป็น Next Meal
ใครบอกว่าอาหารที่เหลือจากมื้อก่อนต้องกลายเป็นของทิ้งเสมอไป? วัตถุดิบที่ยังสดและอาหารที่เก็บรักษาอย่างปลอดภัยสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผักหลายชนิดที่เหลืออย่างละนิดละหน่อย นำมารวมกันเป็นจับฉ่ายเจหรือผัดผักรวม เห็ดและเต้าหู้ที่ยังไม่ได้ใช้ก็สามารถต่อยอดเป็นต้มจืดหรือเมนูผัดได้อีกมื้อ ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่รับประทานไม่หมด ควรแบ่งเก็บในภาชนะปิดสนิทและนำเข้าตู้เย็นภายในเวลาที่เหมาะสม ก่อนนำกลับมาอุ่นให้ร้อนทั่วถึงและรับประทานโดยเร็ว ทั้งนี้ ควรตรวจสอบสภาพและระยะเวลาการเก็บรักษาเสมอ เพราะอาหารที่เก็บไว้นานหรือไม่ปลอดภัยไม่ควรนำกลับมารับประทาน การเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเหลือ” ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับ “มื้อต่อไป” จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ทุกมื้อคุ้มค่าขึ้น โดยไม่ต้องซื้อของเพิ่มโดยไม่จำเป็น

เก็บอย่างสมาร์ท จัดการอาหารได้ง่ายขึ้น
นอกจากการวางแผนซื้อและใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าแล้ว การมีตู้เย็นที่ตอบโจทย์การจัดเก็บอาหารก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจที่หลายบ้านมีทั้งผัก เห็ด เต้าหู้ และอาหารปรุงสำเร็จเก็บไว้พร้อมกัน การจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับอาหารแต่ละประเภท รวมถึงการมองเห็นวัตถุดิบที่มีอยู่ได้สะดวก ช่วยให้หยิบใช้และวางแผนเมนูในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น ไฮเออร์ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมตู้เย็นที่ไม่เพียงช่วยถนอมความสดใหม่ของอาหาร แต่ยังช่วยให้การจัดเก็บและบริหารวัตถุดิบภายในบ้านเป็นเรื่องสะดวกยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Smart Living

สำหรับ ตู้เย็น Haier Space-Fit+ Series: Multi Door matt door 21.5 Q มาพร้อมเทคโนโลยี Dual Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร ได้แก่ -3°C สำหรับปลาและเนื้อสัตว์สด 0°C สำหรับอาหารทะเล และ 4°C สำหรับผลิตภัณฑ์จากนม เสริมด้วยเทคโนโลยีถนอมอาหารด้วยสนามแม่เหล็กที่ช่วยลด การก่อตัวของผลึกน้ำแข็งซึ่งอาจทำลายเซลล์อาหาร พร้อมคุณสมบัติในการรักษาสารอาหารและความชื้นได้มากกว่า 95% นานสูงสุด 10 วัน ตามเงื่อนไขการทดสอบของผลิตภัณฑ์ และเสริมความมั่นใจด้วยเทคโนโลยี AI Air Fresh และ ABT Pro ที่ช่วยดูแลความสะอาดและสุขอนามัยภายในตู้เย็น อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ 594mm Professional Built-in ที่ออกแบบให้ติดตั้งเข้ากับพื้นที่ครัวได้อย่างลงตัว

ขณะที่ ตู้เย็น Haier Horizon Series: Multi Door matt with clear glass door auto ice and water dispenser 22.2 Q ช่วยให้การจัดการวัตถุดิบเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย Smart Window บานประตูกระจกใสที่ช่วยให้มองเห็นอาหารภายในตู้เย็นได้สะดวก พร้อมระบบไฟที่สว่างขึ้นอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานเดินเข้าใกล้ ทำให้เช็กของที่มีอยู่ก่อนวางแผนเมนูหรือออกไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสซื้อของซ้ำหรือเก็บอาหารไว้จนลืม นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บวัตถุดิบที่หลากหลาย เสริมด้วย ABT Pro เทคโนโลยีช่วยยับยั้งแบคทีเรียเพื่อสุขอนามัยในการจัดเก็บอาหาร พร้อมระบบ Pure Space Ice ผลิตน้ำแข็งอัตโนมัติ และช่องกดน้ำดื่มที่เพิ่มความสะดวกสบายในทุกวัน อีกทั้งยังรองรับ Wi-Fi Connectivity ผ่านแอปพลิเคชัน HaiSmart ให้สามารถควบคุมการทำงานของตู้เย็นได้อย่างอัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัว

ท้ายที่สุด การกินเจไม่ได้มีความหมายเพียงการเลือกว่าจะรับประทานอะไร แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะกลับมาทบทวนว่าเราใช้ประโยชน์จากอาหารแต่ละมื้อได้คุ้มค่าแค่ไหน เพราะการลด Food Waste ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่ เพียงซื้อเท่าที่จำเป็น จัดเก็บให้เหมาะสม หยิบใช้ของที่มีก่อน และนำวัตถุดิบที่เหลือมาต่อยอดเป็นเมนูใหม่ ก็ช่วยลดอาหารเหลือทิ้งได้ในชีวิตประจำวัน ไฮเออร์จึงอยากชวนทุกบ้านเริ่มต้นจากการเปิดตู้เย็นของตัวเอง แล้วเปลี่ยนเทศกาลกินเจปีนี้ให้เป็นช่วงเวลาของการ “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ที่ไม่จบลงพร้อมเทศกาล แต่กลายเป็นนิสัยดี ๆ ที่ทำต่อได้ในทุกวัน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

สวทช. จัดเวทีโลกเกษตร!! ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ลดเคมีและขยะพลาสติกในแปลง นำเทคโนโลยีชีวภาพสู่ภูมิภาค แลกเปลี่ยนความรู้ทั่วโลก 13-16 ต.ค.

ครั้งแรกในภูมิภาค! สวทช. เป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมเวทีโลก “FARM The Transition Global Forum 2026” ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดภัย ลดเคมีและพลาสติก

(14 ตุลาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับคณะผู้แทนและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมงานวิจัยและเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงของไบโอเทคและหน่วยงานภาคี ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างและขยะพลาสติกในไร่นา ซึ่งทำให้ดินเสื่อมโทรมและส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และ Ms. Helena Rey ผู้จัดการโครงการ GEF FARM Global Programme จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับสากล “Global Forum 2026: FARM the Transition” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคม นี้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และกลไกทางการเงิน ในการลดใช้สารเคมีเกษตรอันตราย พลาสติกทางการเกษตร และมุ่งสู่การบริหารจัดการศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ (Biocontrol & Bio-solutions) เพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดการใช้เคมีสังเคราะห์ การต้อนรับคณะผู้แทนโลกในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระดับภูมิภาค ซึ่งการเป็นเจ้าภาพร่วมและเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทความเข้มแข็งของ สวทช. และ ไบโอเทค ในการเป็นผู้นำด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ที่พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทย ตลอดจนประชาคมโลกไปสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ทีมวิจัยมุ่งศึกษาและพัฒนาจุลินทรีย์ธรรมชาติที่มีประโยชน์ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและศัตรูพืช โดยเริ่มตั้งแต่คัดเลือกเชื้อ ศึกษาการออกฤทธิ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และนำไปทดลองใช้จริงในแปลงเกษตร เพื่อเป็นทางเลือกแทนการใช้สารเคมี การทำงานนี้ต้องทำร่วมกับเกษตรกรเพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งการได้ร่วมมือกับเครือข่าย GEFFARM ครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือระดับสากลเพื่อขยายผลได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเด่นจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อนำมาปรับใช้จริงในภาคเกษตร ประกอบด้วย

1. ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช: นวัตกรรมจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยทดแทนสารเคมี โดย ไบโอเทค สวทช.

2. การปรับแต่งจีโนม (Genome Editing : GEd): พัฒนาพันธุ์พืชแห่งอนาคตที่ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ โดย กรมวิชาการเกษตร (DOA)
.
3. ระบบบริหารจัดการสวนทุเรียนดิจิทัลและ IoT: ควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ โดย สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจัทัล (depa) และบริษัท อินฟิวส์ / แอโรกรุ๊ป

4. แอปพลิเคชันบริหารฟาร์ม (FarmFeed / KasetKorn): บันทึกข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับมาตรฐาน GAP

5. LiveStock Next: แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับฟาร์มสุกร ตรวจสอบสุขภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

6. soilXcel & SAP Super Absorbent Polymer: นวัตกรรมสารอุ้มน้ำและปรับปรุงดินเสื่อมโทรมจาก Green Regeneration 1954 และ X-TEC

7. LOCOL: นวัตกรรมแปรรูปขยะโกโก้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดก๊าซมีเทน

8. KU HUMATE: สารกระตุ้นพืชชีวภาพจากการอัปไซเคิลทรัพยากรโรงงานน้ำตาล โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

9. โดรนเกษตรอัจฉริยะ: เทคโนโลยีโดรน DJI เพื่อการดูแลพืชผลอย่างแม่นยำและปลอดภัย โดย สยามคูโบต้า

นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวโครงการใหญ่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเกษตรกรผู้ปลูกพริก ข้าว และมะม่วง ที่นำไปใช้จริงจนประสบความสำเร็จ

ไทย–จีน จับมือปูทางลงทุนไร้ข้อพิพาท!! นักกฎหมายไทยร่วมเวทีไห่หนาน เสนอเพิ่มความคุ้มครองธุรกิจไทยในจีน ป้องกันถูกแย่งจดเครื่องหมายการค้า–ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หนุนพัฒนาท่าเรือการค้าเสรีและอาเซียน

ไห่โข่ว, 20 ต.ค. (ซินหัว) -- เมื่อไม่นานนี้ เมืองไห่โข่ว มณฑลไห่หนาน (ไหหลำ) ทางตอนใต้ของจีน ได้จัดงานสัปดาห์กฎหมายท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ปี 2026 โดยมีบุคคลากรชั้นนำจากแวดวงกฎหมายและธุรกิจของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการบริการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ การระงับข้อพิพาทข้ามพรมแดน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการแลกเปลี่ยนบุคลากรทางกฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองทางกฎหมายที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแก่บริษัทไทยที่ลงทุนในไห่หนาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ผศ.ดร. นิสิต อินทมาโน รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ทำการศึกษาและปฏิบัติงานด้านกฎหมายพาณิชย์ อนุญาโตตุลาการ และทรัพย์สินทางปัญญามาอย่างยาวนาน กล่าวว่าข้อพิพาททางการค้าข้ามพรมแดนมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งยังอาจส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระยะยาวระหว่างบริษัท จีนและไทยควรเสริมสร้างความร่วมมือด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้าและอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระงับข้อพิพาทและลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยนิสิตเชื่อว่ากฎระเบียบด้านการค้าและการลงทุนที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดบริษัทต่างชาติ และไห่หนานสามารถพัฒนาระบบบริการด้านกฎหมายให้ครอบคลุม ทั้งอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า พร้อมทั้งแสวงหาแนวทางในการประสานกฎระเบียบทางการค้าและสร้างความร่วมมือด้านอนุญาโตตุลาการกับกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน

อู๋ชิงเล่อ ประธานหอการค้าไห่หนานในไทย กล่าวว่าเวลาบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุน พวกเขาไม่เพียงพิจารณาโอกาสทางการตลาดและนโยบายพิเศษเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองการลงทุน การปฏิบัติตามสัญญา และกลไกการระงับข้อพิพาทด้วย แวดวงกฎหมายจีนและไทยควรเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อช่วยให้บริษัทเข้าใจความแตกต่างระหว่างระบบและขั้นตอนทางกฎหมายของทั้งสองประเทศ แจงสิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบ และลดความเข้าใจผิดอันเกิดจากอุปสรรคทางภาษาและการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน

อู๋ยังกล่าวถึงความสำคัญของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของแบรนด์ต่างชาติและนวัตกรรม พร้อมเสนอให้พัฒนาบริการทางกฎหมาย เพื่อช่วยบริษัทไทยเข้าใจขั้นตอนเฉพาะในการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและสิทธิบัตรในจีน ป้องกันการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยมิชอบ การปลอมแปลงสินค้า และการละเมิดความลับทางการค้า ตลอดจนเสริมสร้างบริการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย การยื่นคำขอ การร้องเรียนการละเมิดสิทธิ และการระงับข้อพิพาท

ทั้งสองเชื่อว่าไห่หนานสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เพื่อพัฒนาบริการอย่างการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการค้า และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมทั้งสำรวจความร่วมมือด้านกฎระเบียบทางการค้าและการแลกเปลี่ยนบุคลากรด้านกฎหมายกับกลุ่มประเทศอาเซียน และสร้างสภาพแวดล้อมทางกฎหมายที่มั่นคง โปร่งใส และสะดวกยิ่งขึ้นสำหรับการก่อสร้างท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและอาเซียน

ที่มา : Xinhua

หนานผิง เปิดฟอรัมครั้งที่ 5 สืบสานปรัชญาจูซีส่งเสริมอารยธรรมโลก ผู้เชี่ยวชาญร่วมวง 200 คนทั่วโลก เวทีเชื่อมโยงวัฒนธรรมหลากหลาย สรรค์สร้างภูมิปัญญาข้ามพรมแดน

เมืองหนานผิงเปิดเวทีเข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 มุ่งสืบสานปรัชญาจูซี เชื่อมโยงอารยธรรมโลก
คณะกรรมการจัดการประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา การประชุมว่าด้วยหลักปรัชญาของจูซีและการเสวนาระหว่างอารยธรรมโลก (The Conference on Zhu Xi's Philosophy and Dialogue of Global Civilization) หรือ เข่าถิง ฟอรัม ครั้งที่ 5 (The 5th Kaoting Forum) มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 ตุลาคม 2569 ณ เมืองหนานผิง มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสถาบันบัณฑิตสังคมศาสตร์จีน (Chinese Academy of Social Sciences) สหพันธ์ขงจื๊อนานาชาติ (International Confucian Association) และรัฐบาลประชาชนมณฑลฝูเจี้ยน ภายใต้หัวข้อ "เข้าใจหลักสัจธรรม ส่งเสริมจริยธรรม ผสานความรู้สู่การปฏิบัติ: ขับเคลื่อนการเสวนาระหว่างอารยธรรมและสร้างระเบียบสังคมของมนุษยชาติ"

การประชุมครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 200 คน ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการชั้นนำทั้งจากประเทศจีนและต่างประเทศ ซึ่งเชี่ยวชาญด้านลัทธิขงจื๊อและหลักปรัชญาของจูซี ตลอดจนผู้แทนจากเมืองสำคัญที่มีความโดดเด่นด้านมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงทายาทผู้สืบเชื้อสายจากจูซี นักปรัชญาคนสำคัญของลัทธิขงจื๊อ

ภายในงานประกอบด้วยพิธีเปิด การกล่าวปาฐกถาพิเศษ และพิธีเปิดตัว "พจนานุกรมฉบับสมบูรณ์ของจูซี" (The Great Dictionary of Zhu Xi) นอกจากนั้นยังมีการจัดเวทีเสวนาย่อยควบคู่กัน 4 หัวข้อ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการทฤษฎีและการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของจูซีในบริบทร่วมสมัยภายใต้กรอบแนวคิด "การบูรณาการสองประการ", ภูมิปัญญาจีนจากหลักปรัชญาของจูซีเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลโลก, มิติด้านมนุษยธรรมและการเอาใจใส่คุณค่าความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัลอัจฉริยะ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของจูซีควบคู่กับการพัฒนาแบบบูรณาการระหว่างสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน

หลักปรัชญาของจูซีถือเป็นพัฒนาการขั้นสูงสุดของลัทธิขงจื๊อใหม่ในสมัยราชวงศ์ซ่ง โดยไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมประวัติศาสตร์และอารยธรรมจีนอย่างลึกซึ้งเท่านั้น แต่ยังเผยแพร่ข้ามพรมแดนและส่งอิทธิพลต่อสังคมต่าง ๆ มาอย่างยาวนานกว่า 800 ปี โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม และมาเลเซีย เมื่อพิจารณาในบริบทระดับโลก แนวคิดทางปรัชญาของจูซีที่ว่า "สัจธรรมมีเพียงหนึ่งเดียว แต่ปรากฏในรูปแบบที่หลากหลาย" ถือเป็นองค์ความรู้สำคัญที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างอารยธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทั่วโลก

วัฒนธรรมจูซีได้ก้าวข้ามพรมแดนทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม จาก "โลกของจูซี" สู่ "จูซีของโลก" สะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งภูมิปัญญาที่ "ทอดข้ามขุนเขาและท้องทะเล เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกเข้าด้วยกัน" โดยเวทีเข่าถิง ฟอรัม มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่วัฒนธรรมดังกล่าวให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น จากเวทีสัมมนาทางวิชาการ สู่งานเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมและเวทีเสวนาระหว่างอารยธรรม โดยสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 800 ปี พร้อมเติมชีวิตชีวาให้แก่ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่าผ่านรูปแบบกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติที่สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้วัฒนธรรมจูซีเปล่งประกายเจิดจรัสและสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คนทั่วโลกในยุคสมัยใหม่

เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ!! รับฟรีน้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M-150 พรีเมียม เริ่ม 21 ต.ค. 69 ถึง 31 ม.ค. 70 สนับสนุนเกษตรกรไทยและชุมชน

“เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ” รับฟรี น้ำเบอร์รีดอยคำ หรือ M - 150 สูตรพรีเมียม
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จัดโปรโมชัน “เติมบางจาก แรงติดใจ สดชื่นติดรถ”

สมาชิกบางจากกรีนไมลส์ เพียงเติมน้ำมันครบ 1,200 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ โดยเติมน้ำมันบางจากแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด รับฟรี น้ำเบอร์รีรวม (สตรอเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ และมะเม่า) 40% ตราดอยคำ ไลท์ ขนาด 200 มล. 1 กล่อง มูลค่า 13 บาท หรือเติมบางจากดีเซลทุกชนิด รับฟรี M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม ขนาด 150 มล. 1 ขวด มูลค่า 12 บาท ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2569 จนถึง 31 มกราคม 2570 หรือจนกว่าของจะหมด ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangchakgreenmiles.com, แอปบางจาก, Facebook: Bangchak Member Club, Bangchak LINE Official [LINE: @bangchak] และ โทร. 1651 กด 4

บางจากฯ คัดสรรผลิตภัณฑ์เพื่อมอบให้ลูกค้าช่วงเทศกาลการเดินทางช่วงปลายปี 2569 รับปีใหม่ 2570 เติมความสดชื่นให้ทุกการเดินทาง โดยน้ำเบอร์รีรวม 40% ดอยคำ ไลท์ คัดสรรคุณค่าจากสตรอว์เบอร์รี มัลเบอร์รี และมะเม่า หวานน้อย วิตามินซีสูง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนผลผลิตจากเกษตรกรไทยในโครงการหลวง ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชนเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของบางจากฯ ในการส่งเสริมผลผลิตและผลิตภัณฑ์จากชุมชนอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน ส่วน M-150 ฝาทอง สูตรพรีเมียม เป็นเครื่องดื่มให้พลังงานยอดนิยม มีวิตามินบีและ D-Ribose ช่วยเติมความสดชื่นและความกระปรี้กระเปร่า เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความพร้อมในการทำงานและดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดวัน

นอกจากของสมนาคุณดังกล่าวข้างต้น บางจากฯ ยังมอบความคุ้มค่ามากกว่า สมาชิกบางจากกรีนไมลส์
เพียงเติมน้ำมันบางจากทุกชนิด ครบทุก 1,00 บาท รับฟรี น้ำดื่มขวดใหญ่ขนาด 1.5 ลิตร 1 ขวด มูลค่า 14 บาท ตั้งแต่ 1 – 31 ตุลาคม 2569 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดได้ที่ www.bangchakmarketplace.com

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น

ม็อบคนหนึ่งในฝรั่งเศสกล่าวว่า ร้านค้าที่มีเจ้าของเป็นชาวเอเชีย (จีน) ตกเป็นเป้าโดนปล้น เพราะถูกมองว่า "ร่ำรวยเกินไป" ซึ่งถือว่าไม่ยุติธรรมต่อกลุ่มผู้อพยพอื่น ๆ

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3837923719693627/?rdid=l573laVwqP7bwO81#

กฎหมายพรากผู้เยาว์ สั่นคลอน!! เจาะข้อถกเถียงทางกฎหมาย หลังคดีอดีตนักมวยดังสะเทือนสังคม สอบปมหญิงวัย 17 ปี เข้าสถานบันเทิง ความสำคัญของกฎหมายกับบริบทยุคใหม่ ประเด็นปรับแก้และผลกระทบเชิงสังคม

กฎหมายพรากผู้เยาว์ ในวันที่ผู้ล่ากลายเป็นเหยื่อ

มีข่าวสะเทือนวงการเมื่ออดีตนักมวยชื่อดังโดนศาลตัดสินจำคุกในข้อหาพรากผู้เยาว์ เอย่าว่าประเด็นนี้น่าคิดเป็นอย่างยิ่งหากพิจารณา แต่ก่อนอื่นเรามาย้อนอ่านเหตุการณ์กันก่อนดีกว่า ตามรายงานข่าวนักมวยคนดังไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และได้รู้จักกับหญิงวัย 17 ปี 10 เดือน จากนั้นหญิงผู้เสียหายเดินทางไปยังโรงแรมพร้อมนักมวยคนดัง โดยมีคนสนิทของนักมวยร่วมเดินทางด้วยตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในการพิจารณาคดี ตามรายงานเกี่ยวกับคดี มีการกระทำทางเพศและการกระทำอนาจารภายในห้องพัก โดยประเด็นเรื่องการใช้กำลัง การขัดขืน และพฤติการณ์ของทั้งสองฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทในคดี แต่ทางนักมวยให้ข้อมูลต่อสื่อในช่วงแรกว่า เมื่อถามอายุอีกครั้ง หญิงรายดังกล่าวยืนยันว่าอายุ 17 ปี และเขาหยุดการกระทำทางเพศ โดยยืนยันว่าไม่ได้ข่มขืนเธอ จากคำให้การดังกล่าว ให้เรากลับมาดูนิยามทางกฎหมายคำว่าพรากผู้เยาว์ก่อนว่าหมายถึงอะไร กฎหมายพรากผู้เยาว์ในไทยระบุว่า คือการพาหรือแยกเด็กหรือเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ไปเสียจากอำนาจปกครองดูแลของบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล โดยปราศจากเหตุอันสมควร เป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แม้ว่าผู้เยาว์จะยินยอมหรือเต็มใจก็ตาม ซึ่งกฎหมายนี้ใช้ได้ดีในบริบทหากเป็นสักหลายสิบปีก่อน แต่ ณ ปัจจุบันที่บริบทของสังคมเปลี่ยนไป การค้าบริการสมัยใหม่ไม่ได้เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญ แต่เป็นการเต็มใจทำ ซึ่งจุดนี้เองทำให้กฎหมายดังกล่าวมีช่องโหว่ให้กลุ่มมิจฉาชีพบางกลุ่มหรือคนที่พร้อมจะหาประโยชน์จากเหตุการณ์นี้เข้ามาฉกฉวยโอกาส

จากรูปการณ์เด็กคนดังกล่าวเอย่ามองว่าเข้ามาในสถานบริการที่นักมวยไปใช้บริการได้อย่างไร คำถามแรกคือ ผู้ปกครองของผู้เยาว์ปล่อยเด็กออกมาได้อย่างไร ทำไมถึงไม่ได้กวดขันดูแลผู้เยาว์ในการดูแลของตน และนี่คือสิ่งที่ไม่เคยมีระบุในกฎหมายไทย ข้อต่อมาผู้ซื้อหาไปเที่ยวในสถานที่ที่ผู้เยาว์ทราบอยู่แล้วว่ามีธุรกิจประเภทนี้อยู่ ถามว่าหากพรากจริง นั่นแปลว่าผู้เยาว์ไม่ทราบและอีกอย่างคือกฎหมายระบุอายุผู้เข้าสถานที่ดังกล่าวต้องมีอายุไม่ใช่ผู้เยาว์ แต่กฎหมายกลับไม่ได้บังคับใช้กับผู้เยาว์ที่ฝ่าฝืนไปยังสถานที่แบบนี้ สุดท้ายคือการที่ผู้เที่ยวได้พาผู้เยาว์ไปโรงแรม แม้ในคำพิพากษาจะระบุว่า แม้ว่าผู้เยาว์สมัครใจจะตามไปที่โรงแรมก็ไม่ได้ทำให้ความผิดฐานพรากผู้เยาว์หมดไปโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายครอบคลุมกรณีที่ผู้เยาว์ยินยอมด้วย ซึ่งคำว่าพราก กับคำว่า ยินยอม คือเป็นอะไรที่ขัดแย้งกันในตัวบทกฎหมายเอง

สุดท้ายเอย่าขอชี้ให้คิดสักนิดว่าในยุคดิจิตอลสมัยนี้ เรากำลังใช้กฎหมายที่คนต้องใช้เวลาร่วมกันเป็นหลายวันหรือหลายเดือนกว่าจะร่วมเตียงกันมาตัดสินบริบทคนที่เจอกันปุ๊บไปชึ้นเตียงกันเลยแบบสมัยนี้เอย่าว่ามันไม่น่าจะใช่แล้ว ประเด็นที่ 1 ที่เอย่าอยากให้คิดคือ เราควรจะปรับอายุของคำว่าผู้เยาว์ลงหรือไม่เพราะดูจากคดีหลายๆคดี หรือจากข้อมูลที่แหล่งข่าวส่งมาให้ทางทีมงานเอย่าพบว่าปัจจุบัน เด็กอายุ 15 ปี ก็ตัดสินใจขายบริการในช่องทางออนไลน์เอง แถมบางรายเป็นทั้งผู้ขายและผู้จัดหาผู้ขายบริการส่งให้ผู้ซื้อในสังกัดตนเองด้วยซ้ำ ประเด็นที่ 2 เลิกที่จะคุ้มครองเด็กด้วยคำว่าผู้เยาว์และพิจารณาถึงรูปการณ์มากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพที่มุ่งใช้กฎหมายพรากผู้เยาว์มาหากินกับผู้ซื้อที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะจากที่ทีมงานได้หาข้อมูลมาพบว่าร้อยละ 95% ไม่มีผู้ซื้อรายใดถามอายุผู้ขายบริการ ไม่ว่าผู้ขายจะเป็น ชาย หญิงหรือ LGBTQ ประเด็นสุดท้ายคือการผลักดันให้มีกฏหมายขายบริการทางเพศอย่างเป็นทางการ ให้มีการเสียภาษีแลกกับสวัสดิการเรื่องการตรวจโรค และลงโทษผู้ค้าผิดกฎหมายอย่างรุนแรงเพื่อผลักดันให้ผู้ค้าเหล่านี้เข้าสู่ระบบให้มากที่สุด เพราะต้องยอมรับกันสักทีว่า เราไม่สามารถทำลายอาชีพการค้าประเวณีออกไปจากโลกนี้ได้ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันให้เข้าระบบเพื่อติดตาม และป้องกันการแพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์และทำให้ผู้ซื้อมั่นใจด้วยว่าตนจะไม่ต้องเป็นเหยื่อในวงการนี้อีกต่อ

ที่มา : AYA

ดื่มกาแฟกับPaul Handley (พอล แฮนด์ลีย์) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)

ดื่มกาแฟกับPaul Handley (พอล แฮนด์ลีย์) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม)ซึ่งจะครบ20 ปี พอล อยากให้ใครก็ได้วิจารย์ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารย์ เลย
ดร. อเนก ดร.ชัยยันต์ 2 นักวิชาการกษัตริย์ยนิยม ไม่ขานรับหรือ

จรัล หลบหนีคดี 112 ที่ฝรั่งเศสโพสต์ ส่วน พริษฐ์ หลบหนีคดี อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=28486568867692012&id=100002968350160&post_id=100002968350160_28486568867692012&rdid=0sYbKhUyDSVYFEOG#

อั้ม เนโกะ ผู้ต้องหาคดี ม.112 ลี้ภัยอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส กล่าวลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ทรราชย์ Macron มือเปื้อนเลือด ประชาชนชาวฝรั่งเศสจะไม่ทนอีกต่อไป ทุกวันนี้ผู้ประท้วงตายไปแล้ว 2 คนในวันเสาร์ที่ผ่านมา เด็กมือขาดเพิ่ม ตาบอดเพิ่ม มึงปราบผู้ชุมนุมสันติ แต่เลือกไม่ปราบการปล้นร้านเล็กๆ หรือการบุกศาลากลางในส่วนที่มึงเอาไปหาแดกกับสื่อต่อได้ แล้วล่าสุดมาเคอร์ฟิวเอาเฮลิคอปเตอร์ตรวจตราประชาชนยามดึก มึงมันเป็นพวกหน้าด้าน นอกจากไม่แก้ปัญหา ยังจะทำให้มันหนักขึ้นอีก รัฐบาลเถื่อนของมึงไม่จบดีแน่ !

อั้ม เนโกะ ผู้ต้องหาคดี ม.112 ลี้ภัยอยู่ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10239897887158180&id=1026305448&post_id=1026305448_10239897887158180&rdid=IVgqPiQEIwRcfBvA#

บีโอไอผนึก JETRO–ภาคการเงิน!! ไทย–ญี่ปุ่น ผนึกกำลังลงทุนแห่งอนาคต เชื่อมโยงธุรกิจและเทคโนโลยี ส่งเสริมยกระดับอย่างยั่งยืน หนุนเงินทุน-ตลาดหลักทรัพย์

บีโอไอส่งเสริมการลงทุนไทย-ญี่ปุ่น

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) (ที่ 4 จากทางซ้าย) ร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และธนาคาร SMBC จัดงาน Thailand–Japan Investment Forum 2026 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือด้านการลงทุนไทย–ญี่ปุ่นสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมนำเสนอทิศทางการส่งเสริมการลงทุน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนเครื่องมือทางธุรกิจจากภาคการเงินและตลาดทุน สนับสนุนทั้งการลงทุนใหม่และการยกระดับธุรกิจที่มีฐานในประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top