Saturday, 24 October 2026
NewsFeed

กระทรวงการต่างประเทศเตือน!! ประชาชนไทยระวังชุมนุม แนะติดตามข่าวสาร รักษาความปลอดภัย เน้นลงทะเบียนแจ้งพำนักผ่าน TCA เตรียมพร้อมหนังสือเดินทางเสมอ

ประกาศคำแนะนำคนไทยในยุโรปและผู้ที่จะเดินทางไปยุโรป
ตามที่เกิดสถานการณ์การชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลในหลายพื้นที่ของภูมิภาคยุโรป และอาจมีแนวโน้มลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ที่เกิดการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าว ปฏิบัติตามมาตรการ ดังนี้
1. ติดตามประกาศและคำแนะนำจากการท้องถิ่น และสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่
ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
2. ตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารสำคัญให้มีอายุใช้งานเพียงพอและพร้อมใช้ในกรณีฉุกเฉิน
3. หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่เสี่ยงตามประกาศของทางการท้องถิ่น
4. ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่พำนักล่วงหน้าผ่านระบบ Thai Consular Assistance (TCA)
ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
5. สำหรับคนไทยที่มีความจำเป็นในการเดินทางไปภูมิภาคยุโรปในช่วงนี้ ขอให้พิจารณาติดตามข้อมูลข่าวสารให้รอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจเดินทาง

ในกรณีต้องการความช่วยเหลือหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถติดต่อ
สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด หรือ Call Center กรมการกงสุล หมายเลข (+66) 2 572 8442 (ตลอด 24 ชม.) หรือผ่านแอปพลิเคชัน THAI CONSULAR

ติดตามข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการกงสุลผ่านช่องทางทางการของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1467488405478005&id=100066505787021&rdid=0VdVb5zasdbgik0u#

DMI ชี้ทางแก้จัดการภัยโรงงาน!! สะเทือนการผลิตจากน้ำท่วมไฟไหม้ ถอดบทเรียนคู่มือเคลมประกัน 10 ข้อ เผย 4 กลยุทธ์บริหารสิทธิประกัน เน้นเตรียมพร้อม ลดผลกระทบทางการเงิน

DMI Consultant ถอดบทเรียน “น้ำท่วม–ไฟไหม้–แผ่นดินไหว”
สะเทือนภาคการผลิต ชี้ทางแก้ 10 ปัญหาเคลมประกันโรงงาน พร้อม 4

กลยุทธ์รักษาสิทธิผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – [วันที่เผยแพร่] – อุทกภัย อัคคีภัย แผ่นดินไหว อุบัติเหตุและเหตุที่ทำให้สายการผลิตหยุดชะงักสามารถสร้างความเสียหายต่อโรงงานและธุรกิจเป็นมูลค่าสูง การทำประกันภัยความเสี่ยงภั ทรัพย์สิน หรือ Industrial All Risks (IAR) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและลดผลกระทบทางการเงินขององค์กร ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขของกรมธรรม์ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหาเมื่อต้องเรียกร้องค่าสินไหม ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาที่ใช้เวลานาน เอกสารไม่ครบถ้วน การตั้งทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินไปจนถึงความไม่เข้าใจข้อยกเว้นและหลักเกณฑ์การชดใช้ ในการนี้คณะผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและประกันภัยองค์กร ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและถอดบทเรียนผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษในงาน NEXTMOVE TOGETHER โดยได้รวบรวม 10 ข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมและรักษาสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ ได้อย่างถูกต้องไข 10 ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน

1. ทำไมการเคลมประกันโรงงานจึงใช้เวลานาน
ความเสียหายของโรงงานมักมีมูลค่าสูงและเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหลายประเภท บริษัทประกันภัยจึงอาจแต่งตั้งผู้ประเมินวินาศภัย หรือ Loss Adjuster เพื่อตรวจสอบสาเหตุ ความเสียหาย และเอกสารด้านวิศวกรรมและบัญชีหากไม่มีทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หรือหลักฐานการซื้อเครื่องจักรที่เป็นระบบ
กระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลานานขึ้น

2. Underinsurance หรือทุนประกันไม่เพียงพอเกิดจากอะไร
เกิดจากการกำหนดทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ควรเอาประกันหากกรมธรรม์มี Average Clause บริษัทประกันภัยอาจจ่ายค่าสินไหมตามสัดส่วน เช่น ทรัพย์สินมีมูลค่า 100 ล้านบาท แต่ทำประกันไว้ 50 ล้านบาท เมื่อเกิดความเสียหาย 20 ล้านบาท อาจได้รับค่าสินไหมประมาณ 10 ล้านบาท ก่อนหักค่าเสียหายส่วนแรกและรายการอื่นตามเงื่อนไขกรมธรรม์

3. ความเสียหายจาก Business Interruption คำนวณอย่างไร
การชดเชยไม่ได้พิจารณาจากยอดขายที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่คำนวณตามหลักเกณฑ์ในกรมธรรม์ เช่น กำไรขั้นต้นที่สูญเสีย ค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่จำเป็น โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงิน รายงานยอดขายต้นทุนการผลิต และระยะเวลาที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ

4. ความเสียหายบางส่วนและความเสียหายสิ้นเชิงต่างกันอย่างไร
ความเสียหายบางส่วน หรือ Partial Loss มักพิจารณาจากค่าซ่อม ค่าอะไหล่และค่าแรง ส่วนความเสียหายสิ้นเชิง หรือ Total Loss จะพิจารณาตามฐานมูลค่าที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น มูลค่าปัจจุบันหรือมูลค่าทดแทนใหม่

5. ทำไมเครื่องจักรเก่าจึงอาจถูกหักค่าเสื่อมราคา
หากกรมธรรม์ชดใช้ตามมูลค่าปัจจุบันบริษัทประกันภัยอาจนำอายุและสภาพของเครื่องจักรมาคำนวณค่าเสื่อม การกำหนดเงื่อนไข Replacement Cost หรือ Reinstatement Value อาจช่วยให้ประเมินจากต้นทุนการจัดหาเครื่องจักรใหม่แต่ผู้เอาประกันต้องมีทุนประกันเพียงพอและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

6. เมื่อเกิดเหตุ สามารถซ่อมหรือทำความสะอาดพื้นที่ก่อนได้หรือไม่
ควรแจ้งบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องโดยเร็วพร้อมบันทึกภาพและวิดีโอความเสียหายก่อนเคลื่อนย้ายหรือซ่อมแซมหากเป็นเหตุฉุกเฉินสามารถดำเนินการเพื่อรักษาชีวิต ป้องกันอันตรายและลดความเสียหายได้ แต่ต้องเก็บหลักฐาน ใบเสนอราคา ใบเสร็จและรายละเอียดการดำเนินงานไว้ครบถ้วน

7. สต็อกสินค้าที่เสียหายประเมินมูลค่าอย่างไร
วัตถุดิบอาจประเมินจากต้นทุนในการจัดหาทดแทนส่วนสินค้าระหว่างผลิตและสินค้าสำเร็จรูปจะพิจารณาจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงและค่าใช้จ่ายในการผลิตทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานการประเมินและเงื่อนไขของกรมธรรม์

8. เอกสารใดช่วยให้การเคลมรวดเร็วขึ้น เอกสารสำคัญ ได้แก่
ทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หลักฐานการซื้อเครื่องจักร แบบแปลนอาคารรายงานการบำรุงรักษา งบการเงิน รายงานยอดขาย รวมถึงกรมธรรม์และเอกสารแนบท้าย โดยควรสำรองข้อมูลไว้นอกพื้นที่โรงงานหรือจัดเก็บในระบบดิจิทัล

9. ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำประกัน
ผู้ประกอบการไม่ควรพิจารณาจากเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียวแต่ต้องตรวจสอบขอบเขตความคุ้มครอง ข้อยกเว้น ค่าเสียหายส่วนแรกฐานการประเมินทรัพย์สิน และระยะเวลาชดใช้กรณีธุรกิจหยุดชักงัก
พร้อมทบทวนทุนประกันก่อนต่ออายุกรมธรรม์

10. เหตุใดจึงควรมีที่ปรึกษาด้านสินไหม ที่ปรึกษาด้านสินไหม หรือ Claims
Advocate ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดเตรียมหลักฐานประสานผู้เชี่ยวชาญ และชี้แจงข้อเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปจากข้อมูลที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับสิทธิในกรมธรรม์ DMI Consultant แนะ 4 กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเชิงรุก คุณชวลิต ฉันทาปกรณ์ ผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant ได้เน้นย้ำถึงแนวทางสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันผ่านการสัมภาษณ์ ในงาน NEXTMOVE TOGETHER ไว้ 4 ประการ ได้แก่:

1. จัดทำ Risk Survey เป็นประจำ – ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบดับเพลิง และพื้นที่เสี่ยง พร้อมติดตามการปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
2. ทบทวนมูลค่าทรัพย์สินและทุนประกัน – ทุก 1–2 ปีหรือเมื่อมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้ทุนประกันสอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินและต้นทุนในการจัดหาทดแทน
3. จัดทำ Emergency & Claim Response Protocol – กำหนดขั้นตอนแจ้งเหตุ บันทึกหลักฐาน แยกทรัพย์สินเสียหายและจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
4. จัดให้มีผู้ดูแลสิทธิของผู้เอาประกัน – เพื่อร่วมตรวจสอบพื้นที่
วิเคราะห์เงื่อนไขกรมธรรม์ และประสานข้อมูลกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster“การบริหารความเสี่ยงไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การสำรวจความเสี่ยง การกำหนดทุนประกัน และการเตรียมหลักฐานให้พร้อม DMI Consultant ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดระบบข้อมูล และสนับสนุนการเจรจา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสมภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์” คุณชวลิต กล่าวทิ้งทายในงาน NEXTMOVE TOGETHER

พระราชทานชื่ออันเป็นสิริมงคล สู่ร้านยาเพื่อประชาชน ร้านสิรินธโรสถ รับใช้สังคม ของมูลนิธิพระมงกุฎเกล้า ได้รับพระราชทานชื่อจากกรมสมเด็จพระเทพฯ จำหน่ายเวชภัณฑ์ราคาย่อมเยา รายได้สนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

“ร้านสิรินธโรสถ” ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นสิริมงคล

มีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ วิตามิน และผลิตภัณฑ์สุขภาพแก่ผู้มารับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไป โดย รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากการจำหน่ายสินค้าในร้าน จะนำไปสมทบเข้า มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยและช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122207610608836667&id=61575100031163&rdid=ISdZ340s4elBxVPF#

มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต!! เปิดนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ตั้งคำถามชีวิตดี ใครจ่ายต้นทุนแท้จริง ชี้ผลกระทบสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อความยั่งยืน

วงเสวนา มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต ‘ชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย’ พร้อมยื่นข้อเสนอสร้างความยั่งยืน

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดตัวนิทรรศการกึ่งถาวร “SDGs เพื่อประชาชน” พร้อมตั้งคำถามตัวโต “มาตรฐานชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย” 4 วิทยากรร่วมวิเคราะห์ผลกระทบ - ต้นทุนที่ทำให้ผู้คนมีมาตรฐานชีวิตที่ดี พร้อมข้อเสนอถึงทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเปิดตัวนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 “บทสรุปความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกที่ไกลตัว ให้เป็นการตัดสินใจและลงมือทำในชีวิตประจำวัน พร้อมจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ชีวิตดีในเมือง ใครเป็นคนจ่าย” เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำให้สังคมมีสินค้า หรือบริการที่นำไปสู่มาตรฐานชีวิตที่ดีในปัจจุบัน พร้อมกับมีข้อเสนอ และ Call to Action เพื่อให้ทุกภาคส่วนมาบูรณาการความร่วมมือกันในการออกแบบแนวทางการมีมาตรฐานชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน

ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ และสังคมว่า ใบเสร็จค่าโทรศัพท์ที่ทุกคนต้องจ่ายไป เพื่อทำให้ได้มีและใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการทำงาน หรือการเรียน แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เพราะหากมองย้อนกลับไปยังต้นทางที่กว่าจะเป็นโทรศัพท์ 1 เครื่อง จะเห็นทั้งเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ โรงงานประกอบ คนงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) แหล่งผลิตพลังงาน ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยในไทยก็จะมีที่ จ.ปราจีนบุรี หรือ จ.ระยอง ซึ่งได้บางขั้นตอนก็ได้ส่งผลกระทบไปถึงผู้คนอื่นๆ ด้วย

ตัวอย่างเช่น เหมืองแร่แรร์เอิร์ธทางภาคเหนือของไทยที่ส่งมลพิษ เช่น สารหนู ฯลฯ ลงไปในแม่น้ำกก แม่น้ำแม่สาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง และทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ จ.เชียงราย ไปจนถึงจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งสิ่งที่เหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จค่าโทรศัพท์ แต่คนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระดังกล่าวไว้ และที่สำคัญคนเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจด้วย เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้โทรศัพท์อย่างเราๆ หรือกระทั่งการอ่านข่าวของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก

“ฉะนั้น เวลาจะพูดถึงความสะดวกในต้นทุนที่ต่ำ ที่จะต้องจ่าย จะต้องใช้ หรือต้องบริโภคสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยากให้ตระหนักอยู่เสมอว่ามีคนที่แบกรับภาระอื่นๆ แทนเราอยู่ โดยที่เราอาจจะไม่ได้สนใจ หรือแคร์กับชีวิตเขา ซึ่งเป็นคนที่แบกรับความเสี่ยงนั้นอยู่บนร่างกาย หรือคนในครอบครัวของเขา” ผศ.วีรบูรณ์ กล่าว

รศ. พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติสุขภาพ โดยเน้นไปที่เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพว่า เนื่องด้วยชีวิตของผู้คนในเมืองที่ต้องรีบเร่ง ทำให้เมื่อเจ็บป่วย ทุกคนต่างก็ต้องการหายให้เร็วที่สุด จึงอาจเลือกใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เช่น เมื่อเป็นไข้หวัดหรือท้องเสีย ก็อาจจะซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนอาการท้องเสียหลายกรณีสามารถหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ที่สำคัญการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคติดเชื้อในอนาคต

รศ. พญ.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า เมื่อเราใช้ยาปฏิชีวนะ ยาจะฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ไวต่อยา แต่เชื้อดื้อยาอาจรอดชีวิตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปยังเชื้อแบคทีเรียอื่นได้ ส่งผลให้โรคติดเชื้อที่เคยรักษาได้ง่ายกลับรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงขึ้นและรักษานานขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่พบเชื้อบางชนิดดื้อยาหลายขนาน จนเหลือทางเลือกในการรักษาน้อยมาก และบางกรณีอาจไม่มียาที่รักษาได้ผล ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

“จริง ๆ แล้ว ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาล แต่สามารถแพร่กระจายระหว่างคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมีการใช้ยาต้านจุลชีพทั้งในคน สัตว์ และภาคการเกษตร นอกจากนี้ เชื้อดื้อยา ยีนดื้อยา และยาต้านจุลชีพที่ตกค้าง ยังสามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมผ่านน้ำเสียจากโรงพยาบาล ชุมชน และฟาร์มปศุสัตว์ และอาจกลับมาสู่คนผ่านอาหารและน้ำได้อีก ดังนั้น การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงต้องมองให้ครบทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด One Health หรือสุขภาพหนึ่งเดียว ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเน้นการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุสมผลในทุกภาคส่วน และการลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ. พญ.อัจฉรา กล่าว

รศ. ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวถึง บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถช่วยลดต้นทุนที่มองเห็นได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ และวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังช่วยลด “ต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Externalities) ซึ่งไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้าและบริการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น และภาระที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องจนถึงผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็ก โรงเรือนเกษตร และธุรกิจ SMEs ที่ต้องเผชิญต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ และการขนส่ง เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจนำไปสู่การเกิดภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วม และภัยแล้งให้กับทั้งในประเทศไทย และระดับโลก

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองถึง 5 เทคโนโลยีลดต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม ยกระดับเกษตรกรและผู้ประกอบการ สู่การผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จเหล่านั้น มีอยู่ 5 เรื่องด้วยกันที่ควรทำ ได้แก่ 1. การทำระบบลดการใช้ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จัดการเปิดปิดระบบต่าง ๆ ที่ใช้ไฟฟ้า 2. การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่ทดแทนพลังงานฟอสซิลให้มากขึ้น 3. การลงทุนในนวัตกรรมที่ทำให้ลดระยะทางการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ระยะทางลดลง ใช้พลังงานลดลง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4. การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ศาสตร์การปลูกข้าวน้ำน้อย ฯลฯ และ 5. เกษตรกรต้องยกระดับตัวเองมาใช้ระบบข้อมูลในการวางแผนการผลิต และจำหน่ายให้มากขึ้น โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพของผลผลิต

“การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม จะช่วยเชื่อมโยงการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจกับการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่มักไม่ได้ปรากฏอยู่ในใบเสร็จของสินค้าและบริการ ที่เราทุกคนต้องจ่ายอย่างแท้จริง” รศ. ดร.สุเพชร กล่าว

รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่ ผู้ช่วยหัวหน้ายุวชนชาย สมาคมสร้างคุณค่าในประเทศไทย (Soka Gakkai Thailand) กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขที่ทุกคนสามารถทำได้ว่า ทุกคนในโลกใบนี้เป็นคนธรรมดากันหมด ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำได้ และเป็นหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ เริ่มต้นจากตัวเราเอง เช่น ดูแลสุขภาพให้ดี การแยกขยะ ฯลฯ ซึ่งแม้การกระทำเหล่านี้จะดูเป็นส่วนเล็กๆ แต่ถ้าทำได้ ก็อาจจะมีขยายผลไปคนที่ 2 คนที่ 3 และคนที่ 4 ตามมาเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโลกได้

“ดร.ไดซาขุ อิเคดะ ซึ่งเป็นประธานสมาคมโซคาสากล (Soka Gakkai International) นำเสนอแนวคิดที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์หนึ่งคน สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกได้” อีกทั้ง ดร. อิเคดะยังให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ท่านกล่าวว่า “คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกสดใหม่ และมีความเชื่อมั่นในอุดมคติ พวกเขามีพลังงานมหาศาลที่จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของผู้คน และสร้างปฏิกริยาลูกโซ่เชิงบวก” เช่นเดียวกับ ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ก่อตั้ง “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” ขึ้น เพื่อให้บัณฑิตไปเรียนรู้ชีวิตจริง เข้าใจความยากลำบาก และนำกลับมาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อว่า อาจารย์ป๋วยมองว่าคนรุ่นใหม่คือพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้เช่นกัน” รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธรรมศาสตร์มีการจัดงานนิทรรศการ SDGs ในลักษณะหมุนเวียน มาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 โดยตั้งใจทำให้เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร เพราะในอนาคตจะมีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จัดแสดงเพิ่มเติม เพื่อให้พื้นที่ตรงนี้เกิดการใช้ประโยชน์และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เรื่องเป้าหมายการที่พัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ธรรมศาสตร์จะไม่ได้หยุดแค่ตัวชี้วัดที่ 16 การส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง มธ. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกโดย Times Higher Education โดยจะมีการทำในเรื่องอื่นที่คิดว่ามีจุดแข็ง และความสามารถที่จะทำ ไม่ว่าจะการพัฒนาหลักสูตร การทำวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการออกไปให้บริการวิชาการกับสังคม เพราะการจัดอันดับก็เป็นสิ่งที่ภายนอกมองเข้ามาที่ มธ. แต่สำหรับภายใน มธ. เองก็จะขับเคลื่อนสิ่งนี้ต่อไปในฐานะพันธกิจ และปรัชญาที่สำคัญของมหาวิทยาลัยต่อไป

อนึ่ง นิทรรศการในครั้งนี้ เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร ซึ่งการจัดแสดงแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต (Journey to a Sustainable Future) โดยมีจุดเด่น คือ การชวนสำรวจความยั่งยืนผ่านใบเสร็จที่แท้จริง (The Real Receipt) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุกการใช้ชีวิต และมาตรฐานชีวิตที่ดี ล้วนมีต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าราคาที่อยู่ในใบเสร็จ โดยจะมีทั้งหมด 5 โซน คือ อาหาร บ้านที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพ และสมาร์ตโฟน และ 2. เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก 1 คน (Start With One) เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกๆ คนสามารถมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้ด้วยการเริ่มที่ตัวเราเองในกิจวัตรประจำวันใกล้ตัว

แรงงานดิจิทัล ลุยกฎหมายใหม่!! จัดระบบคุ้มครองผู้รับงานที่บ้าน เพิ่มนิยาม-ขยายขอบเขตงาน จ่ายค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

จุลพันธ์” แถลงสภาฯ ดันร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ยกระดับสิทธิแรงงานยุคดิจิทัล คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

วันนี้ (21 ตุลาคม 2569) ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทันต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน
โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญคลอบคลุมเนื้อหาดังนี้

1. ขยายขอบเขตงานและปรับปรุงบทนิยามให้ทันสมัย
-ปรับปรุงนิยาม “งานที่รับไปทำที่บ้าน” จากเดิมที่เน้นเฉพาะกิจการอุตสาหกรรม ให้ขยายครอบคลุมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม หรืองานบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้แรงงานในหลากหลายมิติได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
-รองรับระบบการทำงานยุคดิจิทัล โดยเพิ่มบทนิยามคำว่า “เอกสาร” ให้ครอบคลุมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

2. คุ้มครองสิทธิประโยชน์และหลักประกันค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
-กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (กรณีลักษณะงานเหมือนกับในสถานประกอบการ) หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยต้องจ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ
-กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกัน ไม่จ่ายค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือค่าทำศพ
-มาตรการสกัดการเบี้ยวหนี้ หากผู้จ้างงานจงใจค้างจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้น 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน
-ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้จ้างงาน หากผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ ผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มดังกล่าวได้

3. ปรับปรุงบทกำหนดโทษเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุด
เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตราย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีบทกำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2,000,000 บาท

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านรายได้ และเสริมสร้างเกราะคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

'วีรันดา' ลุยตลาดไฮซีซัน!! ดันยอดจองพัทยา-กรุงเทพฯ พุ่งกว่า 30% อานิสงส์งานใหญ่ระดับโลกหนุนตลาดนักท่องเที่ยว เป้ารายได้ปี 69 เติบโตแข็งแกร่งกว่าเดิม บล.กสิกรไทยชี้ RevPAR โต 19%

‘VRANDA’ รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ปลายปี 69
ดันยอดจองห้องพักโรงแรม ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ Q4 พุ่ง
เดินหน้าลุยตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลรับไฮซีซัน หนุนรายได้ทั้งปีแข็งแกร่ง

‘บมจ.วีรันดา รีสอร์ท’ หรือ VRANDA ฉายภาพแนวโน้มยอดจองห้องพักไตรมาส 4/2569 ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ‘พัทยา-กรุงเทพฯ’ พุ่งแรงเกิน 30% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์อีเวนต์ใหญ่ระดับโลก พร้อมเดินหน้าลุยตลาด MICE และกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ดันรายได้ทั้งปีเติบโตแข็งแกร่ง ด้านนักวิเคราะห์ บล.กสิกรไทย ให้ราคาเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 6.00 บาท คาดรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ทั้งปีโตแรง 19%

นายภวัฒก์ องค์วาสิฏฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วีรันดา รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ VRANDA ผู้นำธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจไลฟ์สไตล์ เปิดเผยว่า ภาพรวมยอดจองห้องพักของโรงแรมและรีสอร์ทในเครือวีรันดาฯ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตดี โดยเฉพาะโรงแรมในพื้นที่พัทยา ที่ได้รับปัจจัยบวกจากเทศกาลพลุนานาชาติ Pattaya International Fireworks Festival ที่มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 พฤศจิกายนนี้ และการจัดมหกรรมดนตรีระดับโลกอย่าง Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ในระหว่างวันที่ 3–13 ธันวาคม 2569 ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติเข้าสู่พื้นที่เป็นจำนวนมาก ขณะที่โรงแรมในกรุงเทพฯ ได้รับอานิสงส์จากการเป็นโฮสต์จัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank Group - IMF Annual Meetings) ในเดือนตุลาคม 2569 ส่งผลให้ความต้องการห้องพักในพื้นที่กรุงเทพฯ คึกคักเป็นพิเศษ ตลอดจนส่งผลให้ยอดจองห้องพักล่วงหน้า (Advanced Booking) ของทั้ง 2 โลเคชัน ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนมากกว่า 30%

จากปัจจัยบวกดังกล่าวช่วงไฮซีซันในรอบนี้ วีรันดา รีสอร์ทฯ จึงมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มประชุม สัมมนา และจัดแสดงสินค้า (MICE) ควบคู่กับการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีกำลังซื้อสูง โดยจากสถิติช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ากลุ่ม Long-haul มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้บริษัทฯ สามารถรักษาระดับราคาห้องพัก (Room Rate) และสร้างรายได้ที่มั่นคง

“บริษัทฯ มีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2569 เนื่องจากจะได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการเดินทางของนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่ยังขยายตัวอย่างหนาแน่น ผสานกับอานิสงส์จากงานมหกรรมและอีเวนต์ระดับโลกอย่างการประชุม World Bank–IMF, เทศกาล Tomorrowland Thailand และ Wonderfruit ตลอดจนมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐผ่านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในช่วง 4 เดือนสุดท้าย เช่น โครงการ “บินเที่ยวทั่วไทย ฮีลใจทุกทริป” ที่มอบส่วนลด 500 บาท สำหรับบัตรโดยสารเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนบรรยากาศการเดินทางท่องเที่ยวในภาพรวมให้คึกคักยิ่งขึ้น” นายภวัฒก์ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KSEC ประเมินว่า รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่เปิดให้บริการ (RevPAR) ทั้งปี 2569 ของ VRANDA จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 19% YoY พร้อมคาดการณ์อัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) เฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 70% (ปรับเพิ่มขึ้นจาก 62% ในปีก่อนหน้า) ทาง KSEC จึงได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้น VRANDA ขึ้นเป็น 6.00 บาท จากเดิม 5.88 บาท (ข้อมูล ณ วันที่ 25 ก.ย. 2569) เพื่อสะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026-2028 ที่มีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่ง

รถไฟจีน เชื่อมสองฝั่ง มาเลเซีย!! เปิดราคาตั๋วเริ่ม 1,000 บาท วิ่งไกล 523 กม. เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู รถไฟเร็วสูง 160 กิโลเมตร/ชม. เริ่มขายตั๋วเดือนพ.ย.นี้

'ทางรถไฟฝีมือจีน' ในมาเลเซีย เคาะค่าตั๋วเริ่ม 1,000 บาท เส้นทางกอมบัก-โกตาบารู
.
เมื่อวันจันทร์ (19 ต.ค.) มาเลเซีย เรล ลิงก์ (MRL) เจ้าของโครงการทางรถไฟเชื่อมชายฝั่งตะวันออก (ECRL) ขนาดใหญ่ในมาเลเซีย ซึ่งก่อสร้างโดยบริษัทการก่อสร้างเพื่อการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CCCC) ของจีน เปิดเผยอัตราค่าโดยสารเที่ยวเดียวจากสถานีกอมบักในรัฐสลังงอร์ไปยังเมืองโกตาบารูในรัฐกลันตัน ระยะทาง 523 กิโลเมตร อยู่ที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) โดยมีส่วนลดสำหรับผู้สูงอายุ เด็ก และนักเรียนหรือนักศึกษาอายุ 13-24 ปี
.
อัตราค่าโดยสารที่ได้รับอนุมัตินี้ถูกกำหนดขึ้นโดยพิจารณาจากหลายปัจจัย อาทิ ราคาในระดับที่ประชาชนจ่ายไหว ความคุ้มค่าของบริการ และความยั่งยืนสำหรับการดำเนินงานทางรถไฟฯ ในระยะยาว
.
สำหรับเส้นทางจากกอมบักถึงโกตาบารู ค่าโดยสารชั้นประหยัดของบริการรถไฟแบบจอดรับ-ส่งระหว่างทางเริ่มต้นที่ 125 ริงกิต (ราว 1,030 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่บริการรถไฟด่วนมีค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 147 ริงกิต (ราว 1,200 บาท) โดยใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมง
.
มาเลเซีย เรล ลิงก์ระบุว่าจะเริ่มจำหน่ายตั๋วโดยสารในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และตั้งเป้าเปิดให้บริการขนส่งผู้โดยสารเชิงพาณิชย์ในเส้นทางกอมบัก-โกตาบารูช่วงกลางเดือนธันวาคม 2026 ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย โดยในระยะแรกจะใช้รถไฟฟ้าหลายตู้ จำนวน 10 ขบวน ซึ่งสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
.
รถไฟจะให้บริการวันละ 12 เที่ยว (ขาไป 6 เที่ยว ขากลับ 6 เที่ยว) ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์จะเพิ่มเป็นวันละ 16 เที่ยว แบ่งเป็นขาไป 8 เที่ยว และขากลับ 8 เที่ยว
.
ที่มา : Xinhua

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549) พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ? ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหร

คนกลางในภาพ คือ คุณ พอล แฮนด์ลี่ย์ (Paul Handley) ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smiles (2549)
พี่จรัล (คนขวา) โพสต์ถึงผม ถามว่า ไม่วิจารณ์หนังสือของคุณพอลหรือ ?
ผมได้วิจารณ์ไปแล้ว และพยายามติดต่อกับคุณพอลทุกช่องทาง เท่าที่หาได้ แต่ไม่เคยได้รับการตอบรับหรือตอบกลับเลย
ตอนนี้ จึงเป็นโอกาสดี ฝากข้อความต่อไปนี้ถึงคุณพอลด้วยครับ
และรบกวนขอ email ที่ติดต่อได้ของเขาด้วยได้ไหมครับ ?

ที่พี่บอกว่า คุณ “พอล อยากให้มีใครก็ได้วิจารณ์หนังสือ The King Never Smiles ว่า ผิด ถูกอย่างไร เพราะยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น
ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับ ที่ว่า “ยังไม่มีคนวิจารณ์เลย” นั้น มีแล้ว และไม่น้อยด้วยครับ
.
ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร
ตอบคำถาม นายจรัล ดิษฐาอภิชัย

ส่วนถ้าจะให้ผมวิจารณ์ ผมฝากพี่จรัลช่วยถามคุณพอลว่า
The King Never Smiles, pp. 90-91.

“A year earlier that might not have saved Phibun from American and British opposition. But suddenly Southeast Asia was swept up by the geopolitics of the Cold War. By 1948, with Mao Zedong’s forces gaining strength in China and the Viet Minh rising in Vietnam, the United States was eyeing Thailand as a bulwark against communism. With its first arms deals with the Thai military arranged in early 1948, Washington conveniently forgot about Phibun’s wartime alliance with Japan. It was the first sign of how the United States’ global fight against communism would help set the course of politics in Thailand, and the monarchy’s revival, over the next 40 years. All of this—Khuang’s letter and Phibun’s declarations, and the foreign role in politics—must have bewildered King Bhumibol. He had personally endorsed the November 1947 coup. Now he found that his prerogative of signing into office the democratically chosen prime minister and cabinet had been wiped away in an instant by the ambitions of the army, and that his exhortation for moderation and selflessness fell on deaf ears. Whatever the constitution said, the generals did as they pleased. And yet, oddly, Phibun, the throne’s longtime enemy, still asked for the king’s blessing.”

อยากทราบว่า ข้อความที่คุณพอลเขียนว่า “He had personally endorsed the November 1947 coup.”

ข้อความนี้ คำว่า He หมายถึง รัชกาลที่ 9 ใช่ไหมครับ ?
คุณพอลมีหลักฐานอ้างอิงไหมครับ ?
ต่อไปนะครับ
รบกวนคุณพอลช่วยดูข้อสังเกตดังต่อไปนี้ด้วยนะครับ
เอกสารชั้นต้นร่วมสมัยของ CIA หรือ CIA รหัส CIA-RDP86T00608R000600170028-9 ซึ่งเป็นเอกสารระหว่าง พ.ศ. 2490-2500 ว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นั้น มิได้ทรงมีพระราชอำนาจที่จะสามารถแทรกแซงการเมืองได้ ตามที่หนังสือ "The King Never Smiles" กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร ซึ่งได้ถูกบันทึกไว้ว่า

1. ในหลวงรัชกาลที่ 9 จะเป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขวิกฤตในอนาคต พร้อมกับการที่พระองค์ทรงละเว้นจากการเข้าไปมีส่วนทางการเมืองในยามปกติ และปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใช้อำนาจตามกฎหมาย (Though aloof from day to day politics, he retains the potential for effective intervention in an immediate, short-term crisis, and could again be valuable in defusing a dangerous situation)

2. เอกสาร CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79T00975A000500520001-8 บันทึกว่า แม้สถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นที่เทิดทูนของประชาชนอย่างกว้างขวาง แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีกลุ่มพลังใดที่กล้าพอจะก้าวมาสนับสนุนพระองค์ในการต่อสู้กับผู้นำทหารในรัฐบาล
(Although veneration of the monarchy is widespread in Thailand, no effectively organized force has yet come forward to support the King in his struggle with the military leaders.)

3. บันทึก CIA รหัสเอกสาร CIA-RDP79R00890A000900010020-5 ซึ่งเป็นรายงานสถานการณ์ทางการเมืองในหลังช่วงการรัฐประหาร พ.ศ. 2500 ระบุว่า

“พระมหากษัตริย์และเหล่ารอยัลลิสต์ต้องระวังไม่ให้ยั่วยุต่อผู้หิวกระหายในเงินและอำนาจ เพราะพวกเขาคือผู้มีอำนาจที่แท้จริงในประเทศไทย ทั้งนี้ เหล่ารอยัลลิสต์ต้องหวังพึ่งสฤษดิ์ มากกว่าที่สฤษดิ์ต้องหวังพึ่งพวกเขา”
(King and royalists will have to be careful, however, not to provoke the power-and-money-hungry men in whose hands rests the real power in Thailand—the royalists need Sarit much more than Sarit needs them)

4. เอกสาร CIA รหัส CIA-RDP85T00353R000100020006-8
ระบุว่า “พระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 9 เป็นบทบาทใหม่ทั้งส่วนพระองค์และของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเวลานี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ประหนึ่งเป็นนักโทษกลายๆ ภายใต้การควบคุมของพวกทหาร นับตั้งแต่การปฏิวัติ 2475 เป็นต้นมา” (This is a new role for Phumiphon personally and for the monarchy, which had been the virtual prisoner of the military since the absolute monarch, King Prachathipok, was overthrown in 1932.)

5. เอกสารของ CIA รหัส CIA-RDP98-00979R000400300001-4 ในหัวข้อ “Probable development in Thailand” ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2500 ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารชิ้นสำคัญ ได้สรุปสถานการณ์ทางการเมืองและสภาพแวดล้อมทางกายภาพของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2500
ที่ระบุว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมีความสำคัญในฐานะสัญลักษณ์ (ของประเทศ) แต่พระราชอำนาจที่แท้จริงของพระองค์กลับมีน้อยมาก ในสภาแห่งชาติกลับเต็มไปด้วยพรรคพวกของคณะรัฐประหาร 2490 และคณะรัฐมนตรีก็ประกอบไปด้วยนายทหารยศสูง ๆ เกือบทั้งสิ้น”
.
(The King is important as a symbol but has little real power, the national assembly is dominated by the coup group, and the cabinet is composed almost entirely of ranking officers.)

จากเอกสารทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า มุมมองของ CIA นั้นมองว่า พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ ไม่ได้มีพระราชอำนาจมากมาย ซึ่งแย้งกับข้อเสนอของคุณพอล ครับ

ขอบคุณมากครับ
หวังว่า เราจะมีโอกาสได้คุยกันครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/100001287626532/posts/29175032198789647/?rdid=GK1IsK1y2XwhC6ka#

'สายสุนีย์' พลาดทอง!! นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบไทย แพ้รอบชิงเอเชียนพาราเกมส์ เผยน้ำตาขอโทษแฟนกีฬาไทย ตั้งเป้าพาราลิมปิกเกมส์ 2028

“แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบขวัญใจชาวไทย สุดเศร้าหลังพลาดคว้าเหรียญทอง ด้วยการแพ้คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ทั้งในประเภทบุคคลหญิง ฟอยล์ และเอเป้ คลาสบี

“แวว” สายสุนีย์ เผยทั้งน้ำตาว่า “ก่อนอื่นต้องขอโทษพี่น้องชาวไทย ที่ทำไม่ได้ คือทุกแมตช์การแข่งขันก็พยายามแล้ว พยายามชนะจีน ทุกคนเลย ตั้งแต่รอบแรก จนก่อนขึ้นชิง และคิดว่าในชีวิตก็ชนะมาตลอด แต่ไม่รู้เป็นอะไรทำไมถึงน็อก ให้เขานำ ยอมรับว่ามีแรงกดดันในตัวเยอะมาก ไม่คิดว่าจะเสียใจหนักขนาดนี้ ตั้งแต่เล่นกีฬามา 27 ปี ไม่เข้าใจตัวเองว่า คนเก่งปราบหมดแล้ว แต่ทำไมถึงสตั๊นอยู่ตรงนั้น กว่าจะพลิกมา เขาก็นำไปเยอะแล้ว มันยากมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่หนักของตัวเอง”

“ตอนเสมอ 14-14 ยอมรับว่ากลัว แล้วเราก็พลาดไปนิดเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ซึ่งคู่แข่งขัน เจอกันเขาไม่เคยชนะเราเลย มันเป็นการที่เราพลาดเอง กดดันตัวเองเกินไป ทำให้เราพลาด กว่าเราจะมีสติมา ก็ไม่ทันแล้ว”

“จริงๆ ก็ไม่อยากให้สัมภาษณ์ แต่ในเมื่อทำแล้ว ทำไม่ได้ ก็จะต้องยอมรับมัน ขอโทษครอบครัวมากๆ ที่ทำให้ไม่ได้ ขอโทษคนไทย ทั้งหมดด้วยที่ทำให้ไม่ได้”

สายสุนีย์ เผยอีกว่า “แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นได้พูดกับตัวเองต่อ ว่าจะไป พาราลิมปิกเกมส์ 2028 ที่สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งสุดท้าย ก็ต้องไป แต่ ณ วันนี้ก็จะต้องเข้มแข็ง เสียใจวันนี้ก็เอาให้หมด จะพยายามปล่อยมันไป เพราะก็ยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องอยู่กับทีม ยังต้องลงแข่งขันประเภททีม จะอ่อนแอไม่ได้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10446286

‘เอกนิติ’ เปิดประตูรับทุนฮ่องกง!! หารือฮ่องกงดึงโอกาสธุรกิจ เจาะศักยภาพไทยในเอเปค เดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือ หวังผลักดันยอดลงทุนเพิ่ม

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนาย Bernard Chan ประธานสภาธุรกิจฮ่องกง-ไทย (Chairman, Hong Kong–Thailand Business Council) และผู้นำภาคธุรกิจฮ่องกง ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (The 33rd APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Grand Hyatt เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้นำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนในประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจฮ่องกงสู่ไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1441110211541926/?rdid=2VFY0hqku59PmgsX#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top