Tuesday, 1 September 2026
NewsFeed

ฟันดาบเยาวชนไทยสร้างชื่อ!! ฟันดาบไทยอนาคตไกล เยาวชนทีมชาติโชว์ผลงานยอดเยี่ยมบนเวทีเอเชีย กวาด 1 ทอง 2 ทองแดง ศึก Asian Cadet Cup Taipei 2026

นักกีฬาเยาวชนทีมชาติฟันดาบไทย ศุภากร ไชยนาเคนทร์ น้องนิว วรกร นพพรพรหม น้องอั่งเปา ชยุตพันธุ์ โพธิ์ทอง น้องนาย ธฤต จำปาแพง น้องเพื่อน ร่วมการแข่งขันรายการ Asian Cadet Cup Taipei 2026 ระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 2 ส.ค. ณ.ประเทศไทเป

ผลการแข่งขันรายการน้องนิวคว้าเหรียญทอง ในรอบชิงชนะเลิศได้เข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพ ซึ่งเป็นนักกีฬาอันดับที่ 1 ของรายการแข่งขัน และเอาชนะไปด้วยสกอร์ 15-9

ส่วนน้องไนน์คว้าเหรียญทองแดง ในรอบ 4 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเอง ก่อนพ่ายไปอย่างสูสี น้องอั่งเปา เหรียญทองแดง โดยในรอบ 4 คนสุดท้ายเข้าไปพบกับนักกีฬาเจ้าภาพก่อนพ่ายไปด้วยสกอร์ 15-6 และน้องเพื่อน ได้อันดับที่ 5 โดยในรอบ 8 คนสุดท้ายเป็นการเข้าไปพบกันเองก่อนพ่ายไปอย่างสูสี

อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความยินดีและขอชื่นชมน้อง ๆ ทุกคนที่แสดงผลงานออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม การแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราสามารถคว้าเหรียญทองในประเภทบุคคลหลังจากปี 2568 สามารถคว้าเหรียญทองประเภททีมมาได้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10350893

ช่องว่างการศึกษายังหนัก!! สัญญาณเตือนการศึกษาออสเตรเลีย ผลสอบ NAPLAN 2026 นักเรียนกว่า 33% ไม่ถึงมาตรฐานอ่าน–เขียน–คำนวณ พบเด็กกว่า 4 แสนคนมีปัญหาทักษะพื้นฐาน

ออสเตรเลียพบเด็กนักเรียน 1 ใน 3 ไม่ผ่านเกณฑ์ 'อ่านเขียน-คำนวณ'

วันพุธ (5 ส.ค.) องค์การหลักสูตร การประเมิน และการรายงานแห่งออสเตรเลียเผยแพร่ผลลัพธ์จากโครงการประเมินทักษะการอ่านเขียนและการคำนวณแห่งชาติ (NAPLAN) ปี 2026 ซึ่งเป็นการทดสอบนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และปีที่ 5 รวมถึงมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 3 พบว่าหนึ่งในสามของนักเรียนกลุ่มนี้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับชาติด้านทักษะการคำนวณและการอ่านเขียน

รายงานระบุว่าร้อยละ 33.5 ของนักเรียน 1.2 ล้านคน ซึ่งเข้าร่วมการทดสอบนี้เมื่อเดือนมีนาคม ไม่สามารถทำคะแนนทั้งด้านการอ่าน การเขียน และการคำนวณได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ โดยร้อยละ 10.2 ของนักเรียนทั้งสี่ระดับชั้นข้างต้นทั่วออสเตรเลียต้องได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับชาติด้านทักษะการอ่านเขียน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.3 ในปี 2025 และร้อยละ 9.6 ของนักเรียนกลุ่มนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมเพื่อผ่านเกณฑ์มาตรฐานระดับชาติด้านการคำนวณ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.2 ในปี 2025

นักเรียนจากโรงเรียนในเมืองใหญ่มีแนวโน้มทำคะแนนด้านการอ่านเขียนและการคำนวณผ่านเกณฑ์หรือสูงเกินเกณฑ์มากกว่านักเรียนในพื้นที่ห่างไกลมากถึง 3 เท่า โดยสัดส่วนของนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านการอ่านได้ลดลงในทั้งสี่ระดับชั้นข้างต้นมาตั้งแต่ปี 2023

เจสัน แคลร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของออสเตรเลีย ระบุว่าผลการประเมินด้านการอ่านแสดง "ปัญหาความท้าทายที่แท้จริง" และชื่นชมผลลัพธ์ที่ดีขึ้นของโรงเรียนที่ใช้วิธีการเรียนการสอนอย่างโฟนิกส์ (phonics) และการสอนเสริมกลุ่มย่อย ซึ่งช่วยนักเรียนที่กำลังประสบปัญหาได้มากขึ้น

ที่มา : Xinhua

'ลุงปลอด' สอนมวย ‘ลุงวีระ’!! เปิดกรณีดราม่าที่พัก ชี้ อุทยานที่พักดิบธรรมชาติ เผยผลงานสร้างที่พักใหญ่ เตือนเที่ยวต้องยอมรับสภาพ

“ลุงปลอด” ควันออกหู ออกโรงสอนมวย “วีระ” เรื่องที่พักอุทยานแห่งชาติ

6 สิงหาคม 2569 ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตปลัดกระทรวงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ถึงกรณี วีระ ธีระภัทรานนท์ กับดรามาเรื่องที่พักในอุทยานแห่งชาติ โดยมีข้อความว่า

"ไปนอนอุทยานแห่งชาติ ต้องยอมรับสภาพดิบๆแบบธรรมชาติ ให้ได้

ผมได้ฟัง คุณวีระ จัดรายการทีวีหลายครั้ง รู้สึกชื่นชมในความรอบรู้และการพูดแบบตรงๆ แต่มา 2-3 วันนี้ ไม่ทราบอารมณ์คุณวีระเป็นอย่างไร การพูดในคณะกรรมาธิการงบประมาณจึงดูล้ำเส้นในมาตรฐานของตัวผม ดังนั้นผมจึงขอใช้คำพูดคุณวีระเป็นข้ออ้างในการเขียน FB วันนี้ก็แล้วกัน คือผมอายุ 81ปีแล้วจึงแก่กว่าคุณวีระถึง 12 ปี จึงขอให้ฟังผมบ้าง

ผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ 5 ปี ซึ่งในสมัยนั้นกรมป่าไม้ยังดูแลอุทยานแห่งชาติอยู่ และผมก็เป็นคนตั้งกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืชและประเดิมเป็นอธิบดีคนแรกด้วย จึงไม่พูดไม่ได้ โดยเฉพาะต่อคำพูดที่ว่า“ ที่พักในอุทยานเลวทรามมาก”

คุณวีระทราบไหมว่า ที่พักของอุทยานใหญ่ๆ ที่คนชอบไปพักกันในขณะนี้นั้น เกิดในสมัยผมเกือบทั้งสิ้น โดยเฉพาะที่เขาใหญ่ เรียกได้ว่า 100% ก็ยังได้ ส่วนอุทยานทางทะเลก็เช่นกัน สำหรับที่สิมิลันนั้น เนื่องจากเกาะมีขนาดเล็กมาก ขาดแคลนน้ำจืดต้องขนไปจากฝั่ง และมีมากถึง 9 เกาะ เจ้าหน้าที่จึงไม่เพียงพอ กรมเขาจึงไม่รับนักท่องเที่ยว บ้านพักที่มีอยู่ในขณะนี้ เกิดจากการรับเสด็จทูลกระหม่อมจุฬาภรณ์ในสมัยผมเมื่อ 30 ปีมาแล้ว ผมยังแปลกใจที่เขาอนุญาตให้คุณวีระไปพักนั้นมันเกิดได้อย่างไร ขนาดผมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว จะไปนอนเพื่อหารือเรื่องการจอดเรือของนักท่องเที่ยวที่ใช้วิธีมาเกยหาด เขายังขอร้องไม่ให้นอนค้างแรมเลย ดังนั้น การที่คุณวีระออกอารมณ์ว่า ที่นอนเป็นสปริงแข็ง นอนไม่ไหวนั้น ผมว่าก็บุญแล้วที่เขาไม่ให้นอนกับพื้นนะครับ

ผมอยากให้สติกับผู้ที่ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติว่า พวกคุณไปเที่ยว ไปดู ไปสัมผัสชื่นชมธรรมชาติ นะครับ ดังนั้น การได้อยู่ในสภาวะธรรมชาติแบบดิบๆ มันเป็นเรื่องปกติ ถ้าคิดจะอยู่สบาย มีแอร์เย็นฉ่ำ มีน้ำร้อนอาบ ก็ให้อยู่บ้าน หรืออยู่โรงแรมนอกอุทยานก็แล้วกัน

อีกเรื่องที่ผมจะขอเตือน ก็คือ คนที่ดูแลนักท่องเที่ยวน่ะ เขาเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่านะครับ เขาไม่ใช่คนใช้ของใคร และในปีหนึ่งๆ ท่านทราบไหมว่า เขาเสี่ยงชีวิต บาดเจ็บล้มตายเพื่อรักษาอุทยานแห่งชาติไว้ให้เป็นสมบัติของเราทุกคน

สุดท้าย คงเป็นเรื่องความรู้สึกส่วนตัวของผม ผมจะขอเล่า เรื่องเมื่อประมาณ 35 ปีที่แล้วให้คุณวีระฟัง ขณะนั้นผมเป็นอธิบดีกรมประมงที่หนุ่มมาก ในห้องกรรมาธิการงบประมาณ รัฐมนตรีท่านหนึ่งซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคด้วย ได้กล่าวติผมว่าที่ผมพูดน่ะ“โกหก เพราะเมื่อปีที่แล้วเรื่องเดียวกันผมไม่ได้พูดแบบนี้ “ ผมถือมาก ผมได้บอกประธานฯ คือท่านรัฐมนตรีคลังว่า ผู้พูดต้องขอโทษผม มิเช่นนั้นผมจะไม่อธิบายต่อ และหากจะตัดงบประมาณก็เชิญ ผมประกาศในที่ประชุมว่า ภาษาสันสกฤต “ อธิบดี แปลว่าผู้เป็นใหญ่” ผมเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ลูกน้องหรือขี้ข้าใคร ดังนั้น การที่คุณวีระไปแสดงความโกรธและดุรองปลัดกระทรวงท่านหนึ่งนั้น ผมเห็นว่า ไม่เหมาะสม

ส่วนคำแนะนำของคุณวีระเรื่องให้โรงแรมเข้ามาดูแลเรื่องอาหารและที่พักนั้น ผมได้เคยทดลองมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยได้ทำสัญญากับโรงแรมจุลดิศให้เข้ามาบริหารที่พักของอุทยานเขาใหญ่ เริ่มไปได้ปีเดียว โรงแรมบอกเลิก เพราะบอกว่า ขาดทุนและมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ เชื่อว่าคุณวีระคงรับฟังได้และไม่โกรธผม"

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1525271196312001&set=a.652798306892632

จีนเอาคืนสหรัฐฯ หยุดมาตรการกดดัน!! ขึ้นบัญชีบริษัทอเมริกัน ห้ามทำธุรกรรมในจีน ปมช่วย FCC เล่นงานบริษัทจีน พร้อมตอบโต้เพิ่ม หากเดินหน้าจำกัดจีนต่อ

จีนขึ้นบัญชีตอบโต้บ.สหรัฐฯ หลังให้ความช่วยเหลือ FCC ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน

เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) กระทรวงพาณิชย์จีนประกาศขึ้นบัญชีบริษัท คอมพลายแอนซ์ เทสติง จำกัด (Compliance Testing LLC) ของสหรัฐฯ ในรายชื่อบริษัทที่ตกเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการตอบโต้ เพื่อตอบโต้กรณีคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ใช้มาตรการเชิงลบต่อจีน ซึ่งละเมิดสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของบริษัทจีนอย่างร้ายแรง

บริษัทฯ ได้ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนคณะกรรมการฯ ในการดำเนินมาตรการดังกล่าว อันเป็นการบ่อนทำลายอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์การพัฒนาของจีน จึงมีการขึ้นบัญชีมาตรการตอบโต้ภายใต้กฎหมายต่อต้านการคว่ำบาตรจากต่างประเทศและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของจีน โดยสั่งห้ามองค์กรและบุคคลภายในดินแดนจีนทำธุรกรรม ความร่วมมือ หรือกิจกรรมอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทดังกล่าว

โฆษกกระทรวงฯ ระบุว่าคณะกรรมการฯ โหมกระพือแนวคิดความมั่นคงของชาติอย่างเกินควรมาโดยตลอด พร้อมกำหนดข้อจำกัดต่อจีนหลายประการ อาทิ การดำเนินงานด้านโทรคมนาคม ห้องปฏิบัติการทดสอบ โดรน เราเตอร์สำหรับผู้บริโภค สายเคเบิลใต้น้ำ และสาขาอื่นๆ โดยไม่คำนึงถึงการคัดค้านอย่างหนักจากจีนและเสียงเรียกร้องจากภาคอุตสาหกรรมทั้งในจีนและสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงฯ ย้ำว่ามาตรการตอบโต้ของจีนโดยรวมเป็นไปอย่างยับยั้งชั่งใจ โดยจีนให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศที่ได้มาด้วยความยากลำบาก และหวังว่าสหรัฐฯ จะร่วมดำเนินการไปในทิศทางเดียวกับจีน

ทั้งนี้ จีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการที่เกี่ยวข้องทันที ยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และกลับสู่เส้นทางที่เหมาะสมในการแก้ไขข้อแตกต่างผ่านการหารือและความร่วมมือที่เป็นมิตร เพื่อร่วมกันรักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีเชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และจีนจะใช้มาตรการตอบโต้เพิ่มเติมเพื่อรับมือต่อไปหากสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าออกมาตรการจำกัดใหม่ต่อจีน

ที่มา : Xinhua

“กองทัพเรือ” คว้ารางวัลโซเชียลภาครัฐครั้งแรก!! คว้า Outstanding Government Entity on Social Media ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นประชาชน เป็นอีกอีกหนึ่งหมุดหมายกองทัพเรือ

กองทัพเรือคว้ารางวัล Outstanding Government Entity on Social Media เป็นครั้งแรก ย้ำสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงและโปร่งใส พร้อมพัฒนาสู่มาตรฐานที่สูงยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล Outstanding Government Entity on Social Media จาก Thailand Social Government Awards ซึ่งนับเป็น ครั้งแรกที่กองทัพเรือได้รับรางวัลด้านการสื่อสารบนสื่อสังคมออนไลน์ในลักษณะดังกล่าว และถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการพัฒนางานด้านการสื่อสารสาธารณะของกองทัพเรือ

รางวัลดังกล่าวมอบให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่มีผลงานด้านการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดดเด่น โดยพิจารณาจากเกณฑ์ Social Metric for Government ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้วางใจของประชาชน (Public Trust) ผ่านการสื่อสารที่เกี่ยวเนื่องกับพันธกิจ มีความสม่ำเสมอ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที

รางวัลครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพเรือในการพัฒนาการสื่อสารองค์กรให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และรวดเร็ว โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมนำเสนอข้อมูลข่าวสารบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือในทุกมิติ

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความภาคภูมิใจของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้กองทัพเรือเดินหน้ายกระดับการสื่อสารสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ความรวดเร็วในการชี้แจงข้อเท็จจริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์

“กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชน สื่อมวลชน และผู้ติดตามทุกช่องทาง ที่ให้ความไว้วางใจและติดตามการสื่อสารของกองทัพเรือมาโดยตลอด รวมถึงขอขอบคุณผู้จัดงาน Thailand Social Government Awards คณะที่ปรึกษา และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการสื่อสารของหน่วยงานภาครัฐ และมอบรางวัลอันทรงคุณค่านี้แก่กองทัพเรือ”

“การได้รับรางวัลเป็นครั้งแรกในครั้งนี้ ถือเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นของประชาชนคือกำลังใจสำคัญของเรา กองทัพเรือจะไม่หยุดพัฒนา จะยึดมั่นในการสื่อสารด้วยข้อเท็จจริง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ พร้อมปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สมกับความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจที่ประชาชนมีต่อกองทัพเรือ”

ฐานะกองทุนติดลบกว่า 7 หมื่นล้านบาท!! พลังงานเกาะติดราคาน้ำมันโลก ราคาน้ำมันผันผวนสูงในตลาดโลก เพิ่มอุดหนุน LPG กระทบผู้บริโภคจำกัด ขอความร่วมมือประชาชนร่วมประหยัดพลังงาน

“พลังงาน” เกาะติดราคาน้ำมัน - เพิ่มอุดหนุน LPG พร้อมรับมือราคาพลังงานตลาดโลกที่ผันผวนสูงต่อเนื่อง

วันนี้ (7 สิงหาคม 2569) นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวง ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยังคงมีความผันผวนค่อนข้างสูง จากความไม่มั่นใจในการให้ข่าวของสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่มักจะไม่มีความสอดคล้องกัน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในเรื่องของการเปิดหรือปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลความมั่นคงและราคาน้ำมันภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตและค่าครองชีพของประชาชน โดยในส่วนของค่าครองชีพนั้นได้มีการบริหารจัดการผ่านกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ควบคู่ไปกับการดูแลราคาหน้าโรงกลั่นให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน กระทรวงพลังงานได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยรักษาระดับราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มในประเทศไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาในตลาดโลกผ่านกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการปรับการชดเชยราคา LPG เพิ่มจาก 7.2209 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 9.8642 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้การจำหน่าย LPG ยังคงราคาเดิมที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาอาหาร สินค้าและบริการ ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม จากการเข้าไปดูแลผลกระทบจากราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระทรวงฯ ยังคงต้องติดตามและเฝ้าระวังฐานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีภาระเพิ่มสูงขึ้นอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน ซึ่งฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ติดลบ 71,826.31 ล้านบาท โดยติดลบเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้วประมาณ 2,044 ล้านบาท

“กระทรวงพลังงานตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความผันผวนของราคาพลังงานโลกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงได้ใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาบริหารจัดการทั้งราคาน้ำมันและดูแลราคาหน้าโรงกลั่นอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งเข้าไปดูแลราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) เพื่อไม่ให้ราคาขายปลีกเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าขณะนี้กองทุนฯ จะมีภาระที่สะสมเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานมีความห่วงใย และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อบริหารจัดการสถานการณ์ดังกล่าวอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตราคาพลังงานในครั้งนี้ และอยากขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันประหยัดและใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายวีรพัฒน์ กล่าว

สหรัฐฯ ผลิต Patriot ไม่ทัน!! ยูเครนคุมโดรนภายใต้ระบบ Patriot คลังขีปนาวุธสหรัฐฯ ขาดแคลนหนัก สงครามยืดเยื้อกับอิหร่านเสี่ยงเสียเปรียบ พันธมิตรเผชิญความเสี่ยงการสนับสนุนลดลง

ยูเครนเชื่อว่าจะสามารถเหนือชั้นกว่ารัสเซียได้ ด้วยการนำศูนย์ผลิตโดรนที่ทันสมัยที่สุดของตนไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot รอบกรุงเคียฟ ยูรี คนูตอฟ นักประวัติศาสตร์การทหาร ให้ความเห็นกับ Sputnik พร้อมระบุว่า การคำนวณดังกล่าวกลับผิดพลาด เพราะขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ถูกใช้งานจนขาดแคลน

“เยอรมนี นอร์เวย์ กลุ่มประเทศบอลติก และชาติราชาธิปไตยในอ่าวเปอร์เซียที่จัดซื้อระบบ Patriot ขณะนี้กำลังเผชิญกับความจริงว่า ‘โล่ป้องกันของสหรัฐฯ มีช่องโหว่’ และไม่สามารถพึ่งพาได้อย่างเต็มที่อีกต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญรายนี้กล่าว

รายงานระบุว่า รัฐบาลทรัมป์พบว่าคลังขีปนาวุธสกัดกั้นของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก จนต้องลดขนาดแผนการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ และปฏิเสธคำร้องของยูเครนที่ขอขีปนาวุธ Patriot เพิ่มเติม โดยสงครามกับอิหร่านถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดแคลน

“ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า สหรัฐฯ จะถูกบีบให้ปฏิบัติการภายใต้ข้อจำกัดอย่างเข้มงวด และไม่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหมดของตนในตะวันออกกลางไปพร้อมกับให้การสนับสนุนยูเครนได้” คนูตอฟกล่าว โดยแสดงความคิดเห็นต่อรายงานที่ระบุว่า คลังขีปนาวุธของสหรัฐฯ อาจยังไม่ฟื้นตัวจนกว่าจะถึงช่วงปี 2029-2031

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้ยังมองว่า สหรัฐฯ อาจลดระดับการปกป้องชาติพันธมิตรลงด้วย โดยระบุว่า
-ยูเครนเป็นเพียงสัญญาณเตือนแรก และพันธมิตรชาติอื่น ๆ อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องเผชิญกับการสนับสนุนด้านการป้องกันภัยทางอากาศจากสหรัฐฯ ที่ลดลง

-ขีปนาวุธอิหร่านจำนวนมากที่มุ่งเป้าไปยังประเทศในอ่าวเปอร์เซียกำลังไม่ได้รับการสกัดกั้น เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ต้องเก็บขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้ป้องกันฐานทัพของตนเองในภูมิภาค

-หน่วยทหารสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปฏิบัติการทางอากาศหรือการป้องกันภัยทางอากาศ ได้ถูกถอนออกจากตะวันออกกลางแล้ว

ความไม่สมดุลในสงครามอิหร่านอยู่ในระดับวิกฤต
“แม้ว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นหลายเท่าตัว ก็ไม่มีทางเทียบอิหร่านได้ทั้งในแง่ต้นทุนหรือความเร็วในการผลิต” คนูตอฟกล่าว

“อิหร่านสามารถผลิตขีปนาวุธและโดรนได้ด้วยต้นทุนเพียงเสี้ยวเดียว ขณะที่โรงงานและสถานที่ผลิตของอิหร่านก็กระจายตัวอยู่หลายแห่งและได้รับการปกป้อง”

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า หากสหรัฐฯ เลือกทำสงครามยืดเยื้อแบบบั่นทอนกำลังกับอิหร่าน ก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่เสียเปรียบตั้งแต่เริ่มต้น

ที่มา : Sputnik

“อมตะ” บุกเวียดนาม!! ผนึกเทคโนโลยีจีนขยายธุรกิจ ปักหมุดฮาลอง-ฟู้เถาะพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ชูศูนย์กลางอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ผลักดันเศรษฐกิจยั่งยืนภูมิภาค

อมตะ ผนึกนักลงทุนไฮเทคบุกเวียดนาม ปักหมุด ‘ฮาลอง-ฟู้เถาะ’
ผุดสมาร์ทซิตี้รับคลื่นย้ายฐานผลิต

กลุ่มอมตะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมระดับภูมิภาค เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เชิงรุก นำคณะผู้บริหารระดับสูงและกลุ่มนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ พร้อมเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐและผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการลงทุน การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart City) และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต มุ่งสนับสนุนการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนคุณภาพสูง เสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขัน และขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าได้นำคณะนักลงทุนชั้นนำด้านเทคโนโลยีขั้นสูงจากประเทศจีนเข้าพบผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภาครัฐเวียดนาม เพื่อยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างกลุ่มอมตะกับภาครัฐและท้องถิ่นของเวียดนาม พร้อมเปิดโอกาสให้นักลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงจากจีนได้เข้ามาศึกษาศักยภาพและสำรวจพื้นที่ลงทุนในโครงการของอมตะ ซึ่งจะช่วยต่อยอดการพัฒนาระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Industrial Ecosystem) และโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมมูลค่าสูงในอนาคต

“เป้าหมายสูงสุดของเราไม่ใช่เพียงการสร้างพื้นที่อุตสาหกรรม แต่เป็นการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ ทั้งเมืองอัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพื่อผลักดันเวียดนามให้ก้าวเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของภูมิภาคอย่างแท้จริง” นายวิกรม กล่าว

โดยภารกิจครั้งนี้ คณะผู้บริหารอมตะได้เข้าพบหารือกับ นายกวาน มั่ญ เกื่อง กรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเลขาธิการพรรคประจำจังหวัด รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของ จังหวัดกว๋างนิญ โดยอมตะได้แสดงถึงความพร้อมในการผลักดันโครงการ อมตะ ซิตี้ ฮาลอง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงที่ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมรองรับการลงทุนมูลค่าสูง ทั้งนี้ นายวิกรมระบุว่า จังหวัดกว๋างนิญมีความโดดเด่นอย่างยิ่งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ และนโยบายสนับสนุนการลงทุน ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติรายใหม่เข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เข้าพบผู้บริหารระดับสูงแห่ง นครโฮจิมินห์ โดยได้รับเกียรติจาก นางอุรวดี ศรีภิรมย์ยา เอกอัครราชทูตไทยประจำเวียดนาม พร้อมด้วยผู้แทนภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมคณะ เพื่อหารือแนวทางการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน ภายใต้โอกาสมหามงคลครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม โดยทางโฮจิมินห์ได้แสดงความพร้อมเต็มที่ในการสนับสนุนการลงทุนของภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พลังงานสีเขียว การค้า และบริการดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังได้เข้าพบผู้บริหาร จังหวัดฟู้เถาะ ซึ่งอมตะได้นำเสนอแนวคิดการพัฒนา "Future City" หรือเมืองแห่งอนาคต ผ่านโมเดลการพัฒนาแบบบูรณาการที่ผสานเมืองอัจฉริยะ นิคมอุตสาหกรรม และศูนย์บริการสมัยใหม่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยนายวิกรมกล่าวเสริมว่า จังหวัดฟู้เถาะมีศักยภาพที่โดดเด่นทั้งด้านพื้นที่ แรงงานคุณภาพ และทำเลยุทธศาสตร์ พร้อมเสนอให้ทางจังหวัดร่วมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ โทรคมนาคม และเครือข่ายดิจิทัล เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับเม็ดเงินลงทุนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในอนาคต

สำหรับการเดินทางเยือนเวียดนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของอมตะในการขยายการลงทุนในเวียดนาม พร้อมวางรากฐานสำคัญสู่การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงและเมืองอัจฉริยะรุ่นใหม่ในพื้นที่ศักยภาพ โดยกลุ่มอมตะเชื่อมั่นว่าโครงการดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่น พร้อมทั้งตอกย้ำบทบาทอันของกลุ่มอมตะในการเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างไทย จีน และเวียดนาม ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระดับภูมิภาค

‘วราวุธ’ สั่งตรวจสอบไฟไหม้พบยางเก่า จำนวนมาก!! บ้านบึงระทึกไฟไหม้อาคารคล้ายโรงงาน ส่งรถโมบายเช็กมลพิษ พบพื้นที่ไร้ใบอนุญาตโรงงาน เตรียมฟันตาม พ.ร.บ.โรงงาน ที่บ้านบึง จ.ชลบุรี

“วราวุธ” เผย สั่ง สอจ.ชลบุรี รุดตรวจสอบเพลิงไหม้อาคารคล้ายโรงงาน พื้นที่บ้านบึง พบยางเก่าพรึ่บ ส่งรถโมบายกรมโรงงาน ตรวจเช็กสภาพอากาศ – มลพิษ – ไอระเหย เข้าพื้นที่แล้ว พบ ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.โรงงานเด็ดขาด

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงเหตุเพลิงไหม้อาคาร ไม่ทราบเลขที่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 ต.คลองกิ่ว อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ส.ค.นี้ ว่า ทางเจ้าหน้าที่จากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี (สอจ.ชลบุรี) ได้เข้าร่วมตรวจสอบกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารดังกล่าวแล้ว โดยเพลิงลุกไหม้ที่เกิดขึ้นเฉพาะภายในอาคาร ไม่ได้ลุกลามไปสู่ภายนอก เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกำลังระดมฉีดน้ำเพื่อควบคุมเพลิงให้อยู่ในวงจำกัด ขณะที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของ สอจ.ชลบุรี อยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบในอาคารโรงงานได้ โดยสังเกตเห็นมียางรถยนต์เก่าและเครื่องจักรอยู่ใน แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราได้มีการนำรถปฏิบัติการตรวจคุณภาพสิ่งแวดล้อมเคลื่อนที่ไปอยู่ที่บริเวณดังกล่าวแล้วเพื่อจะตรวจวัดคุณภาพอากาศ มลพิษทางกลิ่น ไอระเหยสารเคมี ในรัศมีโดยรอบแล้วว่า มีผลกระทบอย่างไร เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

นายวราวุธ กล่าวว่า จากการสอบถามผู้นำตรวจของบริษัทฯ ยังไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนว่า อาคารดังกล่าวสร้างเพื่อเป็นโกดังหรือโรงงาน เบื้องต้นตรวจสอบฐานข้อมูลพบว่า บริเวณดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน และยังพบว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีการกองเก็บยางรถยนต์ที่ไม่ได้คุณภาพ (วัสดุที่ไม่ใช้แล้ว) ไว้ในพื้นที่โล่งจำนวนมากซึ่งก็ต้องไปตรวจสอบขยายผลว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ภายหลังเพลิงสงบตนให้เจ้าหน้าที่ สอจ.ชลบุรี เข้าไปดูในรายละเอียดเพิ่มขึ้น และรวบรวมหลักฐาน หากไม่มีการอนุญาตอย่างถูกต้องและมีการดำเนินการไปก่อนนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงงาน พ.ศ.2535 อย่างเต็มที่และเด็ดขาด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทั้งนี้ ในช่วงนี้หากมีเหตุด่วน หรือเหตุสงสัย หรือจะร้องเรียนเกี่ยวกับอุตสาหกรรม สามารถโทรมาที่กระทรวงอุตสาหกรรม หมายเลข 1564 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า ทุกเหตุการณ์เรามีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด

Yili Group เดินหน้าสร้างระบบนิเวศ เปิดงานประชุมนมโลก 2569 ฮูฮอตได้รับเกียรติเมืองหลวงนมโลก เน้นเทคโนโลยีและความร่วมมือ เปิดตัวศูนย์ข้อมูลและนวัตกรรมใหม่

Yili Group เดินหน้านวัตกรรมและความร่วมมือสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืน
ในการประชุมนมโลก ประจำปี 2569

การประชุมนมโลก (World Dairy Congress) ประจำปี 2569 ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เมืองฮูฮอต เขตปกครองตนเองมองโกเลียใน งานนี้มี Yili Group เป็นผู้จัดในธีม Technology-driven, Partnership Oriented, Co-building a Sustainable Global Dairy Ecosystem (ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มุ่งกระชับความร่วมมือ สร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกอย่างยั่งยืน) ถือเป็นเวทีระดับโลกที่รวบรวมผู้นำจากสมาคมการค้านานาชาติ นักวิชาการ และผู้บริหารระดับสูงตลอดห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมนมทั่วโลก

ฮูฮอตขึ้นแท่นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลกอย่างเป็นทางการ

ในพิธีเปิดการประชุม สหพันธ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารนานาชาติ (IUFoST) ได้มอบป้ายประกาศเกียรติคุณและรางวัลที่ระลึก เพื่อรับรองให้เมืองฮูฮอตดำรงตำแหน่ง World Dairy Capital หรือเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก อย่างเป็นทางการ

ดร.ภาวิณี ชินะโชติ ประธานบริหาร IUFoST กล่าวในพิธีเปิดว่า การมอบตำแหน่งดังกล่าวถือเป็นสัญญาณแห่งความสำเร็จที่สะท้อนความมุ่งมั่นทุ่มเทของเมืองฮูฮอตในการยกระดับอุตสาหกรรมนม พร้อมกล่าวเสริมว่า รางวัลอันทรงเกียรตินี้ยังมุ่งหวังให้เป็นแรงขับเคลื่อนแก่องค์กรระดับแถวหน้าอย่าง Yili Group ในการร่วมยกระดับภาคอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพในระดับสากล ตลอดจนเร่งสร้างอนาคตที่เข้มแข็งด้วยความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและการเติบโตร่วมกัน

สร้างสรรค์มูลค่าร่วม ผสานพลังเติบโตเคียงคู่กัน

ภายในงานนี้ Pan Gang ประธานกรรมการและประธานบริหาร Yili Group ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ Shared Value, Mutual Harmony, Building a New Global Dairy Ecosystem (สร้างสรรค์มูลค่าร่วม ผสานพลังเติบโตเคียงคู่กัน ขับเคลื่อนระบบนิเวศอุตสาหกรรมนมโลกยุคใหม่)

ปัจจุบัน โลกปรากฏให้เห็นปัญหาท้าทายมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ย้ายทิศทาง Pan Gang ได้ฉายภาพวิสัยทัศน์ของ Yili โดยเน้นย้ำว่า พันธกิจของนมหนึ่งแก้วไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมอบโภชนาการ แต่คือการบรรลุเป้าหมาย World Integrally Sharing Health หรือการสร้างสุขภาวะที่ดีร่วมกันของคนทั่วโลก พร้อมนำเสนอทางออกในแบบฉบับของจีนท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม ด้วยการผนึกกำลังพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อกรุยทางสู่เส้นทางใหม่ในการสร้างมูลค่าและการเติบโตร่วมกัน

Pan Gang ระบุว่า นวัตกรรมที่แท้จริงต้องไม่โดดเดี่ยวเหมือนเกาะกลางทะเล แต่ต้องเชื่อมโยงกันดั่งผืนแผ่นดิน โดย Yili ได้รวบรวมองค์ความรู้จากทั่วทุกมุมโลกเพื่อร้อยเรียงเป็นเครือข่ายนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกันในมิติด้านดิจิทัล เขาเปรียบว่าเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะไม่ใช่การแสดงเดี่ยว หากแต่เป็นการเล่นบรรเลงวงซิมโฟนีร่วมกันตลอดห่วงโซ่ ซึ่ง Yili กำลังเร่งบูรณาการทั้งในแนวตั้งและแนวราบเพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิทัลอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ก่อนจะกล่าวเชิญชวนพันธมิตรทั่วโลกร่วมออกเดินทางบนเส้นทางแห่งการสร้างมูลค่าและการเติบโตร่วมกัน เพื่อนำศักยภาพของอุตสาหกรรมนมมาเป็นรากฐานในการยกระดับสุขภาพและสุขภาวะของมวลมนุษยชาติ

เปิดตัวนวัตกรรมเปลี่ยนโลก
พิธีเปิดงานในครั้งนี้ยังได้มีการเปิดตัวศูนย์ข้อมูลอัจฉริยะด้านอุตสาหกรรมนมแห่งประเทศจีน หรือ China (Global) Dairy Data Intelligent Hub และคลังชุดข้อมูลคุณภาพสูงแห่งอุตสาหกรรมนมโลก หรือ Global Dairy High-Quality Datasets Factory อย่างเป็นทางการด้วย

พร้อมกันนี้ ศูนย์นวัตกรรมเทคโนโลยีแห่งชาติเพื่ออุตสาหกรรมนมแห่งประเทศจีน (NTICD) ยังได้เปิดตัว 10 สุดยอดผลงานนวัตกรรมแห่งปี 2569 ซึ่งครอบคลุมสายงานสำคัญ ตั้งแต่เทคโนโลยีการพัฒนาสายพันธุ์โคนม การลดและใช้วัตถุดิบทดแทนในอาหารสัตว์ การวิจัยโพรไบโอติกในนมแม่ การผลิตแลกโตเฟอร์รินเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ระบบตรวจวัดอัจฉริยะแบบครบวงจร ไปจนถึงเทคโนโลยีรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูง ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนมทั่วโลกให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

ที่มา: Yili Group


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top