Tuesday, 1 September 2026
NewsFeed

โศกนาฏกรรมเทพศิรินทร์นนทบุรี!! โฆษก ตร.ชี้เหตุกราดยิง รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี สิ้นสุดแล้ว เร่งสอบเส้นทางปืนเหตุกราดยิงโรงเรียน พบเป็นอาวุธของบุคคลในครอบครัว ตำรวจเร่งสอบสวนแรงจูงใจ

โฆษก ตร.เผยเหตุกราดใน รร.เทพศิรินทร์นนทบุรี ยุติแล้ว ยืนยันผู้เสียชีวิต 7 ราย เป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ พบอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุเป็นปืนของปู่ผู้ก่อเหตุ ตำรวจเร่งตรวจสอบเส้นทางการนำปืนและกระสุนออกจากบ้าน พร้อมสืบสวนแรงจูงใจอย่างละเอียด

วันนี้ (7 ส.ค.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์และยุติเหตุรุนแรงได้แล้ว โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบสาเหตุ รวบรวมพยานหลักฐาน และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเร่งด่วน

เบื้องต้นยืนยันมีผู้เสียชีวิต 7 รายเป็นครู 6 คนและผู้ก่อเหตุ ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 15 ราย แบ่งเป็นอาการบาดเจ็บทั่วไป 13 ราย และอาการสาหัส 2 ราย ซึ่งถูกนำส่งรักษาตัวตามโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่สามารถสรุปแรงจูงใจในการก่อเหตุได้ เนื่องจากต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด ทั้งในเรื่องพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ สภาพแวดล้อม และข้อมูลส่วนตัวของผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ได้ประสานและติดต่อผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุแล้ว เบื้องต้นทราบว่าอาศัยอยู่กับญาติผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุและแรงจูงใจยังอยู่ในชั้นสืบสวน

ประเด็นสำคัญที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ อาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นอาวุธปืนที่มีชื่อครอบครองเป็นของบุคคลในครอบครัว โดยเป็นปืนของคุณปู่ของผู้ก่อเหตุ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า แม้จะทราบเบื้องต้นว่าอาวุธปืนเป็นของคนในครอบครัว แต่ยังต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ผู้ก่อเหตุสามารถนำอาวุธปืนและกระสุนออกมาจากบ้านได้อย่างไร มีการเก็บรักษาอาวุธปืนไว้ในลักษณะใด รวมถึงตรวจสอบที่มาของกระสุนปืนและเส้นทางการเข้าถึงอาวุธทั้งหมด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของการสืบสวนในขณะนี้

“ตอนนี้ทราบเพียงว่าอาวุธปืนมีชื่อผู้ครอบครองเป็นบุคคลในครอบครัว ส่วนผู้ก่อเหตุนำอาวุธออกมาได้อย่างไร และมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ขอให้เป็นไปตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน” พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าว

สำหรับการบริหารจัดการพื้นที่เกิดเหตุ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตออกจากพื้นที่ทั้งหมดแล้ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ควบคุมและกำกับการปฏิบัติด้วยตนเอง พร้อมเร่งเคลียร์พื้นที่ ตรวจสอบหลักฐาน และจัดทำแผนผังจุดเกิดเหตุอย่างละเอียด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้แพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจจัดส่งทีมจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจของครู นักเรียน และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อเยียวยาความสูญเสียและลดผลกระทบทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิด พยานบุคคล และเส้นทางการครอบครองอาวุธปืนอย่างละเอียด เพื่อคลี่คลายข้อเท็จจริงทั้งหมดและสรุปสาเหตุของเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ต่อไป

‘นิกร’ ดันเทคโนโลยียกระดับคนพิการ เปิดงานสัมมนาคนพิการระดับชาติ วิจัย-นวัตกรรมหนุนยกระดับชีวิต สนับสนุนเรียนรู้สู่สร้างรายได้ ผลักดันสังคมเท่าเทียมทั่วประเทศ

วิจัย-นวัตกรรม-เทคโนโลยี คือโอกาสใหม่ของคนพิการไทย และพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

“นิกร โสมกลาง” รมว.พม. ชูงานวิจัย-นวัตกรรม เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส ยกระดับศักยภาพคนพิการ จาก “การเรียนรู้” สู่ “การสร้างรายได้” พร้อมผลักดันความร่วมมือทุกภาคส่วน สร้างสังคมที่ทุกคนเข้าถึง มีส่วนร่วม เติบโตไปด้วยกัน

วันที่ 4 สิงหาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 18 (NCPD 2026) ภายใต้แนวคิด “From Learning to Earning : Innovation for Persons with Disabilities in an Inclusive Society” พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ความก้าวหน้าทางการวิจัย วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เปิดโอกาสและเสริมทักษะให้คนพิการไทย สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ” โดยมีนางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, นางเตือนใจ คงสมบัติ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม., รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, ผู้แทนภาคีเครือข่ายภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน, เครือข่ายองค์กรคนพิการ, คนพิการ พร้อมครอบครัวและผู้ดูแล, นักวิจัยและนักวิชาการจากทั่วประเทศ และประชาชนทั่วไป เข้าร่วม ณ สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม และผ่านระบบออนไลน์

นอกจากนี้ ยังเป็นประธานในพิธีส่งมอบธงเจ้าภาพการจัดงานสัมมนาวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ 19 ประจำปี 2570 ให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อสานต่อเวทีวิชาการสำคัญของประเทศด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

นายนิกร ย้ำว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “องค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยี” จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การสร้างโอกาสให้คนพิการจึงไม่ใช่เพียงการดูแลด้านสวัสดิการ แต่ต้องส่งเสริมให้สามารถเข้าถึงการศึกษา พัฒนาทักษะ ใช้นวัตกรรม และมีโอกาสประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ

“คนพิการไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมเป็นพลังในการพัฒนาประเทศ” นายนิกร กล่าว

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นโดยกระทรวง พม. โดย กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมีการนำเสนอ 58 ผลงานวิจัยจากนักวิจัยทั่วประเทศใน 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อคนพิการ การจ้างงานและการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน และการประยุกต์ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึงและคุณภาพชีวิตคนพิการ, นิทรรศการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อคนพิการจากภาคีเครือข่าย รวม 40 บูธ, การประกวดนวัตกรรมเพื่อคนพิการ Inclusive Design Challenge 2026, เวทีเสวนาทางวิชาการ และกิจกรรมเวิร์กชอปทักษะอาชีพสำหรับคนพิการ เพื่อผลักดันองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการในยุคใหม่ ต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูล งานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา และองค์กรคนพิการ เพื่อเปลี่ยนงานวิชาการให้เป็นนโยบายที่เกิดผลลัพธ์จริง และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ กระทรวง พม. พร้อมเดินหน้าผลักดัน 12 แนวทางสำคัญ อาทิ การยกระดับงานวิจัยสู่การพัฒนาประเทศ, การส่งเสริมการใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อการเข้าถึง, การพัฒนาระบบข้อมูลเชิงประจักษ์ และการสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจ และองค์กรคนพิการ ตลอดจนการสนับสนุนให้คนพิการเป็น “ผู้ร่วมสร้างการพัฒนา” (Co-creator) ไม่ใช่เพียงผู้ใช้บริการ
“ตนเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมที่ทุกคนได้รับโอกาสในการเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพ และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายนิกร กล่าว

ด้าน รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในปัจจุบันต้องก้าวข้ามการผลิตองค์ความรู้หรือผลงานวิจัย ไปสู่การผลักดันนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริงและสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเวทีการแข่งขัน Inclusive Design Challenge 2026 รอบชิงชนะเลิศ เป็นการเปิดพื้นที่ให้นักวิจัย นักศึกษา และผู้พัฒนานวัตกรรม ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนพิการ โดยผลงานจาก 10 ทีมสุดท้ายมุ่งสร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมผลักดันงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ การจ้างงาน และการสร้างอาชีพ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงการศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตได้อย่างเท่าเทียม ตอกย้ำว่า "นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่นวัตกรรมที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือนวัตกรรมที่ทำให้ผู้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น และทำให้สังคมก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

สำหรับสุดยอดผลงาน Inclusive Design Challenge 2026 เงินรางวัลสนับสนุนโดย กองทุนส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพคนพิการ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ระบบเฝ้าระวังแรงกดทับในเบ้าขาเทียมแบบอัจฉริยะเพื่อป้องกันแผลกดทับ และส่งเสริมการกลับสู่การเรียนรู้และการประกอบอาชีพของผู้พิการขาขาด มหาวิทยาลัยพายัพ เงินรางวัล 20,000 บาทพร้อมโล่รางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ห่วยใย: AI ดูแลความปลอดภัยอัจฉริยะ” เน็คแบนด์ประเมินความเสี่ยงรอบทิศทาง แปลงประสาทสัมผัส และบันทึกเหตุการณ์เรียลไทม์ เพื่อผู้สูงอายุและผู้พิการ โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ เงินรางวัล 10,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ Thai Gaze-AAC ระบบสื่อสารผ่านการมองตาสำหรับคนพิการทางการเคลื่อนไหวในบริบทภาษาไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ การพัฒนาโปรแกรมแปลภาษามือแบบสองทิศทางด้วยปัญญาประดิษฐ์ โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย เงินรางวัลๆ ละ 5,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 2 รางวัล ได้แก่ 12Tile ระบบตาราง 9 ช่องอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหว การคิด และการเรียนรู้แบบองค์รวมสำหรับผู้มีภาวะออทิสติก โรงเรียกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และ ArtSense ผลงานลายไทยสัมผัสได้ชุดแรกของไทย สำหรับผู้พิการทางสายตา นางสาวบุณยวีร์ พิริยเลิศศักดิ์ Shrewsbury International School Bangkok เงินรางวัล ๆ ละ 3,000 บาท ทั้งนี้ ผลงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมเพื่อคนพิการไม่ได้มีบทบาทเพียงการช่วยลดข้อจำกัดในการใช้ชีวิต แต่สามารถพัฒนาไปสู่เครื่องมือสร้างโอกาสทางการศึกษา การทำงาน และเศรษฐกิจได้

สุดอาลัย ‘ครูหมวย’ ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ช่วยพานักเรียนหลบภัยปลอดภัย ใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือน เสียสละต่อท้ายในวินาทีก่อนเสียชีวิต

สุดอาลัย "ครูหมวย" ครูแนะแนวที่เพิ่งได้รับรางวัล "ครูดี ครูเก่ง" ทันทีที่เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ครูพยายามส่งสัญญาณและพาเด็กๆไปหลบตามจุดต่างๆ จนทุกคนปลอดภัยแต่ตัวเองกลับต้องจากไป

"ครูทิวาพร วานิช" หรือครูหมวย ไม่เพียงแต่เป็นที่รักของลูกศิษย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพเพราะความสามารถอันโดดเด่นเท่านั้น แต่เธอคือฮีโร่ผู้เสียสละอย่างแท้จริง ทันทีที่เกิดเสียงดังขึ้นครั้งแรก เธอรีบใช้ไหวพริบส่งสัญญาณเตือนภัยให้เด็กรับรู้ และได้เอาตัวเองเข้าขวางเบี่ยงเบนความสนใจทำเพื่อเด็กๆจนวินาทีสุดท้าย

การจากไปของครูหมวยในวันนี้ จะถูกจดจำในฐานะแม่พิมพ์ของชาติผู้กล้าหาญเพื่อให้ลูกศิษย์ปลอดภัย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของครูหมวยด้วยค่ะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573857281434655&id=100064311950006&post_id=100064311950006_1573857281434655&rdid=XU0HaCAITHk4JDYq#

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล!! ขาย Staybridge Suites สุขุมวิท รับเงินสดกว่า 550 ลบ. เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ มุ่งสู่ธุรกิจรายได้ประจำอย่างยั่งยืน

ออริจิ้น โฮเทล ปิดดีล ขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit
ให้ครอบครัวเศวตสมภพ ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment

ตอกย้ำความสำเร็จกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ของ ออริจิ้น โฮเทล กลุ่มธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์โครงการคุณภาพ ทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ออฟฟิศ และพื้นที่เชิงพาณิชย์ ในเครือ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศความสำเร็จปิดดีลการขายโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ให้ครอบครัวเศวตสมภพ รับกระแสเงินสดเข้ากว่า 550 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงกลุ่มทุนที่เข้าซื้อโรงแรม สเตย์บริดจ์ สวีทส์ กรุงเทพฯ สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit) คือ ครอบครัวเศวตสมภพ (ผู้บริหารกลุ่มบริษัท ซีโน-แปซิฟิค ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค) นับเป็นอีกหนึ่งดีลความสำเร็จของกลุ่มออริจิ้น โฮเทล ภายใต้การบริหารพอร์ตสินทรัพย์ผ่านกลยุทธ์ Build – Operate – Exit – Reinvestment ที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นและพันธมิตรทางธุรกิจ

สำหรับโรงแรม Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2566 เป็นโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ระดับพรีเมียมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites ซึ่งเป็นโรงแรมในเครือ IHG Hotels & Resorts สไตล์ที่พักอาศัย (Residential-Style Hotel) จำนวน 411 ห้อง ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท 24 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พร้อมพงษ์ เพียงไม่กี่นาที และใกล้ศูนย์การค้าชั้นนำในย่าน EmDistrict โครงการนี้นับเป็นโรงแรมภายใต้แบรนด์ Staybridge Suites แห่งที่ 2 ของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พัฒนาโดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โนมุระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด (NRED) ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การเข้าพักระยะยาวสำหรับนักธุรกิจ ผู้บริหารชาวต่างชาติ และนักเดินทางคุณภาพ ด้วยห้องพักขนาดใหญ่พร้อมครัวภายในห้อง สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ Co-working Space ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำ ออนเซน และพื้นที่ส่วนกลางที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ภายใต้มาตรฐานการบริหารระดับสากลของ IHG Hotels & Resorts

นอกจากนี้ โครงการยังมีพื้นที่รีเทลด้านหน้าโครงการกว่า 5,000 ตร.ม. ที่เปิดรับผู้ใช้บริการจากภายนอกและผู้พักอาศัยในย่านสุขุมวิท ช่วยสร้างความคึกคักให้กับโครงการและเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้เข้าพัก โดยพื้นที่ดังกล่าวรองรับร้านอาหาร คาเฟ่ และร้านค้าบริการต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของสินทรัพย์

“การปิดดีลขาย Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการบริหารพอร์ตโรงแรมของบริษัท ซึ่งสอดคล้องกับแผนธุรกิจตามกระบวนการจัดการทรัพย์สินเป็น Cycle สร้างพอร์ตเติบโตต่อเนื่องที่วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้น โดยบริษัทมุ่งพัฒนาโรงแรมคุณภาพ สร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง และส่งต่อสินทรัพย์ให้แก่นักลงทุนที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในโครงการใหม่อย่างต่อเนื่อง มุ่งสู่ผู้นำในกลุ่มธุรกิจ Recurring Income Business เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายพีระพงศ์ กล่าวย้ำ

โดยในปีนี้ ออริจิ้น โฮเทล ได้ปิดดีลความสำเร็จ ขายโรงแรมไอบิส ภูเก็ต กะตะ (ibis Phuket Kata) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา และในเดือนกรกฎาคมนี้ ได้ปิดดีลขาย “โรงแรมสเตย์บริดจ์ สวีท แบงค็อก สุขุมวิท (Staybridge Suites Bangkok Sukhumvit )” โรงแรมสไตล์ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรมสเตย์บริดจ์สวีท ได้ตามแผนธุรกิจ
ปัจจุบัน ออริจิ้น โฮเทล มีธุรกิจหลัก 3 กลุ่มธุรกิจ
.
1. กลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hotel Business) ในปัจจุบันมีโรงแรมเปิดให้บริการอยู่อีก 7 แห่ง มีห้องพักรวมจำนวน 1,093 ห้อง มูลค่า 3,900 ล้านบาท อาทิ โรงแรม ฮอลิเดย์ อินน์ สวีท ศรีราชา, โรงแรม ฮอลิเดย์อินน์ เอกเพรช ระยอง, และ โรงแรม ไอบิส หัวหิน และกระบี่ เป็นต้น ทั้งนี้ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาที่หัวเมืองท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพ ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา

2. ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า (Office Building Business) ปัจจุบันเตรียมเปิดให้บริการ 1 อาคาร ภายใต้ชื่อ Origin Complex Sanampao มีพื้นที่รวม 32,200 ตารางเมตร

3. ธุรกิจการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ (Commercial Development Business) ปัจจุบันมีรวม 5 แห่ง พื้นที่รวม 17,425 ตารางเมตร ภายใต้แบรนด์ Portobello Mall (พอร์โทเบลโลมอลล์)

“ชมรมกำนัน” ค้านลดวาระ!! ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลางค้าน ลดวาระ 5ปี เสี่ยงแตกแยก มองเป็นงานไม่ใช่การเมือง หวั่นเพิ่มภาระงบประมาณ

ชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านภาคกลาง ไม่เห็นด้วย ท่าที'กำนันยศ' หนุนดำรงตำแหน่ง 5 ปี ไม่เห็นด้วยกฎหนดวาระ เหตุตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน และการแข่งขันนำไปสู่ความแตกแยกในชุมชน
​กำนัน ดร.ธวัชชัย นิมา ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง และนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ออกแถลงการณ์แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ กำนันยงยศ แก้วเขียว ออกมาเห็นด้วยกับการกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้เหลือเพียงวาระละ 5 ปี

​กำนัน ดร.ธวัชชัย ระบุว่า แม้ตนจะเคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่ในมุมมองส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการลดวาระเหลือ 5 ปี โดยเฉพาะการเร่งรัดดำเนินการโดยขาดการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน และยังไม่ได้รับฟังเสียงจากผู้ปฏิบัติงานจริง เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน รวมถึงประชาชนทั่วประเทศ

​ประธานชมรมฯ ภาคกลาง ชี้ว่างานของกำนันและผู้ใหญ่บ้านมิใช่งานทางการเมืองทั่วไป แต่เป็นกลไกการปกครองท้องที่ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ ความคุ้นเคยในพื้นที่ และความไว้วางใจจากชุมชน ซึ่งต้องใช้เวลาสะสม หากจำกัดวาระเหลือเพียง 5 ปี จะส่งผลเสียต่อความต่อเนื่องในการบริหารราชการและการพัฒนาโครงการต่าง ๆ ในพื้นที่ ทั้งยังสุ่มเสี่ยงทำให้ตำแหน่งดังกล่าวกลายเป็นสนามแข่งขันทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การแบ่งฝ่ายและความขัดแย้งในหมู่บ้าน ตลอดจนเพิ่มภาระงบประมาณและกำลังเจ้าหน้าที่ในการจัดเลือกตั้งบ่อยครั้ง

​"หากปัญหาคือเรื่องประสิทธิภาพการทำงาน ทางออกไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลดวาระเพียงอย่างเดียว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบประเมินผล การตรวจสอบ และกระบวนการเอาผิดผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตให้มีประสิทธิภาพ การแก้ปัญหาคนทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ควรใช้วิธีตัดโอกาสและทำลายความต่อเนื่องของคนที่ทำงานดีทั้งหมด" กำนัน ดร.ธวัชชัย กล่าว
​พร้อมย้ำว่าการปฏิรูประบบการปกครองท้องที่ ไม่ควรมองแค่เรื่อง "วาระกี่ปี" แต่ต้องคำนึงถึง "หน้าที่ ความรับผิดชอบ และประโยชน์สูงสุดของประชาชน" เป็นหลัก โดยขอเสนอให้ภาครัฐจัดทำการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ทั้งนี้ Mtoday ได้รับข้อมูลมาว่า การที่กำนันยงยศ เห็นด้วยกับการดำรงตำแหน่งกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านวาระ 5 ปี อาจมีการต่อรองกับฝ่ายการเมือง ผลักดันให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ไม่เกษียณอายุ 60 ปี เนื่องจากตัวเอง กำลังจะเกษียณอายุ การกำหนดว่าระ 5 ปี โดยไม่เกษียณอายุเหมือนตำแหน่งการเมือง ก็เพื่อตัวเองจะได้กลับมาเป็นอีก พร้อมทั้งมีการตั้งคำถาม ความโปร่งใสในการบริหารชมรมกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านจังหวัด ที่มีการเก็บค่าสมาชิก มีความโปร่งใสแค่ไหน

กำลังใจที่ยิ่งใหญ่!! แม่ปุ้ยพา 'น้ำผึ้ง' ขอพรที่พักฟื้น ก่อนลุยเวที Miss World 2026 ที่เวียดนาม 'วิชัย' อวยพรประสบความสำเร็จ เน้นบทบาทสังคมและความยั่งยืน

กำลังใจที่ยิ่งใหญ่...ก่อนภารกิจเพื่อประเทศไทยชมภาพบรรยากาศสุดอบอุ่น เมื่อ แม่ปุ้ย ปิยาภรณ์ แสนโกศิก ประธานบริหาร บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด นำ "น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล" Miss World Thailand 2026 พร้อมด้วยคณะรองมิสเวิลด์ไทยแลนด์ 2026 เข้าพบขอพร คุณวิชัย ทองแตง ประธานที่ปรึกษากลุ่มบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ณ โรงพยาบาลพญาไท 2 ก่อนเดินทางไปประกวด Miss World 2026

โอกาสนี้ คุณวิชัย ทองแตง ได้มอบกำลังใจ พร้อมอวยพรให้ "น้ำผึ้ง กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล" ประสบความสำเร็จในฐานะตัวแทนประเทศไทย บนเวที Miss World 2026 ณ ประเทศเวียดนาม

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบโอวาทและแนวทางในการปฏิบัติภารกิจเพื่อสังคม โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ Miss World Thailand ในการเป็นพลังสำคัญในการประกาศความเป็นไทย "Thainess” สู่สายตานานาชาติ สร้างปรากฎการณ์ Touch of Thai และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)

ทุกคำอวยพร ทุกกำลังใจ คือพลังสำคัญที่จะนำพาตัวแทนประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ

ขอขอบคุณ มาลัยสยาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1498766318945928&id=100064377227434&rdid=7lCF3s9SvyIHa2dZ#

มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี!! อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ บุษบก ประดิษฐานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 พืชสวนโลกอุดรธานีไม่ใช่แค่เวทีพรรณไม้ แต่คือพื้นที่ศรัทธาและวัฒนธรรมไทย

“พระบรมสารีริกธาตุ” ประดิษฐาน ณ มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 เปิดพื้นที่แห่งศรัทธา คู่ขนานมหกรรมพืชสวนระดับโลก

อุดรธานี – เกิดภาพแห่งความศรัทธาและความเป็นสิริมงคล ณ พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี เมื่อมีพิธีอัญเชิญ “พระบรมสารีริกธาตุ” ขึ้นประดิษฐาน ณ บุษบก ภายในอาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนและผู้มาเยือนมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569

วันที่ 8 สิงหาคม 2569 นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ บุษบก ร่วมด้วยนายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา และนายธงชัย ว่องไวพาณิชย์ ประธานบริษัท บอริส จำกัด ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ภายในบริเวณจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

พิธีดังกล่าวได้รับเมตตาจาก พระราชวชิรธรรมาจารย์ (หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม) เจ้าอาวาสวัดเกษรศีลคุณ (วัดป่าบ้านตาด) เป็นประธานสงฆ์ พร้อมคณะพระสงฆ์รวม 6 รูป ร่วมประกอบพิธี ท่ามกลางคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร ผู้ควบคุมงาน บริษัทค้าร่วมเอ็นบีเอ็ม ผู้รับจ้างบริหารจัดการ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐาน ณ บุษบกในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งภาพสำคัญที่สะท้อนการผสาน “ธรรมชาติ ศรัทธา และการเรียนรู้” เข้าด้วยกัน ภายในพื้นที่มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569 ซึ่งมุ่งนำเสนอความหลากหลายทางพืชสวนและแนวคิดด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้สัมผัสคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและวิถีแห่งความศรัทธาของไทย

นอกจากเป็นสถานที่จัดแสดงความงดงามของพรรณไม้จากประเทศไทยและนานาประเทศแล้ว พื้นที่มหกรรมพืชสวนโลกยังถูกถ่ายทอดให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ วัฒนธรรม และคุณค่าของการอนุรักษ์ โดยการประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญทางจิตใจสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนจังหวัดอุดรธานีในช่วงการจัดงาน

ห่วงขบวนการ “สวมสิทธิ–พ่อทิพย์”!! กระทบความมั่นคงเศรษฐกิจ จี้รัฐกวาดล้างเจ้าหน้าที่ทุจริต Zero Corruption เสนอ 7 มาตรการเร่งด่วน ปม “พ่อทิพย์–สวมสิทธิ” ไม่ใช่แค่ทะเบียนราษฎร แต่กระทบเศรษฐกิจ ความมั่นคง และความเชื่อมั่นรัฐ

คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน ห่วงขบวนการ

“สวมสิทธิ–พ่อทิพย์” กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

เสนอรัฐเร่งเชื่อมข้อมูลและกวาดล้างเจ้าหน้าที่ทุจริต

(กรุงเทพฯ, 9 สิงหาคม 2569) คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน

แสดงความกังวลต่อปัญหาการขอสัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบ หลังพบรูปแบบการกระทำผิดมีความซับซ้อนมากขึ้น และมีแนวโน้มดำเนินการเป็นเครือข่าย ตั้งแต่นายหน้า ผู้รับจ้าง บุคลากรบางส่วนในสถานพยาบาล ไปจนถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียนราษฎร

คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เปิดเผยว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการว่าจ้างของชาวต่างชาติฝ่ายเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ของกระบวนการตรวจสอบ

การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่ยังไม่ครอบคลุม รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของบุคลากรบางส่วน ส่งผลให้มีการออกเอกสารราชการหรือรับรองข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรณีเหล่านี้อาจเชื่อมโยงไปถึงการใช้นอมินี การฟอกเงิน การดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย ทุนสีเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ กระทบต่อความมั่นคง ความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร และการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า การได้สัญชาติไทยหรือสถานะทางทะเบียนโดยมิชอบมีอย่างน้อย 9 รูปแบบ ได้แก่

1. การว่าจ้างชายไทยให้รับรองว่าเป็นบิดาของเด็ก หรือกรณี “พ่อทิพย์”

2. การว่าจ้างหญิงไทยอุ้มบุญให้ชาวต่างชาติโดยผิดกฎหมาย

3. การสวมสิทธิบุคคลที่เสียชีวิต สูญหาย หรือย้ายไปพำนักในต่างประเทศ

4. การเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้านโดยใช้ข้อมูลหรือพยานหลักฐานเท็จ

5. การออกหรือซื้อขายบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบ

6. การแจ้งเกิดที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือแจ้งจำนวนเด็กมากกว่าความเป็นจริง

7. การว่าจ้างชายไทยจดทะเบียนสมรสกับหญิงต่างชาติโดยไม่มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาจริง

8. การรับรองเท็จว่าเด็กเกิดในประเทศไทย

9. การปลอมสูติบัตร ใบรับรองการเกิด หรือเอกสารราชการที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความสนใจ คือ การว่าจ้างชายไทยให้จดทะเบียนสมรสหรือรับรองบุตรของหญิงต่างชาติที่ตั้งครรภ์ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยตามสถานะของบิดา โดยอาจมีนายหน้าทำหน้าที่จัดหาบุคคล เตรียมเอกสาร ประสานงานกับสถานพยาบาล และนำเอกสารไปใช้แจ้งเกิดต่อหน่วยงานรัฐ

ขณะเดียวกัน ขั้นตอนการรับรองบุตรบางกรณียังอาศัยเอกสารและคำรับรองของบุคคลเป็นหลัก หากการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่รัดกุม หรือมีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อาจเปิดโอกาสให้มีการรับรองข้อมูลหรือสถานะทางกฎหมายโดยไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังพบการนำข้อมูลของผู้เสียชีวิต

ผู้สูญหาย หรือผู้ที่ไม่ได้พำนักอยู่ในประเทศไทยมาใช้ขอออกบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงการเพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้านโดยใช้พยานรับรองข้อมูลเท็จ และการซื้อขายเอกสารแสดงสถานะของบุคคลที่ไม่มีสัญชาติไทย

คณะทำงานฯ ระบุเพิ่มเติมว่า สัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียนเกี่ยวข้องกับสิทธิหลายด้าน

ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง การประกอบอาชีพ การพำนัก และการถือเอกสารประจำตัว ขณะที่บางกรณีอาจถูกนำไปใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน หรือทำธุรกรรมที่กฎหมายจำกัดสิทธิของชาวต่างชาติ รวมถึงใช้ปกปิดตัวตนของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติด ผู้หลบหนีคดี ธุรกิจผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ ผลกระทบจึงครอบคลุมทั้งความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร ระบบบัตรประจำตัวประชาชน ความมั่นคงของประเทศ การจดทะเบียนธุรกิจ การถือครองทรัพย์สิน และธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนการแข่งขันที่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การได้รับสิทธิโดยมิชอบยังอาจเพิ่มภาระงบประมาณด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการ รวมถึงกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐ

ที่ผ่านมา คดีเกี่ยวกับสถานะบุคคลมักพบในรูปแบบการปลอมสูติบัตร การใช้เอกสารราชการที่มีข้อความเท็จ การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับบิดา มารดา หรือสถานที่เกิดไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และการสวมสิทธิบุคคลอื่น แต่ข้อมูลในช่วงหลังพบว่าผู้กระทำผิดมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การหาลูกค้า การจัดหาผู้รับจ้าง เตรียมเอกสาร ประสานงานกับสถานพยาบาล ไปจนถึงการติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้ออกเอกสารหรือรับรองข้อมูลโดยมิชอบ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลทางการที่แยกสถิติคดีการได้สัญชาติไทยโดยมิชอบอย่างชัดเจน เนื่องจากแต่ละคดีอาจถูกดำเนินการในฐานความผิดต่างกัน เช่น

ปลอมเอกสาร แจ้งความเท็จ หรือความผิดตามกฎหมายทะเบียนราษฎร อย่างไรก็ตาม หลายคดีมีผู้เกี่ยวข้องและผู้ได้รับประโยชน์มากกว่าหนึ่งราย จึงควรพิจารณาปัญหาในภาพรวมของระบบ ไม่ใช่เฉพาะจำนวนคดีหรือจำนวนผู้ถูกจับกุม

คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน เสนอ 7 มาตรการเร่งด่วน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา ได้แก่

1. ตรวจสอบการรับรองบุตรและการแจ้งเกิดย้อนหลังในกรณีเสี่ยง โดยกำหนดหลักเกณฑ์คัดกรองความผิดปกติ เช่น บุคคลหนึ่งรับรองบุตรหลายราย หรือมีความเชื่อมโยงกับนายหน้าและสถานพยาบาลที่เคยถูกร้องเรียน

2. เชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทั้งโรงพยาบาล กรมการปกครอง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลได้ครบถ้วน

3. ตรวจ DNA ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัย ภายใต้หลักเกณฑ์ที่ชัดเจน โปร่งใส และคำนึงถึงกฎหมาย สิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

4. ขยายผลดำเนินคดีกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทุกระดับ ตั้งแต่ผู้จัดหา ผู้ประสานงาน ผู้รับผลประโยชน์ ไปจนถึงผู้สนับสนุนทางการเงินทั้งในและต่างประเทศ

5. ตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง หากพบการทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือรับรองข้อมูลเท็จ ต้องดำเนินการตามกฎหมาย พร้อมตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สิน

6. จัดทำระบบวิเคราะห์ความเสี่ยง ใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลตรวจจับความผิดปกติของการแจ้งเกิด การรับรองบุตร การใช้สถานพยาบาล หรือพยานบุคคลซ้ำในหลายกรณี

7. เปิดช่องทางแจ้งเบาะแสและติดตามผล พร้อมคุ้มครองผู้ให้ข้อมูล และเปิดเผยผลการตรวจสอบกับสถิติการดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องเร่งเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถตรวจสอบและใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการตรวจสอบและเพิกถอนสัญชาติหรือสถานะที่ได้มาโดยมิชอบตามขั้นตอนของกฎหมาย รวมถึงดำเนินการกับเจ้าหน้าที่หรือบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้รัฐบาลยกระดับปัญหาการทุจริตสัญชาติและสถานะบุคคลเป็นประเด็นสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ โดยบูรณาการการทำงานระหว่างกรมการปกครอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานด้านสาธารณสุข เพื่อให้ระบบทะเบียนราษฎรมีความถูกต้อง เชื่อมโยง และตรวจสอบได้ พร้อมลดความเสี่ยงจากการนำสถานะบุคคลไปใช้สนับสนุนทุนสีเทา นอมินี และอาชญากรรมข้ามชาติ

คณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อน ไม่ทน ขอขอบคุณ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) สำหรับข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการสนับสนุนการจัดทำข้อมูลครั้งนี้ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสะท้อนรูปแบบและความเสี่ยงของการทุจริต รวมทั้งสนับสนุนแนวทางในการยกระดับระบบตรวจสอบ ป้องกันการทุจริต และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันลดปัญหาคอร์รัปชันและเสริมสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

มาเลเซียแห่ต้อนรับ ‘อาลีฟ’ ดุจฮีโร่โอลิมปิก!! สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่มวยไทย แฟนหมัดมวยต้อนรับยิ่งใหญ่ที่กลันตัน มอบเงินโบนัสช่วยครอบครัวตอบแทน ความภาคภูมิใจชาว มาเลเซีย-ไทย ทั่วประเทศ

มาเลเซียแห่ยิ่งใหญ่ “อาลีฟ” ต้อนรับสมเกียรติเหมือนฮีโร่โอลิมปิก หลังสร้างประวัติศาสตร์แชมป์โลกวันมวยไทย

ยังคงเป็นกระแสฟีเวอร์ระดับประเทศอย่างต่อเนื่อง สำหรับ อาลีฟ ส.เดชะพันธ์ หรือ อะหมัด นูร์ อีมาน อาลีฟ ราคิบ ยอดนักชกดาวรุ่งลูกครึ่งมาเลเซีย-ไทย วัย 22 ปี ที่เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการก้าวขึ้นเป็น แชมป์โลก ONE Championship คนแรกของประเทศมาเลเซีย ในกติกามวยไทย รุ่นสตรอว์เวต เฉพาะกาล หลังน็อคตำนานอย่าง สามเอ ไก่ย่างห้าดาว ในศึกใหญ่เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

กระแสความร้อนแรงของ อาลีฟ ส.เดชะพันธ์ ฮีโร่แผ่นดินเสือเหลืองยังคงไม่แผ่ว เมื่อล่าสุดแฟนๆหมัดมวยและชาวเมืองกลันตันร่วมใจกันจัดงาน "Hero's Welcome" หรือขบวนต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ในฐานะผู้สร้างความภาคภูมิใจของชาติ และให้ประชาชนชาวกลันตันได้เข้ามาสัมผัสตัวจริง ร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ และร่วมยินดีกับเข็มขัดแชมป์โลกผืนประวัติศาสตร์อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางรอยยิ้มและบรรยากาศการฉลองที่ยิ่งใหญ่ไม่ต่างจากการต้อนรับฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก

นอกเหนือจากความสำเร็จบนสังเวียนแล้ว อาลีฟ ยังสร้างความประทับใจและได้ใจแฟนๆ ทั่วประเทศ ด้วยการนำเงินรางวัลและเงินโบนัสก้อนโตจากการชนะน็อก รวมถึงโบนัสพิเศษ 1.7 ล้านบาท ไปสมทบทุนซื้อบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ ในเมืองรันเตาปันจัง มูลค่ากว่า 1 ล้านริงกิต หรือประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อเป็นของขวัญตอบแทนความรักและความเสียสละของคุณพ่อคุณแม่ที่ผลักดันเขามาตั้งแต่เด็ก

ที่มา : https://mgronline.com/sport/detail/9690000078028

ประชาธิปัตย์รุ่นใหม่ DIP 16 ลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาคนจนเมือง สอนหลักการ Eightfold Path เชิงนโยบาย ถอดบทเรียนพื้นที่คลองเตย ยานนาวา บางพลัด เตรียมลุย Policy Hackathon 16 ส.ค.

“รัดเกล้า” สอนคนรุ่นใหม่ DIP 16 ถอดบทเรียนลงพื้นที่ คลองเตย–ยานนาวา–บางพลัด สู่การออกแบบนโยบายแก้ปัญหา “คนจนเมือง”

9 ส.ค. 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลักสูตร Democrat Internship Program รุ่นที่ 16 (DIP 16) ที่จัดโดยพรรคประชาธิปัตย์ ได้เน้นการถ่ายทอดความรู้ด้านการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะให้กับเยาวชน ผ่านการนำบทเรียนจากการลงพื้นที่จริงในคลองเตย ยานนาวา และบางพลัด มาฝึกวิเคราะห์ปัญหา “คนจนเมือง” จากปัญหาที่มองเห็นในพื้นที่ไปสู่การทำความเข้าใจสาเหตุเชิงระบบ และการออกแบบทางเลือกเชิงนโยบาย

นางรัดเกล้า ยังกล่าวอีกว่า เนื้อหาการเรียนรู้ครอบคลุมตั้งแต่ การนิยามปัญหา (Define the Problem) การรวบรวมหลักฐาน (Assemble Evidence) การสร้างทางเลือก (Construct Alternatives) การกำหนดเกณฑ์เพื่อประเมินทางเลือก (Select Criteria) การคาดการณ์ผลลัพธ์ (Project Outcomes) การพิจารณา Trade-offs การตัดสินใจ และการสื่อสารข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นกระบวนการ Eightfold Path สำหรับการวิเคราะห์นโยบายสาธารณะ

นอกจากนี้หลักสูตรดังกล่าวได้เน้นให้เยาวชนตั้งคำถามสำคัญก่อนเสนอทางออกว่า “ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ใครเป็นผู้ได้รับผลกระทบ และรัฐมีเครื่องมืออะไรที่จะเข้าไปแก้ปัญหาได้บ้าง” พร้อมเรียนรู้ว่าการนิยามปัญหาที่ดีต้องไม่รีบฝังทางแก้ไว้ตั้งแต่ต้น แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้สามารถพิจารณาทางเลือกที่หลากหลายบนพื้นฐานของหลักฐาน

ทั้งนี้ การเรียนการสอนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจาก รศ.ดร.ศรายุทธ เรืองสุวรรณ และทีมวิชาการของหลักสูตร

“การลงพื้นที่ไม่ได้เป็นเพียงการไปเห็นปัญหาเท่านั้น แต่จะต้องนำสิ่งที่เห็นกลับมาตั้งเป็นคำถามว่า ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และเราจะเปลี่ยนปัญหานั้นให้กลายเป็นโจทย์นโยบายที่แก้ได้จริงอย่างไร” นางรัดเกล้ากล่าว

สำหรับ DIP 16 เยาวชนจะนำองค์ความรู้จากห้องเรียนและบทเรียนจากการลงพื้นที่มาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อแข่งขันใน Policy Hackathon ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2569 โดยมี นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่า กทม. ของพรรค ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี และผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ฝึกเปลี่ยน “ปัญหาสังคม” ให้เป็น “โจทย์นโยบาย” และพัฒนาข้อเสนอที่มีทั้งประโยชน์ชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ในทางการเมืองและสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนานโยบายสาธารณะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top