Tuesday, 4 August 2026
NewsFeed

‘ทรัมป์’ กดดันบิ๊กน้ำมันสหรัฐฯ!! จากนโยบายหนุนพลังงานสู่แรงกดดันราคาปั๊ม ‘ทรัมป์’ ชี้บริษัทน้ำมันต้องตอบแทนประชาชน เรียกร้องอย่าเก็บกำไรฝ่ายเดียว ต้องช่วยลดภาระคนอเมริกัน

ทรัมป์ เรียกร้องให้บริษัทน้ำมันปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับผู้บริโภคชาวอเมริกัน พร้อมตำหนิไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Chevron โดยระบุว่า เวิร์ธไม่ได้ให้เครดิตต่อความพยายามของรัฐบาลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมน้ำมันของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลได้เอื้อประโยชน์ต่อภาคพลังงานอย่างมาก และเห็นว่าบริษัทน้ำมันควรส่งต่อผลประโยชน์ดังกล่าวไปยังประชาชนผ่านการปรับลดราคาน้ำมัน แทนที่จะเก็บผลกำไรไว้เพียงฝ่ายเดียว

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามเรียกร้องให้บริษัทน้ำมันและผู้ค้าปลีกเชื้อเพลิงปรับลดราคามาแล้วหลายครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน "แต่ไม่มีการตอบสนอง" โดยที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ ยังไม่ได้ปรับลดลงอย่างที่เขาต้องการ

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1364255575862799/?rdid=8D9g9x7qsHPAm515#

'สงกรานต์' พลัง Soft Power ไทย สร้างมิตรภาพและภาพลักษณ์ประเทศผ่านวัฒนธรรม

แม้หลายคนจะจดจำ "สงกรานต์" ในฐานะเทศกาลเล่นน้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แต่สำหรับผู้คนจากหลากหลายประเทศ สงกรานต์กลับมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ การแบ่งปันความปรารถนาดี และการเชื่อมโยงผู้คนผ่านวัฒนธรรมอันงดงาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ Soft Power ไทย ที่สามารถสร้างความประทับใจและความเข้าใจข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นหนึ่งในกิจกรรมระดับโลก ถ่ายทอดเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยผ่านประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้จริง จนทำให้สงกรานต์กลายเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ผู้คนทั่วโลกรอคอยและอยากเดินทางมาสัมผัสด้วยตนเอง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สงกรานต์ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติมากขึ้น ไม่เพียงในฐานะเทศกาลท่องเที่ยว แต่ยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดคุณค่าของสังคมไทย ทั้งความเคารพต่อผู้ใหญ่ การรดน้ำดำหัว การรวมตัวของครอบครัว ตลอดจนการแบ่งปันรอยยิ้มและมิตรภาพให้กับผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก

ภาพบรรยากาศจากงาน The Diplomat Splash งานเลี้ยงสงกรานต์ประจำปีที่จัดขึ้นสำหรับคณะทูต ครอบครัว และมิตรสหายจากนานาประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสงกรานต์ในฐานะ "สะพานเชื่อมความสัมพันธ์" ระหว่างประเทศไทยกับประชาคมโลก ผู้เข้าร่วมงานต่างได้สัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย ผ่านกิจกรรมที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยความหมาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายด้วยเสื้อลายดอก การละเล่นแบบไทย อาหารไทย หรือการแลกเปลี่ยนบทสนทนาท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรไมตรี

กิจกรรมลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมสามารถเป็นเครื่องมือทางการทูตที่ทรงพลัง เพราะช่วยลดช่องว่างด้านภาษา เชื้อชาติ และความแตกต่างทางวัฒนธรรม เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันผ่านประสบการณ์ร่วม มากกว่าการสื่อสารด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวคิดของ Amazing Thailand ที่มุ่งส่งมอบ "Meaningful Travel" หรือการเดินทางที่สร้างคุณค่าและความประทับใจผ่านอัตลักษณ์ความเป็นไทย

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือ สงกรานต์ยังเป็นช่วงเวลาแห่งการ "เยียวยา" ทั้งในระดับบุคคลและสังคม การได้กลับมาพบปะครอบครัว การให้อภัย การเริ่มต้นสิ่งใหม่ และการใช้เวลาร่วมกับผู้คน ล้วนเป็นคุณค่าที่ได้รับการยอมรับในทุกวัฒนธรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวต่างชาติจำนวนมากต่างรู้สึกผูกพันกับเทศกาลนี้ แม้จะไม่ได้เกิดหรือเติบโตในประเทศไทยก็ตาม

ความสำเร็จของงาน The Diplomat Splash ยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดย Nomad Media ได้กล่าวขอบคุณ สถานเอกอัครราชทูตโปรตุเกสประจำประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Amazing Thailand), Blue Elephant Bangkok Sathorn Cooking School & Restaurant, Tapori, ThaiBev, Marvel Wines และ MedPark Hospital – International & Expats ที่ร่วมสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ จนกลายเป็นอีกเวทีสำคัญในการเผยแพร่อัตลักษณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมไทยสู่สายตานานาชาติ

ในยุคที่การแข่งขันของประเทศไม่ได้วัดกันเพียงเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยี "วัฒนธรรม" กลายเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่สร้างภาพลักษณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนได้อย่างยั่งยืน และสงกรานต์ก็คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ Soft Power ไทย ที่ไม่ได้มีเพียงความสนุกของการเล่นน้ำ แต่ยังถ่ายทอดเรื่องราวของความอบอุ่น ความเอื้อเฟื้อ และการอยู่ร่วมกันอย่างงดงาม

เมื่อผู้คนจากหลากหลายประเทศต่างยิ้ม หัวเราะ และร่วมแบ่งปันประสบการณ์เดียวกันในเทศกาลนี้ สงกรานต์จึงไม่ได้เป็นเพียงประเพณีของคนไทยอีกต่อไป หากแต่เป็นภาษาสากลของมิตรภาพ ที่ช่วยเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกผ่านเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยได้อย่างทรงพลัง พร้อมตอกย้ำบทบาทของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (Amazing Thailand) ในการผลักดันเทศกาลไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และภาพลักษณ์ประเทศผ่านพลังของ Soft Power อย่างยั่งยืน

ทะเลสร้างโอกาสใหม่!! "Blue Exercise" ต่อยอดธุรกิจน้ำ Surf Therapy พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เปลี่ยน Green Season เป็น Surf Season ดันนักท่องเที่ยวคุณภาพสู่ท้องถิ่น

เพราะทะเลเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน “Blue Exercise” เปลี่ยนคลื่นให้เป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจและการท่องเที่ยวไทย ไปกับ Surf Therapy – From Wave to Wellness

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป จากการเดินทางเพื่อพักผ่อนหรือเยี่ยมชมสถานที่ สู่การค้นหาประสบการณ์ที่ได้ “ลงมือทำ” เรียนรู้ทักษะใหม่ เชื่อมโยงกับผู้คน และสร้างความทรงจำระหว่างการเดินทาง การท่องเที่ยวในอนาคตจึงไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องจำนวนแหล่งท่องเที่ยวหรือจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องสามารถสร้าง “คุณค่า” ให้เกิดขึ้นตลอดการเดินทาง ตั้งแต่กิจกรรม ที่พัก อาหาร การบริการ ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักท่องเที่ยวกับผู้คนในพื้นที่ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทาง “Value is the New Volume” ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและคุณภาพของประสบการณ์ มากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
หนึ่งในแนวทางที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ของประเทศไทย คือ Blue Exercise หรือกิจกรรม

การเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น ทะเล แม่น้ำ และแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยสามารถพัฒนาผ่านกิจกรรมได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Surfing, Paddle Board, Wake Board หรือกิจกรรมทางน้ำประเภทอื่น

สำหรับพื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย โดยเฉพาะภูเก็ต พังงา กระบี่ และจังหวัดชายฝั่งภาคใต้ Blue Exercise ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับนักกีฬาหรือผู้มีประสบการณ์ แต่สามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวสำหรับผู้เริ่มต้น ครอบครัว กลุ่มเพื่อน นักเดินทางรุ่นใหม่ และนักท่องเที่ยวที่ต้องการค้นหาประสบการณ์แตกต่างจากการเที่ยวทะเลในรูปแบบเดิม

จากกิจกรรมทางทะเล สู่สินค้าใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดในมิติการท่องเที่ยว เพื่อแสดงให้เห็นว่าทะเลสามารถเป็นได้มากกว่าพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การเปิดประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนในพื้นที่
โดย Surf Therapy ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงการรักษาทางการแพทย์ แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านกิจกรรม Surf ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การดูแล และการเรียนรู้ตามระดับความสามารถของผู้เข้าร่วม ประเทศไทยมีต้นทุนพร้อมต่อการพัฒนา Surf : Blue Exercise
ประเทศไทยมีทรัพยากรทางทะเล พื้นที่ชายฝั่ง โรงแรม ธุรกิจบริการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรองรับนักเดินทางจากทั่วโลก โอกาสสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีทะเลที่สวยงาม แต่คือการนำทรัพยากรเหล่านี้มาออกแบบเป็นกิจกรรมที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างรายได้เชื่อมโยงไปยังธุรกิจในพื้นที่ Blue Exercise จึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Active Tourism และ Experience-based Tourism ที่เปลี่ยนจากการชวนนักท่องเที่ยวมา “ชมทะเล” ไปสู่การชวนให้เข้ามา “ใช้ชีวิตและสร้างประสบการณ์ร่วมกับทะเล”

Memories Surf House กับวิสัยทัศน์การสร้าง Surf Community
หนึ่งในผู้ประกอบการที่มีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของวัฒนธรรมเซิร์ฟในเขาหลัก จังหวัดพังงา คือ
ต๊ะ–ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House จังหวัดพังงา

Memories Surf House เกิดจากการนำประสบการณ์ของสองกลุ่มสำคัญในวงการเซิร์ฟเขาหลัก ได้แก่ Pakarang Surf School และ Better Surf Thailand มารวมกัน โดย Pakarang Surf School มีประสบการณ์ด้านการสอนเซิร์ฟในพื้นที่เขาหลักมากกว่า 15 ปี ขณะที่ Better Surf Thailand มีบทบาทในการสร้างกิจกรรมและขยายชุมชนนักเล่นเซิร์ฟในประเทศไทย (Memoriessurfhouse)
ในปี 2568 Memories Surf House ได้เริ่มสื่อสารตัวตนในฐานะบทใหม่ของวัฒนธรรมเซิร์ฟเขาหลัก โดยวางแนวคิดให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงการเรียนเซิร์ฟ วิถีชีวิตชายฝั่ง กิจกรรม ร้านค้า ร้านอาหาร และชุมชนเข้าด้วยกัน วิสัยทัศน์สำคัญของ Memories Surf House คือการทำให้เซิร์ฟเป็นกิจกรรมที่ผู้คนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ลงทะเลเป็นครั้งแรก นักท่องเที่ยวทั่วไป หรือผู้เล่นที่ต้องการพัฒนาทักษะ พร้อมกับยกระดับผู้ฝึกสอนท้องถิ่นและสร้างเส้นทางอาชีพให้แก่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่

“สิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการในวันนี้ ถูกพัฒนาขึ้นไปจากเดิมมาก เขาต้องการกิจกรรมที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมจริง ได้เรียนรู้ ได้รู้จักผู้คน และมีเรื่องราวประทับใจกลับไปเล่าต่อ ซึ่ง Surf สามารถสร้างประสบการณ์แบบนั้นให้กับการท่องเที่ยวไทยได้จุดแตกต่างตรงนี้ หากได้รับการพัฒนาและส่งเสริมจากหลายภาคส่วน จะเป็นฟันเฟืองส่งเสริมให้การท่องเที่ยวไทยมีความแตกต่าง มีพลังในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ และสร้างมูลค่าทางการตลาดมหาศาลให้แก่ท้องถิ่นและประเทศไทย

— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช
ผู้ร่วมก่อตั้ง Memories Surf House

เปลี่ยน Green Season ให้เป็น Surf Season
หนึ่งในโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไทย คือช่วง Green Season ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่ธุรกิจท่องเที่ยวชายทะเลมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่สำหรับกลุ่มเซิร์ฟ คลื่น ลม และฝน กลับกลายเป็นเหตุผลของการเดินทาง การพัฒนาเซิร์ฟอย่างเป็นระบบจึงสามารถเปลี่ยนมุมมองจาก Low Season ให้กลายเป็น Surf Season และสร้างโอกาสใหม่ให้พื้นที่ชายฝั่ง

เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาเรียนหรือเล่นเซิร์ฟ รายได้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะโรงเรียนสอนเซิร์ฟ แต่เชื่อมโยงไปถึงโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ ธุรกิจอุปกรณ์ ผู้จัดกิจกรรม และบริการอื่น ๆ ในพื้นที่
“กิจกรรม Surf สามารถปรับให้ Green Season เป็นฤดูกาลที่เราสร้างสินค้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมาได้ หากผู้ประกอบการมีการวางแผนกิจกรรมที่เหมาะสม มีข้อมูลที่ชัดเจน และสามารถสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งความใส่ใจในการออกแบบประสบการณ์ของแต่ละผู้ประกอบการนั้น จะร่วมเป็นเหตุผลใหม่ในการเดินทางมาทำกิจกรรม Surf ของนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและจากต่างประเทศ” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

นักท่องเที่ยวคุณภาพ ไม่ได้วัดจากการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของคุณต๊ะ นักท่องเที่ยวเซิร์ฟ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมทางทะเล จะมีลักษณะแตกต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไป โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มักใช้เวลาอยู่ในพื้นที่หลายวันเนื่องจากต้องเรียนรู้และรอสภาพคลื่นที่เหมาะสม หลายคนเดินทางกลับมายังจุดหมายเดิมซ้ำ รวมถึงมีการใช้จ่ายในธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่ค่าเรียน ค่าเช่าอุปกรณ์ ที่พัก อาหาร ไปจนถึงกิจกรรมอื่นระหว่างการเดินทาง อย่างไรก็ตาม ความหมายของ “นักท่องเที่ยวคุณภาพ” ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่จำนวนเงินที่ใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเรียนรู้ เคารพพื้นที่ รักษาสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่น และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน

เมื่อได้รับประสบการณ์และการดูแลที่ดี นักท่องเที่ยวเหล่านี้สามารถกลายเป็นผู้สื่อสารเรื่องราวของประเทศไทยผ่าน ภาพ วิดีโอ รีวิว และการบอกต่อไปยังเครือข่ายของตนเอง ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาวได้มากกว่าการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว “ในการเดินทางเดินทางหนึ่งทริปจะเกิดความทรงจำที่หลากหลาย แต่สำหรับการได้มาเซิร์ฟที่นี่ เขาจะจำได้ว่าใครเป็นคนต้อนรับ ใครช่วยให้เขากล้าลองเล่นเซิร์ฟครั้งแรก และเขารู้สึกอย่างไรในวันที่ลงทะเลและยืนบนแผ่นSurf ได้ ประสบการณ์และการดูแลที่ใส่ใจ คือสิ่งที่จะทำให้นักท่องเที่ยวอยากบอกต่อ และกลับมาอีกครั้ง ซึ่งที่ Memories Surf House เราใส่ใจในมาตรฐาน การดูแลความปลอดภัยของลูกค้า และมารยาทสากลที่ทาง Surf Coach ทุกท่านต้องผ่านการอบรม” (— ทวีโรจน์ เอี๋ยวพานิช)

จากโรงเรียนเซิร์ฟ สู่ระบบนิเวศทางธุรกิจ
การเติบโตของอุตสาหกรรมเซิร์ฟไม่ได้หมายถึงการเพิ่มจำนวนโรงเรียนสอนเซิร์ฟเท่านั้น แต่ยังสามารถต่อยอดเป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงผู้ฝึกสอน การเช่าอุปกรณ์ ร้านค้าไลฟ์สไตล์ ที่พัก ร้านอาหาร การจัดกิจกรรม รวมถึงบริการต่าง ๆ ในพื้นที่สำหรับ Memories Surf House การพัฒนาเซิร์ฟไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเรียนการสอน แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์โดยรวม ตั้งแต่กิจกรรมทางทะเล วิถีชีวิตชายฝั่ง (Coastal Lifestyle) ไปจนถึงการพัฒนาผู้ฝึกสอนท้องถิ่นตามมาตรฐาน International Surfing Association และการสนับสนุนเยาวชนในพื้นที่

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Surf สามารถเติบโตเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เชื่อมโยงกีฬา การท่องเที่ยว วัฒนธรรมชายฝั่ง และชุมชนเข้าด้วยกัน หากมีการพัฒนามาตรฐาน ความปลอดภัย และการสื่อสารที่ชัดเจน แต่ละพื้นที่ก็สามารถสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง และกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักเดินทางได้Blue Exercise: โอกาสใหม่ที่เริ่มต้นจากทรัพยากรที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว

การพัฒนา Blue Exercise ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะประเทศไทยมีต้นทุนทั้งทรัพยากรทางทะเล ผู้ประกอบการ ที่พัก ร้านอาหาร และบุคลากรด้านบริการอยู่แล้ว
โจทย์สำคัญคือการนำองค์ประกอบเหล่านี้มาเชื่อมโยง สร้างมาตรฐาน และออกแบบเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม Surf Therapy ในมิติของ Blue Exercise จึงเป็นหนึ่งในแนวทางที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำกิจกรรมทางน้ำมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าใหม่ ทั้งการสร้างรายได้ในช่วง Green Season การกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ การสร้างอาชีพ และการยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยจากจุดหมายสำหรับการพักผ่อน สู่จุดหมายของประสบการณ์ที่แตกต่างเพราะทะเลไทยไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะวันที่ท้องฟ้าสดใสและผืนน้ำสงบเท่านั้น แม้ในวันที่มีคลื่น ลม และสายฝน ทะเลก็ยังสามารถสร้างกิจกรรม ความทรงจำ และโอกาสใหม่ให้กับการท่องเที่ยวไทยได้เช่นกัน

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสาร กิจกรรม และรายละเอียดการเรียนเซิร์ฟได้ทาง
Facebook และ Instagram: Memories Surf House

Paddle Board พลิกเกมท่องเที่ยว!! เปิดเส้นทางน้ำสร้างประสบการณ์ใหม่ เปลี่ยนสถานที่เดิมให้มีคุณค่า เชื่อมชุมชน ธรรมชาติ และวัฒนธรรม กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยกิจกรรมเพื่อสุขภาพ

“Paddle Board” เปิดมุมใหม่ให้การท่องเที่ยวไทย
เปลี่ยนแม่น้ำ คลอง และอ่างเก็บน้ำ สู่เส้นทางประสบการณ์ที่ถนนพาไปไม่ถึง

นักท่องเที่ยวหลายคนอาจเคยเดินทางไปยังอยุธยา กาญจนบุรี สมุทรสงคราม หรือชุมชนริมน้ำใกล้กรุงเทพฯ มาแล้วมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่คำถามสำคัญของการท่องเที่ยวในวันนี้ คือ เราจะสร้างเหตุผลอะไรให้ผู้คนกลับมายังสถานที่เดิมและทำให้การเดินทางครั้งต่อไปไม่ใช่เพียงการทำกิจกรรมในรูปแบบเดิม
หนึ่งในคำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่อยู่ที่การเพิ่ม “มิติใหม่” ให้กับทรัพยากรและสถานที่ที่ประเทศไทยมีอยู่แล้วPaddle Board หรือ Stand Up Paddle Board (SUP) คือกิจกรรมที่เปลี่ยนพื้นที่น้ำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เคลื่อนไหวร่างกาย ใช้เวลากับธรรมชาติ และสัมผัสสถานที่ผ่านประสบการณ์ที่แตกต่างจากการท่องเที่ยวรูปแบบเดิมกิจกรรมทางน้ำจึงไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบเพิ่มเติมของทริป แต่สามารถกลายเป็นเหตุผลใหม่ของการเดินทาง และเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มคุณค่าให้แก่การท่องเที่ยวไทย

จาก Surf Therapy สู่โอกาสของ Blue Exercise
โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการนำพื้นที่น้ำมาต่อยอดให้เป็นมากกว่าสถานที่พักผ่อน แต่เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ การทดลองประสบการณ์ใหม่ และการสร้างความทรงจำจากการมีส่วนร่วมกับธรรมชาติแนวคิดนี้เชื่อมโยงกับ Blue Exercise หรือกิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ไม่ว่าจะเป็น Surfing, Paddle Board หรือ Wake Board ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการเดินทาง การออกกำลังกาย และประสบการณ์เข้าด้วยกัน
สำหรับ Paddle Board ความน่าสนใจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทะเล เพราะแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศไทย สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ วิถีชุมชน ธรรมชาติ อาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่นได้ตลอดทั้งปี

ประเทศไทยมีทั้งทรัพยากรและโอกาสในการพัฒนา Paddle Board Tourism
ศักยภาพของประเทศไทยไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีแหล่งน้ำที่หลากหลายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบการเดินทาง ที่พัก ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่พร้อมรองรับนักเดินทาง
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการประชาสัมพันธ์ว่าแต่ละพื้นที่มีธรรมชาติที่สวยงาม แต่คือการนำทรัพยากรเหล่านั้นมาออกแบบเป็นกิจกรรมที่มีเส้นทางชัดเจน มีมาตรฐานความปลอดภัย และเชื่อมโยงกับประสบการณ์อื่น ๆ ในพื้นที่ นี่คือการเปลี่ยน “ทรัพยากรที่มีอยู่” ให้กลายเป็น “ประสบการณ์ที่สร้างมูลค่า” โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการสร้างสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ SUP Thailand Trips กับการเปิดเส้นทางท่องเที่ยวบนผิวน้ำ หนึ่งในกลุ่มที่มีบทบาทในการนำ Paddle Board มาเชื่อมโยงเปิดประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวผ่านสายน้ำรูปแบบใหม่ภายในประเทศไทย คือ SUP Thailand Trips ที่เริ่มต้นจากความชอบในการพายของเพื่อนสองคน

คุณเมย์ - รัชกิจ อัศวชินเทพกุล และคุณกอล์ฟ - วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์

จากการออกไปพายเพื่อพักผ่อน สำรวจเส้นทางใหม่ และชวนเพื่อน ๆ มาร่วมเดินทาง ค่อย ๆ เติบโตเป็น Community ของคนรัก Paddle Board และพัฒนาเป็นการจัดทริปที่พาผู้คนออกไปสัมผัสเส้นทางน้ำในหลากหลายพื้นที่SUP Thailand Trips เริ่มเผยแพร่เรื่องราวและกิจกรรมการพายมาตั้งแต่ช่วงปี 2563 ผ่านเส้นทางต่าง ๆ เช่น ตลาดโบราณบางพลี บางกะเจ้า และต่อยอดสู่เส้นทางอื่นทั่วประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แนวทางของ SUP Thailand Trips ไม่ได้จำกัดการพายอยู่ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง แต่ใช้ Paddle Board เป็นเครื่องมือในการเดินทาง ตั้งแต่ลำคลอง ชุมชนริมน้ำ แม่น้ำสายประวัติศาสตร์ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ไปจนถึงทะเล ไม่ว่าจะเป็นการพายรอบเกาะเมืองอยุธยาผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี การพายในแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี หรือเส้นทางธรรมชาติอย่างเขื่อนทับเสลา จังหวัดอุทัยธานี ทุกเส้นทางสะท้อนให้เห็นว่า “ผิวน้ำ” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรม
แต่สามารถเป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงนักเดินทางเข้ากับเรื่องราวของแต่ละพื้นที่ได้

“ตอนแรกเราเริ่มจากความชื่นชอบกิจกรรมเดียวกัน คือ ชอบพาย Paddle Board เหมือนกัน เลยชักชวนกันออกไปลองพายเส้นทางใหม่ ๆ ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด เลยมองเห็นว่ากิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ค่อนข้างตอบโจทย์ในสถานการณ์ขณะนั้น เนื่องจากเป็นกิจกรรมในที่โล่ง อากาศโปร่ง มีการเว้นระยะระหว่างกัน จึงชักชวนกันเปิดทริปพายขึ้นมา ชวนคนมาพายด้วย และได้รับความสนใจ มีผู้คนชื่นชอบอยากมาสัมผัสประสบการณ์แบบเดียวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีแม่น้ำ คลอง และแหล่งน้ำที่มีเรื่องราวอยู่เป็นจำนวนมาก หลายสถานที่เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวรู้จักอยู่แล้ว แต่เมื่อเราเปลี่ยนจากการเดินทางบนถนน มาเป็นการพายบนผิวน้ำ สถานที่เดิมที่เคยมา จะให้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปเราได้เห็นทั้งธรรมชาติ วิถีชุมชน และมุมมองจากทางน้ำที่อาจไม่เคยมองเห็นจากบนฝั่ง”

— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล
ผู้ร่วมก่อตั้ง SUP Thailand Trips

สถานที่เดิม แต่เป็นประสบการณ์คนละแบบ
จุดแข็งของ Paddle Board คือการสร้างวิธีการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ในการสัมผัสสถานที่ที่หลายคนคุ้นเคย จากพื้นที่ที่เคยเป็นเพียงจุดหมายปลายทาง ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักเดินทางได้เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นเมืองเก่าชุมชนริมน้ำ หรือแหล่งธรรมชาติ การเดินทางผ่านสายน้ำช่วยเปิดมุมมองใหม่ และทำให้ผู้มาพายได้เห็นอีกมุมของสถานที่แตกต่างออกไป “เราไม่จำเป็นต้องหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ทุกครั้ง แต่อาจเริ่มจากการกลับไปค้นหาคุณค่าของสถานที่เดิมด้วยวิธีใหม่ บางคนเคยไปจังหวัดเดิมหลายครั้ง แต่เมื่อได้ลองมองจากมุมจากสายน้ำ มันก็สามารถกลายเป็นอีกหนึ่งความทรงจำใหม่ได้”

— คุณกอล์ฟ วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์
ผู้ร่วมก่อตั้ง SUP Thailand Trips

เติมกิจกรรมให้ทริป และเพิ่มเวลาที่นักท่องเที่ยวอยู่ในพื้นที่
Paddle Board สามารถเปลี่ยนการเดินทางจากการเยี่ยมชมเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ให้กลายเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวได้ใช้เวลาและมีส่วนร่วมกับพื้นที่มากขึ้นกิจกรรมนี้สามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ One - day Trip สำหรับผู้เริ่มต้น ไปจนถึง Adventure Route หรือโปรแกรมพักค้างคืนสำหรับนักพายที่ต้องการประสบการณ์ที่ลึกขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มระยะเวลาการเดินทาง พายและแวะทำกิจกรรมต่างๆที่มีในชุมชนนั้นๆ เพื่อกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการในพื้นที่ภายใต้โครงการ Surf Therapy - From Wave to Wellness ทาง SUP Thailand Trips ได้ร่วมจัดกิจกรรม SUP Healing & Harmony @ Kanchanaburi เปิดประสบการณ์ Blue Exercise ผ่านการพาย Paddle Board บนแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี ระยะทางกว่า 19 กิโลเมตร โดยผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์พายมาก่อน แต่ด้วยการออกแบบเส้นทาง การแนะนำพื้นฐาน และการดูแลด้านความปลอดภัย ทำให้ทุกคนสามารถก้าวข้ามความท้าทาย และสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านสายน้ำได้

“เสน่ห์ของ Paddle Board คือไม่ได้มีแค่การพายจากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทาง แต่ระหว่างทางเราได้เห็นธรรมชาติ สัมผัสเสียงน้ำกระทบบอร์ด สายลม แสงแดดได้พูดคุยกับเพื่อนร่วมทริป ชาวบ้านริมน้ำ และได้ผ่อนคลายจากเรื่องราวหนักๆในหัว หลายคนเริ่มจากไม่เคยพายมาก่อน แต่เมื่อได้ลองใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ เขาจะพบว่าการเดินทางรูปแบบนี้ให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากเดิม”

(— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล)

เริ่มต้นได้ไม่ยาก แต่ความปลอดภัยต้องมาก่อน
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Paddle Board มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวคือ เป็นกิจกรรมที่ผู้เริ่มต้นสามารถเข้าถึงได้ โดยสามารถเรียนรู้พื้นฐาน เช่น การทรงตัว การควบคุมบอร์ด และค่อย ๆ พัฒนาไปตามระดับความสามารถ

อย่างไรก็ตาม การสร้างประสบการณ์ที่ดีต้องมาพร้อมกับมาตรฐานด้านความปลอดภัย ตั้งแต่การเลือกเส้นทางให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม การตรวจสอบสภาพอากาศ กระแสน้ำ การใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม รวมถึงการมีทีมงานดูแลตลอดกิจกรรม เพราะเป้าหมายไม่ได้เป็นเพียงการพานักท่องเที่ยวออกไปทำกิจกรรม แต่คือการสร้างประสบการณ์ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมั่นใจ สนุก และอยากกลับมาเปิดประสบการณ์ใหม่อีกครั้ง“หลายคนอาจคิดว่า Paddle Board เป็นกิจกรรมที่ต้องมีประสบการณ์มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วถ้ามีการแนะนำพื้นฐาน เลือกเส้นทางที่เหมาะสม และมีทีมงานดูแล ทุกคนสามารถเริ่มต้นได้ สิ่งสำคัญสำหรับเราคือ อยากให้คนที่มาพายได้สนุกกับประสบการณ์ตรงหน้า พร้อมกับรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจตลอดเส้นทาง”

(— คุณกอล์ฟ วัชรพงศ์ กลึงโพธิ์)

ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจธรรมชาติและเคารพพื้นที่
การเดินทางผ่านกิจกรรม Paddle Board ไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกายกลางแจ้ง แต่ยังเป็นโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้ใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดมากขึ้น การอยู่บนผิวน้ำทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้เห็นทั้งความสวยงามของสายน้ำ วิถีชีวิตของผู้คน และความสำคัญของการดูแลพื้นที่เหล่านั้น ในขณะเดียวกัน ผู้จัดกิจกรรมยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบทั้งการรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำ การลดผลกระทบต่อธรรมชาติ และการใช้พื้นที่ร่วมกับชุมชนอย่างเข้าใจ“เวลาที่เราอยู่บน Paddle Board เราได้อยู่ใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น ได้เห็นทั้งความสวยงามและสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำจริง ๆ เราอยากให้ทุกทริปไม่ได้เป็นเพียงการออกไปพาย แต่เป็นโอกาสให้คนได้ร่วมดูแลรักษาพื้นที่ เข้าใจธรรมชาติ และเห็นว่าสายน้ำเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมีส่วนช่วยกันดูแล”

(— คุณเมย์ รัชกิจ อัศวชินเทพกุล)
.
Paddle Board กับโอกาสใหม่ของการท่องเที่ยวไทย
การพัฒนา Paddle Board ในมิติของ Blue Exercise ไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มกิจกรรมทางน้ำเข้าไปในการท่องเที่ยว แต่คือการต่อยอดทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดคุณค่าใหม่ ผ่านการออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้คนกับสถานที่เมื่อได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม Paddle Board สามารถช่วยสร้างเหตุผลใหม่ในการเดินทาง เพิ่มระยะเวลาการอยู่ในพื้นที่ กระจายรายได้สู่ชุมชน และสนับสนุนการท่องเที่ยวที่ใกล้ชิดธรรมชาติและเต็มไปด้วยประสบการณ์มากขึ้นเพราะบางครั้ง การค้นพบสถานที่ใหม่ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการเดินทางไปไกลกว่าเดิมเพียงเปลี่ยนจากถนนมาเป็นสายน้ำ เปลี่ยนจากการยืนมองอยู่บนฝั่ง มาเป็นการพายเข้าไปสัมผัสเมืองเดิม ก็สามารถมอบความประทับใจในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้

ผู้สนใจสามารถติดตามเส้นทาง กิจกรรม และทริป Paddle Board ได้ทาง
Facebook: SUP Thailand Trips

จากสภาถึงกระทรวงคมนาคม!! ‘เจือ ราชสีห์’ เผยผลักดันตั้งแต่ผู้ว่าฯ ถึงรัฐบาล จนสะพานสงขลา–สิงหนคร เข้าสู่งบประมาณ ได้บรรจุงบปี 2569 เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ หลังรอคอยมานานหลายปี

‘เจือ ราชสีห์” ยืนหยัดเคียงข้างชาวสงขลา 5 ปี ผลักดันโครงการสะพานเชื่อมสงขลา–สิงหนคร จนได้บรรจุในงบปี 2569

นายเจือ ราชสีห์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่าง เทศบาลนครสงขลา กับ อำเภอสิงหนคร ว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้ยืนหยัดติดตามและผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง แม้.จะอยู่ในหรือพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองก็ตาม

โดยได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่การ ยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ทั้ง 3 ท่าน ได้แก่

1. นายเจษฎา จิตรัตน์

2. นายสมนึก พรหมเขียว

3. นายโชตินรินทร์ เกิดสม

พร้อมกันนั้น ในช่วงที่ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้ในระดับรัฐบาล ทั้งการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร การยื่นกระทู้ถามต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รวมถึงการ ยื่นหนังสือตรงถึงพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งท่านก็ได้ลงพื้นที่ตรวจจุดก่อสร้างสะพานด้วยตนเอง

แม้ภายหลังพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. นายเจือ ราชสีห์ยังคงติดตามโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง โดยได้ยื่นหนังสือและประสานงานกับ กระทรวงคมนาคม และ กรมทางหลวงชนบท มาโดยตลอด

ล่าสุด ความพยายามดังกล่าวได้เห็นผล เมื่อโครงการศึกษาความเหมาะสมการก่อสร้างสะพานดังกล่าว ได้รับการบรรจุในงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 จำนวน 9 ล้านบาท เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ

นายเจือกล่าวทิ้งท้ายว่า

> “ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือไม่ ผมก็จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างพี่น้องชาวสงขลาเสมอ เพื่อให้โครงการสำคัญนี้เกิดขึ้นได้จริง และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนทั้งสองฝั่งทะเลสาบ”

https://www.facebook.com/share/v/1CKyoAydoq/?mibextid=CTbP7E

‘รัดเกล้า’ ถก 5 หน่วยงาน!! ยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง คุกล้นกระทบงบ–แพทย์–เครื่องมือ อนุ กมธ. เร่งยกระดับระบบสุขภาพในเรือนจำ พร้อมจับตาเครือข่ายหนุนหลังอาชญากร

“รัดเกล้า” นำทีม อนุ กมธ. ถก 5 หน่วยงานยกระดับสิทธิรักษาผู้ต้องขัง ชี้วิกฤต "คุกล้น" กระทบการดูแล จ่อลุย 3 ประเด็นร้อน สกัดคดีอุกฉกรรจ์ - โทษประหาร – แก้ความรุนแรงในครอบครัว

4 สิงหาคม 2569 นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาความยุติธรรม คุณภาพชีวิต การเข้าถึงคุณภาพการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขังในเรือนจำ และการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด แถลงผลการประชุมครั้งที่ 6 โดยมีตัวแทนจาก 5 หน่วยงานหลักเข้าร่วม ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข (รวมกรมสุขภาพจิต) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมราชทัณฑ์ และแพทยสภา

นางรัดเกล้า ระบุว่า การประชุมมุ่งเน้นการเจาะลึกปัญหาสุขภาวะและการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของผู้ต้องขัง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ "คุกล้น" มีผู้ต้องขังเกินศักยภาพที่เรือนจำจะรองรับได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดสรรงบประมาณ เครื่องมือแพทย์ และบุคลากร อย่างไรก็ดี ทุกหน่วยงานพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังภายใต้ข้อจำกัด

ด้าน นายยุทธนา นาคเรื่องศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. ร่วมชี้แจงถึงการยกระดับระบบบริการสุขภาพ ผ่านโครงการ "ราชทัณฑ์ปัญสุข" การคัดกรองโรคเบื้องต้นตั้งแต่แรกเข้า และการใช้เทคโนโลยี AI ตรวจคัดกรองวัณโรค เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลที่เท่าเทียมตามหลักสิทธิมนุษยชน

นอกจากนี้ คณะอนุ กมธ. ยังได้หารือถึงกรณีคดีอุกฉกรรจ์ของ "ป๋อง" ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยยืนยันว่าฝั่งนิติบัญญัติจะไม่นิ่งดูดาย และเตรียมหยิบยก 3 ประเด็นสำคัญมาศึกษาอย่างเข้มข้นในสัปดาห์ถัดไป ได้แก่
1.มาตรการลงโทษขั้นเด็ดขาด พิจารณาข้อเรียกร้องของสังคมเกี่ยวกับบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับคดีอาชญากรรมร้ายแรง รวมถึงศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมายและการบังคับใช้
2.เครือข่ายและผู้หนุนหลัง ตรวจสอบข้อสงสัยเรื่องความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจให้การช่วยเหลืออาชญากร
3.การแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เร่งสังคายนาปัญหาความรุนแรงในบ้าน ซึ่งเป็นต้นตอการหล่อหลอมอาชญากร แต่กลับได้รับแก้ปัญหาอย่างแผ่วเบาในสังคมไทย
นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า คณะอนุ กมธ. จะเร่งสรุปข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top