Saturday, 17 October 2026
NewsFeed

จากสงครามเย็นถึงสงครามชิป!! ไทยกลางเกมมหาอำนาจ สหรัฐฯ–จีน ในฐานะมิตรประเทศ กับโจทย์การทูตสมดุลยุคใหม่ สหรัฐฯ คือพันธมิตรมั่นคง จีนคือคู่ค้าใหญ่ ไทยต้องเดินเกมไผ่ลู่ลมในโลกสองขั้ว

บทบาทของ “สหรัฐฯ” กับ “จีน” ในสถานะ “มิตรประเทศ” ของไทย (EP.1)

ปัจจุบันทุกวันนี้ แม้ว่า สงครามเย็น (Cold War) ได้สิ้นสุด หยุดลงลงอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 1991 พร้อมกับการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต แต่โลกยังคงถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้วอำนาจหลัก คือ สหรัฐอเมริกา และ จีน

ขั้วที่ 1: สหรัฐอเมริกาเป็นตัวแทนของฝ่ายโลกเสรีประชาธิปไตย ระบบทุนนิยม และพันธมิตรตะวันตก (เช่น นาโต และชาติพันธมิตรในเอเชีย) เน้นการรักษาอิทธิพลทางทหาร กฎระเบียบโลกดั้งเดิม และพันธมิตรทางยุทธศาสตร์

ขั้วที่ 2: จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเต็มตัวมีการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือผ่านโครงการริเริ่มต่างๆ เช่น BRICS หรือความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระดับโลก

ความแตกต่างจากยุคสงครามเย็นในอดีต คือ การเผชิญหน้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา (ค่ายเสรีนิยม) กับ สหภาพโซเวียต (ค่ายคอมมิวนิสต์) ซึ่งตัดขาดจากกันทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน แต่ยุคปัจจุบัน กลับเป็นการแข่งขันกันระหว่าง สหรัฐฯ และจีน บนพื้นฐานที่ระบบเศรษฐกิจ การค้า และห่วงโซ่อุปทานของโลกยังคงเชื่อมโยงและพึ่งพาอาศัยกันอยู่ แต่มีความขัดแย้งเข้มข้นในด้านเทคโนโลยี, สงครามชิป, ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ไทยเป็นมิตรประเทศที่ดีกับทั้งสหรัฐและจีน เราดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบสมดุล และเป็นมิตรกับทั้งสหรัฐอเมริกาและจีน เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ

ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาพันธมิตรที่ยาวนาน: ไทยและสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการทูตยาวนานกว่า 190 ปี โดยไทยเป็นมิตรประเทศชาติแรกๆ ของสหรัฐฯ ในเอเชีย และสหรัฐฯ มองไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ สหรัฐอเมริกายังคงเป็นพันธมิตรสนธิสัญญาด้านความมั่นคงที่สำคัญและยาวนานของไทย โดยมีการรักษาสายสัมพันธ์ผ่านการฝึกทางทหารร่วมกันเป็นประจำ เช่น การฝึกคอบราโกลด์ (Cobra Gold)

ความสัมพันธ์กับจีนความผูกพันทางประวัติศาสตร์: ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานกว่า 700 ปี มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติและวัฒนธรรมที่กลมกลืน ด้านเศรษฐกิจและการค้า จีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและเป็นแหล่งลงทุนสำคัญของไทย รวมถึงมีความร่วมมือด้านโครงสร้างและการท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์

ไทยพยายามรักษาสมดุล ด้วยวิธีการทางการทูตแบบไผ่ลู่ลม (Bamboo Diplomacy) โดยใช้กลยุทธ์นโยบายต่างประเทศของไทยที่เน้นความยืดหยุ่น การปรับตัวตามสถานการณ์ และการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อรักษาเอกราช ผลประโยชน์แห่งชาติ และความมั่นคงของประเทศ โดยไม่ยอมให้ตนเองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเบ็ดเสร็จ

ลักษณะเด่นของการทูตแบบไผ่ลู่ลมเน้นความยืดหยุ่นสูง พร้อมปรับเปลี่ยนท่าทีและทิศทางตามกระแสการเมืองโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เปรียบเสมือนต้นไผ่ที่เอนเอียงตามแรงลมเพื่อไม่ให้หักโค่นหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง: รักษาความสัมพันธ์อันดีกับมหาอำนาจทุกฝ่ายพร้อมกัน เช่น ในปัจจุบัน คือ การรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งชาติ:

ยึดความอยู่รอด ปากท้องของประชาชน และเสถียรภาพภายในประเทศเป็นตัวตั้ง มากกว่าการยึดมั่นในอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างตายตัว ตัวอย่างความสำเร็จในประวัติศาสตร์ ยุคล่าอาณานิคม (ศตวรรษที่ 19) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงใช้การทูตถ่วงดุลอำนาจระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศส รวมถึงการผูกมิตรกับรัสเซีย ทำให้ไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจตะวันตก

สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยยอมลงนามเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นภายใต้ภาวะจำยอม แต่ในขณะเดียวกันก็มีขบวนการเสรีไทยร่วมมือลับๆ กับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้ไทยไม่ตกเป็นผู้แพ้สงคราม หลังจากญี่ปุ่นยอมจำนน

ยุคสงครามเย็น ไทยเริ่มจากการพึ่งพาสหรัฐฯ เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปในทศวรรษ 1970 ไทยก็รีบปรับตัวโดยการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน เพื่อคานอำนาจและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค

ความท้าทายในโลกยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 นโยบายนี้กำลังเผชิญบททดสอบสำคัญจาก สงครามเย็นครั้งใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายต่างกดดันให้ไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง ทำให้ "การลู่ตามลม" ทำได้ยากขึ้นและจำเป็นต้องใช้ศิลปะทางการทูตที่ระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อไม่ให้เกิดความระแวงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แม้ว่า ไทยจะหลีกเลี่ยงการเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาโดยตลอด เพื่อป้องกันผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง โดยมุ่งเน้นการร่วมมือกับทั้งสองมหาอำนาจในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ

ไทยได้ใช้นโยบายการรักษาสมดุลและการบริหารความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ (Strategic Hedging) โดยไม่เลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อรักษาความเป็นอิสระทางนโยบายต่างประเทศและผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ โดยมีการพัฒนาในภูมิภาคด้วยการทูตแบบยืดหยุ่นรอบด้าน (Multi-vector Diplomacy) ไทยพยายามร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียน รวมถึงมหาอำนาจกลางอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่นและอินเดีย เพื่อถ่วงดุลอำนาจและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีระหว่างประเทศ

ความท้าทายในมิติใหม่ ไทยต้องรับมือกับแรงกดดันด้านห่วงโซ่อุปทาน การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจ ตลอดจนการบริหารจัดการความท้าทายระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเศรษฐกิจในยุคแบ่งขั้ว อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับบริบททั้งที่เป็นอยู่ และอนาคตที่จะเป็นไปให้ได้

EECO ชวนชิมช็อปไอคอนสยาม เรียนรู้ธุรกิจในงาน EEC Select Best ชิม ช็อป สินค้าและบริการคุณภาพจากอีอีซี รวมผู้ประกอบการ 25 ราย จังหวัดระยอง ชลบุรี กิจกรรม DIY และส่วนลดพิเศษสำหรับผู้ร่วมงาน

EECO พาผู้ประกอบการ EEC Select Best Service ปักหมุดไอคอนสยาม 1 – 2 ส.ค. นี้ ชวนชิม ช๊อป พักผ่อน สัมผัสเสน่ห์สินค้าและบริการคุณภาพจากพื้นที่อีอีซี

(วันที่ 1 ส.ค. 2569) ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO พร้อมด้วยนายวัฒนเกียรติ พัชรโชคมงคล Head of Retail Concept Store บริษัท ดิสคอฟเวอรี่

รีเทล จำกัด เข้าร่วมงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) โดย EECO ได้นำผู้ประกอบการคุณภาพที่ได้รับการการันตีจากโครงการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ชุมชนต้นแบบประเภทบริการ (EEC Select Best Service) ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีอีซี ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมกว่า 25 ราย เพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่สนใจ ได้เลือกใช้ชิม ช็อปสินค้า หรือเข้าใช้บริการ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษภายในงาน

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ร่วมงาน EEC at ICON SIAM ครั้งนี้ จะประกอบด้วย ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณภาพ ร้านอาหารคาเฟ่ชื่อดัง ที่พักและโรงแรมระดับ 4 – 5 ดาว สปาและ Wellness รวมทั้งจะมีกิจกรรม Workshop และ DIY ให้ร่วมสนุกและได้ความรู้ เช่น การสอนทำพิมเสนน้ำสมุนไพร ก้านไม้หอม พวงกุญแจจากขยะทะเล และกิจกรรม Coffee Stories ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเรียนรู้การเปิดร้านกาแฟ และการทำธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการอบรมให้ความรู้
เป็นต้น

รวมไปถึงความพิเศษภายในงานครั้งนี้ ห้ามพลาดกับ Experience Storie หากซื้อสินค้า หรือบริการภายในงานครบ 1,000 บาท จะได้รับสิทธิ์เลือก ร่วมกิจกรรม DIY ฟรี 1 กิจกรรม หรือใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อสินค้าและบริการ มูลค่า 100 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

สำหรับงาน EEC Select Best Service 2026 สัมผัสเสน่ห์ EEC at ICON SIAM ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานฟรี โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 1 – 2 สิงหาคม 2569 นี้ เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ วัฒนา ฮอลล์ ชั้น 3 ที่ศูนย์การค้าไอคอนสยาม (ICONSIAM) EECO จึงขอเชิญชวนให้ท่านที่สนใจร่วมงานครั้งนี้ เพื่อได้รับสินค้าและบริการดี มีคุณภาพ จากพื้นที่

อีอีซี และถือเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีอีซีอีกด้วย

ลาววันนี้ไม่เหมือนเดิม!! ลาว–เวียดนาม แน่นแฟ้นขึ้นทุกมิติ เมื่อทุนการศึกษา การลงทุน และเครือข่ายรัฐต่อรัฐ พาเวียดนามเข้าใกล้กว่าไทย สะท้อนไทยต้องทบทวนบทบาทเพื่อนบ้านอย่างจริงจัง

ลาวเปลี่ยนไปแล้ว....ไทยไม่ใช่พี่น้องลาวอีกต่อไป

หันกลับมาดูประเทศลาวที่เราคิดว่าเขาคือบ้านพี่เมืองน้องกับไทย​ แต่ความจริงวันนี้ลาวกับไทยห่างออกไปจนจะเรียกว่าเป็นแค่คนที่มีรั้วติดกันก็ไม่ผิดแค่นั้น​ ในขณะที่ความสัมพันธ์ของลาวกับเวียดนามกลับแน่นแฟ้นเป็นพิเศษ​ จนแทบจะบอกได้ว่าคนระดับเจ้าของกิจการหรือคนมีความรู้ในลาวพูดภาษาเวียดนามเป็นแทบทุกคน​ เกิดอะไรขึ้น...กับลาวในวันนี้​ และไทยเราคือตัวอะไร​วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทุกคนได้ทราบกัน

หากย้อนกลับไปเมื่อสักสามสิบปีก่อน​ คนลาวส่วนใหญ่ทะลักเข้ามาไทยเพื่อขายแรงงานแต่เป็นที่น่าแปลกตรงที่​ 30​ ปีผ่านไป​ ไทยเราแทบไม่ได้สร้างอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้แก่ลาวเลย

ในขณะที่เวียดนามมีความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐอย่างแน่นแฟ้น​ รัฐบาลเวียดนามให้ทุนจำนวนมากแก่ชาวลาวรวมถึงค่าพักพิงเพื่อให้ไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา​ อีกทั้งเวียดนามมองว่าการฝึกอบรมบุคลากรลาวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระยะยาว จึงมีโครงการรับนักศึกษาลาวในหลายสาขา เช่นแพทย์​ วิศวกรรม​ ครู​ การเกษตรและการบริหารภาครัฐ รวมถึงเวียดนามให้การสนับสนุนการศึกษาภาษาเวียดนามก่อนไปศึกษาต่ออีกด้วย​ และนี่เองเป็นการสร้างเครือข่ายของชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในลาว​ ซึ่งทำให้ความาัมพันธ์ระหว่างลาวและเวียดนามดีขึ้นตามลำดับ

แล้วไทยละ​..... ประเทศไทยก็เป็นปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะนักศึกษาลาวที่เรียนด้วยทุนส่วนตัว เพราะ​ ภาษาใกล้เคียงกัน​วัฒนธรรมคล้ายกัน​ มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีชื่อเสียง​ และค่าใช้จ่ายไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก​ แต่ทุนที่ไทยให้แก่นักศึกษาลาวนั้น​ หากดูข้อมูลของ​ JICA ในปี​ 2022 จะเห็นว่า​ลาวส่งนักศึกษาไปเรัยนที่เวียดนาม​ 2,060 คน​ในขณะที่ส่งมาไทยแค่​ 143 คนเท่านั้นและปัจจุบันเท่าที่เอย่ามีข้อมูลพบว่ามีนักศึกษาลาวในเวียดนามนับหมื่นคนที่กำลังศึกษาอยู่และพร้อมจะออกมาเป็นกำลังผลักดันคว่มสัมพันธ์ระหว่าง​ 2​ ประเทศในอนาคต

กลับมาดูในมุมเศรษฐกิจบ้างแม้หากเราไปเวียงจันทร์จะพบแต่ธุรกิจคนไทยก็จริงแต่ในความจริงนั้นหากเปรียบเทียบการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามในลาวถือว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงพบว่่มูลค่าการลงทุนสะสมในลาวของไทยอยู่ที่ประมาณ​ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่เวียดนามลงทุนอยู่ที่​ 6.2 พันล้านเหรียญสหรัฐจากข้อมูลอ้างอิงปี​ 2025​ โดยไทยมุ่งเน้นเรื่องการค้าชายแดน​ การขายสินค้าอุปโภคบริโภค​ ธนาคาร​ โรงพยาบาล​ การศึกษา​ การท่องเที่ยว​ ส่วนเวียดนามลงทุนด้านโรงไฟฟ้าพลังน้ำและพลังลม​ เหมืองแร่​สวนยางพารา​ สวนกาแฟ​ ป่าไม้​โทรคมนาคมและธนาคาร​ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าสูงกว่าไทยมาก

อนาคตไทยอาจจะไม่ใช่บ้านพี่เมืองน้องอีกต่อไปหากเรายังละเลย​ มองเพื่อนบ้านเป็นบุคคลชั้น​ 2 แบบนี้​ ลาววันนี้เปลี่ยนไปแล้วแต่พร้อมจะเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์พันธมิตรนำเศรษฐกิจและด้วยจำนวนที่คนลาวไปศึกษาที่เวียดนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสิ่งที่คนลาวได้กลับมาไม่ใช่แค่วิชาการแต่เป็นนิสัยและพฤติกรรมการทำงานที่ขยีฝันขันแข็งของคนเวียดนามที่พร้อมจะผลักดันประเทศให้เจริญขึ้น​ ส่วนไทยเรานั้นมีคนบอกว่าปัญหาของคนไทยคือเสรีเกินไป​ เสรีทั้งการกระทำและคำพูดจนไม่ยึดในระเบียบแต่นี่คือปัจจัยของเด็กรุ่นใหม่ที่จะพาชาติล้าหลังลงคลองในที่สุด​ เอย่าก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง​ เอาเป็นว่าขอยกคำพูดจากเด็กไทยรายหนึ่งที่บอกว่า​ เกลียดคอรัปชั่นมาก​ แต่ตัวเองก็เอาเปรียบคนอื่นและไม่รักษากฎ​ แล้วจะคาดหวังให้คนอื่นรักษากฎได้อย่างไร​ บ้านที่สะอาดคือบ้านที่เจ้าของหมั่นทำความสะอาดไม่ใช่บ้านที่รอให้คนอื่นมาทำความสะอาดนะคะ​ เอย่าก็ขอฝากไว้เพียงเท่านี้

ที่มา : AYA

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง

ในโลกของหุ่นยนต์และ AI
ผมขอย้ำว่า ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ไม่ใช่การรู้ทุกอย่าง
แต่คือการตระหนักว่ายังมีอีกมากที่เราไม่รู้
เพราะการยอมรับความไม่รู้
คือจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งใหม่

ชิต เหล่าวัฒนา
ผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี

รณรงค์คัดแยกขยะต้องเริ่มที่ระบบ!! เมื่อประชาชนยังไม่มั่นใจว่าแยกแล้วไม่ถูกเทรวม “ไม่แยก ไม่เก็บ” อบจ.นครศรีฯ ถูกตั้งคำถาม ทำได้จริงหรือไม่ หากระบบเก็บขยะยังไม่พร้อมทั้งจังหวัด

แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” ของ อบจ.นครศรีฯ จะสัมฤทธิ์ผลหรือ….?

องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกแคมเปญใหม่รณรงค์คัดแยกขยะด้วยวลี “ไม่แยก ไม่เก็บ เริ่ม 1 สิงหาคม

การรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะมาจากภาคครัวเรือน เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเก็บขยะ แต่การบอกว่า ”ไม่แยก ไม่เก็บ“ ไม่หน้าจะถูกต้อง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ยัง ไม่พบข้อมูลว่าองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (อบจ.นครศรีฯ) มีภารกิจจัดเก็บขยะด้วยรถเก็บขยะของตนเอง หรือมีการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะในครอบครอง อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางปฏิบัติ อบจ.นครศรีฯ ไม่น่าจะมีรถเก็บขยะเป็นของตนเอง และไม่รู้จะไปเก็บขยะตรงไหน เพราะไม่มีพื้นที่เป็นของตนเอง พื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล

การเก็บขยะมูลฝอยจึงเป็นอำนาจหน้าที่ของเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นหลัก ไม่ใช่ อบจ. ซึ่ง อบจ. มักมีบทบาทสนับสนุน เช่น การจัดทำศูนย์กำจัดขยะ การสนับสนุนงบประมาณ หรือโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกับท้องถิ่นอื่น ๆ เช่น รณรงค์ให้คัดแยกขยะ เป็นต้น

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ ถามว่าอบจ.นครศรีฯ มีรถเก็บขยะหรือไม่?
จากข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ยังไม่พบหลักฐานยืนยันว่ามีรถเก็บขยะสำหรับออกให้บริการเก็บขยะประจำพื้นที่ มีกี่คันก็ยังไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนหรือการเปิดเผยจำนวนรถเก็บขยะของ อบจ.นครศรีฯ

การออกแคมเปญว่า ไม่แยก ไม่เก็บ จึงไม่น่าจะเป็นแคมเปญที่ถูกต้อง แต่การรณรงค์ให้คัดแยกจากครัวเรือนเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้ว แต่การใส่คำว่า ไม่เก็บไปด้วย ได้คุยได้หารือกับ อบต./เทศบาล ทั้งหมดในนครศรีฯแล้วหรือยัง เพราะถ้า อบต./เทศบาล ไม่ร่วมด้วยแคมเปญนี้ก็จบข่าว

ลอง อบต./เทศบาล ไม่เก็บขยะดูสิ น่าจะยุ่งแน่ๆ ขยะก็จะถูกใส่ถุงดำมากองไว้เต็มหน้าบ้านแน่นอน และจะส่งผลกระทบต่อ อบต./เทศบาลนั้นๆโดยตรง ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ และคะแนนนิยมของผู้บริหาร ชาวบ้านที่ไม่สำนึกคัดแยกขยะก็จะไม่แยแส ไม่สนใจ และเอาขยะยัดใส่ถุงดำกองไว้หน้าบ้านประจานผู้บริหารเองนั้นแหละ

ถามว่าสำนึกรับผิดชอบในการคัดแยกขยะของคนไทยมีแค่ไหน ตอบได้ว่า “ดีขึ้นกว่าสมัยก่อน แต่ยังอยู่ในระดับปานกลาง” และยังมีช่องว่างระหว่าง “ความตั้งใจ” กับ “การลงมือทำ”

งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยพบว่า คนไทยส่วนใหญ่รู้ว่าการคัดแยกขยะเป็นเรื่องสำคัญ และมีทัศนคติที่ดีต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง

สาเหตุสำคัญ ได้แก่
-คนจำนวนมากไม่มั่นใจว่าคัดแยกแล้วจะถูกนำไปแยกต่อจริงหรือไม่
-ระบบจัดเก็บของบางพื้นที่ยังเก็บรวมกัน ทำให้ประชาชนรู้สึกว่า “แยกไปก็เท่านั้น”
-การแยกขยะมีต้นทุนด้านเวลาและพื้นที่ โดยเฉพาะในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด
-แรงจูงใจทางเศรษฐกิจยังมีผลสูง คนมักแยกเฉพาะของที่ขายได้ เช่น ขวดพลาสติก กระดาษ หรือกระป๋องอลูมิเนียม มากกว่าขยะประเภทอื่น

หากประเมินภาพรวมแบบคร่าว ๆ อาจแบ่งได้ดังนี้
-ประมาณ 20-30% คัดแยกเป็นประจำ
-ประมาณ 40-50% คัดแยกเป็นบางครั้ง หรือแยกเฉพาะของที่มีมูลค่า
-ที่เหลือ ยังทิ้งรวมเป็นส่วนใหญ่

ตัวเลขนี้เป็นการประเมินจากภาพรวมของงานวิจัยหลายชิ้น ไม่ใช่สถิติระดับประเทศอย่างเป็นทางการ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัญหาของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ “จิตสำนึก” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ ระบบ ด้วย เพราะเมื่อประชาชนเห็นรถเก็บขยะเทรวมทุกประเภทเข้าคันเดียว ความตั้งใจในการคัดแยกก็ลดลง แม้ในหลายพื้นที่จะมีการแยกขยะในภายหลังโดยพนักงานหรือผู้รับซื้อของเก่า แต่ภาพที่ประชาชนเห็นคือ “ขยะถูกเทรวมกัน” ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง

หากจะทำให้คนไทยคัดแยกขยะมากขึ้น ต้องมีทั้ง 3 เรื่องเดินไปพร้อมกัน คือ

1. สร้างความรู้และปลูกฝังพฤติกรรม
2. จัดระบบเก็บขยะที่แยกประเภทอย่างชัดเจนและโปร่งใส
3. สร้างแรงจูงใจ เช่น ระบบรับซื้อขยะรีไซเคิลหรือสิทธิประโยชน์สำหรับผู้คัดแยก

เมื่อประชาชนเชื่อว่า “แยกแล้วไม่สูญเปล่า” พฤติกรรมการคัดแยกขยะก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตามผลการศึกษาหลายฉบับในประเทศไทย

ถ้าศึกษาจากข้อมูลนี้ แคมเปญ “ไม่แยก ไม่เก็บ” จึงไม่น่าจะสัมฤทธิ์ผล ตราบเท่าที่ยังไม่แก้ทั้งระบบ

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน!!

ผมอยากทำข้อตกลงมากกว่า ผมไม่ได้อยากจะฆ่าคน
ผู้คนต้องตาย คนจำนวนมากต้องตาย เราไม่ต้องการแบบนั้น

โดนัลด์ ทรัมป์
ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พูดเกี่ยวกับอิหร่าน

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1363674019254288/?rdid=z8PK9zBfmbxBXXmJ#

‘อาจารย์อุ๋ย’ ถอดรหัส ‘เนวิน’!! ไม่ใช่ไม่รู้กาลเทศะ แต่คือการสื่อสารการเมือง อ่านรหัส ‘เนวิน’ ผ่านเสื้อบุรีรัมย์ ภาพจำ “ครูใหญ่บ้านใหญ่” ที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องแบบทางการ

รหัสลับข้ามจารีต: อ่านสัญญาณการเมืองผ่าน “เสื้อบอล-ขาสั้น” ของ เนวิน ชิดชอบ

ในทางรัฐศาสตร์และสัญศาสตร์ (Semiotics) ร่างกายและเสื้อผ้าของนักการเมืองไม่เคยเป็นเรื่องของ “แฟชั่น” เพียวๆ แต่คือ “พื้นที่แสดงสารทางการเมือง” (Political Communication Device) ที่ผ่านการคำนวณและเลือกสรรมาอย่างแยบคาย

ภาพของคุณเนวิน ชิดชอบ ใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พร้อมกางเกงขาสั้นและรองเท้าผ้าใบ ก้าวเข้าไปเป็นประธานในพิธีบวงสรวงสักการะศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช—สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเต็มไปด้วยจารีตประเพณี—จึงไม่ใช่เรื่องของความ "ไม่รู้กาลเทศะ" เพราะคนระดับอดีตรัฐมนตรีและคร่ำหวอดในวงการเมืองมาหลายทศวรรษ ย่อมทราบดีถึงกฎเกณฑ์กาลเทศะพื้นฐานของสังคมไทย

คำถามคือ การแต่งกายลักษณะนี้ในทุกวาระโอกาส ตั้งแต่งานบวช งานแต่งงาน งานลูกชาย จนถึงพิธีศักดิ์สิทธิ์ คือการแสดงอำนาจ สัญลักษณ์ทางการเมือง หรือมีนัยอื่นใดแฝงอยู่?

หากวิเคราะห์ผ่านเลนส์รัฐศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศ พฤติกรรมนี้สามารถถอดรหัสได้ 3 มิติสำคัญ:

1. สัญลักษณ์เชิงอำนาจและการทำลายบรรทัดฐาน (Power Projection & De-institutionalization):
ในทางกฎหมายและจารีต การแต่งกายตามกฎระเบียบ (Dress Code) คือการสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ของสถาบัน/สถานที่นั้นๆ แต่การที่ “เนวิน” สามารถใส่ขาสั้น-เสื้อบอลเข้าไปปฏิบัตินำในพิธีศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่มีใครกล้าทักท้วง คือการประกาศ “อำนาจนำ” (Hegemony) ที่ก้าวข้ามกฎระเบียบทั่วไป เป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า “กฎเกณฑ์ธรรมดาใช้บังคับกับตัวเขาไม่ได้” อำนาจของเขาเหนือกว่าบรรทัดฐานของสถานที่ และศูนย์กลางของงานไม่ได้อยู่ที่พิธีกรรม แต่อยู่ที่ “ตัวเขา”

2. การสร้างแบรนด์ดิ้ง “ครูใหญ่แห่งบ้านใหญ่” และสโมสรนิยม (Political Branding)
ชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อสโมสรบุรีรัมย์ฯ กลายเป็น “ยูนิฟอร์มทางการเมือง” (Political Uniform) ประจำตัวของเนวินไปแล้ว มันคือการหลอมรวมความเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” เข้ากับ “อำนาจทางการเมือง” การแต่งชุดนี้ไปทุกงานเท่ากับเป็นการขยายอาณาเขต (Territorial Expansion) และตอกย้ำแบรนด์ดิ้งความเข้าถึงง่าย ไม่เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่นแฝงไว้ด้วยความเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่ติดดิน (Populist Godfather)

3. การเปรียบเทียบกับบริบทต่างประเทศ: ถอดโมเดลนักการเมืองโลก
พฤติกรรมของเนวินมีความคล้ายคลึงกับนักการเมืองในเวทีโลกหลายคน เช่น:
โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี (Volodymyr Zelenskyy): ที่สวมเสื้อยืดสีเขียวทหารเข้มตลอดเวลาแม้กระทั่งในการประชุมรัฐสภาสหรัฐฯ หรือพบผู้นำโลก เพื่อส่งสารเชิงสัญลักษณ์ว่าประเทศอยู่ในภาวะสงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) หรือ บอริส จอห์นสัน (Boris Johnson): ที่จงใจทำผมยุ่งเหยิงหรือไม่ผูกไทในบางวาระ เพื่อปฏิเสธภาพลักษณ์นักการเมืองแบบฉบับเดิมๆ (Anti-establishment) สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับคนธรรมดา และแสดงออกถึงความไม่แยแสต่อระเบียบเดิม

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเนวิน ชิดชอบ มีมิติเฉพาะของ “วัฒนธรรมการเมืองแบบบ้านใหญ่” แฝงอยู่ การใส่ขาสั้นไปงานสำคัญ ไม่ใช่เพียงการปฏิเสธพิธีตระการตา แต่คือการสร้างภาพจำว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องพึ่งพาเครื่องทรงเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพราะบารมีและอำนาจที่แท้จริงสลักอยู่ในชื่อ เนวิน ชิดชอบ เรียบร้อยแล้ว”

สรุป:
การแต่งกายของเนวิน ชิดชอบ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ใช่เรื่องของความพลั้งเผลอหรือรสนิยมส่วนตัว แต่มันคือ "ภาษาทางสัญลักษณ์" (Symbolic Language) ที่สื่อถึงอำนาจอันล้นพ้น การปฏิเสธจารีตเพื่อแสดงตนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ และการตอกย้ำแบรนด์การเมืองแบบเฉพาะตัวที่ไม่จำเป็นต้องสยบยอมต่อกฎเกณฑ์ใดในสังคมไทย

โดย อาจารย์อุ๋ย - ประพฤติ ฉัตรประภาชัย
นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02NSqhK4X7hvsN85v4HmMD1BcqK5W19A2yWZyhTS77VupvceXnjXYdKstn9RUY6sjZl&id=100090126732649&mibextid=wwXIfr

ม.รังสิตจับมือสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย!! คณะไอที ม.รังสิต เปิดเกม AI การเงิน ปั้นบัณฑิตลงทุนรุ่นใหม่ วิเคราะห์งบ–สแกนความเสี่ยงตลาดทุน เร่งตลาดทุนไทยโตยั่งยืน

ปลดล็อกศักยภาพตลาดทุนไทย! วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี (คณะไอที) ม.รังสิต จับมือ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ดึง AI ปฏิวัติหลักสูตรวางแผนการเงิน มุ่งผลิตบัณฑิตสายการลงทุนพันธุ์ใหม่ พร้อมติดอาวุธ AI ให้ผู้ลงทุนและอาสาพิทักษ์สิทธิฯ วิเคราะห์งบ สแกนความเสี่ยงบริษัทจดทะเบียนอย่างแม่นยำ      

รศ.ดร.เชฏฐเนติ ศรีสอ้าน  รองอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า วิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลเทคโนโลยี  (คณะไอที) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับประสบการณ์จริงในตลาดทุน พร้อมเดินหน้าพัฒนาหลักสูตร “การวางแผนการเงินด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” ซึ่งเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรสารสนเทศการลงทุนที่เปิดสอนมาตั้งแต่ปี 2556                               

รศ.ดร.เชฏฐเนติ กล่าวว่า หลักสูตรใหม่นี้เป็นการนำประสบการณ์การเรียนการสอนด้านการเงิน การลงทุน และเทคโนโลยีสารสนเทศที่สั่งสมมากว่า 1 ทศวรรษ มาผสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) เพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถนำ AI มาเป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์งบการเงิน วางแผนการลงทุนส่วนบุคคล และสรุปข้อมูลซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในตลาดทุนผ่านการฝึกงานและสหกิจศึกษา บนแนวคิดสำคัญว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวางแผนการเงิน แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยผู้ใช้งานยังคงต้องใช้วิจารณญาณ จริยธรรม และความรับผิดชอบในการตัดสินใจเป็นสำคัญ” รศ.ดร.เชฏฐเนติระบุ             

ด้าน นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับศักยภาพของนักลงทุนและบุคลากรในตลาดทุนให้เท่าทันเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น โดยได้เริ่มขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมผ่านโครงการอบรม “การให้ความรู้นักลงทุนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ที่จะมีการอบรมทุกวันเสาร์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์  โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ 1, 8 และ 15 สิงหาคม 2569เพื่อเตรียมความพร้อมให้อาสาพิทักษ์สิทธิผู้ถือหุ้น นำไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายมงคล อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวจะมุ่งเน้นการใช้ AI ค้นหาและประมวลผลข้อมูล วิเคราะห์งบการเงิน และแบบ 56-1 One Report รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI ประเมินมูลค่ากิจการด้วยเทคนิค Reverse DCF ตลอดจนทำหน้าที่เป็น “Devil’s Advocate” ในการตั้งคำถามและท้าทายสมมติฐานทางธุรกิจ เพื่อให้เห็นความเสี่ยงเชิงลึกและสรุปข้อมูลออกมาในรูปแบบ Infographic 2 หน้าที่ถูกต้องและเข้าใจง่าย

“สมาคมฯ เชื่อมั่นว่า เมื่อผู้ลงทุนรายบุคคลมีทักษะในการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิผู้ถือหุ้นเป็นไปอย่างโปร่งใส รอบด้าน และทำให้ตลาดทุนไทยเติบโตอย่างยั่งยืน” นายมงคล กล่าวทิ้งท้าย

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!

เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่ห้ามถอย!
กลับมาเจอเพื่อนเก่า คิดถึงทุกคนครับ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
กล่าวให้กำลังใจกับสมาชิกพรรคประชาชน หลังจากกลับจากสหรัฐอเมริกา

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1606020097550426&id=100044273537483&rdid=yxMx4vOkOY6sZsaI#

‘เนวิน’ แจงดราม่าขาสั้น!! ยันบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีฯ ขาสั้นไม่ใช่ตัวชี้วัดศรัทธา ย้ำเคารพองค์พ่อจตุคามรามเทพมาตลอดกว่า 10 ปี แจงเจ้าหน้าที่ไม่เคยทักท้วงเรื่องแต่งกาย

เนวิน ชิดชอบ กล่าวบนเฟสบุ๊ค

เคารพ ศรัทธา และบูชาด้วยหัวใจ

มากกว่า 10 ปีแล้วที่ สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาทำพิธีบวงสรวงสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

องค์พ่อจตุคามรามเทพ คือ สิ่งศักดิ์สิทธิที่ผมบูชา และอัญเชิญขึ้นอยู่บนคอผม จนถึงทุกวันนี้
ทุกๆ ปี ผมจะพานักฟุตบอลทุกคน ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีมทุกคน มาทำพิธีสักการะ ขอพรจากองค์พ่อจตุคามรามเทพ และผมจะนำถ้วยแชมป์ทุกรายการที่ได้จากการแข่งขัน เข้าประกอบพิธีด้วย
พิธีบวงสรวงสักการะเช่นนี้ จัดเป็นประจำทุกปี ก่อนจะเปิดฤดูกาลการแข่งขัน เป็นความเชื่อ เป็นศรัทธา ของผม ในฐานะประธานสโมร และเป็นการแสดงออกถึงความเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนักฟุตบอล และเจ้าหน้าที่ทีม ทุกคน

เป็นสิ่งเตือนใจให้ทุกคนได้ระลึกว่า เคยมากล่าววาจาใดๆ ที่ศาลหลักเมือง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่ประดิษ ฐานอยู่ ณ ที่แห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะซื่อสัตย์ต่ออาชีพนักฟุตบอล เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเอง และเพื่อความสำเร็จร่วมกันของสโมสร

นับตั้งแต่มาทำพิธีบวงสรวงสักการะที่ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นแชมป์ทุกปี จะต้องมี ถ้วยแชมป์รายการใดรายการหนึ่งติดมือให้แฟนๆ ได้ชื่นชม ครอบครองเป็นเจ้าของร่วมกัน
ทุกปีที่มาทำพิธี สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ติดต่อประสานงานกับสำนักงานศาลหลักเมือง เอง จ่ายค่าใช้จ่าย ประกอบพิธี เอง เพราะเป็นกิจกรรมของสโมสร ไม่ใช่งานของจังหวัด หรืองานที่จัดโดยส่วนราชการ ใดๆ

ปีแรกๆ ที่มา นอกจากนักฟุตบอล ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทีม แล้ว ก็มีเพื่อนๆ ในวงการฟุตบอล และแฟนบอล ที่รู้ ก็จะมาร่วมกันทำพิธี และพูดคุย ทักทายกัน

ปีหลังๆ นี้เอง ที่จะมีข้าราชการ และ สส. สจ. สท. ในพื้นที่ ในฐานะเจ้าบ้าน เข้ามาร่วมด้วย สโมสรฯ ก็ให้ เกียรติทุกท่าน เชิญร่วมพิธี เพราะถือว่าทุกท่านให้เกียรติแก่สโมสร

ปีนี้ ที่เห็น รองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึง สส. สจ.หลายคนมาร่วมพิธีด้วย ทุกคนเป็นผู้ร่วมงาน เป็นแขกของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้งนั้น

ไม่มีใครเป็นเจ้าภาพ หรือร่วมเป็นเจ้าภาพ และ ไม่ใช่งานของจังหวัด ที่เชิญผมไปเป็นประธาน แต่ เป็นกิจกรรม ที่สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จัดขึ้นเอง โดยผมในฐานะประธานสโมสรฯ เป็นประธานงานบวงสรวงสักการะ ทุกปีอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องการแต่งกายของผม เป็นสิทธิส่วนตัวของผม ที่สะดวกสบายแบบนี้ ผมมาทำพิธีด้วยการใส่เสื้อสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และกางเกงขาสั้น แบบนี้ ทุกปี เป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลหลักเมือง อนุญาต ไม่เคยทักท้วงสักครั้ง
การแต่งกาย ด้วยกางเกงขายาว หรือ ขาสั้น ไม่อาจบอกได้ว่าเรามีความเคารพ เชื่อถือ ศรัทธา หรือไม่ อย่างไร

แต่การปฏิบัติของผม เป็นประจำมานานกว่า 10 ปีแล้ว บ่งบอกได้ว่าผมมีความเคารพ ศรัทธา และบูชาองค์พ่อจตุคามรามเทพ ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยเครื่องแต่งกาย

ส่วนท่านที่วิพากษ์วิจารณ์การแต่งกายของผม ก็เป็นสิทธิของท่าน ผมไม่โต้ตอบ ไม่ชี้แจง เพียงแต่จะเรียนว่า ถ้าไม่ใช่ งานที่ผมเป็นเจ้าภาพเอง แล้ว ทุกงานที่ผมไปร่วมด้วยเสื้อแขนสั้น กางเกงขาสั้น เป็นงานที่เจ้าภาพอนุญาต ผมจึงไปร่วม

ผมขอเรียนว่าผมให้เกียรติทุกคนที่ให้เกียรติผม

เนวิน ชิดชอบ
ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top