Friday, 31 July 2026
NewsFeed

อมตะซิตี้ ลาว ดันแลนด์ลิงก์!! เร่งพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมสีเขียว เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน เชื่อมโยงอาเซียน เฟสแรก 900 เฮกตาร์ เปิดรับนักลงทุนปี 2569 หนุนโลจิสติกส์ยานยนต์ไฟฟ้า 30% ภายใน 2573

อมตะซิตี้ ลาว ปักหมุด“นาหม้อ” เมืองอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งลุ่มน้ำโขง ดัน สปป.ลาว สู่แลนด์ลิงก์ลงทุนบนเส้นทางรถไฟลาว-จีน

อมตะซิตี้ ลาว เดินหน้าเร่งพัฒนาโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ หลังรัฐบาล สปป.ลาว หารือและติดตามความคืบหน้า ผลักดันโครงการสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวและโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค บนทำเลยุทธศาสตร์เชื่อมเส้นทางรถไฟลาว-จีน รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เชื่อมโยงจีน ไทย เวียดนาม และอาเซียน ยกระดับ สปป.ลาว สู่ศูนย์กลางการค้าและการลงทุน (Land Link) ของแห่งใหม่ลุ่มน้ำโขง สร้างโอกาสการจ้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นายสะเหลิมไซ กมมะสิด รองนายกรัฐมนตรี ผู้แทนถาวร และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนส่วนกลาง สปป.ลาว เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างการจ้างงาน และการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งผลักดันโครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ให้ดำเนินงานตามกรอบกฎหมายและแผนพัฒนาที่กำหนด พร้อมเร่งแก้ไขอุปสรรคและติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว

นายวรงค์ ตังประพฤทธิ์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะซิตี้ ลาว จำกัด กล่าวว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ถือเป็นยุทธศาสตร์การลงทุนสำคัญของอมตะใน สปป.ลาว โดยต่อยอดจากประสบการณ์การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมในประเทศไทยและเวียดนาม สู่การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนทำเลศักยภาพในแขวงอุดมไซ ครอบคลุมพื้นที่โครงการ 3,150 เฮกตาร์ เชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมหลัก โดยเฉพาะเส้นทางรถไฟลาว-จีน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง พร้อมยกระดับบทบาทของ สปป.ลาว จากประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล สู่การเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน (Land Link) ของภูมิภาค ทั้งนี้ โครงการได้เริ่มก่อสร้างเฟสแรกบนพื้นที่ 900 เฮกตาร์ และพร้อมเปิดรับนักลงทุนภายในปลายปี 2569 นี้

“อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ ตั้งเป้าพัฒนาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมแปรรูป รวมถึงการพัฒนาเชิงพาณิชย์และพื้นที่ใช้ประโยชน์แบบผสมผสาน เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศสมาชิกอาเซียน ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยอมตะมุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างนักลงทุน ชุมชน และประเทศ ภายใต้ปรัชญา "ALL WIN" นายวรงค์กล่าว

ด้านนายวงสวรรค์ ไชยวงศ์ ประธานคณะกรรมการปกครองแขวงอุดมไซ และประธานคณะกรรมการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนแขวงอุดมไซ กล่าวถึงรายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ พร้อมนำเสนอประเด็นอุปสรรค แนวทางแก้ไข และแผนการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยระบุว่า โครงการ อมตะ สมาร์ท แอนด์ อีโค ซิตี้ นาหม้อ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการลงทุนของแขวงอุดมไซ และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับอุตสาหกรรมและการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อผลักดันโครงการให้เป็นไปตามแผน

สำหรับความคืบหน้าของโครงการ ทางอมตะได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมศึกษาความเป็นไปได้และพัฒนาโครงการในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมร่วมกันศึกษาการพัฒนาพื้นที่จอดรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck Park) เพื่อรองรับระบบโลจิสติกส์สีเขียวและการขนส่งข้ามพรมแดน สอดรับนโยบายของรัฐบาล สปป.ลาว ที่ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็น 30% ภายในปี 2573

นอกจากนี้ อมตะยังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบไฟฟ้าและแนวทางการจัดหาพลังงานที่มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตอกย้ำวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศครบวงจร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับทุกภาคส่วน

‘ทรัมป์’ ชูดีลสันติภาพกาซา!! Board of Peace บรรลุข้อตกลงกาซา ปลดอาวุธฮามาส–กลุ่มติดอาวุธในกาซา แลกอิสราเอลทยอยถอนทัพ เปิดทางกองกำลังนานาชาติดูแลความมั่นคง

ทรัมป์ประกาศ คณะเจรจาสันติภาพ (Board of Peace) ได้บรรลุ "ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์สำหรับการปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ของกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ในฉนวนกาซา"

ตามคำประกาศของทรัมป์ การดำเนินการจะเป็นไปแบบ ทยอยเป็นระยะ โดยเมื่อกระบวนการปลดอาวุธเสร็จสิ้น กองทัพอิสราเอลจะทยอยถอนกำลังออกจากกาซา ขณะที่กองกำลังรักษาเสถียรภาพนานาชาติ (International Stabilization Force) จะเข้ามารับผิดชอบด้านความมั่นคงร่วมกับกองกำลังตำรวจปาเลสไตน์ชุดใหม่ เพื่อให้กาซาปลอดภัยทั้งต่อประชาชนในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน

ทรัมป์ยังระบุว่า ในระยะต่อไป กาซาจะอยู่ภายใต้การบริหารของ รัฐบาลปาเลสไตน์ชุดใหม่ ที่จะทำงานร่วมกับคณะกรรมการสันติภาพกาซา พร้อมกล่าวขอบคุณ อียิปต์ กาตาร์ และตุรกี ที่มีบทบาทในการเป็นคนกลางเจรจา และย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้กาซาถูกใช้เป็นฐานโจมตีอิสราเอลอีก

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1361166772838346/?rdid=JsOsA0ZHGvBSL1tL#

ผู้อพยพชาวแอฟริกันหลายพันคน ซึ่งรวมถึงชาวโมร็อกโก พากันข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งมีพื้นที่ส่วนหนึ่งอยู่ในดินแดนแอฟริกาเหนือ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองกำลังพิทักษ์ชายแดน ของสเปนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์

กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากส่งเสียงโห่ร้องแสดงความดีใจหลังสามารถเข้าสู่ดินแดนของสเปนได้สำเร็จ

ช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้อพยพราว 1,500 คน เข้าสู่เซวตาในวันเดียว โดยหลายคนว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นชายฝั่ง ขณะที่บางส่วนปีนรั้วชายแดน ส่งผลให้กองกำลัง Guardia Civil ต้องระดมกำลังรับมืออย่างเร่งด่วน และรัฐบาลท้องถิ่นของเซวตาเรียกร้องให้รัฐบาลกลางประกาศภาวะฉุกเฉิน รวมถึงส่งกองทัพเข้ามาสนับสนุนการรักษาความมั่นคงบริเวณชายแดน

"เซวตา" เป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ มีพรมแดนติดกับโมร็อกโก และเป็นหนึ่งในสองจุดผ่านแดนทางบกระหว่างทวีปแอฟริกากับสหภาพยุโรป จึงเป็นเส้นทางสำคัญที่ผู้อพยพใช้ในการพยายามเข้าสู่ยุโรปมาอย่างต่อเนื่อง

แม้เมือง เซวตา (Ceuta) จะเป็นหนึ่งในจุดหมายหลักของผู้อพยพที่พยายามเข้าสู่สหภาพยุโรป และมีความพยายามลักลอบข้ามพรมแดนเกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เหตุการณ์ที่มีผู้อพยพหลายพันคนหลั่งไหลเข้าพร้อมกันในครั้งนี้ถือว่า ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2021 และได้เรียกร้องให้รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังศูนย์รองรับผู้อพยพมีผู้เข้าพักเกินขีดความสามารถอย่างหนัก และกำลังตำรวจไม่เพียงพอต่อการรับมือสถานการณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2123323488563393&set=pcb.1360735539548136


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top