Monday, 19 October 2026
NewsFeed

‘อนุทิน’ เปิดงาน THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย รัฐบาลเดินหน้ายกกำลังประเทศไทย เริ่มจากยกศักยภาพคนไทยให้แข็งแรงขึ้น THAILAND² ผนึก 5 กระทรวง ยกระดับทุนมนุษย์ไทย ย้ำพัฒนาคนไทยคือการลงทุนที่มีค่าที่สุดของประเทศ

วันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) เวลา 13.10 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน THAILAND² “ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์”

ก่อนเริ่มพิธีเปิด ผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมการจัดงานในครั้งนี้ ว่าเป็นไปอย่างเหมาะสม ทั้งถูกที่และถูกเวลา เนื่องจากการพัฒนาคนเป็นวาระเร่งด่วนของโลก ท่ามกลางความท้าทายจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมย้ำว่า ประเทศที่จะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ จำเป็นต้องมี "ทุนมนุษย์" ที่มีศักยภาพสูงและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพคนไทย เพราะทุนมนุษย์เป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ และเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย

นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการหารือกับผู้นำจีนและผู้ประกอบการชั้นนำของไทยและจีน ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ผ่านมาว่า สาระสำคัญที่ได้พูดคุยกันคือเรื่องของโลกยุคใหม่ที่กำลังแข่งขันกันด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเศรษฐกิจดิจิทัล ลังสร้างโอกาสทางธุรกิจรูปแบบใหม่ ดังนั้น รัฐบาลจึงเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) หลายฉบับกับจีน เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนและยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“การยกกำลังประเทศไทยให้พร้อมทั้ง “รับมือ” และ “รับโอกาส” จากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงต้องเริ่มต้นจากการยกกำลังคนไทยให้แข็งแรงขึ้น”

นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาทักษะ (Upskill) และการเพิ่มพูนทักษะใหม่ (Reskill) ควบคู่กับการดูแลสุขภาวะทางจิต เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือของ 5 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ร่วมกันยกระดับศักยภาพคนไทยอย่างเป็นระบบ สะท้อนการทำงานแบบบูรณาการของรัฐบาลที่มุ่งเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

"สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำ คือการลงทุนกับสิ่งที่มีค่าที่สุดของประเทศ นั่นคือคนไทย" นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทุนมนุษย์ และเชิญชวนทุกฝ่ายร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประเทศไทยที่แข็งแรง และเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกยุคใหม่ต่อไป

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ถ่ายภาพร่วมกับคณะผู้จัดงาน ก่อนรับชมวีดิทัศน์ผลงาน 90 วัน ของ 5 กระทรวงภาคีเครือข่าย

สำหรับงาน “THAILAND² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” เป็นงานที่เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของ 5 กระทรวงหลักที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสและพัฒนาทักษะให้กับคนไทย ทุกกลุ่ม ทุกสาขาอาชีพ และพลิกโฉมการศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อรองรับโลกยุคใหม่ โดยภายในงานมีกิจกรรมและวาระสำคัญเพื่อการยกระดับทุนมนุษย์ของประเทศ อาทิ บูทนิทรรศการ ลดความซ้ำซ้อน สู่เกษตรแม่นยำ บูทนิทรรศการตลาดนำการผลิต กรมวิชาการเกษตร บูทนิทรรศการ Net Zero Campus สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ บูทนิทรรศการ CHANGAN กระทรวงแรงงาน เป็นต้น

ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/166718?fbclid=IwdGRjcATNTfFjbGNrBM1N4mV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHiTMRnm9yib3lCWOojOo_LR-lSeGm4hCFywnaM3BZb8El_iW_HsKYcMkGuYw_aem_Gn-gbsVx4Kqvnja9sLTWyA

‘อนุทิน’ ลั่นฟ้อง ‘ยิ่งชีพ iLaw’!! ซัดกล่าวหาไร้หลักฐานทำคนเสียหาย ปมพาดพิงคดีฮั้ว สว. ย้ำพูดต้องมีหลักฐาน ครั้งนี้ไม่ยอมความ คำกล่าวหาทางการเมืองไม่ใช่พื้นที่ปลอดความรับผิด หากพาดพิงให้เสียหาย ต้องเจอกระบวนการกฎหมาย

'อนุทิน' เดินหน้าฟ้อง 'ยิ่งชีพ iLaw' หมิ่นประมาท ไม่มียอมความบอกหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร

22 ก.ค.2569 - นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเตรียมฟ้องความหมิ่นประมาทกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ที่กล่าวหาบุคคลพรรคภูมิใจไทย 9 มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยมีชื่อนายอนุทินรวมอยู่ด้วยว่า ตามกฎหมายการจะพูดกล่าวหาใครต้องมีหลักฐานชัดเจน เรื่องนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมและยังไม่มีการส่งฟ้อง แล้วเขาเป็นใครเที่ยวมาพิพากษาแล้วมาเอ่ยชื่อแบบนั้นทำให้คนได้รับความเสียหาย เมื่อดูจากรายงานก็อ้างถึงพยานคนโน้นพูดอย่างนี้ และพยานที่อ้างคือใคร เราก็เคารพกันทุกคนมีสิทธิที่จะพูดแต่พูดอะไรต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่ามองนายยิ่งชีพ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่รู้จะพูดอย่างไร วัตถุประสงค์คงไม่อยากให้พวกผมได้ดี อาจมีความผิดหวังอะไรอย่างนี้”

ถามว่ามองว่ามีการเมืองอยู่เบื่องหลังหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่คิดไม่เสียเวลาคิด เราก็มีกฎหมายทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน ถ้าใครมีเจตนาไม่ดีก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้เกิดความแตกแยกของสังคม ความชิงชังซึ่งกันและกันเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ในประเทศนี้ ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเอง

เมื่อถามว่า นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตั้งคำถามถึงเงินบริจาคให้ iLaw ว่ามาต่างชาติ และใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายศุภชัย ได้รับมอบหมายจากพรรคให้ไปดำเนินคดี ท่านก็มีแนวทางวิธีการดำเนินการไป สมัยก่อนมีแบบนี้เยอะถึงเวลาฟ้องไปแล้วก็มาขอประนีประนอมขอศาลให้เมตตาแต่ครั้งนี้คงไม่ เพราะหลายครั้งแล้ว

เมื่อถามว่าจะฟ้องหมิ่นประมาทเฉพาะนายยิ่งชีพ รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็แล้วแต่นายศุภชัย พรรคบอกว่าหากทำให้พรรคและสมาชิกพรรคเสียหายก็ต้องดำเนินการอีกหน่วยเวลาพูดจะได้คิดบ้าง เป็นคนที่มีผู้ติดตาม เป็นอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่อยากจะพูดอย่างจะทำอะไรก็ทำ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดีฮั้ว สว.ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมถึงขั้นไหนแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าไม่ได้กังวลใจกับคดีนี้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ”ถามอย่างนี้แปลว่าอะไร ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องคงโดนไปนานแล้ว เพราะคดีนี้เพิ่มมาตั้งแต่ผมยังไม่ได้เป็นนายกฯ จึงไม่ต้องมีใครมาเกรงใจ และผมไปเป็นฝ่ายค้าน 3-4 เดือนไม่มีอำนาจวาสนาอะไรเลยจะไปต่อรองอะไรกับใครได้ สิ่งที่ยืนยันได้คือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่มีความคิดเข้าไปเกี่ยวข้อง”

ที่มา : https://www.thaipost.net/hi-light/1036573/?fbclid=IwdGRjcATNTmJjbGNrBM1OX2V4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHgd_Y7sGs5z3hPYyRIBF4GEs0mO2gNQK9L-PLQMOCjklsomdUarJZxFmfGrZ_aem_RzjUYN7Aq-bBDoP3F3-QYA

จีนโต้กลับออสเตรเลีย ปมทะเลจีนใต้ ปักกิ่งเตือนอย่าใช้ทะเลจีนใต้เป็นเวทีเผชิญหน้า หลังชาติตะวันตกจับตาความตึงเครียด ทะเลจีนใต้ไม่ใช่เวทีให้ประเทศนอกภูมิภาคเข้ามาเติมไฟความตึงเครียด แต่เป็นโจทย์ที่ต้องประคองด้วยสันติภาพและเสถียรภาพ

จีนตอบโต้หลังออสเตรเลียแสดงความกังวลเหตุการณ์ทะเลจีนใต้ เรียกร้องหยุดยั่วยุความตึงเครียด

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์ตอบโต้กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลียแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ล่าสุดในทะเลจีนใต้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับจีนและฟิลิปปินส์ โดยระบุว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ในทะเล มักมีเพียงไม่กี่ประเทศที่รีบกล่าวโทษจีน ทั้งที่ความรับผิดชอบอาจอยู่กับประเทศอื่น

โฆษกจีนตั้งคำถามว่า การกระทำดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาสันติภาพในภูมิภาค หรือเป็นการสร้างความไม่มั่นคงและเพิ่มความตึงเครียดกันแน่

พร้อมกันนี้ จีนเรียกร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องยุติการขยายประเด็นหรือกระพือกระแสความตึงเครียด รวมถึงหยุดสร้างบรรยากาศแห่งการเผชิญหน้า และเคารพความพยายามของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคที่ต้องการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในทะเลจีนใต้

หมายเหตุ : เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในพื้นที่พิพาทของทะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันเกี่ยวกับการกระทำในทะเล ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้าระหว่างเรือ การลาดตระเวน หรือการบังคับใช้มาตรการทางทะเล

ขณะที่ออสเตรเลียและประเทศตะวันตกหลายประเทศมักแสดงจุดยืนสนับสนุนเสรีภาพในการเดินเรือ การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง ส่วนจีนยืนยันว่าประเทศภายนอกภูมิภาคไม่ควรเข้ามาแทรกแซงหรือทำให้สถานการณ์บานปลาย โดยมองว่าการแสดงความเห็นหรือการเคลื่อนไหวของบางประเทศอาจยิ่งเพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่

ทั้งนี้ ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลก และเป็นพื้นที่ที่หลายประเทศอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน ได้แก่ จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และไต้หวัน ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาด้านความมั่นคงที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3730295853789748/?rdid=jdMI9PhRjk9oGFtA#

มหิดลจับมือปักกิ่ง!! ลงนาม MoU วิชาการทันตแพทยศาสตร์ เสริมความร่วมมือการศึกษาและวิจัย ยกระดับมาตรฐานทันตแพทย์ไทย หวังเครือข่ายยั่งยืนในวงการวิชาการ

DTMU Signs MoU with the School of Stomatology, Peking University, to Establish Academic Collaboration
July 22, 2026 – DTMU officially signed an MoU with the School of Stomatology, Peking University, China PR, to strengthen academic collaboration and expand international partnerships between the two institutions.

Highlights of the partnership:
Signed by Assoc. Prof. Bundhit Jirajariyavej, Dean, and Assoc. Prof. Dr. Tippanart Vichayanrat, Deputy Dean for International Relations and Organizational Communication, together with Prof. Deng Xuliang, Dean of the School of Stomatology, and Prof. Peng Xin, Vice President of the School of Stomatology.

- Faculty, student, and staff exchanges
- Joint research and academic collaboration
-Academic conferences and scholarly activities
- Cooperation in dental education and academic services

Together, DTMU and Peking University are committed to advancing dental education, research, and professional development through meaningful international collaboration.

Check out more photos in the comments below!
คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MoU) ร่วมกับ School of Stomatology, Peking University สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์บัณฑิต จิรจริยาเวช คณบดี และ รองศาสตราจารย์ ดร. ทันตแพทย์หญิงทิพนาถ วิชญาณรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร ร่วมลงนามกับ Professor Deng Xuliang, Dean, School of Stomatology, Peking University และ Professor Peng Xin, Vice President, School of Stomatology, Peking University ณ สิรินธรทันตพิพิธ ชั้น 1 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ School of Stomatology, Peking University ในด้านการแลกเปลี่ยนคณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร การดำเนินงานวิจัยร่วม การจัดประชุมและกิจกรรมทางวิชาการ ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือด้านการศึกษาทันตแพทยศาสตร์และการบริการวิชาการ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการที่เข้มแข็งและยั่งยืน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา การวิจัย และการพัฒนาวิชาชีพทันตแพทยศาสตร์ในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/100064863151141/posts/1504157535089671/?rdid=7eJ608Kwcsxr6Uis#

ถนนทุกสายมุ่งสู่ปักกิ่ง!! ‘ตั๊ก บงกช’ เผยแผนใหญ่ครอบครัว ส่ง ‘ข้าวหอม’ เรียนจีน หวังต่อยอดโลกธุรกิจยุคมหาอำนาจเปลี่ยนขั้ว ตั้งเป้าเรียนบริหาร–ศิลปะ–ดนตรี ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ตั๊กย้ำต้องเตรียมตัวยาว 5 ปี

“ตั๊ก บงกช” เผย “เจ้าสัวบุญชัย” ปูทางอนาคตลูกชาย ส่ง “ข้าวหอม” เรียนมหา‘ลัยปักกิ่ง อันดับ 1 ของประเทศจีน

เพราะโลกกำลังอยู่ในระหว่างการรีเซ็ตระบบใหม่ โดยกำลังมีการเปลี่ยนขั้วมหาอำนาจ นักธุรกิจประเทศจีนเองก็ได้มาทำการลงทุนที่ประเทศไทยจำนวนมาก และจะมีเพิ่มอีกเรื่อยๆ รวมถึงในแวดวงวิชาการนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิรุ่นใหม่ระดับโลกที่ใช้ชีวิตทำงานอยู่ในยุโรปตอนนี้ทยอยกันกลับมาเป็นอาจารย์สอนในสาขาวิชาต่างๆ ในประเทศจีน เพื่อผลิตพลเมืองจีนให้มีความสอดคล้องกับโลกยุคใหม่

ทำให้ “เจ้าสัวบุญชัย เบญจรงคกุล” นักธุรกิจหมื่นล้าน สามีอดีตนักแสดงสาว “ตั๊ก บงกช เบญจรงคกุล” คิดต่างจากผู้ปกครองที่มีค่านิยมส่งลูกไปเรียนไกลยุโรปเพื่อเป็นเจนใหม่กลับมาบริหารธุรกิจ แต่กลับเริ่มวางแผนการศึกษา ปูแนวทางอนาคตให้ลูกชายคนเล็ก วัย 12 ขวบ ไปเรียนมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศจีน

ตั๊ก บงกช ได้โพสต์ภาพขณะครอบครัวบินไปพักผ่อนและทำงานที่ปักกิ่ง ประเทศจีน นอกจากเจ้าสัวบุญชัยจะบินไปดีลธุรกิจแล้วยังถือโอกาสพาข้าวหอมไปดูมหาวิทยาลัยที่พ่อมองไว้สำหรับอนาคตลูกชายคนนี้ โดย ตั๊ก แชร์ภาพและคลิปพร้อมเล่าว่า…

“นักเรียนปักกิ่งในอนาคต ไม่รอดแน่นอนพ่อพามาฝากเเล้ว มาติดต่อขอดูมหา'ลัย อยากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนภาษาในปักกิ่งในช่วงปิดเทอม ม.ต้น เเละมหา'ลัยปลอดภัยมาก เข้ายากมาก กว่าจะเข้าได้ต้องแสดงบัตรเยอะมาก และติดต่อไว้ก่อนล่วงหน้า ขอบคุณคุณฮาร์เวิร์ดที่ช่วยติดต่อไว้ให้นะคะ🙏 ปิดเทอมต่อไปก็ต้องมาเรียนภาษา จนกว่าจะ จบ ม.6 ✌🏻🙂 จริง ๆ มหา'ลัยใช้ภาษาอังกฤษแต่ถ้าได้ภาษาจีนด้วยก็ดีกับ Plan ไว้อีกห้าปี แป๊บๆ ปีนึงผ่านไปไว้มากจริงๆ Peking University มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน ไม่ได้อยู่ดีๆ จะเข้าได้เลย ต้องเตรียมตัวแลกเปลี่ยนเรียนภาษาตั้งห้าปี แม่เป็นกำลังใจให้ลูกนะ เชื่อป๊านะลูก แม่ดีใจที่ลูกเชื่อป๊านะ ป๊าต้องคิดมาดีแล้ว ✌🏻🥰ลูกแม่สู้ ๆ”

ในคลิป ข้าวหอม ได้เผยถึงเป้าหมายว่าอยากจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่งในคณะ บริหารการจัดการ ศิลปะ และดนตรี ซึ่งข้าวหอมจะต้องมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนภาษาถึง 5 ปีเพื่อเป็นการปูพื้นฐานก่อนสอบเข้า

มหาวิทยาลัยปักกิ่ง เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการยอมรับ และมีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีนและเอเชีย ได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางทางวิชาการและความคิดของประเทศจีน เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก ทั้งในด้านคุณภาพการศึกษา งานวิจัย และอิทธิพลทางวิชาการ ผลิตผู้นำระดับประเทศจำนวนมาก จนมีการเปรียบเทียบกันว่าหากลูกได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ก็เหมือนส่งลูกไปอยู่กับเทพ

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000072007

'จิตรเทพ' ชี้ Financial Professional ต้องเข้าใจธุรกิจจริง มองเห็นโอกาสสร้างมูลค่า มอง M&A เป็นเครื่องมือเติบโต เชื่อมการเงิน-กลยุทธ์ลงทุน

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” นักธุรกิจและ Deal Maker ถ่ายทอดมุมมองการเงิน การลงทุน และการซื้อขายกิจการ (M&A) ให้น้อง ๆ ในโครงการ New Breed Financial Professional ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชี้ Financial Professional ยุคใหม่ต้องเข้าใจ “ธุรกิจจริง” และมองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่า

ในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ New Breed Financial Professional ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) นายจิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) นักธุรกิจและ Deal Maker ผู้มีประสบการณ์ด้านการเงิน การลงทุน การสร้างการเติบโตของธุรกิจ และการทำธุรกรรม M&A ได้ร่วมถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์จากโลกธุรกิจจริง ทั้งในด้านการบริหารเงินทุน การลงทุน ตลอดจนการวางกลยุทธ์เพื่อสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร

นายจิตรเทพชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถบริหาร เงินทุน กระแสเงินสด โครงสร้างทางการเงิน และการลงทุน ให้สอดคล้องกับทิศทางของธุรกิจ เพื่อให้เงินทุนที่มีอยู่สามารถสร้างผลตอบแทนและนำไปต่อยอดการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงจุดที่ต้องการขยายตัวอย่างรวดเร็ว M&A หรือการควบรวมและซื้อกิจการ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจ ทำให้สามารถเข้าถึงตลาดใหม่ ฐานลูกค้า เทคโนโลยี บุคลากร หรือขีดความสามารถใหม่ ๆ ที่อาจต้องใช้เวลาหลายปีในการสร้างขึ้นด้วยตนเอง

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของ Deal Maker หัวใจของการทำ M&A ไม่ได้อยู่เพียงการ “ซื้อกิจการให้สำเร็จ” แต่คือการมองให้ออกว่า ดีลนั้นจะสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน การสร้าง Synergy การขยายตลาด การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างมูลค่าในระยะยาว

จากประสบการณ์การทำธุรกิจ นายจิตรเทพมองว่า Financial Professional ในยุคใหม่ จึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจมากกว่าตัวเลขทางการเงิน แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง Finance, Investment และ Business Strategy เข้าด้วยกัน รวมถึงต้องเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจจริง เพื่อประเมินโอกาส ความเสี่ยง และศักยภาพในการสร้างมูลค่าก่อนตัดสินใจลงทุนหรือทำธุรกรรม

เพราะในโลกของธุรกิจและการลงทุน การมองเห็นโอกาสเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ความสามารถในการประเมินคุณค่า วางโครงสร้างทางการเงิน และเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็น “ดีลที่สร้างการเติบโต” คือหนึ่งในทักษะสำคัญของคนทำงานด้านการเงิน การลงทุน และตลาดทุนในอนาคต

พนันออนไลน์ไม่หยุดแค่ชายแดน!! อาเซียนไล่บี้พนันออนไลน์–แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลาวรวบผู้ต้องหา 4 สัญชาติ คนไทยนำโด่ง ยึดคอมฯ–มือถือกว่า 1 หมื่นเครื่อง สะท้อนสแกมเมอร์กำลังหาฐานใหม่ทั่วภูมิภาค

ลาว ทางการลาวปราบ พนันออนไลน์สแกมเมอร์
อาเซียนรวมใจ พนันออนไลน์สแกมเมอร์

ลาวบุกทลายเครือข่ายเว็บพนัน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบ 589 คน 4 สัญชาติ คนไทยมากสุด 373 คน
เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคง สปป.ลาว พร้อมกำลังเฉพาะกิจ ปฏิบัติการเข้าตรวจค้นอาคารให้เช่าในพื้นที่บ้านดงโพสี เมืองหาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 เพื่อกวาดล้างเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์และขบวนการหลอกลวงทางโทรคมนาคม (Scammer)
ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 589 คน เป็นหญิง 309 คน จาก 4 สัญชาติ ประกอบด้วย ชาวไทย 373 คน (หญิง 198 คน), ชาวลาว 199 คน (หญิง 105 คน), ชาวเวียดนาม 15 คน (หญิง 4 คน) และ ชาวกัมพูชา 2 คน (หญิงทั้งหมด)

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1,517 เครื่อง, โน้ตบุ๊ก 4,045 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 5,245 เครื่อง เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลการสืบสวน
ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนเพื่อขยายผลหาผู้บงการและผู้ร่วมขบวนการ เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่แจ้งเบาะแสจนสามารถเข้าทลายเครือข่ายดังกล่าวได้ และขอให้ประชาชนระมัดระวังการหลอกลวงทางออนไลน์ รวมถึงงดเล่นการพนันออนไลน์ทุกประเภท พร้อมแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดผ่านสายด่วน 1533 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

จากข้อมูล หลังจากมีการปราบปรามในพม่าแก๊งสแกมเมอร์แตกและย้ายฐานมาสมทบในกัมพูชา หลังจากปะทะ ชายแดนไทย

ปิดด่าน ทางการจีนเริ่มปราบในกัมพูชา กลุ่มสแกมเมอร์แตก หาฐานใหม่ในศรีลังกา ฟิลิปปินส์ยังเป็นฐานใหญ่

ส่วนฐานย่อยและเริ่มก่อตัวในพื้นที่ทางบกที่ไม่ห่างจากกัมพูชา แบ่งออกเป็นสองประเภทขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ที่เป็นอาณาจักร

จากข่าวหลายข่าวจะเห็นได้ว่าหลังจากปะทะชายแดนกัมพูชาทางการเวียดนามและลาวสามารถจับกลุ่ม สแกมเมอร์ ได้ทีละหลายหลายคน คือตั้งเป็นศูนย์ขนาดใหญ่ ส่วนในประเทศไทยการลักลอบเปิดเป็นศูนย์ย่อยเช่าบ้านอยู่กัน 5-10 คน และทำการหลอกลวง

“บีโอไอ” ลุยลงทุน!! มูลค่าครึ่งปีแรก1.47ล้านล. ขยายตัว37% จากโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน82,000ตำแหน่ง ดันเศรษฐกิจโตยั่งยืน

บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ความผันผวนของราคาพลังงานและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน1,299โครงการมูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง2อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ

สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุดได้แก่อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354ล้านบาทสะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนแสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต
ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน

สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

“เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียวแต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทยทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพการพัฒนาบุคลากรให้มี
ทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว

ศึก AI “สหรัฐฯ–จีน” ระอุ!! รัฐบาลทรัมป์เล็งสอบ AI โอเพนซอร์สจีน ปมใช้เทคนิค distillation จนอาจเข้าข่ายขโมย IP สหรัฐฯ ยกระดับกดดันจีน อ้างปกป้องนวัตกรรมและ IP ของชาติ

รัฐบาลทรัมป์กำลังส่งสัญญาณว่า อาจเพิ่มมาตรการเข้มงวดต่อโมเดลปัญญาประดิษฐ์แบบโอเพนซอร์สของจีน ซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรม AI

เมื่อวันอังคาร สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าโมเดล AI แบบโอเพนซอร์สยอดนิยมจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในจีน มีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของคู่แข่งในสหรัฐฯ หรือไม่

“มีคำศัพท์ทางเทคนิคมาก ๆ ในวงการ AI เรียกว่า distillation แต่ถ้าพูดแบบคุณกับผม มันก็คือการขโมย” เบสเซนต์กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ Fox Business

เบสเซนต์ระบุว่า รัฐบาลทรัมป์โดยทั่วไปยินดีสนับสนุนโมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส แต่จะไม่ยอมรับบริษัทที่สร้างผลิตภัณฑ์ของตนบนพื้นฐานของ “การขโมยทรัพย์สินทางปัญญา”

“รัฐบาลชุดนี้สนับสนุนโมเดลโอเพนซอร์ส แต่สิ่งที่เราไม่สนับสนุนคือการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา” เขากล่าว “และหากเราพบว่า โดยเฉพาะโมเดลจากต่างประเทศ กำลังขโมยจากบริษัทชั้นนำของเรา เรามีความสามารถที่จะคว่ำบาตรพวกเขาได้จากการขโมยดังกล่าว”

ที่มา : https://www.businessinsider.com/treasury-secretary-chinese-ai-open-source-sanctions-kimi-k3-2026-7?fbclid=IwdGRjcATN4P5jbGNrBM3g-GV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkDDM1MDY4NTUzMTcyOAABHorpfrQ50UmwNUXMwJv9tdKvyBi6jdUmbpeqBbPbljW9GBhWZo_4zjqX0SVX_aem__jLXkfDOt5yquEwRafJqjQ&utm_campaign=mrf-business-marfeel-headline-graphic&utm_source=facebook&utm_medium=social&mrfcid=202607216a5fa5e4e8ec233cfc5e425f

‘พนิดา’ พรรคประชาชนย้ำหลักนิติรัฐ!! เรียกร้องรัฐตรวจสอบกลุ่มอ้างปกป้องสถาบัน ทำร้ายประชาชน ชี้กฎหมายต้องอยู่เหนือกำลัง อ้างความจงรักภักดีไม่ได้ หากใช้ความรุนแรงละเมิดสิทธิผู้อื่น ย้ำไทยต้องเป็นสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พนิดา มงคลสวัสดิ์ กล่าวลงบนเฟสบุ๊ค

จากกรณีที่ปรากฏข่าวว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งอ้างตนว่าปกป้องสถาบัน เข้าไปควบคุมตัวและใช้ความรุนแรงต่อประชาชน โดยกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการดูหมิ่นสถาบันนั้น

ดิฉันขอยืนยันในหลักการว่า การใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรืออุดมการณ์ใด เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในสังคมประชาธิปไตยที่ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ

หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดใดๆ กฎหมายได้กำหนดกระบวนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายไว้อย่างชัดเจน หน้าที่ในการสืบสวน จับกุม และดำเนินคดี เป็นอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐตามกฎหมาย ไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะตั้งตนเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือใช้ความรุนแรงลงโทษผู้อื่น

การปล่อยให้เกิดการใช้กำลังกับผู้เห็นต่าง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับฝ่ายใด ย่อมเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐ และสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อสังคมไทย เพราะเมื่อความรุนแรงถูกยอมรับว่าเป็นเครื่องมือจัดการความเห็นต่าง ย่อมไม่มีหลักประกันว่าความรุนแรงนั้นจะไม่ย้อนกลับมาสู่ทุกคน

ดิฉันขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่กระทำผิดอย่างตรงไปตรงมา คุ้มครองสิทธิผู้ถูกทำร้าย และให้ความปลอดภัย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

ประเทศไทยควรเป็นสังคมที่ใช้กฎหมายแทนการใช้กำลัง ใช้เหตุผลแทนความเกลียดชัง และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน แม้ในวันที่เรามีความเห็นแตกต่างกันอย่างที่สุด

การอ้างความจงรักภักดีไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1041063408286087&id=100071473118751&rdid=sfAXlVUvmyWlfplN#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top