Friday, 5 June 2026
แก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

(10 ก.ค.68) เวลา 13.30 น. ตามนโยบายของรัฐบาล ได้กำหนดนโยบายเร่งด่วนในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร./ผอ.ศตคม.ตร./ผอ.ฉก.๘๘/หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ UNODC ต่อต้านอาชญากรรมคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์ ดำเนินการชี้แจงสถานการณ์ปัญหาอาชญากรรมของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ ในปัจจุบันให้ประชาชนทราบสถานการณ์ปัจจุบัน

สถานการณ์การหลอกลวงคนไทยของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ผ่านมา ยังมีที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา และลาว เพื่อที่จะหลอกคนชาติไทยและชาติต่าง ๆ ทั่วโลก และเนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการบินที่สำคัญในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีเที่ยวบินจากทั่วโลกเข้ามาในประเทศ ประกอบกับการคมนาคมที่สะดวกในการเดินทางกลุ่มคนร้ายจึงอาศัยช่องว่างดังกล่าว เข้ามาในไทยในฐานะนักท่องเที่ยว เพื่อเดินทางไปยังบริเวณแนวชายแดนแล้วลักลอบข้ามไปยังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย หรือใช้ช่องทางดังกล่าว หลอกคนข้ามไปทำงานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์

จากมาตรการการตัดไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และน้ำมัน ไปยังแนวชายแดนประเทศเมียนมาที่ติดกับประเทศไทย เพื่อกดดันให้มีการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ที่ปกครองโดยชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนระหว่างประเทศเมียนมาและไทย ทำให้เกิดการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเขตเมืองชเวโก๊ะโก๋ และเคเคพาร์ค ซึ่งพบคน ๓๖ สัญชาติ จำนวน ๘,๘๙๓ ราย แต่ยังพบว่าแต่ยังมีกลุ่มแก๊งคอลเซ็นเตอร์อีกจำนวนหนึ่งหลบซ่อนและตั้งอยู่บริเวณทางตอนใต้ของเมืองเมียวดี ซึ่งจะต้องมีมาตรการในการดำเนินการอีกต่อไป

ในส่วนของประเทศกัมพูชา พบว่ามีการขยายตัวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งที่หลอกคนไทยและคนชาติต่าง ๆ ทั่วโลก พบว่ามีการตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา จำนวน ๕๒ จุด ๑๐ จังหวัด โดยส่วนใหญ่ยังอยู่ในเมืองปอยเปต และมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วในเขตชายแดนติดกับทางประเทศเวียดนาม มีแก๊งชาวจีนเป็นผู้บริหารจัดการ ได้รับความคุ้มครองจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ในห้วงที่ผ่านพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการขยายตัว จากประเทศกัมพูชาเช้ามาในประเทศไทยบางส่วน แต่ทางการไทยสามารถดำเนินการกวาดล้างจับกุมได้ โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้มุ่งหลอกคนชาติอื่นไม่ใช่คนไทย อาทิ ออสเตรเลีย เวียดนาม เกาหลี จีน ยุทธศาสตร์ ศปอส.ตร. ร่วมกับ ฉก.๘๘ และ UNODC ได้ร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ “ผนึกกำลังประชาคมโลก ปราบปราม แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์” โดยกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 5 ด้าน (I 2L AI)

๑. การทำลายโครงสร้างพื้นฐานของอาคาร (Infrastructure) ได้แก่ ไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต
๒. การตัดเครือข่ายขบวนการนำพา (Logistics) ได้แก่ เพจโฆษณา หางาน เพจจัดหาบัญชีม้าและคริปโต แอพในการ ติดต่อหายานพาหนะ กลุ่มรถรับจ้าง กลุ่มนำพาข้ามแดน การซีลชายแดน กลุ่มจัดหาบัญชีม้าและคริปโต
๓. การบังคับใช้กฎหมายและยึดทรัพย์ (Law Enforcement) โดยมุ่งเน้นไปที่ เจ้าของอาคารคอลเซ็นเตอร์ ผู้บงการ ผู้บริหารจัดการ ผู้ให้ความคุ้มครอง
๔. การนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการควบคุมป้องกันไม่ให้ใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน หรือใช้ในการหลอกลวง เพื่อลักลอบข้ามผ่านแนวชายแดนไปทำงานที่แก๊งคอล เซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน
๕. ผนึกกำลังประชาคมโลก (International Community) ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์

โดยนำองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ UNODC, INTERPOL, FBI และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก มาร่วมปฏิบัติในศูนย์บริหารฉับพลันเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์ (War Room for Combatting Cyber Scam Syndicate) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย โดยประเทศไทยจะเป็นผู้นำและศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน ข้อมูล เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติงานร่วมกันในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา เมียนมา และลาวการค้นเครือข่าย ก๊ก อาน

จากปฏิบัติการครั้งนี้ ทำการเข้าค้นเครือข่าย “ก๊ก อาน” ๒๐ จุดในพื้นที่ ๓ จังหวัด (กรุงเทพ สมุทรปราการ ชลบุรี) สามารถอายัดเงินสด ๒๗ ล้านบาท รถยนต์หรู และเอกสารสำคัญ ยึดทรัพย์รวมมูลค่า กว่า ๑,๑๐๐ ล้านบาทและจะดำเนินการออกหมายจับผู้มีส่วนร่วมกระบวนการทั้งหมด

ผบ.ตร.นำคณะตำรวจไทยเยือนญี่ปุ่น เข้าพบ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น และเอกอัครราชทูต หารือ แลกเปลี่ยนความร่วมมืออาชญากรรมไซเบอร์ คอลเซ็นเตอร์ ค้ามนุษย์  พร้อมดูงานสถานีตำรวจ หน่วยงานอาชญากรรมเทคโนโลยี เพื่อนำมาปรับใช้ ยกระดับการทำงานตำรวจไทย

(11 ก.ค.68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล/โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 6-9 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ และคณะ ได้เดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

ผบ.ตร.และคณะเข้าเยี่ยมคารวะ นายโยชิโนบุ คุสึโนกิ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น โดยได้มีการหารือประเด็นความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การฉ้อโกงออนไลน์ อาชญากรรมทางไซเบอร์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในโอกาสนี้ ผบ.ตร.ได้กล่าวขอบคุณ ผบ.ตร.ญี่ปุ่น ที่อนุมัติในหลักการการส่งนายตำรวจประสานงานมาประจำยังประเทศญี่ปุ่น

คณะตำรวจไทยได้เดินทางไปเยี่ยมชมสถานีตำรวจชินจูกุ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและพลเรือนปฏิบัติหน้าที่รวม 700 นาย ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิง 100 คน โดยคณะฯ ได้มีโอกาสเยี่ยมชมการฝึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจแผนกต่างๆ ของสถานีตำรวจ ได้แก่ แผนกสืบสวนอาชญากรรมองค์กร และศูนย์รับแจ้งเหตุ

ผบ.ตร.และคณะยังได้เข้าพบ นายฮิเดอากิ โออิตะ ผู้อำนวยการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ เพื่อประชุม หารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลการสืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ และศึกษาดูงานหน่วยวิเคราะห์ข้อมูลทางเทคโนโลยี โดยเป็นหน่วยงานทำหน้าที่สนับสนุนการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในด้านการพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เช่น การตรวจสอบวัตถุพยานต่างๆ และการรักษาสภาพของวัตถุพยาน เช่น โทรศัพท์ ฮาร์ดดิสก์ รถยนต์ เป็นต้น และศึกษาดูงานศูนย์ต่อต้านการโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบและเฝ้าระวังการกระทำที่เป็นภัยต่อประเทศญี่ปุ่น ที่เน้นการโจมตีทางไซเบอร์
  
นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐฯ ยังได้นำคณะเข้าหารือกับ นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว เพื่อหารือปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่เดินทางมายังประเทศไทยด้วย 

ทั้งนี้ การเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการของ ผบ.ตร.และคณะ นำมาซึ่งประโยชน์ของการหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกับทางการญี่ปุ่น โดยเฉพาะอาชญากรรมทางไซเบอร์ คอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ รวมทั้งการดูงานสถานีตำรวจ ศูนย์สืบสวนอาชญากรรมทางไซเบอร์ หน่วยงานพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล ซึ่งได้ประโยชน์ แนวคิดหลายประการที่จะนำมาปรับใช้ในการทำงานของตำรวจไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป

 

'ฮุนมาเนต' ประกาศวันเดียว ลุยจับทันทีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวบคนเวียดนาม-กัมพูชากว่า 200 ราย ไม่มีชาวจีน

(16 ก.ค. 68) พลเอก สมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามประกาศกวาดล้างขบวนการคอลเซ็นเตอร์และเว็บไซต์พนันออนไลน์ทั่วประเทศอย่างจริงจังเมื่อวันที่ 15 ก.ค. หลังพบว่าขบวนการเหล่านี้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาค และยังมีเครือข่ายอาชญากรข้ามชาติแฝงตัวอยู่ โดย สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ก็เคยระบุว่ากัมพูชาเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์

ถัดมาไม่นาน เจ้าหน้าที่กรุงพนมเปญเข้าตรวจค้นอาคารต้องสงสัยเมื่อช่วงเย็นวันเดียวกัน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาคดีหลอกลวงทางออนไลน์ได้ถึง 234 ราย เป็นชาวเวียดนาม 149 คน (หญิง 23 คน) และชาวกัมพูชา 85 คน (หญิง 17 คน) โดยบางรายเคยทำอาชีพช่างไฟ, รปภ., พ่อครัว และแม่บ้าน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในขบวนการได้อีกจำนวนมาก และจะดำเนินคดีกับชาวเวียดนามทั้งหมด พร้อมตรวจสอบสถานะการเข้าประเทศว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ 'สมเด็จฮุน เซน' ประธานวุฒิสภากัมพูชา เคยระบุเมื่อปลายเดือนมิถุนายนว่า กัมพูชาเป็นเหยื่อของขบวนการที่เริ่มต้นในไทย โดยใช้ไทยเป็นทางผ่านเข้ามาก่อเหตุในกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายไทยหยุดโยนความผิดให้กัมพูชาแต่ฝ่ายเดียว

กลุ่มสแกมเมอร์เมียนมาหันใช้ Starlink ของ ‘อีลอน มัสก์’ หลังหน่วยงานไทยตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตในเมืองเมียวดี

(22 ก.ค. 68) แม้ไทยจะพยายามตัดสายอินเทอร์เน็ตเพื่อสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา แต่ขบวนการเหล่านี้กลับหันมาใช้ 'Starlink' บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของบริษัท อีลอน มัสก์ (Elon Musk) แทน ส่งผลให้เห็นจานดาวเทียมสีขาวผุดเต็มหลังคาตึกในพื้นที่

ข้อมูลจากองค์กร International Justice Mission (IJM) ระบุว่า จำนวนการเชื่อมต่อ Starlink ในแหล่งอาชญากรรมรอบเมียวดีเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าภายใน 1 ปี หลังจากไทยเริ่มตัดสายอินเทอร์เน็ตในปี 2024 และแม้การใช้งานอาจประเมินได้ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่แนวโน้มก็ชัดเจนว่า Starlink กลายเป็นทางออกหลักของกลุ่มดังกล่าว

ภาพถ่ายดาวเทียมจาก Google Earth ในปี 2025 ยืนยันว่ามีจาน Starlink ติดตั้งบนตึกแก๊งคอลเซ็นเตอร์จำนวนมาก ซึ่งไม่เคยมีให้เห็นในปีก่อน นอกจากนี้ มีการเปิดเผยว่าขนาดจานรับสัญญาณมีขนาดเล็กพอจะใส่เป้สะพายหลังได้ ทำให้ลักลอบขนผ่านชายแดนได้สะดวก

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แม้ Starlink ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้อย่างเป็นทางการในเมียนมา แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นโครงข่ายหลักของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง KK Park อาณาจักรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในเมียวดี ที่มีเครือข่ายใหญ่และซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ

จเรตำรวจแห่งชาติประชุมผู้แทน 10 ประเทศ และ UNODC จับมือร่วมปฏิบัติการในวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ

วันนี้ (29 กรกฎาคม 2568) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (จตช./ผบ.ศกค.) /International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) ประชุมหารือเตรียมความพร้อมในการดำเนินการร่วมกันในวอร์รูม IAC โดยมี พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รอง ผบ.เหตุการณ์ (2) ร่วมกับผู้แทนทูตนานาประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนทูตจากประเทศ บังกลาเทศ ญี่ปุ่น ลาว เมียนมา แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เวียดนาม สิงคโปร์ และ UNODC ณ ห้องประชุมวอร์รูม ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์นานาชาติ

พล.ต.อ.ธัชชัยฯ กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลสั่งการให้เดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ให้เห็นผลภายใน 3 เดือน โดยให้ร่วมมือกับนานาชาติในการปฏิบัติการ จึงเป็นที่มาของการตั้งวอร์รูมศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (IAC) ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศ รวมทั้ง UNODC ในการทำงานร่วมกัน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่สร้างปัญหาให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการทำงานร่วมกันของนานาประเทศในวอร์รูม IAC นี้ จะเป็นประโยชน์อย่างสูงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในกรณีฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศต่างๆ โดยวอร์รูมนี้จะเป็นการยกระดับปฏิบัติการในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมิติ 

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ธัชชัยฯ ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.)/รอง ผบ.เหตุการณ์ (1) ประชุมเตรียมความพร้อมผู้ประสานงานวอร์รูม IAC โดยมีผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมปฏิบัติการในวอร์รูมร่วมประชุม อาทิ ผู้แทน บช.สอท. , กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง , ตำรวจภูธรภาค 2 , ผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ , กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม , ธนาคารแห่งประเทศไทย , สำนักงาน กสทช. , สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ , สำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ , สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลบุคคล และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

โดยการปฏิบัติการของวอร์รูม IAC จะเป็นการยกระดับการปฏิบัติการให้เข้มข้นและเป็นเอกภาพมากขึ้น ในการเร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางการเงินและอายัดบัญชีธนาคาร/Wallet/Cryto Wallet ทันที , เร่งรัดข้อมูลเพื่อวิเคราะห์จุด IP หาพิกัดที่ใช้ในการกระทำความผิด ขอข้อมูลการจดทะเบียนทั้งผู้ให้บริการและผู้ขอรับบริการ รวมทั้งระงับการใช้หมายเลขโทรศัพท์ หรือจุดที่จ่ายสัญญาณอินเทอร์เน็ต , วิเคราะห์แผนประทุษกรรม วิเคราะห์ความเชื่อมโยงขบวนการ และนำเสนอแนวทางการป้องกันปราบปราม นอกจากนี้ ยังจะสามารถปิดเพจ ปิดแพลตฟอร์มทันทีเมื่อรับแจ้งคดี และป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล ซึ่งจะทำให้การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลภายในระยะเวลาที่กำหนดได้

‘ปฐม อินทโรดม’ โพสต์สื่อโลกเริ่มเห็นชัด ‘กัมพูชา’ เล่นละครสวมบทเหยื่อ ชี้มี ‘IO-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เป็นแสน!! ก็ไม่ช่วยความจริงโจมตีไทยก่อน

(7 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ย้ำอีกครั้ง แม้กัมพูชาจะ “ออกตัวแรง” ในสงครามข้อมูลด้วยข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อสารพัด แต่ในที่สุดวันนี้โลกก็เริ่มมองเห็นความจริงชัดเจนขึ้น

ทั้ง Reuters, CNN, CNA, The Diplomat และสื่อระดับโลกอีกหลายแห่ง ล้วนรายงานตรงกันว่าไทยคือฝ่ายที่ถูกโจมตีก่อน และกัมพูชากำลังแพ้ในสงครามข้อมูล (Information War)

บทความจาก The Diplomat ชี้ชัดว่า…
- กัมพูชาขาดสื่ออิสระ ทำให้ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีโลกได้
- ขณะที่ไทยสื่อสารได้มีระบบกว่า และควบคุม narrative ในระดับนานาชาติได้ดีกว่า
- กัมพูชาพยายามสร้างภาพว่า “ถูกกระทำ” แต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม

สรุปง่าย ๆ: ถึงจะมี IO เป็นแสน ๆ จากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ก็ไม่ช่วย ถ้าความจริงไม่อยู่ฝั่งคุณ

สงครามนี้ “AI” อาจสร้างภาพได้ แต่ “ความจริง” คือสิ่งที่โลกเฝ้ามองอยู่เสมอ

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน'

(21 ส.ค.68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) และผู้อำนวยการศุนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) แถลงข่าว “ศูนย์ Warroom ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ห้อง “Warroom IAC” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็น ผบ.ศกค. ได้เดินหน้าขับเคลื่อน “Warroom IAC” ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการเงินทั้งในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, FBI และ Interpol เพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การกวาดล้างเครือข่าย การระงับบัญชี ติดตามเส้นทางการเงิน ไปจนถึงการคุ้มครองเหยื่อ โดยเน้นมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหลอกลวงประชาชนไทยและต่างประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 232.2 ล้านบาท โดยล่าสุด สามารถติดตามอายัดเงินของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

กรณีที่ 1 รวบเครือข่ายหลอกเทรดหุ้นออนไลน์ ลวงอดีตข้าราชการลงทุนสูญเงินกว่า 8 ล้าน อายัดทัน 1.2 ล้าน นำคืนผู้เสียหาย

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.67 ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการได้พบเพจเฟซบุ๊กปลอมบัญชีหนึ่ง ได้โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ จึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้ถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ (LINE Globaledgemax) โดยช่วงแรกเริ่มจากลงทุนจากยอดจำนวนน้อย ปรากฏว่าสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง จึงได้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อโอนเงินลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน 8,076,559.46 บาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บช.สอท. ในเวลาต่อมา 

จากกรณีดังกล่าว กก.3 บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ต้นเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายจักริชฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 1,261,105.36 บาทซึ่งอายัดได้ทันทั้งจำนวน 

กรณีที่ 2 รวบเครือข่ายหลอกหญิงสูงวัยหารายได้พิเศษ โดนไป 5 แสน อายัดทันทั้งหมด นำคืนผู้เสียหาย เมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ได้พบเจอโฆษณาบนแอปพลิเคชัน TikTok อ้างว่าสามารถหารายได้พิเศษได้ เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ปลอม ที่มีหน้าม้าคอยจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ มีการโพสต์ข้อความแสดงผลกำไร และมีสมาชิกในกลุ่มร่วมยืนยันว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของ นายกิตตินันท์ฯ ซึ่งถูกใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากเหยื่อ หลังโอนเงินเสร็จสิ้น ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารเจ้าของบัญชีของ นายกิตตินันท์ฯ ได้ตรวจสอบรายการเดินบัญชีดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 เวลาประมาณ 10.44 น. ยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 70 บาท จากนั้นเวลาประมาณ 10.51 น. ได้มีบัญชีธนาคาร ของผู้เสียหาย โอนเงินเข้าไปจำนวน 500,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 500,070 บาท

เมื่อธนาคารตรวจสอบพบความผิดปกติ และพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงได้ระงับการทำธุรกรรมและอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ได้จำนวน 500,070 บาท และได้รับการประสานงานจาก กก.3 บก.สอท.1 ในเวลาต่อมา จนมีหลักฐานว่าเป็นยอดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดจริง

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ต่างให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

โดยวันนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 1,761,105.36 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

'Warroom IAC' ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อายัดเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำคืนให้แก่ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK' ได้อีก 5 ราย กว่า 2 ล้านบาท

(29 ส.ค. 68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. แถลงผลการปฏิบัติของ “Warroom IAC” ในการกวาดล้างเครือข่าย ระงับบัญชี ติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ตามปฏิบัติการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง ณ ห้อง “Warroom IAC” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในการปฏิบัติการของ “Warroom IAC” จะบูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วนในการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ภายใน 3 เดือน พบว่าตั้งแต่เปิด “Warroom IAC” วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปราบปรามเห็นผลชัดเจนขึ้น และสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายทั้งบัญชีธนาคารและคริปโตเคอเรนซี ได้รวดเร็วขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ โดยตั้งแต่วันที่ 4 - 28 สิงหาคม 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 426 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 225,093,192 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 201 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 75,246,769 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 170 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 92,145,130 บาท

ทั้งนี้ จากการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่ง ทำให้ “Warroom IAC” สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 234 ล้านบาท และล่าสุดสามารถติดตามเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพิ่มเติมได้อีก จำนวน 5 ราย จำนวน 2,058,920 บาท เพื่อนำคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย

กรณีที่ 1 : ผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่ง ได้ใช้งานเฟซบุ๊ก พบบัญชีแฟนเพจของคนร้าย ชื่อ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” ที่ลงข้อมูลแอบอ้างเป็น อาจารย์ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนชื่อดัง โดยเพจดังกล่าวได้ลงโฆษณาเชิญชวนให้เล่นหุ้น ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อเพจดังกล่าวไป ต่อมาได้แอดไลน์ และได้สนทนากับผู้ใช้ชื่อไลน์ว่า “มาย” ที่อ้างว่าเป็นเลขาของ อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์ จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้ากลุ่ม “SET Up 17” โดยในกลุ่มจะบอกราคาหุ้น จากนั้นให้ผู้เสียหายย้ายกลุ่มไปยังอีกกลุ่ม ชื่อ “Class A SET UP” เป็นกลุ่มเกี่ยวกับการเล่นหุ้น ต่อมา คนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเล่นหุ้น ผ่านโปรแกรมชื่อ “Macquaie Prime” ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง โดยได้กำไรจริงในช่วงแรก ต่อมาคนร้ายจึงชักจูงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมความเสียหายทั้งหมด 4,719,820.58 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้นำกำลังสืบสวนจนทราบว่า นายภาคภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้กระทำความผิด ได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปส่งหมายเรียกดังกล่าว ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายภาคภูมิฯ ไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 500,000 บาท อายัดได้ทันเต็มจำนวน 500,000 บาท โดยผู้ต้องหาไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : ผู้เสียหายเป็นข้าราชการรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายของสถานีตำรวจในจังหวัดขอนแก่น แจ้งให้ผู้เสียหายรอรับโทรศัพท์จาก DSI จากนั้นได้มีคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI โทรมาหา แจ้งว่าผู้เสียหายยักยอกเงินของทางราชการ และได้หลอกให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE หลังจากพูดคุยคนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับผลประโยชน์ จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ จากการทำธุรกรรมในบัญชีดังกล่าว จากนั้นคนร้ายข่มขู่ให้ผู้เสียหายแจ้งทรัพย์สินที่ผู้เสียหายมีอยู่ให้คนร้ายทราบ เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบต่อการรับราชการของผู้เสียหาย และคนร้ายจะให้การช่วยเหลือกรณีดังกล่าว ต่อมาคนร้ายแจ้งให้ผู้เสียหายให้โอนเงินทั้งหมดให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินไปจำนวน 497,900 บาท จากนั้นคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 100,000 บาท ต่อมาคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 170,000 บาท แต่ผู้เสียหายหมดเงินแล้ว จึงไม่ได้โอนไปให้ รวมความเสียหายที่ถูกหลอกลวงไปทั้งสิ้น จำนวน 767,900 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายอนุชิต ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 497,900 บาท ซึ่งภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายอนุชิต ฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถอายัดได้ทันทั้งหมด จำนวน 497,900 บาท 

กรณีที่ 3 : ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการรายหนึ่งได้ถูกหลอกลวง โดยมิจฉาชีพติดต่อมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งว่ามีเอกสารที่ยังไม่ได้เซ็นรับ ซึ่งเอกสารดังกล่าวจ่าหน้าซองว่าถูกส่งมาจากกรมบัญชีกลาง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ตามคำแนะนำ โดยคนร้ายใช้ชื่อบัญชีไลน์ว่า“กลุ่มผู้เกษียณอายุ” และ “กนกรัตน์ หิรัญบูรณะ” ต่อมาคนร้ายได้ให้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำ กระทั่งได้ถูกหลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร รวมความเสียหายกว่า 768,020 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาววรรณนิษาฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 411,010 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 411,010 บาท

กรณีที่ 4 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้สั่งซื้อของออนไลน์ เมื่อโอนเงินไปแล้วปรากฎว่าไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ต่อมาได้มีคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ติดต่อมาหาอ้างว่าจะช่วยเอาเงินคืนให้ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ คนร้ายได้แล้วดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “DDos ชุดที่ 88” จากนั้นได้เริ่มให้ผู้เสียหายโอนเงินครั้งแรกเป็นค่าเข้ากลุ่ม ต่อมาคนร้ายได้ใช้กลอุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเพื่อเป็นค่าดำเนินการในการติดตามเงินค่าสินค้าคืน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3,691,061.54 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาวสุนีย์ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 370,010 บาท

กรณีที่ 5 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ใช้งานแอปพลิเคชัน facebook ต่อมาได้ถูกชักชวนจากในโซเชียลให้นำเงินไปลงทุนในแพลตฟอร์ม vips-psl .com ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินลงทุน ต่อมาไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด จำนวน 9 ครั้ง ความเสียหายรวม จำนวน 4,315,000 บาท

จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน
ในสังกัด รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการ จนสามารถออกหมายจับได้แล้วหลายราย โดยล่าสุดได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ติดตามจับกุม นายสิทธิศักดิ์ฯ อายุ 42 ปี หนึ่งในขบวนการได้ในพื้นที่ จ.ชุมพร เจ้าตัวสารภาพว่าได้ถูกว่าจ้างให้เปิดบัญชี โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายสิทธิศักดิ์ฯ ไว้ได้ จำนวน 280,000 บาท 

โดยวันนี้ “Warroom IAC” หรือ ศกค. นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผบ.ศกค. ได้นำเงินจำนวน 2,058,920 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย ตามปฏิบัติการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

กัมพูชาฟันรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ไปกว่า 620,000 ล้านบาท สามารถซื้อเครื่องบินรบ ‘กริพเพน’ ได้เป็นกองทัพ

(9 ก.ย. 68) จากการรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก ซึ่งมีการเปิดเผยรายได้จากเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชามีมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 620,000 ล้านบาท คิดเป็นกว่า 60% ของจีดีพีประเทศ 

โดยตัวเลขดังกล่าวถูกนำมาเทียบกับการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ของไทย ที่มีราคาประมาณ 4,875 ล้านบาทต่อเครื่อง หากกัมพูชานำรายได้สแกมเมอร์มาใช้ ก็สามารถจัดหา Gripen E/F ได้มากถึง 130 ลำ 

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวถูกพูดถึงท่ามกลางกระแสที่นักศึกษากัมพูชาในสหรัฐฯ ระดับปริญญาโทด้านกิจการระหว่างประเทศ ได้ออกแคมเปญรณรงค์ให้ชาวกัมพูชาร่วมลงชื่อ และเตรียมส่งหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสวีเดน เพื่อขอให้พิจารณาระงับการขายอาวุธให้แก่ประเทศไทย

สหรัฐฯ คว่ำบาตรเครือข่ายไซเบอร์สแกมเมอร์ ‘เมียนมา–กัมพูชา’ หวังสกัดเงินหลายหมื่นล้าน…จากการขโมยเงิน ‘ชาวอเมริกัน’

เมื่อวานนี้ (9 ก.ย. 68) สหรัฐอเมริกา ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในเมียนมาและกัมพูชา หลังพบว่าธุรกิจผิดกฎหมายเหล่านี้ขโมยเงินจากชาวอเมริกันมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า ขบวนการดังกล่าวเกี่ยวพันกับการค้ามนุษย์ หลอกล่อผู้คนหลายแสนรายเข้าสู่คอมพาวด์หลอกลวงทางออนไลน์ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา

นายจอห์น เค. เฮอร์ลีย์ (John K. Hurley ) รองปลัดกระทรวงการคลังด้านข่าวกรองการก่อการร้ายและการเงิน กล่าวว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่เพียงคุกคามความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ยังทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกเป็นทาสในยุคสมัยใหม่ ทั้งการกักขัง ใช้ความรุนแรง และขู่บังคับด้วยหนี้สินหรือการบังคับค้าประเวณี

มาตรการคว่ำบาตรครั้งนี้ครอบคลุมบริษัทและบุคคล 9 ราย ในเมืองชเวก๊กโก รัฐกะเหรี่ยง ของเมียนมา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรมที่ก่อตั้งโดยกลุ่ม Yatai International Holdings จากฮ่องกง ร่วมกับกองทัพกะเหรี่ยงที่หนุนหลังรัฐบาลทหารเมียนมา รวมถึงอีก 10 องค์กรในกัมพูชา ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงสกุลเงินดิจิทัลและการฟอกเงิน

นอกจากนี้ รายงานของสถาบันวิจัยนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลียชี้ว่า ตั้งแต่เกิดรัฐประหารในปี 2021 ศูนย์หลอกลวงในเมียนมาขยายตัวรวดเร็ว จากพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธเข้าสู่เขตที่กองทัพเมียนมาครอบงำ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชาถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าละเลยการปราบปรามเครือข่ายเหล่านี้ แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top