Wednesday, 2 September 2026
เกาหลีใต้

ทรัมป์สั่งลดซ้อมรบร่วมเกาหลีใต้!! ชี้แพง–ส่งสัญญาณแข็งต่อเกาหลีเหนือเกินไป อ้างสัมพันธ์ดีกับ คิม จองอึน แต่เหตุผลลึกอาจเพราะโซลปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่าน การฝึกรอบปีหน้าคาดเปลี่ยนแปลงชัดเจน

ทรัมป์สั่งลดการซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ อ้างสัมพันธ์ดีกับคิม จองอึน หรือแท้จริงอาจไม่พอใจโซลที่ปฏิเสธร่วมกดดันอิหร่านปลดนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้ลดลงระดับ การซ้อมรบร่วมกับเกาหลีใต้ โดยให้เหตุผลว่าการฝึกดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง และยังเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่เหมาะสมและเป็นปรปักษ์ต่อเกาหลีเหนือ ซึ่งทรัมป์ย้ำว่าตนเองมี “ความสัมพันธ์ที่ดีมาก” กับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวอาจแทบไม่ทันส่งผลต่อการฝึก Ulchi Freedom Shield 2026 ในปีนี้ เนื่องจากทรัมป์เองยอมรับว่า “สายเกินไปที่จะยกเลิก” ขณะที่การฝึกมีกำหนดเริ่มวันที่ 17 สิงหาคม และดำเนินไปจนถึงวันที่ 27 สิงหาคม โดยกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ยืนยันว่าการฝึกจะยังดำเนินต่อไปตามกำหนด
การฝึกร่วมในรอบปีหน้าอาจเป็นช่วงที่เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจนกว่า หากรัฐบาลทรัมป์ยังคงดำเนินนโยบายลดระดับการซ้อมรบกับเกาหลีใต้เพื่อเปิดทางสำหรับการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเปียงยาง

ขณะที่รอยเตอร์รายงานว่า เหตุผลที่ทรัมป์สั่งลดระดับการฝึกร่วม อาจมาจากความไม่พอใจที่เกาหลีใต้ปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมในความพยายามเกี่ยวกับการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยนำประเด็นดังกล่าวมากล่าวควบคู่กับคำสั่งลดการซ้อมรบครั้งนี้ด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1375815108040179/?rdid=9isrKrMTjTKWAvv6#

เกาหลีใต้ลังเลส่ง PAC-3 !! ยูเครนขอขีปนาวุธสกัดกั้น โซลไม่ปล่อยของหวั่นภัยเกาหลีเหนือ เซเลนสกิย้ำต้องได้อาวุธใหม่ ความขัดแย้งยังคงเพิ่มความตึงเครียด

ยูเครนขอ Patriot PAC-3 จากเกาหลีใต้ แต่โซลยัง “ยึกยัก” ห่วงของตัวเองไม่พอรับมือเกาหลีเหนือ

เกาหลีใต้แสดงท่าทีอึดอัดใจต่อคำร้องขอจากยูเครนที่ต้องการให้โซลสนับสนุน ขีปนาวุธสกัดกั้น PAC-3 สำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot

เกาหลีใต้ให้เหตุผลว่าจำเป็นต้องรักษาคลังขีปนาวุธของตนเองไว้ให้เพียงพอสำหรับรับมือภัยคุกคามและการยั่วยุที่อาจเกิดขึ้นจาก เกาหลีเหนือ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ Chosun Ilbo ของเกาหลีใต้

ท่าทีของเก่หลีใต้ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ยูเครนกำลังต้องการขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติมอย่างมาก โดยเซเลนสกีย้ำมาตลอดว่า จะทำทุกวิถีทาง และทุกโอกาสให้การมีขีปนาวุธสกัดกั้นเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรับมือการโจมตีของรัสเซียและการผ่านฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2145833696312372&set=gm.827437620395546&idorvanity=194174770388504

คดีสาวจีนในแทกูสะเทือนสังคม!! จากทริปรับปริญญาสู่โศกนาฏกรรม สาวจีนรับปริญญาเกาหลีใต้หายปริศนา ก่อนพบเป็นศพในบ้านอาจารย์ ตำรวจเร่งสอบปมฆาตกรรม

สาวจีนไปรับปริญญาที่เกาหลีใต้ก่อนหายตัว สุดท้ายพบศพในบ้านอาจารย์

เหวินเหวิน (นามสมมุติ) หญิงชาวจีนวัย 25 ปี เพิ่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแดกูคาทอลิก (Daegu Catholic University) ในเกาหลีใต้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาและเดินทางกลับจีนหลังจบการศึกษา

กระทั่งวันที่ 14 ส.ค. เธอเดินทางกลับไปยังเมืองแทกู เกาหลีใต้เพียงลำพัง เพื่อไปรับใบปริญญาที่มหาวิทยาลัย โดยมีกำหนดเดินทางกลับจีนจากท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในวันที่ 23 ส.ค. เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ชีวิตของหญิงสาวดูเหมือนกำลังเดินหน้าไปสู่บทใหม่อย่างราบรื่น แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดกลับเกิดขึ้นก่อนที่เธอจะได้เดินทางกลับบ้าน

หลังเดินทางถึงเกาหลีใต้ เหวินเหวินยังคงติดต่อกับครอบครัวที่จีนอย่างสม่ำเสมอและรายงานความเคลื่อนไหวให้พี่สาวทราบทุกวัน โดยคืนวันที่ 19 ส.ค. เวลาประมาณ 23.30 น. ทั้งคู่ยังพูดคุยกันผ่านวิดีโอคอลตามปกติ ไม่มีสัญญาณผิดปกติหรือความหวาดกลัวใดๆ

กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 20 ส.ค. เวลาประมาณ 19.00-20.00 น. เหวินเหวินเก็บสัมภาระออกจากที่พักของเพื่อน โดยตั้งใจจะไปพักที่โรงแรมย่านการค้าทงซองโรในเมืองแทกู ก่อนเดินทางต่อไปยังสนามบินอินชอน แต่หลังจากออกจากที่พัก เธอกลับขาดการติดต่อ โทรศัพท์ถูกปิดและไม่สามารถติดตามที่พัก การใช้จ่ายหรือเส้นทางการเดินทางได้ ขณะที่ข้อมูลตรวจคนเข้าเมืองระบุว่าเธอมีเพียงประวัติเดินทางเข้าเกาหลีใต้และยังไม่มีข้อมูลการเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อครอบครัวเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเริ่มความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ฃกระทั่งวันที่ 22 ส.ค. ครอบครัวได้แจ้งความในจีน ก่อนที่ข้อมูลคดีจะถูกส่งต่อให้ตำรวจเกาหลีใต้ดำเนินการ โดยในช่วงแรก คดีถูกจัดเป็นกรณีบุคคลสูญหายทั่วไป ทำให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างล่าช้า

เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านภาษา ครอบครัวจึงต้องว่าจ้างทนายความในเกาหลีใต้เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบคดี แต่สามารถได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ครอบครัวจึงติดต่อสถานกงสุลใหญ่จีน ณ เมืองปูซานเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมเผยแพร่ข้อมูลตามหาผ่านช่องทางออนไลน์ โดยหวังว่าจะสามารถพบตัวและยืนยันได้ว่าเธอยังปลอดภัย

ต่อมา ช่วงค่ำของวันที่ 21 ส.ค. เจิ้งชางเซิ่ง ชายชาวจีนเชื้อสายเกาหลีวัย 30 กว่าปีและผู้ถือสถานะผู้พำนักถาวรในเกาหลีใต้เดินทางเข้าแจ้งความกับตำรวจด้วยตัวเอง โดยอ้างว่าเป็นแฟนหนุ่มของเหวินเหวิน พร้อมแจ้งว่าเธอหายตัวไปและขอให้ตำรวจช่วยติดตามหา เขายังแสดงท่าทีวิตกกังวลและให้ความร่วมมือในการสอบถามของตำรวจอย่างเต็มที่

แต่เมื่อการสืบสวนลงลึกมากขึ้น คำให้การของเขากลับพบพิรุธหลายจุดและไม่สอดคล้องกับภาพจากกล้องวงจรปิด ทำให้ข้อสงสัยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชุดสืบสวนจึงเร่งปรับแนวทางการทำงานและยกระดับจากคดีคนหายเป็นคดีฆาตกรรม กระทั่งช่วงเย็นวันที่ 25 ส.ค. ตำรวจเข้าควบคุมตัวเจิ้งชางเซิ่ง ก่อนเข้าตรวจค้นบ้านพักของเขาในตำบลฮายัง เมืองคย็องซานและพบร่างไร้วิญญาณของเหวินเหวินอยู่ภายใน

เจิ้งชางเซิ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนในสถาบันการศึกษาที่เหวินเหวินศึกษาอยู่ โดยทั้งสองมีความสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์กับนักศึกษา ส่วนความสัมพันธ์ในฐานะแฟนที่เขากล่าวอ้างนั้นเป็นเพียงข้อมูลที่เขาอ้างต่อบุคคลภายนอกฝ่ายเดียวและตำรวจยังไม่ได้ยืนยันว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวแต่อย่างใด ทั้งนี้มีข้อมูลว่าเหวินเหวินมีคนรักอยู่ที่จีนอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน อดีตนักศึกษาบางรายได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยอ้างว่าเจิ้งชางเซิ่งเคยมีพฤติกรรมคุกคามนักศึกษาหญิงและถึงขั้นใช้เรื่องการจบการศึกษาเป็นเงื่อนไขกดดันนักศึกษา และหตุร้องเรียนในครั้งนั้นก็ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

หลายฝ่ายสงสัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งสอง รวมถึงแรงจูงใจที่อาจอยู่เบื้องหลัง โดยตำรวจเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม

ด้านสถานกงสุลใหญ่จีน เมืองปูซานได้ขอให้ตำรวจเกาหลีใต้เร่งตรวจสอบรายละเอียดของคดีอย่างรอบด้านและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมาย พร้อมทั้งจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตในการจัดการเรื่องต่างๆ ความจำเป็นตลอดกระบวนการ

แม้เกาหลีใต้จะมีสถานการณ์ด้านความปลอดภัยโดยรวมอยู่ในระดับดี แต่ในพื้นที่ห่างไกล การถูกคนรู้จักทำร้ายอาจรับมือได้ยากกว่าการเผชิญเหตุจากคนแปลกหน้า เนื่องจากความคุ้นเคยทำให้หลายคนไม่ทันระมัดระวัง

ขณะนี้ทุกฝ่ายยังคงเฝ้ารอความจริงจากกระบวนการยุติธรรมเกาหลีใต้ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและครอบครัว

ที่มา : https://www.facebook.com/100059514523438/posts/1431822808811523/?rdid=o9c9h5bV6aBHEj0S#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top