Friday, 5 June 2026
เกาหลีใต้

‘อี แจมยอง’ ปธน.เกาหลีใต้ ให้คำมั่น!! ช่วยแรงงานโสมขาว 300 ชีวิต ถูกจับในโรงงานฮุนไดสหรัฐฯ

(7 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง สั่งรัฐบาลเร่งช่วยเหลือพลเมืองกว่า 300 คนที่ถูกจับกุมในปฏิบัติการตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ที่โรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ของฮุนได ในรัฐจอร์เจีย ซึ่งนับเป็นการกวาดล้างแรงงานต่างชาติครั้งใหญ่ที่สุดของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ

นายโช ฮยอน (Cho Hyun) รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ เปิดเผยว่ารัฐบาลได้ตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อติดตามสถานการณ์ และพร้อมเดินทางไปวอชิงตันหากจำเป็น พร้อมย้ำมีความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์นี้ โดยเกาหลีใต้เรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินการอย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว ไม่ให้กระทบต่อสิทธิและผลประโยชน์ของพลเมืองที่ทำงานอย่างถูกต้องในโรงงาน

รายงานระบุว่า มีแรงงานรวมกว่า 475 คนถูกจับกุม โดยในจำนวนนี้เป็นชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คน เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ซึ่งอาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสองประเทศที่กำลังถกเถียงกันเรื่องข้อตกลงการค้าและการลงทุนกว่า 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ด้านฮุนได (Hyundai Motor Group) และแอลจี (LG Group) ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานดังกล่าว ระบุว่าจะตรวจสอบผู้รับเหมาและเร่งหาทางช่วยเหลือพนักงานที่ถูกควบคุมตัว ขณะที่นักการเมืองสหรัฐฯ หลายฝ่ายวิจารณ์การบุกจับครั้งนี้ว่าไม่ช่วยแก้ปัญหาอาชญากรรม แต่กลับบ่อนทำลายความเชื่อมั่นระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นแทน

ปธน.เกาหลีใต้ รับบริษัทเอกชนเริ่มลังเล!! ลงทุนในสหรัฐฯ หลังบุกจับแรงงานโสมขาวครั้งใหญ่ ที่โรงงานผลิตแบตฯ รัฐจอร์เจีย

(11 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจมยอง แถลงว่า การบุกตรวจคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนในรัฐจอร์เจียของสหรัฐ อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนโดยตรงจากเกาหลีใต้ในอนาคต พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความสับสนให้กับบริษัทเกาหลีใต้ที่ไปตั้งโรงงานในสหรัฐ

เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปฏิบัติการครั้งใหญ่ที่สุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) ในรอบหลายปี โดยมีการควบคุมตัวแรงงานจำนวนมากจากโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเอลลาบ รัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนของฮุนได (Hyundai) และแอลจี เอนเนอร์จี โซลูชัน (LG) ทำให้สังคมเกาหลีใต้ไม่พอใจ และมองว่าเป็นการบั่นทอนมิตรภาพระหว่างสองประเทศที่สืบเนื่องยาวนานตั้งแต่หลังสงครามเกาหลี

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตกลงให้แรงงานทั้งหมดกลับประเทศก่อน แล้วจึงพิจารณากระบวนการกลับเข้าสหรัฐเพื่อทำงานใหม่ ขณะที่สหรัฐยอมรับข้อเรียกร้องของเกาหลีใต้ในการส่งแรงงานกลับโดยไม่ใส่กุญแจมือ

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวมีกำหนดเดินทางกลับจากแอตแลนตาในวันพฤหัสบดีและถึงกรุงโซลในวันศุกร์ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในเกาหลีใต้ที่มองว่าภาพแรงงานถูกใส่โซ่ตรวนและพาขึ้นรถบัสเป็น “การตบหน้ามิตรภาพ” และอาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ทบทวนการลงทุนในสหรัฐ

แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐอ้างว่าผู้ถูกควบคุมตัวบางส่วนเข้าประเทศผิดกฎหมายหรืออยู่เกินวีซ่า แต่ฝ่ายกฎหมายเกาหลีใต้ยืนยันว่ามีแรงงานจำนวนหนึ่งทำงานอย่างถูกต้อง ขณะเดียวกันนักการเมืองสหรัฐเองก็เริ่มผลักดันร่างกฎหมาย Partner with Korea Act เพื่อแก้ปัญหาวีซ่าธุรกิจและแรงงานระหว่างสองประเทศให้มีความชัดเจนมากขึ้น

ผมจะไม่มีวันกลับไปสหรัฐฯ อีกแล้ว

(14 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ช่างไฟฟ้าชาวเกาหลีใต้ที่ถูกจับโยนเข้าไปในศูนย์กักกันของหน่วยงานด้านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของ #สหรัฐฯ #ICE กล่าวว่า “ผมจะไม่มีวันกลับไปสหรัฐฯ อีกแล้ว” 

“ผมโกรธมาก เพราะเราคงจะไม่ถูกจับกุมถ้ามีใครบอกไม่ให้เรามาทำงาน” นายจอง กวอน-วอน อายุ 32 ปี ช่างไฟฟ้าของบริษัทผู้รับเหมาช่วงของ LG กล่าว

เขากล่าวว่าได้ใช้โครงการ #วีซ่าเวฟเวอร์ (the visa-waiver program - VWP) ซึ่งอนุญาตให้เดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ 90 วันเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ

“นายจ้างของเราบอกว่าพวกเราสามารถมาทำงานที่นี่ได้” นายจองกล่าว “พวกเขาบอกว่านี่เป็นเรื่องปกติที่ทำกัน”

แรงงานที่ถูกส่งตัวกลับเล่าถึงประสบการณ์สะเทือนใจ เมื่อได้เห็นรถหุ้มเกราะและเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้ามา และถูกใส่กุญแจมือกับพันธนาการข้อเท้าโดยเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง

“ผมจะไม่มีวันไปสหรัฐฯ อีกแล้ว” นายจองกล่าวทิ้งท้าย

สหรัฐฯ ขอโทษเหตุบุกจับ ‘แรงงานเกาหลีใต้’ 300 ชีวิต ย้ำแรงงาน-นักลงทุนกิมจิมีคุณค่า พร้อมปรับระบบวีซ่าเอื้อ

(15 ก.ย. 68) คริสโตเฟอร์ แลนโด (Christopher Landau) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความเสียใจเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ต่อกรณีการจับกุมแรงงานชาวเกาหลีใต้จำนวนมากในสหรัฐฯ พร้อมยืนยันว่าผู้ที่เดินทางกลับประเทศจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติหากต้องการกลับเข้าสหรัฐฯ อีกครั้ง โดยเหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ออกมาแถลงขอโทษต่อสาธารณะ

หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ‘แลนโด’ เดินทางเยือนกรุงโซลและหารือกับนางพัค ยุนจู (Park Yoon-joo) รัฐมนตรีช่วยการต่างประเทศเกาหลีใต้ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และพิจารณาการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างสองประเทศ เพื่อแก้ปัญหาด้านระบบ รวมถึงการหารือการออกวีซ่าเฉพาะสำหรับแรงงานเกาหลีใต้

ฝ่ายเกาหลีใต้ย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตกใจอย่างมากในสังคม พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่เพียงเพื่อป้องกันปัญหา แต่ยังต้องปรับปรุงระบบวีซ่าให้เอื้อต่อแรงงานและนักลงทุนชาวเกาหลีใต้ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจและภาคการผลิตของสหรัฐฯ

ทั้งนี้ การเยือนของแลนโดนับเป็นการเยือนระดับสูงครั้งที่สองของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์สมัยที่สอง ต่อจากการเดินทางของประธานเสนาธิการร่วมเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ย้ำว่าต้องการให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงความร่วมมือให้เกิดประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

จับเป็นร้อย บอกยินดีต้อนรับ? ‘ทรัมป์’ ยันเวลคัมแรงงานและผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ เพราะยังมีความจำเป็นต่อสหรัฐฯ

(15 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกมาย้ำว่า สหรัฐอเมริกายังคง ‘ยินดีต้อนรับ’ แรงงานต่างชาติ แม้มีการบุกจับแรงงานชาวเกาหลีใต้เกือบ 500 คนที่ไซต์ก่อสร้างโรงงานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในรัฐจอร์เจีย เมื่อ 4 กันยายนที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลและเสียงวิจารณ์อย่างหนักในเกาหลีใต้

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการทำให้นักลงทุนต่างชาติหวาดกลัวหรือเสียกำลังใจ พร้อมย้ำว่าการนำผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยถ่ายทอดความรู้ถือเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอเมริกัน โดยเฉพาะในสินค้าที่ซับซ้อนอย่างชิป เซมิคอนดักเตอร์ และระบบรถไฟ

สำหรับการบุกจับครั้งนี้เป็นปฏิบัติการใหญ่ที่สุดของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) นับตั้งแต่เริ่มมาตรการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ระบุว่าคนงานเกาหลีใต้จำนวนมากอยู่เกินวีซ่า หรือทำงานผิดประเภท แม้ภายหลังสหรัฐฯ จะไม่ส่งตัวขึ้นศาลฯ ดำเนินคดี แต่ภาพแรงงานถูกใส่กุญแจมือและล่ามโซ่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวเกาหลีใต้

ด้าน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ-มยอง ออกมาเตือน สหรัฐฯ ว่าอาจเกิดการลังเลลงทุนในอเมริกาจากภาคเอกชน ขณะที่สหภาพแรงงานเกาหลีใต้ออกมาเรียกร้องให้ทรัมป์ขอโทษอย่างเป็นทางการเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของแรงงานและนักลงทุนเกาหลีใต้ 

‘ชาวกัมพูชา’ พลัดถิ่น…จัดชุมนุมในเกาหลีใต้ โจมตีรัฐบาล!! ‘ฮุน เซน–ฮุน มาเนต’ ทำประเทศตกต่ำ เสียศักดิ์ศรี

(15 ก.ย.68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ปราชญ์ สามสี’ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… 

เกาหลีใต้ – ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นรวมตัวชุมนุมใหญ่ โจมตีรัฐบาลฮุน เซน–ฮุน มาเนต

ที่ประเทศเกาหลีใต้ กลุ่มชาวกัมพูชาที่อยู่นอกประเทศรวมตัวกันจัดการชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยอย่างเผ็ดร้อน เพื่อต่อต้านรัฐบาลฮุน เซน และฮุน มาเนต เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังสนั่นว่า ประชาคมโลกไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกัมพูชา เพราะมองว่ารัฐบาลยังคงปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ซึ่งตรงข้ามกับหลักประชาธิปไตยที่นานาชาติเคารพ

ผู้ปราศรัยตอกย้ำว่า “แม้ไทยโจมตีจนชาวกัมพูชาต้องเสียชีวิต ประชาคมโลกก็ยังไม่ช่วย” พร้อมชี้ว่าชาวกัมพูชาถูกหลอกให้เชื่อใจรัฐบาล ทั้งที่ปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้รับการแก้ไข เขาโจมตีตรงไปยังฮุน เซนว่าเป็นผู้นำที่โกหกประชาชน และกล่าวหาฮุน มาเนตว่ามีส่วนพัวพันกับแก๊งอาชญากรรมออนไลน์

การชุมนุมครั้งนี้เต็มไปด้วยเสียงตะโกนจากผู้ร่วมกิจกรรมว่า “หยุดเดี๋ยวนี้!” เพื่อเรียกร้องให้ยุติการโกหกและการปกครองที่ล้มเหลว ผู้ปราศรัยเตือนว่า หากประชาชนยังไม่ยอมรับความจริง ประเทศกัมพูชาจะเผชิญความหายนะและอาจเข้าสู่สงครามครั้งใหม่ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลปัจจุบันอ่อนข้อและยอมเจรจาภายใต้อำนาจของไทย จนกัมพูชาสูญเสียศักดิ์ศรีและอธิปไตยของตนเอง

ปธน.เกาหลีใต้ สั่งลุย!! 'กัมพูชา' หลังคนเกาหลี ‘ถูกล่อลวง - ฆาตกรรม’ เดินหน้ายกระดับ!! ปกป้องประชาชน พลเมือง จากอาชญากรรมข้ามชาติ

(13 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘เมืองอาชญากรรมกัมพูชา’ ซึ่งก่อให้เกิดอาชญากรรมรุนแรงหลายรูปแบบที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา รวมถึงการหลอกลวงงาน การลักพาตัว การจำคุก การทรมาน และการฆาตกรรม

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวเมื่อวานนี้ (11 ต.ค.) ว่า "ประธานาธิบดีอีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ความพยายามทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องพลเมืองของเราจากอาชญากรรมของกัมพูชา"

เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่า "กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงการขอความร่วมมือจากรัฐบาลกัมพูชา และวางแผนที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมที่จำเป็น"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ โช ฮยอน ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำเกาหลีใต้ ควน พรรัตนัค เข้าพบกระทรวงการต่างประเทศ และแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉ้อโกงการจ้างงานและการกักขังพลเมืองของเราในกัมพูชาที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกันที่ประเทศกัมพูชา นักศึกษาชาวเกาหลีวัย 22 ปี ถูกพบเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม

พบว่านักศึกษาถูกหลอกลวงโดยบริษัทอาชญากรที่ลักลอบเปิดบัญชีธนาคาร และเดินทางไปกัมพูชา ก่อนจะถูกฉ้อโกงในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่พบเหยื่อมีร่องรอยการถูกทรมานทั้งรอยฟกช้ำและคราบเลือดอยู่ทั่วร่างกาย และได้รับการยืนยันว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย 

ตำรวจและสมาชิกในครอบครัวรายงานว่า เหยื่อเดินทางออกจากบ้านในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกกับครอบครัวว่าจะไปชมงานนิทรรศการที่กัมพูชา

ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่พูดสำเนียงจีน-เกาหลีว่า “นักศึกษารายดังกล่าว ก่อเหตุวุ่นวายที่นี่และถูกควบคุมตัวไว้ ส่งเงิน 50 ล้านวอน หรือ 38,500 ดอลลาร์สหรัฐ (1.15 ล้านบาท) แล้วเราจะปล่อยตัวเขา”

ครอบครัวได้ติดต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นทันที แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน การติดต่อสื่อสารกับผู้ลักพาตัวถูกตัดขาดหลังจากผ่านไป 4 วัน

อีก 2 สัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 8 ส.ค. ศพของเหยื่อ ถูกพบใกล้ภูเขาโบกอร์ในจังหวัดกำปง ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกกักขังไว้ จากการสืบสวนของตำรวจท้องถิ่น อาชญากรชาวจีน 3 คนถูกจับกุมและนำตัวขึ้นศาล เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งล่อลวงนักศึกษาวิทยาลัยก็ถูกจับกุมในเกาหลีใต้เช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ คดีหลอกลวงเรื่องงาน การกักขัง และการทรมานที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จำนวนคดีลักพาตัวชาวเกาหลีในกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 10-20 คดีต่อปี ระหว่างปี 2022-2023 แต่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 220 คดีในปีที่แล้ว และ 330 คดีในเดือนสิงหาคมปีนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเหยื่อส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวโดยองค์กรอาชญากรรมหลังจากถูกหลอกให้ "ทำงานในต่างประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูง"

ช็อกเอเชีย!! พบ ‘พาสปอร์ต’ เพียบในถังขยะ ‘กัมพูชา’ สะท้อนวิกฤต!! ค้ามนุษย์ข้ามชาติ รุนแรงขึ้นทุกวัน

(13 ต.ค. 68) มีการพบหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) มากกว่า 30 เล่มในถังขยะที่ประเทศกัมพูชา (ส่วนใหญ่เป็นของประเทศไทย) เป็นการเตือนถึงปัญหาการค้ามนุษย์ที่กำลังอยู่ในระดับวิกฤต  

ภาพถูกแชร์โดยคนเกาหลีใต้ 

ขอบคุณภาพ JH의메모

เกาหลีใต้ ซึ่งกำลังมีข่าวดังเรื่อง พลเมืองเกาหลี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์
หลอกในกัมพูชา ถูกกักขัง เรียกค่าไถ่ ทรมาน และเสียชีวิต

ตม.กัมพูชา ยืนยันพบแล้วชาวเกาหลีใต้ 80 คน อ้างทั้งหมด 'มีความสุขดี' และปฏิเสธกลับประเทศ

(15 ต.ค. 68) รัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ควบคุมตัวชาวเกาหลีใต้ราว 80 คนไว้ในความดูแล โดยทั้งหมดปฏิเสธที่จะเดินทางกลับประเทศ แม้เจ้าหน้าที่จากเกาหลีใต้จะเข้ามาประสานงานแล้วก็ตาม ข้อมูลนี้เปิดเผยโดยนายทัช สุขะ (Touch Sokhak) โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ผ่านสำนักข่าวซินหัว ของจีน

อย่างไรก็ตาม ทางการกัมพูชายังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ชาวเกาหลีใต้ทั้ง 80 คนนี้ เป็นกลุ่มเดียวกับพลเมืองเกาหลีใต้ที่รัฐบาลโซลกำลังติดตามหาหรือไม่ หลังมีรายงานจากสื่อเกาหลีใต้ก่อนหน้านี้ว่า มีชาวเกาหลีใต้ราว 80 คน “หายตัวไป” ในกัมพูชา ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งหนึ่งในนั้นเกี่ยวข้องกับกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ที่ถูกพบเป็นศพในจังหวัดกำปอต

คดีดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องสงสัยชาวจีน 2 คน และทางการกำลังติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย ขณะเดียวกัน โฆษกกัมพูชายังยืนยันว่า ครอบครัวของนักศึกษาผู้เสียชีวิตและสถานทูตเกาหลีใต้ในพนมเปญ ไม่ได้แจ้งบุคคลสูญหายอย่างเป็นทางการเข้ามา

ตร.กัมพูชาปฏิบัติการใหญ่!! รวบต่างชาติ 200 คน มั่วสุมเสพยากลางพนมเปญ สอบโยงขบวนการสแกมเมอร์

(16 ต.ค. 68) เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติกัมพูชา พร้อมตำรวจท้องที่ บุกตรวจค้นอาคารชื่อ “พิช เล เมฆ” หรือ “Diamond in the Sky” ในเขตเกาะเพชร กรุงพนมเปญ เมื่อช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา หลังสืบทราบว่ามีการเปิดสถานที่ให้บริการเสพยาเสพติดอย่างลับ ๆ โดยใช้เวลาปฏิบัติการยาวนานกว่า 6 ชั่วโมง

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมชายและหญิงได้รวมประมาณ 200 คน มีทั้งชาวจีน ชาวเวียดนาม และชาวกัมพูชา เบื้องต้นทั้งหมดถูกนำตัวไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตรวจหาสารเสพติดและสอบสวนเพิ่มเติม โดยตำรวจยืนยันว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม รายงานอีกกระแสระบุว่า อาคารดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมที่ใช้สถานที่แห่งนี้กักขังเหยื่อหลายร้อยคน ก่อนส่งต่อไปยังศูนย์สแกมเมอร์ในพื้นที่อื่น ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งขยายผลตรวจสอบเชื่อมโยงเครือข่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป พร้อมยืนยันว่าการปฏิบัติการทลายอาคารแห่งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการที่ทีมตอบโต้สถานการณ์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เดินทางมาถึงพนมเปญเมื่อคืนที่ผ่านมา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top